บทที่ 22 ความสงบ
ในระหว่างที่ผมกำลังจดจ่อกับการฝึกฝนการควบคุมมานาเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้ทำให้ผมต้องชะงักลง ผมค่อยๆ ลืมตาและเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็เทสที่กำลังเดินตรงเข้ามาหา
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าพลางแหงนมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ยังคงสว่างจ้าก่อนจะเปรยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามสไตล์ของเธอ
“ั้แ่ที่เรามาถึงที่นี่ ดูเหมือนดวงอาทิตย์จะไม่ขยับเลยนะคะ”
นั่นคือสิ่งที่ผมสังเกตเห็นมาพักใหญ่แล้วเราอยู่ที่นี่มาเกือบสิบสองชั่วโมงแต่ดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงยังคงลอยเด่นอยู่ที่เดิมเป๊ะราวกับถูกสลักไว้บนท้องฟ้า
“เควินบอกว่าในอลาสก้ามีบางที่ที่ดวงอาทิตย์ไม่ตกดินเลยนานกว่าสองเดือนบางทีที่นี่อาจจะเป็แบบนั้นก็ได้มั้งคะ?”
เทสสันนิษฐาน
ผมพยักหน้าแกนๆ
“คงงั้นมั้ง”
“มีคนบนรถบอกว่าดวงอาทิตย์สองดวงที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้มันไม่น่าเป็ไปได้เขาบ่นเื่ระบบดาวคู่แล้วก็บอกว่าดวงที่สองไม่ควรจะสว่างขนาดนี้อย่างมากก็น่าจะเป็แค่ดาวฤกษ์ที่มองไม่เห็นในตอนกลางวัน...”
ผมยักไหล่ตัดบทผมไม่มีความรู้เื่ดาราศาสตร์และไม่อยากเอาเื่วิชาการมาทำให้ปวดหัวเพิ่มในสถานการณ์แบบนี้
“แล้วฉันก็อัปเลเวล พลังจิตควบคุมวัตถุเป็เลเวลสองแล้วด้วยค่ะ”
เธอเสริมพลางโชว์ผลงานให้ดู หินก้อนเล็กๆสองก้อนลอยขึ้นเหนือฝ่ามือของเธอและหมุนวนรอบกันอย่างน่าทึ่ง
“เคยลองขว้างของแล้วใช้พลังนั่นช่วยส่งให้มันพุ่งเร็วขึ้นหรือยัง?”
ผมถาม
เธอพยักหน้า
“ยังไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ค่ะส่วนใหญ่จะทำออกมาได้แย่กว่าขว้างเองเสียอีก แต่ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ คงจะดีขึ้น”
“แล้วคนอื่นล่ะเป็ไงบ้าง?”
เธอถอนหายใจสั้นๆ
“ส่วนใหญ่เครียดเกินกว่าจะลองทำอะไรค่ะมีแค่พวกเด็กๆ ที่ดูจะปรับตัวได้ไวกว่า แต่ก็มีแค่ไม่กี่คนที่เริ่มใช้ทักษะเป็”
แม้จะคุยกับผมแต่สายตาของเธอยังคงสอดส่องไปรอบบริเวณเพื่อระวังภัยอย่างสม่ำเสมอ
“เควินเริ่มใช้ทักษะ การสะท้อนได้แล้วค่ะ ถ้าขว้างอะไรเล็กๆ ใส่เขา เขาจะสะท้อนมันกลับมาได้แต่แรงส่งจะเบาลงกว่าเดิมมาก”
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏที่มุมปากของเธอ
“เขาบอกว่ารอไม่ไหวแล้วที่จะได้เป็ผู้กล้า”
โธ่ไอ้หนู... ดูการ์ตูนมากไปหรือเปล่าผมได้แต่ค่อนแคะในใจ
ในจังหวะนั้นเองกลุ่มเด็กนักเรียนก็เดินตรงเข้ามาหาเรา เด็กชายที่เป็คนนำกลุ่มมองผมแล้วยิ้มแป้น
“พี่ต้องเป็นักฆ่าหมาป่า คนนั้นแน่เลย!ผมก็นึกว่าพี่จะตัวสูงกว่านี้ซะอีก”
“...”
“แถมพี่ตัวเหม็นนิดหน่อยนะเนี่ย”
“เควิน!”
เด็กสาวคนหนึ่งะโดุเขาทันควัน
นี่มันจงใจหาเื่กันชัดๆผมขมวดคิ้วมองเ้าเด็กนี่ ผมจำเขาได้...เขาคือเ้าของเสียงหัวเราะน่ารำคาญที่ทำให้ผมหงุดหงิดก่อนที่จะทะลุมิติมาที่โลกบ้าๆนี่
“ฮ่าๆ ขอโทษทีครับแต่ก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
เขายื่นมือออกมาทำเป็มิตร
ผมเมินมือเขาทันทีและยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นตามเดิมเด็กสาวคนเดิมผลักเพื่อนจอมกวนของเธอไปข้างหลัง
“พ-พวกเราขอโทษนะคะ เควินเขา...บางทีก็เพี้ยนแบบนี้แหละค่ะ”
เธอไม่สนใจท่าทีฮึดฮัดของเพื่อนแล้วหันมายิ้มอย่างเอียงอายให้ผม
“พวกเราแค่อยากมาขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่พี่ทำน่ะค่ะ”
เอาเถอะ ในที่สุดก็มีคนเห็นหัวกันบ้างแต่ถ้าจะให้ดี นอกจากคำชมแล้วมีช็อกโกแลตติดมือมาด้วยจะซึ้งใจกว่านี้มากพับผ่าสิ... ผมอยากกินของหวานชะมัด
ถึงความจริงผมจะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอดเองทั้งนั้นแต่ในเมื่อพวกเขาได้รับผลพลอยได้ไปด้วยการที่เขารู้จักสำนึกบุญคุณก็ถือว่าเป็เื่ที่ถูกต้องแล้วผมจึงทำเพียงพยักหน้าตอบรับคำขอบคุณนั้นไปนิ่งๆ
หลังจากนั้นเทสก็เริ่มแนะนำเด็กคนอื่นๆในกลุ่มให้ผมรู้จัก
เควิน วิลสัน เด็กหนุ่มวัย 18ปีที่มีผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิง เขาคือเ้าเด็กปากเสียคนนั้นส่วนเด็กสาวที่เข้ามาขอบคุณผมเธอชื่อ ลิลลี่ เฉิน อายุ 17 ปีท่าทางขี้อายและรวบผมสีดำเป็หางม้าดูเรียบร้อย
และคนสุดท้ายคือ คิม มินแจ เด็กชายวัย 15ปีที่สวมแว่นตาหนาเตอะ ดูผอมแห้งแรงน้อยจนน่ากังวล
“หลังจากนี้พวกเราจะคอยระวังหลังให้พี่เองนะ!”
เควินยิ้มร่าพลางประกาศตัว
เขาดูร่าเริงและมองโลกในแง่ดีจนน่าหมั่นไส้ผมเริ่มรู้สึกไม่ถูกชะตากับพลังงานล้นเหลือของเขาเข้าให้แล้วสิ
พวกเอ็กซ์โทรเวิร์ตนี่แหละคือศัตรูตัวฉกาจของผมเลยผมรู้สึกเหมือนเขากำลังดูดพลังชีวิตไปจากผมยังไงยังงั้นหรือว่ามันจะเป็ทักษะของเขาจริงๆ กันแน่?
เทสน่าจะสังเกตเห็นรังสีความหงุดหงิดที่เริ่มแผ่ออกมาจากตัวผมเธอเลยรีบเบรกเควินที่กำลังพล่ามเื่อาชีพที่เขาอยากเป็ไม่ว่าจะเป็เนโครแมนเซอร์หรือผู้กล้าจอมพลังมันฟังดูน่าปวดหัวไปหมดสำหรับผมในตอนนี้
“ผมอยากโชว์อะไรให้พี่ดูหน่อย”
เขายิ้มกว้างอีกครั้ง
“พี่ลองขว้างหินใส่ผมดูดิ!”
เมื่อเขาเอ่ยปากท้าทาย ผมก็ไม่ปฏิเสธผมหยิบหินจากพื้นขึ้นมาแล้วขว้างใส่เขาทันทีโดยเล็งไปที่หว่างคิ้วพอดิบพอดีซึ่งนั่นทำให้เขาดูในิดหน่อย
แต่ในจังหวะที่หินเกือบจะถึงตัวมันก็เบี่ยงทิศทางและพุ่งกลับมาหาผมอย่างช้าๆรอยยิ้มอวดดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเ้าเด็กนั่นทันที
ทว่า...หินก้อนที่สองที่ผมแอบขว้างตามไปติดๆ ก็กระแทกเข้าที่หน้าผากเขาเต็มรัก!
“โอ๊ย!”
เขาร้องลั่นเซถอยหลังพลางลูบหน้าผากตัวเองแล้วจ้องมองผมด้วยสายตาตัดพ้อ
“อะไรเนี่ยพี่!”
เขาร้องประท้วงด้วยความเ็ปซึ่งผมมองว่าเขาควรจะโดนแบบนั้นแหละและผมก็ไม่ใช่คนใจดีพอจะมานั่งออมมือให้ใครในเวลาแบบนี้เสียด้วย
“ทำแบบนั้นทำไมอ่ะ?”
เขาถามพลางกุมหน้าผากมองผมเหมือนลูกหมาที่น่าสงสาร
“ฉันแนะนำให้ไปฝึกมาเพิ่มอีกหน่อยนะ”
ผมบอกเสียงนิ่ง
ทักษะของเขาดูจะมีประโยชน์พอตัวเลยล่ะแต่มันจะไร้ความหมายทันทีถ้าคนใช้ดันทำตัวเป็แค่ตัวตลก
เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“พี่พูดเหมือนพ่อผมเป๊ะเลยฝึกเพิ่มหน่อยนะเควิน ใช้สมองหน่อยนะเควิน ทำไมโง่แบบนี้ล่ะเควิน”
เขาทำท่าทางประกอบอย่างบ้าคลั่งก่อนจะกลับมาจ้องหน้าผม
“แต่นั่นแหละ ไม่ต้องห่วง ผมจะฝึกครับ!”
ดูจากท่าทางและน้ำเสียงผมบอกได้เลยว่าเขามองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อยต่างจากคิมและลิลลี่ที่ดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดสังเกตได้จากการที่พวกเขามักจะสะดุ้งเป็พักๆและคอยเหลียวมองเข้าไปในป่าด้วยความกังวลตลอดเวลา
แต่ก็นะ...คนแบบเควินอาจจะช่วยให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงบ้างมีไว้ก็คงไม่เสียหายอะไร
“แล้วเจอกันครับ!”
เขาโบกมือลาก่อนจะพาลูกทีมเดินจากไปคิมพยักหน้าให้ผมส่วนลิลลี่ยิ้มจางๆ ให้หนึ่งที
“ฉันจะกลับไปเฝ้ายามต่อแล้วนะคะ”
เทสบอก ผมพยักหน้าตอบรับสั้นๆก่อนที่เธอจะแยกตัวไป
“เ้าหมูอ้วน มานี่เร็ว!”
ผมได้ยินเสียงเควินะโเรียกเ้าคอร์กี้บิสกิตขณะที่พวกเขาเดินห่างออกไป
“ชื่อบิสกิตต่างหากล่ะคุณซาแมนธาคงไม่ชอบแน่ถ้าได้ยินนายเรียกแบบนั้น”
เสียงของลิลลี่พูดแทรกขึ้นมาก่อนที่บทสนทนาของพวกเด็กๆ จะค่อยๆ เลือนหายไปจากระยะการได้ยินทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวผมอีกครั้ง
ในนาทีนี้ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างที่ควรจะเป็ผมเองก็อยากให้ความสงบราบรื่นนี้คงอยู่ต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความลึกลับ และระบบเฮงซวยที่คาดเดาอะไรไม่ได้แบบนี้ไหนจะเ้าหมีั์ระดับหายนะที่พร้อมจะโผล่ออกมาขย้ำพวกเราได้ทุกเมื่อใครจะไปรู้ว่าความสงบชั่วคราวตรงหน้าจะถูกฉีกกระชากทิ้งไปตอนไหน
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เพื่อสลัดความกังวลเ่าั้ทิ้งไปในเมื่ออนาคตมันคาดเดาไม่ได้สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในตอนนี้คือการทุ่มเทเคี่ยวเข็ญตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นเพราะนั่นคือทางรอดเดียวที่ผมคิดออกในโลกที่โหดร้ายใบนี้