เสียงเพลงแซกโซโฟนอันนุ่มนวลไม่สามารถกลบเสียงฟ้าผ่าที่ดังขึ้นข้างหูของซุนฮุยได้
ประกายแสงคริสตัลที่หรูหราไม่สามารถปกปิดเงาร่างที่อยู่ตรงหน้าซุนฮุยได้
ความหนาวเย็นที่ไม่ทราบสาเหตุพาดผ่านกระดูกสันหลังของซุนฮุย
ในตอนนี้เวลาเหมือนหยุดหมุน
เขาเป็นเหมือนหุ่นเชิดที่ถูกตัดสายทั่วทั้งร่างนิ่งค้างไป ดวงตาเบิกกว้าง ปากอ้าขึ้นเล็กน้อย ภายในสมองขาวโพลน
“พี่ฮุยเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?” เมื่อเห็นซุนฮุยยืนอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อนฟั่นถ่งก็ถามขึ้นด้วยแววตาสับสน
ซุนฮุยไม่พูดไม่จาเขาเหมือนกับถูกไฟฟ้าช็อต สติหลุดลอยออกจากร่าง
ลมหายใจของเขาถี่และกระชั้นขึ้นเหมือนเขากำลังเผชิญหน้ากับยักษ์ ความรู้สึกเหมือนห่างกันเพียงเอื้อมมือ แต่มันคือแสนไกลทำให้เขาทั้งรู้สึกหวาดกลัวและตื่นเต้นยินดี
“ถูกต้องฉันรู้อยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีที่มีแบล็คการ์ดของท่านประธานต้องมีเพียงคุณซูฮ่าวคนเดียวเท่านั้น” ภายในหัวใจของซุนฮุยสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างอดไม่ได้สายตามองตรงไปทางซูฮ่าว
“หือ?” หลังจากเขาเลื่อนขั้นเป็นนักรบโบราณระดับเซียนเทียนขั้นกลางแล้วการรับรู้ของซูฮ่าวก็แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ภายในชั่วพริบตาเขาก็สามารถสังเกตได้ว่ามีคนกำลังจ้องมองเขาอยู่
เขาหันหน้ากลับมามองทางซ้ายจากนั้นก็เห็นใบหน้าที่สั่นเทาของซุนฮุยได้ในทันที
ซูฮ่าวชะงักไปเล็กน้อย แล้วเดินเข้ามาหาพร้อมอุทานด้วยความประหลาดใจว่า “เอ๋ ฉันจำได้ว่าคุณ… ”
“นี่คือพี่ฮุยเจ้าของร้านหงเซ่อเหนียนหัว!” ซุนฮุยยังไม่ทันได้พูดอะไรแต่ฟั่นถ่งกลับลุกขึ้นยืนแล้วแนะนำตัวด้วยความภาคภูมิใจ
เสียงของเขาดังมากและดั้งก้องไปทั่วห้องส่วนตัวระดับคิงเป็นเวลานาน
เพื่อนร่วมชั้นที่อยู่โดยรอบได้ยินดังนั้นก็หันมามองที่เขาด้วยความประหลาดใจ
ซุนฮุยดูเหมือนเป็นผู้ชายอายุประมาณสามสิบกว่าปีที่ไว้หนวดตัวไม่สูง แต่ดูมีออร่าของเจ้าคนนายคน
เพื่อนร่วมชั้นที่เย่อหยิ่งรีบประจบประแจงในทันที “ได้ยินผู้จัดการฟั่นพูดถึงพี่ฮุยมานานแล้วอีกทั้งเขายังบอกตลอดว่าพี่ฮุยเป็นผู้ชายที่หล่อเหลา ความสามารถโดดเด่นเพิ่งได้เจอในวันนี้ นับว่าสมคำเล่าลือจริงๆ ฉันคงต้องยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว”
“ใช่แล้วทันทีที่ฉันเห็นพี่ฮุย ฉันก็รู้แล้วว่าพี่ฮุยต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่” เพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่อยู่บริเวณรอบข้างก็พยายามชื่นชมเพื่อหวังว่าจะทำให้ซุนฮุยประทับใจ
ที่ฟั่นถ่งสามารถทำรายได้สุทธิหลักล้านต่อปีก็เป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากซุนฮุยหากพวกเขาสามารถมีความสัมพันธ์กับซุนฮุยได้ ให้อีกฝ่ายแนะนำงานดีๆ ให้รายได้ของพวกเขาก็จะได้เพิ่มขึ้น!
มุมปากของซุนฮุยกระตุกขึ้นในตอนนี้เขารู้สึกว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก
คนพวกนี้มันโง่หรือ? ซูฮ่าวมีอำนาจล้นฟ้าไม่ประจบสอพลอแต่กลับมาเยินยอเขาอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า?
ซูฮ่าวมองหน้าซุนฮุยด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ฉันก็คิดอยู่แล้วว่าหน้าคุ้นๆที่แท้ก็พี่ฮุยนั่นเอง เหมือนว่าก่อนหน้านี้พวกเราเคยเจอกันที่หงเซ่อเหนียนหัวมาก่อนใช่หรือเปล่า?”
“ไม่กล้าครับไม่กล้าเรียกผมว่าเสี่ยวฮุยก็พอ” ซุนฮุยได้ยินดังนั้นก็มีใบหน้าซีดขาวแล้วรีบพูดขึ้นมาว่า “ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณซู…”
เขายังพูดไม่ทันจบแต่ก็รีบหุบปากเอาไว้ในทันที
เพราะเขาเห็นว่าซูฮ่าวขยิบตาส่งสัญญาณให้กับเขาเห็นได้ชัดว่าไม่อยากจะให้เขาเปิดเผยตัวตนออกไป
ฟั่นถ่งที่อยู่ด้านข้างไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของซุนฮุยเลยตอนนี้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเกินไปหน่อย
คนอย่างซูฮ่าวก็เป็นเพียงแค่ไอ้ไก่อ่อนเดิมทีไม่จำเป็นจะต้องพูดสุภาพกับเขาแบบนี้ก็ได้
แต่ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ฟั่นถ่งหันหน้าไปมองทางซูฮ่าว สีหน้าตื่นเต้นยินดี “ฉันรู้มาจากพี่ฮุยว่า แบล็คการ์ดของท่านประธานให้เจ้าของใช้ได้คนเดียวเท่านั้นหรือหากคนในครอบครัวเป็นผู้ใช้ เจ้าของก็จะต้องมาด้วยเสมอไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นการแอบอ้าง และถูกลงโทษจากพี่เทียน”
“อ่า? แล้วอย่างไรล่ะ?” ซูฮ่าวถามกลับพร้อมรอยยิ้ม
“นายยังไม่เข้าใจคำพูดของฉันอีกหรือ?” ฟั่นถ่งขมวดคิ้วขึ้นเป็นปม แล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “เดิมทีแล้วแบล็คการ์ดของท่านประธานมันไม่ใช่ของคุณ!”
ทันทีที่สิ้นเสียงทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็รู้สึกตกใจอย่างมาก
ซูฮ่าวหัวเราะออกมาเล็กน้อย “แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่ามันไม่ใช่ของฉัน?”
“รู้ได้อย่างไรน่ะหรือ?” ฟั่นถ่งแค่นหัวเราะออกมา สีหน้าเผยอารมณ์ทุกอย่างออกมา “ฉันเพิ่งคุยกับพี่ฮุยมาก็เลยรู้ว่า ในบรรดาผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานมีเพียงคนเดียวที่อายุยี่สิบกว่าปีและคนนั้นก็คือ คุณซูฮ่าว ที่เป็นคู่หมั้นกับไป๋เหวินหลิงประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว”
“คุณซูฮ่าวเคยมีเรื่องบาดหมางกับพี่เทียนแต่ระหว่างนั้นคุณซูฮ่าวได้โทรไปหาคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่หรงดังนั้นเพื่อเป็นการขอโทษพี่เทียนจึงให้คนส่งแบล็คการ์ดของท่านประธานไปให้คุณซูฮ่าวที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว”
ซูฮ่าวหัวเราะแล้วถามต่อว่า “แล้วอย่างไรล่ะ?”
“นายยังจะแกล้งทำเป็นโง่อีก?” ฟั่นถ่งใบหน้าบิดเบี้ยว แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงเย็นชาว่า “คุณไม่ใช่คุณซูฮ่าว แต่กลับมีบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานทั้งหมดนี้เป็นการแอบอ้าง หากพี่เทียนรู้เข้า ชีวิตน้อยๆ ของคุณก็ยากที่จะรักษาเอาไว้ได้แล้วแต่ที่ร้ายแรงไปมากกว่านั้นพฤติกรรมเหล่านี้ของคุณกำลังจะลากพวกเราให้ติดร่างแหไปด้วย!”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็หน้าเปลี่ยนสีไป
ผู้คนในเมืองไห่เป่ยต่างรู้ดีว่าตระกูลมู่หรงนั้นเป็นตัวแทนของอะไร
ใครก็ตามที่สามารถทำให้คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่หรงออกหน้าแทนได้คนผู้นั้นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ถ้าสิ่งที่ฟั่นถ่งพูดเป็นความจริงเมื่อพวกเขาตามอีกฝ่ายมาใช้ห้องส่วนตัวระดับคิงพวกเขาก็จะกลายเป็นคนสมรู้ร่วมคิดในการแอบอ้างครั้งนี้โดยสมบูรณ์และผลที่ตามมานั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถรับได้
มีเพียงเย่จื่ออี๋คนเดียวเท่านั้นที่ทำสีหน้าแปลกประหลาด
ทำไมฟั่นถ่งถึงพูดว่าซูฮ่าวไม่ใช่ซูฮ่าวต่อหน้าซูฮ่าวล่ะ?
หรือนี่จะหมายถึงการหลับหูหลับตาพูด?
แต่ภายในใจของเธอก็เกิดคลื่นอารมณ์ขึ้นมาเธอคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีความสัมพันธ์กับตระกูลมู่หรงจริงๆ
เขามีความลับที่ซ่อนเอาไว้กี่อย่างกันแน่?
“คุณบอกว่าฉันแอบอ้างแล้วคุณเคยเช็คชื่อนามสกุลของฉันหรือยัง?” ซูฮ่าวมองหน้าฟั่นถ่งราวกับว่าเขาเป็นคนปัญญาอ่อน
“แค่รู้ว่าเป็นคนแอบอ้างก็พอแล้วส่วนชื่อและนามสกุลของคุณนั้น… ” ฟั่นถ่งหัวเราะหึๆอย่างดูถูก “คุณอยากจะพูดอะไร ฉันจะฟังก็ได้นะแต่อย่างไรฉันก็จะถือโอกาสให้ทุกคนจดจำคุณในฐานะผู้แอบอ้างที่ไม่กลัวตาย”
ซูฮ่าวไม่ได้รู้สึกโกรธเขาหัวเราะออกมาเล็กน้อย “บังเอิญจังว่า นามสกุลของฉันก็แซ่ซู แล้วยังมีชื่อตัวเดียวว่า ฮ่าว”
“ซูฮ่าว?” ฟั่นถ่งได้ยินดังนั้นก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
“เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วแต่ทำไมคุณยังไม่เลิกล่ะ ถ้าคุณเป็นคุณซูฮ่าว ฉันก็เป็นหวางเฉิงเทียนแล้ว!”
“การแอบอ้างเป็นผู้ถือบัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานก็ช่างมันเถอะแต่ตอนนี้คุณยังกล้าดูหมิ่นอำนาจของคุณซูฮ่าว ไอ้หนู ฉันจะบอกอะไรให้นะ วันนี้แกตายแน่พระเยซูก็ช่วยแกไม่ได้ ฉันบอกเอาไว้เลย!”
เมื่อพูดจบเขาก็รู้สึกสบายใจเป็นอย่างมากราวกับได้เก็บเศษหน้าที่ซูฮ่าวฉีกไปกลับคืนมา
ซุนฮุยที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ่งได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆจนคำพูดสุดท้ายเหงื่อเย็นๆ ก็ผุดออกมาจากหน้าผากของเขา
ในตอนนั้นเขาได้ตบหน้าของฟั่นถ่งอย่างรุนแรงโดยไม่ลังเลก่อนจะตวาดเสียงดังว่า “สมองของแกเน่าไปแล้วหรือ? แกคิดว่าเหตุผลของแกนั้นสมเหตุสมผลมากนักสิ? ฉันไปบอกเรื่องแบล็คการ์ดของท่านประธานตั้งแต่เมื่อไร?”
ตอนนี้เขาแทบอยากจะสับฟั่นถ่งเป็นพันๆชิ้น
ไม่รู้หรือว่าคุณซูฮ่าวที่ปากพูดถึงอยู่นั้นเป็นคนเดียวกับคนที่อยู่ตรงหน้า?
แม่มันเถอะคาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดคำว่า ‘แกตายแน่’ ออกมาแม่งเอ้ย สมองของฟั่นถ่งได้เอาไปแช่น้ำแล้วทาด้วยครีมวิเศษอินเดียหรืออย่างไร มันถึงได้นิ่มขนาดนี้!
“พี่ฮุยก็พี่พูดแบบนั้นนี่นา อีกทั้งพี่ยังบอกว่าคนที่แอบอ้างใช้บัตรแบล็คการ์ดของท่านประธานจะต้องถูกฆ่าตายน่ะ” ฟั่นถ่งกุมใบหน้าของตัวเองและมีสีหน้าราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม
คนอื่นๆ ก็รู้สึกสับสนเช่นเดียวกันใบหน้ามึนงง ไม่รู้ว่าทำไมซุนฮุยถึงมีท่าทางที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันเช่นนี้
“ฉันพูดกับผีน่ะสิอีกเดี๋ยวฉันค่อยมาคิดบัญชีกับแก แต่ตอนนี้แกหุบปากไปก่อนเลย!” ซุนฮุยจ้องไปทางฟั่นถ่งตาเขียว จนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้เขายังไม่คิดว่าฟั่นถ่งจะสมองหมูขนาดนี้แต่ตอนนี้มันโง่ยิ่งกว่าควายเสียอีก!
เขาพยายามระงับโทสะ ก่อนจะหันไปมองทางซูฮ่าวด้วยความหวาดกลัวแล้วพูดว่า “คุณซูครับวันนี้ฟั่นถ่งไม่ได้กินยามาดังนั้นเขาจึงเสียสติไปเล็กน้อย คุณอย่าคิดเล็กคิดน้อยกับเขาเลยนะครับเขาเป็นคนโง่ การคิดเล็กคิดน้อยกับเขาจะทำให้บุคลิกของคุณซูเสื่อมเสียมากเท่านั้น”
“ฉันมองออกอยู่แล้ว” ซูฮ่าวไม่สนใจท่าทีที่สับสนของฟั่นถ่ง ก่อนจะหัวเราะขึ้นมาว่า “คนไม่รู้ย่อมไม่หวาดกลัวคุณเองก็ไม่ต้องตื่นตระหนกขนาดนั้น เขาก็คือเขา คุณก็คือคุณทั้งสองคนไม่มีความเกี่ยวข้องกัน”
ซุนฮุยโล่งอกขึ้นมาในทันที
คำพูดนี้ของซูฮ่าวหมายความว่า ฟั่นถ่งเป็นคนก่อเรื่อง เขาจะไม่พาลมาโกรธตนเองแน่นอน
“แต่ดูเหมือนว่า เขาจะได้รับอิทธิพลจากคุณไม่น้อยเลยทีเดียว”
“ขอโทษครับคุณซู ผม…”
“ไม่เป็นไรสั่งสอนเขาให้มากหน่อยก็พอ” ซูฮ่าวโบกมือขึ้น
ซุนฮุยพยักหน้าอย่างแรง “ครับ!ผมจะทำแน่นอน! คุณวางใจได้เลย!”
“อือ!” ซูฮ่าวตอบรับหนึ่งเสียง ก่อนจะหันไปมองเวลาแล้วพูดกับเย่จื่ออี๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างว่า “คุณเย่ ใกล้จะถึงเวลาเลิกเรียนของเฉียวเฉี่ยวแล้วพวกเราออกจากที่นี่กันเถอะ”
“ได้ค่ะ!” เย่จื่ออี๋เพียงแค่อยากจะมาเจอเพื่อนร่วมชั้นเท่านั้นวันนี้ได้เจอกันแล้วก็เพียงพอแล้ว
ส่วนงานเลี้ยงรุ่นครั้งถัดไปเธอคิดว่าไม่จำเป็นต้องมาแล้วเพราะว่าเธอไม่ประทับใจกับกลุ่มเพื่อนที่หัวสูงแบบนี้
เมื่อนึกได้ดังนั้นเธอจึงหันไปโบกมือให้เสี่ยวฟังและกลุ่มรูมเมทของเธอ แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “ฉันกับคุณซูยังมีธุระต้องไปต่อดังนั้นต้องขอตัวกลับก่อน พวกเธอตามสบายเลยนะ”
“ได้เลยแล้วอย่าลืมตอบวีแชตบ่อยๆ นะ!” เสี่ยวฟังและกลุ่มรูมเมทพยักหน้าแต่สีหน้าก็ไม่อยากจะจากไป
เย่จื่ออี๋ตอบรับหนึ่งคำ ก่อนจะเดินตามซูฮ่าวออกมาจากห้องส่วนตัวระดับคิง
ทันทีที่พวกเขาจากไป ซุนฮุยก็พุ่งตัวไปตรงหน้าฟั่นถ่งแล้วกระชากคอเสื้อเขาพร้อมกับตะคอกด้วยความโกรธ “แกมันตือโป๊ยก่ายแม่มันเถอะ! เกือบจะทำให้ฉันตายไปแล้ว”
เมื่อพูดจบเขาก็ผลักฟั่นถ่งออกอย่างแรงเขารีบเช็ดเหงื่อที่หน้าผากของตัวเอง แล้วไล่ตามซูฮ่าวไป
ทุกคนที่เห็นภาพเหตุการณ์นั้นล้วนมึนงงคาดเดาอะไรไม่ได้
แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดมากในสายตาพวกเขาไม่ว่าซูฮ่าวจะเป็นใคร ขอเพียงไม่ต้องจ่ายค่าอาหารในวันนี้ก็พอแล้วเรื่องอื่นๆ ล้วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขา
หลังจากผ่านไปสักพักทุกคนก็เริ่มดื่มเริ่มกินเริ่มหาความสนุกสนานให้ตัวเองพร้อมทิ้งเรื่องเหล่านี้เอาไว้ด้านหลัง
“ผู้จัดการฟั่นไม่เป็นไรใช่ไหม?” เพื่อนร่วมชั้นที่เย่อหยิ่งคนนั้นเห็นฟั่นถ่งยืนอยู่ที่เดิมเขาก็เดินมาด้านหน้าพร้อมแสร้งพูดด้วยความเป็นห่วง
ฟั่นถ่งไม่พูดจาเขามองตามแผ่นหลังของซุนฮุยที่รีบวิ่งออกไป ภายในดวงตาของเขานั้นเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
เขาไม่เคยเห็นซุนฮุยโมโหขนาดนี้นี่เรียกว่าโกรธจนไม่สามารถยั้งอารมณ์ได้เลย
“หรือว่า… ” ทันใดนั้นภายในสมองของฟั่นถ่งก็มีความคิดหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อปรากฏขึ้น
เข้าใจแล้ว
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว
มิน่าล่ะหลังจากที่ซุนฮุยได้ยินคำพูดประชดประชันซูฮ่าวจากปากเขาซุนฮุยกลับมีหน้าเขียวคล้ำ ร่างกายสั่นสะท้านและยังไม่ยอมรับคำพูดที่เคยพูดก่อนหน้านี้ด้วย
ซูฮ่าวคนนั้น… เป็นคุณซูฮ่าวที่ซุนฮุยพูดถึงจริงๆ!
“ทำไมฉันแม่งโง่ขนาดนี้วะคิดไม่ถึงเลยว่าจะมองไม่ออก!” เมื่อนึกย้อนกลับไปก็คิดได้ว่า ระหว่างนั้นซุนฮุยได้ขยิบตาให้เขาหลายรอบแล้วฟั่นถ่งหน้าซีดขาวในทันที
จบเห่แล้ว!
ครั้งนี้มันจบแล้วจริงๆ !
ยั่วโมโหคนที่ยิ่งใหญ่ระดับนั้นเขาจะยังทำใจเย็นได้อยู่อีกหรือ?
ในตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนเอาค้อนมาทุบหัวเขาและเหมือนมีใครเอาน้ำเย็นมาสาดทั่วทั้งตัว ร่างกายของเขาชาหนึบไปทั้งหมด
“ไม่ยังมีหนทางอยู่!” ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงสาเหตุที่ซุนฮุยพุ่งตัวตามออกไปในแววตาของเขาก็มีประกายความหวัง
เขารีบหมุนตัววิ่งออกจากห้องส่วนตัวระดับคิงไปอย่างไม่ลังเล
เมื่อเพื่อนร่วมชั้นที่เย่อหยิ่งเห็นดังนั้นหางตาของเขาก็กระตุก ใบหน้าเต็มไปด้วยความมึนงง
ช่วงนี้เขาฮิตวิ่งไล่ตามกันออกไปแบบนี้หรือ?