บทที่ 34 สยบกลโกง2/2
หลินเสี่ยวเฉินคลี่เอกสารในมือออกทีละแผ่นสีหน้าของเขานิ่งสงบแต่แววตากลับคมกริบ “นี่คือเอกสารการจำนองที่ดินของชาวบ้านวัดเหลียนหนิวที่ดินที่ท่านยึดไปก่อนหน้านี้”
เพียงคำพูดนั้นลานทั้งลานก็เงียบลงราวกับถูกแช่แข็งชาวบ้านหลายคนเบิกตากว้าง บางคนถึงกับก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความตื่นเต้นก่อนหน้านี้ที่หัวหน้าหมู่บ้านรวบรวมเอกสารไปทั้งหมดพวกเขาไม่รู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะเอาไปทำอะไรบ้างมารู้วันนี้นี่เองว่าหลินเสี่ยวเฉินก้ยังมีไม้เด็ดอีกอย่าง
สีหน้าของหวงจิ่งผูเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวดังเดิมเขาสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด
“แล้วมันอย่างไร” เขาตวาด“ที่ดินพวกนั้นหลุดจำนองตามสัญญา ข้ายึดมาก็ถูกต้องแล้ว พวกเจ้าจะมาโวยวายอะไรอีก”
หลินเสี่ยวเฉินไม่สะทกสะท้านเขายิ้มบาง ๆ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าหนักแน่นและเป็นผู้ใหญ่ “ถูกต้องหรือไม่ต้องดูที่ตัวเลขขอรับ”
“ตัวเลข” ผู้ช่วยของเจ้าเมืองแค่นเสียง“เจ้าคิดว่าพวกเราคำนวณไม่เป็นหรืออย่างไร”
“คำนวณเป็นหรือไม่ข้าไม่ทราบ แต่ที่แน่ ๆ คำนวณผิดแน่นอนเหมือนกับดอกเบี้ยค่าเช่านั้นแหละข้าได้อ่านเอกสารการจำนองพวกนี้อย่างละเอียดแล้วพบว่ามีความผิดพลาดอยู่หลายส่วนดังนั้นวันนี้ต้องคำนวณใหม่ต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง” หลินเสี่ยวเฉินตอบน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจไม่ได้เกรงกลัวอำนาจของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
“เมื่อคืนนี้ข้าก็ดูกับเสี่ยวเฉินด้วยพบว่าในสัญญาพวกนี้มีบางจุดที่มีปัญหาจริง ๆ” หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวเสริม
คำพูดนั้นทำให้ผู้ช่วยหน้าแดงก่ำ“เจ้ากล้าหาว่าพวกเราผิดงั้นหรือ”
“ไม่ได้กล่าวหา แต่กำลังจะพิสูจน์ให้เห็นต่างหาก” เด็กชายตอบทันที
“ถ้าหากพวกท่านไม่ได้โกลแล้วจะกลัวอะไรเล่า”ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงสนับสนุนมากมาย“ใช่ ๆ” “นั่นสิ เหตุใดต้องกลัว”
เด็กชายนั่งลงกับพื้นเอากระดาษปูตรงหน้าแล้วหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วเริ่มเขียนตัวเลขอย่างรวดเร็ว
“สัญญาจำนองของหลิวต้าซาน ที่ดิน 5 หมู่ จำนำในราคา 5 ตำลึง เงินต้น 5ตำลึง ดอกเบี้ยสามส่วนต่อปี คิดแบบทบต้น” เขาเขียนไป อธิบายไปเสียงชัดเจนจนทุกคนได้ยิน “ปีแรก 5 ตำลึงบวกดอกเบี้ย 1.5 ตำลึง เป็น 6.5 ตำลึงปีที่สอง 6.5 บวกดอกเบี้ยอีก 1.95 เป็น8.45 ตำลึง ปีที่สาม…” เขาเขียนต่ออย่างรวดเร็ว“…รวมทั้งหมดไม่ถึง 11 ตำลึง”
เขาวางพู่กันลงแล้วเงยหน้ามองหวงจิ่งผู “แต่ในเอกสารของท่าน ระบุว่าหนี้เกิน 18 ตำลึงขอถามว่าส่วนต่างนั้นมาจากที่ใด”
คำถามนั้นแทงเข้ากลางใจหวงจิ่งผูก็เหมือนทุกครั้ง เขาไม่ได้คำนวณดอกเบี้ยตามจริงแต่ใส่จำนวณเอาตามใจตัวเองเพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าหนี้และจะได้ยึดที่ดินมาได้
ชาวบ้านเริ่มฮือฮาอีกครั้ง
“ใช่! ทำไมมันต่างกันถึงเพียงนั้น”
“ข้าก็โดนเหมือนกัน”
หวงจิ่งผูสีหน้าแข็งตึงเขาตวาดกลับทันที “เจ้าคิดเองเออเองทั้งนั้น วิธีคำนวณมีหลายแบบ”
“ถูกต้อง” หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้า “มีหลายแบบแต่กฎหมายของต้าเฉียนกำหนดไว้เพียงแบบเดียว”
ประโยคนั้นทำให้ผู้ช่วยถึงกับสะดุ้ง
“เจ้ารู้เรื่องถึงเพียงนี้เชียวหรือ เด็กอย่างเจ้านี่นะไปรู้มาจากผู้ใดกัน”หวงจิ่งผูถามเสียงเย็น
“ท่านอย่าได้ดูถูกผู้อื่นถึงแม้ว่าข้าจะเป็นเด็กแต่ข้าก็หมั่นศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดความจริงแล้วเรื่องกฎหมายบ้านเมืองไม่ว่าเป็นผู้ใด จะยากดีมีจนจะเป็นชาวบ้านหรือว่าขุนนางทุกคนก็จำเป็นต้องรู้ทั้งนั้นไม่อย่างนั้นแล้วละก็จะทำให้ผู้ที่รู้หาช่องโหว่วทางกฎหมายมาเอาเปรียบผู้ที่ไม่รู้ได้ดังนั้นท่าอย่าได้มาดูถูกเด็กน้อยอย่างข้า” หลินเสี่ยวเฉินยืดอกพูดด้วยความมั่นใจความจริงแล้วเขาเองก็ไม่ได้รอ่นกฎหมายที่แท้จริงมาหรอกเพียงแค่รู้มาจากประวัติศาสตร์ต้าเฉียนตอนที่เขาเรียนในชาติที่แล้วเท่านั้น
“แต่เจ้าไม่มีทางรู้ไปมากกว่าข้าหรอกอย่าคิดว่าความรู้เพียงเท่านี้จะเล่นงานข้าได้” หวงจิ่งผูกล่าวาจาข่ม
“เช่นนั้นก็รอดูต่อไป”หลินเสี่ยวเฉินกล่าวจบก็ไม่สนใจ เขาเปิดเอกสารฉบับถัดไป “ของจางต้าหลง… เงินต้น 8 ตำลึง”เขาเริ่มคำนวณอีกครั้ง “ตามวิธีที่ถูกต้อง หนี้ไม่เกิน 15 ตำลึงแต่ของท่านกลับเป็น 27 ตำลึง”
จากนั้นก็เป็นฉบับที่สามฉบับที่สี่ ฉบับที่ห้า เขาคำนวณทีละฉบับอธิบายอย่างละเอียดไม่มีช่องว่างให้โต้แย้งเวลาผ่านไปครึ่งค่อนวันทว่าไม่มีใครกล้าพูดแทรก ชาวบ้านจากที่งุนงง เริ่มเข้าใจจากที่หวาดกลัว กลายเป็นโกรธ
“พวกมันโกงพวกเรา”
“ที่ดินของข้าถูกยึดไปเพราะตัวเลขปลอม”
เสียงตะโกนดังขึ้นเรื่อยๆ
หวงจิ่งผูเริ่มหน้าซีดเขาตวาดเสียงดัง “พอได้แล้ว!”
เสียงนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง
เจ้าเมืองเฒ่าจ้องหลินเสี่ยวเฉินเขม็ง“ต่อให้เจ้าคำนวณถูกแต่ที่ดินพวกนั้นก็เป็นของข้าแล้วตามสัญญา”
หลินเสี่ยวเฉินยืนขึ้นช้าๆ ปัดฝุ่นที่เสื้อก่อนจะตอบกลับ “สัญญาที่ตั้งอยู่บนตัวเลขที่ผิดจะเรียกว่ายุติธรรมได้อย่างไรขอรับ”
“เจ้าจะสอนข้าหรือ” หวงจิ่งผูตะคอก
“ไม่กล้าขอรับ” เด็กชายยิ้ม“ข้าเพียงแต่จะถามว่าหากเรื่องนี้ถึงหูผู้ตรวจการ ท่านจะอธิบายอย่างไร”
หลินเสี่ยวเฉินพูดถึงผู้ตรวจการเป็นครั้งที่สองทำเอาสีหน้าของหวงจิ่งผูซีดลงเป็นครั้งที่สองสำหรับเขาแล้วถึงแม้จะไม่เกรงกลัวผู้ใดในเมืองอี้นี้เพราะเขาเป็นใหญ่ที่สุดแต่ถ้าหากเป็นผู้ตรวจการจากเมืองหลวงแล้วละก็จะไม่มีเกรงกลัวย่อมเป็นไปไม่ได้ผู้ตรวจการคือผู้ได้รับอำนาจเต็มจากฮ่องเต้ให้มาตรวจสอบขุนนางโดยเฉพาะดังนั้นต่อหน้าผู้ตรวจการเขาจำเป็นต้องเป็นขุนนางที่ดีและซื่อสัตย์ที่สุด
หลินเสี่ยวเฉินพูดต่อโดยไม่เว้นจังหวะ“ข้าได้จัดทำรายงานไว้แล้ว พร้อมตัวเลขทั้งหมด หากส่งขึ้นไปตรวจสอบ”เขาหยุดเล็กน้อยแล้วมองตรงเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย “ตำแหน่งของท่านอาจไม่มั่นคงนัก”
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกผู้ช่วยของเจ้าเมืองเริ่มเหงื่อซึม เผิงต้าคุนที่ยืนอยู่ข้าง ๆก็กำหมัดแน่นแต่ไม่กล้าพูด หวงจิ่งผูมองไปรอบ ๆ เห็นสายตานับสิบคู่จ้องมาที่ตนเขากัดฟันแน่นและในที่สุดก็ต้องยอมถอย
“เรื่องที่นา…” เจ้าเมืองเฒ่าพูดเสียงแข็ง “ไว้ค่อยว่ากันภายหลัง”
แม้จะเป็นคำพูดที่พยายามรักษาหน้าแต่ทุกคนรู้ดีว่าเขากำลังถอย
หัวหน้าหมู่บ้านรีบพูดขึ้น“ถ้าเช่นนั้น ราคาการซื้อคืนก็...”
“พอ!” หวงจิ่งผูตัดบททันที“วันนี้ข้ามาเก็บหนี้ค่าเช่าไม่ใช่มาเจรจาซื้อขาย”
เขารีบเปลี่ยนประเด็นอย่างเห็นได้ชัดบรรยากาศที่กำลังได้เปรียบพลันชะงัก หลินเสี่ยวเฉินมองสถานการณ์แล้วไม่ดึงดันต่อเขารู้ว่าหากกดมากเกินไปอีกฝ่ายอาจตัดสินใจทำเรื่องเลวร้ายขึ้นมา
สุดท้ายชาวบ้านจำต้องจ่ายดอกเบี้ยค่าเช่าตามจำนวนใหม่แม้จะลดลงมากแต่ก็ยังหนักหนาสำหรับพวกส่วนเรื่องซื้อคืนที่นานั้นคงยังทำไม่ได้ในตอนนี้ เขาเสียงเหรียญกระทบกันดังขึ้นทีละคนทีละคนหวงจิ่งผูรับเงินด้วยสีหน้าที่กลับมานิ่งเย็นอีกครั้งราวกับงูที่ซ่อนเขี้ยวเอาไว้
เมื่อเก็บเงินครบเขาก็สะบัดแขนเสื้อ“จำเอาไว้ หนี้ของพวกเจ้ายังไม่หมด” จากนั้นก็หันหลังขึ้นรถม้าเผิงต้าคุนรีบตามขึ้นไป ผู้ช่วยก็เก็บเอกสารตามอย่างลนลาน
ล้อรถเคลื่อนตัวออกไปทิ้งฝุ่นคลุ้งไว้เบื้องหลังลานหน้าบ้านกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ชาวบ้านยืนกันนิ่ง สีหน้าหนักอึ้งแม้จะได้ความยุติธรรมกลับมาบางส่วนแต่เงินก็หมดมือ
“เฮ้อ! ต่อจากนี้จะทำอย่างไรดี” หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจยาว
สายตาทุกคู่ค่อยๆ หันไปมองเด็กชายเพียงคนเดียว
หลินเสี่ยวเฉินยืนอยู่ตรงนั้นมองไปยังถนนที่รถม้าหายลับไปแล้วแววตาของเขานิ่งสงบแต่ลึกลงไปกลับมีประกายบางอย่าง
เขาหันกลับมามองทุกคนก่อนจะพูดช้า ๆ“พวกเรายังไม่แพ้ขอรับครั้งนี้พวกเราเสียเงินแต่ได้สิ่งสำคัญกว่านั้นกลับมา”
“สิ่งสำคัญ?” หัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้ว
“ความยุติธรรมและความกล้าที่จะสู้” เด็กชายยิ้มให้ทุกคนอย่างมีความหวัง