“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าหนุ่มนี่จะโชคร้ายขนาดนี้ มาวันแรกก็เจอตอเขาซะแล้ว เฮ้อ…”
“บอสครับ ถ้าผมดูไม่ผิดมันคือท่าร่างที่มีชื่อเสียงของตระกูลเอสเปอร์ แล้วลูกหลานของพวกเขามาทำอะไรที่เมืองนี้กัน? ”
“ใช่อย่างที่นายเข้าใจ แต่ท่าร่างนั่นเรียกว่ายังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบไปมาก ฉันคิดว่ามันไม่น่าจะใช่พวกตระกูลเอสเปอร์จริงๆ แต่น่าจะเป็นพวกคนรับใช้หรือพวกผู้ติดตามที่ถูกขับไล่ออกมาจากตระกูลมากกว่า”
“….”
เสียงสนทนาดังขึ้นท่ามกลางสติอันเลือนรางของภานุ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เขาสลบไป แต่สำหรับชายหนุ่มแล้วนับว่าเป็นเวลาที่นานแสนนานเหลือเกิน ภายในฝันของเขานั้นเขาต้องทนทุกข์กับความโหดร้ายทารุณกับการโจมตีของ Mad dog นับไม่ถ้วน โดยที่เขาไม่สามารถแม้แต่จะสัมผัสอีกฝ่ายแม้แต่ปลายผม หมัดที่หนักและดุดันทุกครั้งที่มันกระทบกับกลางแผ่นหลังของภานุมันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกทรมานจนแทบจะหมดสติไปให้ได้ อย่างไรก็ตามดูเหมือนภายในความฝันมันจะไม่อนุญาตให้เขาหมดสติ
ท่าร่างและการเคลื่อนไหวที่ผุดๆ โผล่ๆ ราวกับภูตผีของศัตรูทำให้ภานุรู้สึกหวาดกลัวเนื่องจากมันค่อนข้างจะสมจริง แต่เมื่อยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ในความฝันชายหนุ่มยิ่งรู้ชินชา แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปก็คือเขายังไม่สามารถรับมือกับท่าร่างของอีกฝ่ายได้อยู่ดี
เมื่อเห็นว่าพยายามสู้ไปก็ไร้ประโยชน์เขาจึงเลือกที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ และเลือกที่จะสังเกตการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างละเอียดแทน ตั้งแต่การเคลื่อนไหวเล็กๆ ไปถึงการเคลื่อนไหวที่เป็นจุดเด่นชายหนุ่มจดจำมันทั้งหมด ก่อนที่จะพยายามเลียนแบบมัน อย่างไรก็ตามทันใดนั้น ชายหนุ่มพลันรู้สึกเหมือนกับร่างกายของตนเองไม่อาจฝืนควบคุมได้ ร่างกายของเขาเหมือนกับถูกฉุดลงมาจากที่สูงก่อนที่ภาพความฝันนั้นจะแตกสลายและหายไป พร้อมกับภาพแสงสว่างจากดวงไฟบนเพดานห้องขนาดใหญ่จะส่องกระทบดวงตาที่มัวๆ ของเขา
ชายหนุ่มเริ่มที่จะรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึ่งนั่นทำให้เขาทราบว่าภาพเมื่อครู่ที่สู้อยู่กับ Mad dog เป็นเวลานานนั้นเป็นแค่เพียงความฝันเท่านั้น และตอนนี้เขาได้ตื่นขึ้นมาแล้ว เขาใช้สายตาเหลือบไปมองทั่วทั้งห้องก่อนที่จะพบว่าห้องนี้นั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์และยาจำนวนมาก ภายในห้องนั้นมีชายอยู่สองคน คนหนึ่งนั้นเป็นคนที่ภานุเคยพบมาก่อน เขาสวมหน้ากากสีดำทมิฬเขาไม่ใช่ใครอื่นเขาคือแบล็คนั่นเอง
อีกคนนั้นมีบุคลิกที่ดูโดดเด่นเหมือนกับชนชั้นสูง เขาสวมชุดสีขาวคลุมตัวด้วยผ้าคลุมขนสัตว์ ภายในแววตาของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย แสดงให้เห็นว่าเขาคนนี้นั้นผ่านเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตมามากมายเหลือเกิน
“เธอตื่นแล้วเหรอเจ้าหนุ่ม! ”
ชายชุดขาวท่าทางสูงส่งได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ราวกับก้นสมุทร ในตอนแรกนั้นภานุไม่เข้าใจว่าชายคนนี้คือใคร แต่เมื่อลองสังเกตดีๆ อีกครั้งชายที่มีบุคลิกสูงส่งและมีแบล็คอยู่ขนาบข้างด้วยท่าทางเคารพเขาก็พอจะเดาได้ทันที
“คุณคือบอสของที่นี่ใช่ไหมครับ? ”
ภานุกล่าวถามขึ้นในขณะที่พยายามที่จะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงสีขาวอย่างมั่นคง ทันใดสีหน้าของเขาพลันบิดเบี้ยว เนื่องจากความเจ็บปวดที่กลางหลังของเขา เขาพลันจดจำได้ในทันทีว่าตนเองก่อนที่จะหมดสติไปนั้นได้ถูก Mad dog จู่โจมเข้าที่กลางแผ่นหลังอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเจ็บปวดแต่ก็ไม่ได้มีส่วนใดที่เรียกว่าเป็นอาการสาหัสเขาสามารถขยับร่างกายได้ตามปกติแม้จะลำบากเล็กน้อย
เมื่อบอสของสนามประลองใต้ดินได้ยินคำถามของภานุเขาก็ยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวตอบพร้อมกับพยักหน้าหนึ่งครั้ง
“ถูกต้อง ฉันเป็นบอสของที่นี่ เธอสามารถเรียกฉันว่าบอสหลงเหมือนกับริกกี้ใช้เรียกฉันได้”
“สวัสดีครับบอสหลง ผมภานุเป็นแค่นักเรียนทหาร…”
ภานุทักทายอีกฝ่ายด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจเป็นอย่างมาก เพราะอย่างไรสถานะของเขากับอีกฝ่ายนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ต่อให้ภานุมีความหยิ่งทะนงกว่านี้ร้อยเท่าเขาก็ยังต้องก้มหัวให้อีกฝ่าย
บอสหลงนั้นตอบรับคำทักทายของภานุด้วยการพยักหน้าหนึ่งที่ก่อนที่จะกล่าวต่อมาว่า
“เธอเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์อย่างมาก ตอนแรกที่เธอลงไปสนามต่อสู้นั้นฉันสงสัยว่าริกกี้เห็นอะไรในตัวเธอ ถึงได้ส่งเธอมาที่นี่ แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ไม่เพียงแต่เธอจะมีสัญชาตญาณที่เฉียบคมตั้งแต่เด็กจนสามารถก้าวข้ามเข้าสู่ขอบเขตขอบการสัมผัสถึงความตายได้ แต่เธอยังสามารถจดจำและเลียนแบบกระบวนท่าของคู่ต่อสู้ได้ในระหว่างนั้น…เธอนับว่าเป็นเด็กพิเศษที่ฉันไม่เคยพบมาก่อน”
ภานุรู้สึกเขินเล็กน้อย เมื่ออีกฝ่ายที่เป็นบอสมีฐานะสูงส่งกล่าวชมเขาเสียมากมาย คำพูดของบอสหลงนั้นทำให้ภานุทำความเข้าใจสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเองในระหว่างการต่อสู้ ที่อยู่ๆ เขาสามารถหลบกระบวนท่าของอีกฝ่ายได้โดยใช้แค่ความรู้สึก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นมีความรู้มากเขาจึงกล่าวถามอีกฝ่ายทันที
แต่คำตอบของอีกฝ่ายก็ไม่ได้แตกต่างจากตอนที่เขากล่าวมาก่อนหน้านี้มากนัก มันถูกเรียกว่าสัมผัสแห่งความตาย มันเป็นทักษะของเหล่านักสู้หรือทหารที่ผ่านสนามรบและอันตรายมานับไม่ถ้วนเท่านั้น อย่างไรก็ตามในกรณีของภานุที่สามารถใช้มันได้นั้นอาจจะเป็นเพราะสมองของเขาที่เรียนรู้ได้ไวตั้งแต่ยังเด็ก และอาจจะบังเอิญมากๆ ก็ได้
“แม้ว่าสัมผัสแห่งความตายจะเป็นสิ่งที่ไร้เทียมทานในการต่อสู้ แต่เธอคงจะเห็นแล้วว่าตนเองนั้นแม้จะรู้สึกถึงอันตรายแต่บางครั้งร่างกายไม่สามารถตอบสนองเคลื่อนไหวได้ทันความรู้สึกนั้น ดังนั้นเธอยังต้องฝึกร่างกายของตนเองอีกมากเพื่อให้ถึงระดับที่สามารถใช้มันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”
บอสหลงอธิบายเสร็จก็ได้สอบถามเรื่องราวทางบ้านของชายหนุ่มรวมถึงการใช้ชีวิตในโรงเรียนทหาร ในขณะนั้นเองแบล็คก็ได้มีสายเข้าจากเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กเขาจึงหันหน้าเพื่อขออนุญาตบอสหลงเพื่อที่จะรับสาย สายนี้ซึ่งบอสหลงก็ได้พยักหน้าอนุญาต
“อืม…มีอะไร? ”
“นายพูดจริง!? ”
แบล็คที่พูดคุยผ่านเครื่องมือสื่อสารระยะไกลนั้นอยู่ๆ ก็มีกิริยาที่เปลี่ยนไปแม้แต่น้ำเสียงของเขาก็ดูเหมือนจะได้ฟังเรื่องเหลือเชื่อมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดคุยต่ออีกสองสามประโยค ซึ่งแม้ภานุจะฟังอยู่ตลอดเวลาเขาก็ยังไม่ทราบใจความสำคัญของเนื้อหาที่แบล็คได้พูดคุย เพราะเขาไม่สามารถได้ยินเสียงจากอีกฝั่งได้ หากเขาต้องการจะได้ยินนั้นเขาจำเป็นจะต้องเอาเครื่องมือสื่อสารนั้นแนบที่หู
อย่างไรก็ตามท่าทางที่จริงจังของแบล็คนั้นทำให้ดูเหมือนเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากแบล็คได้กดวางสายมันก็ได้หันหน้ามาหาบอสหลงและกล่าวบางอย่างที่แม้แต่ภานุได้ยินยังต้องตกตะลึง
“บอสหลงทางฝ่ายราชการทหารดูเหมือนว่าปีนี้พวกเขาจะรีบเป็นพิเศษนะครับ อยู่ๆ พวกเขาก็ได้เลื่อนการสอบภาคปฏิบัติให้เร็วขึ้น ซึ่งจะจัดขึ้นภายในอาทิตย์หน้าโดยไม่มีข้อแม้ให้โรงเรียนทหารทุกโรงเรียนได้ปฏิเสธ! ”
“หนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า? ”
บอสหลงได้ฟังดังนั้นก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง ก่อนที่จะกล่าวถามกลับไปว่า
“ความน่าเชื่อถือของข่าวมีมากแค่ไหน? ”
“ความเป็นจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เพราะสายของเราในกองทัพเห็นเอกสารราชการฉบับนี้โดยบังเอิญ พวกเขาไม่ได้เห็นเพียงคนเดียวแต่พวกเขาเห็นกันถึงสามคนในเวลาต่างกัน”
“มันหมายความว่ายังไงกัน ทำไมกองทัพถึงได้รีบเร่งแบบนั้น…”
บอสหลังกล่าวออกมาเบาๆ ดูเหมือนเขากำลังถามตัวเองอยู่ ในขณะเดียวกันภานุเองก็ไม่อยากจะเชื่อ ผ่านมาไม่ทันไรเขาก็ต้องเข้าร่วมการทดสอบภาคปฏิบัติเสียแล้ว ซึ่งเวลาเหลืออยู่เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้น แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนที่เชื่อข่าวลือที่ได้ยินมาง่ายๆ แต่จากหลักฐานตามที่แบล็คได้กล่าวเอาไว้มันมีความเป็นไปได้สูงอย่างมาก ปีนี้นั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นฝนในเมืองที่ไม่ตกตามฤดูกาล การทดสอบต่อสู้จริงที่โรงเรียนทหารทุกแห่งจัดขึ้นเพื่อคัดกรองคนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงราคาอาวุธที่หลายวันมานี้เห็นได้ชัดว่าราคามันสูงขึ้นตลอด ทำให้ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าปัจจัยเหล่านี้นั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ภานุได้ครุ่นคิด บอสหลงก็ได้จ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา จนเมื่อเขารู้สึกตัวเขาก็ได้หันกลับไปจ้องมองอีกฝ่าย
“ข่าวนี้มีความน่าเชื่อถือมาก ดังนั้นถ้าดีที่สุดเธอควรจะฝึกฝนและประลองจริงๆ ในหลายๆ สนามภายในหนึ่งสัปดาห์นี้เพื่อให้เธอได้พัฒนาเร็วขึ้นที่สุด ส่วนเรื่องรางวัลประลองนั้นมีให้แน่นอน หากเธอสามารถเอาชนะคู่ประลองในระดับซีได้หนึ่งคนจะได้รับเงิน ยี่สิบเหรียญเงิน! หากไต่ขึ้นไประดับบีได้จะได้รับ 10 เหรียญทองต่อการเอาชนะการต่อสู้หนึ่งรอบ! ”
เมื่อบอสหลงกล่าวจบภานุก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเงินรางวัลจากการต่อสู้นั้นจะสูงได้ถึงขนาดนี้ แค่ในระดับซียี่สิบเหรียญเงินก็มากกว่าเงินเดือนพ่อกับแม่เขารวมกันไปไกลเสียแล้ว ไม่ต้องพูดถึงระดับบี เพียงประลองไม่กี่สนามและหากชนะเขาสามารถกลายเป็นเศรษฐีได้ในชั่วคืน
“วันนี้เธอยังต้องการประลองอีกไหม หรือจะกลับบ้านเลย? ”
บอสหลงกล่าวขึ้น ในขณะเดียวกันภานุก็ได้ถามเขากลับทันทีว่า
“ผมหลับไปนานเท่าไหร่เหรอครับ? แล้วเวลาตอนนี้กี่โมงแล้ว”
สิ่งที่ชายหนุ่มกังวลมากที่สุดคือเขากลัวว่าตนเองจะสลบไปนานเกินไปจนทำให้พ่อแม่ของเขาเป็นห่วง โดยเฉพาะแม่ของเขา เขาไม่ต้องการจะให้เธอร้องไห้เพราะเขาอีก อย่างไรก็ตามคำตอบของบอสหลงกลับทำให้เขาโล่งอก
“มันน่าเหลือเชื่อนะที่ตั้งแต่เธอหมดสติไปก็ผ่านมาเพียงสามสิบนาทีเอง ร่างกายของเธอมันทนทานมากจนตัวบอสคนนี้ก็ไม่อยากจะเชื่อหากไม่ได้เห็นการโจมตีของ Mad dog นั่น”
คำชมของบอสหลงนั้นภานุได้แต่ยิ้มรับมัน เขานั้นโชคดีที่มีทักษะความทรหดของมดอยู่ ซึ่งหมัดของอีกฝ่ายที่ต่อยมากลางหลังเขาเป็นไปได้อาจจะทำให้เขานอนอยู่เป็นเตียงเป็นอาทิตย์ หากเขาไม่มีทักษะนี้
“ถ้าอย่างนั้นผมต้องรบกวนให้บอสหลงจัดคู่ประลองให้ผมหลายคู่แล้วนะครับ ผมยังเหลือเวลาอีกสองชั่วโมง…”