ข้ามีระบบในโลกอมตะ

    บทที่ 33 : ทำเนียบอันดับศิษย์หลัก

    ทำเนียบอันดับศิษย์หลัก

     

    “ไม่ทราบแม่นางเป็นผู้ใด?” กู้เฉินมองดูหญิงสาวตรงหน้าอยู่สักพัก เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบเอาแต่มองตัวเขาโดยไม่พูดไม่จา เขาอดพูดออกมาไม่ได้ คิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย

     

    “ข้าเรียกว่าลั่วชิงอิ๋น สตรีศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่ดารารุ่นนี้!” ลั่วชิงอิ๋นตอบ น้ำเสียงของเธอไพเราะเสนาะหูอย่างยิ่ง ฟังดูนุ่มนวลอย่างไรไม่รู้

     

    ดวงตาของกู้เฉินหดตัว สีหน้าปรากฏความงุนงงขึ้นมา เขาชัดเจนกับความทรงจำของตัวเองดี ว่าไม่เคยพบสตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้มาก่อนอย่างแน่นอน แล้วทำไมเธอถึงได้มาหาเขา?

     

    สีหน้าของเขาพลันคืนกลับสู่ปกติ จากนั้นถามออกมา “ไม่ทราบว่าท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์มาหาข้าด้วยเหตุผลอันใด ถ้าข้าจำไม่ผิด ข้าน่าจะไม่เคยพบท่านมาก่อน”

     

    “ไม่มีใด ข้าได้ยินท่านอาจารย์พูดถึงท่านมาก่อน เพียงรู้สึกสงสัยเท่านั้นว่าท่านเป็นคนเช่นไร เลยมาดูก็เท่านั้น” ลั่วชิงอิ๋นตอบตามตรง

     

    ในตอนนี้ เธอรู้แล้วว่ากู้เฉินเป็นคนเช่นไร เขาไม่ใช่คนเย่อหยิ่ง เป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนอย่างแน่นอน ถ้าเขาเป็นคนเย่อหยิ่งคงจะไม่เรียกหาเธอว่า ‘ท่าน’ เช่นนี้ คงจะเรียกหาเธอว่า ‘เจ้า’ ไปแล้ว

     

    ในการดูคน ลั่วชิงอิ๋นชัดเจนมาก เธอเชื่อว่าเธอดูไม่ผิดอย่างแน่นอน

     

    “เช่นนี้เอง” กู้เฉินพยักหน้าครั้งหนึ่ง ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าลั่วชิงอิ๋นมาหาเขาทำไม แต่เขาย่อมไม่มีเวลามาเสียกับเธอ เพราะต้องไปหาอู๋กังไห่ต่อ เพื่อที่จะได้ทำพิธีเข้าเป็นลูกศิษย์ของอีกฝ่ายอย่างเป็นทางการ

     

    โดยไม่รอช้า เขาประสานมือบอกลาลั่วชิงอิ๋นในทันที

     

    “ถ้าท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่มีเรื่องใดแล้ว ข้าขอตัวก่อน”

     

    ลั่วชิงอิ๋นพยักหน้า ประสานมือตอบ เธอย่อมไม่มีเรื่องใดกับเขาอยู่แล้ว เพราะเธอมาหาเขา เพียงเพราะแค่สงสัยอยากรู้เท่านั้นเอง ว่าเขาที่แท้เป็นคนอย่างไร

     

    กู้เฉินไม่ได้พูดอะไรอีก ก้าวเดินผ่านร่างของลั่วชิงอิ๋นไป ขณะที่ในใจอดคิดไม่ได้ว่า สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้มีหน้าตาเป็นยังไง ทำไมถึงได้ปกปิดใบหน้าไว้แบบนั้น

     

    ใช่มีใบหน้าสวยงามกลัวผู้คนลุ่มหลงจนลืมตนหรือไม่?

     

    หรือว่าภายใต้การปกปิดใบหน้านั้น อัปลักษณ์จนกลัวถูกผู้คนพบเห็นกันแน่?

     

    แต่ไม่ว่าจะอย่างไหน เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขา กู้เฉินส่ายหน้าไปมาครั้งหนึ่ง เลิกคิดเรื่องราวเหล่านี้ ก้าวเดินตรงไปยังสถานที่ที่อู๋กังไห่ให้เขาไปพบ

     

    ลั่วชิงอิ๋นมองตามแผ่นหลังของกู้เฉินไป จนเขาหายลับตาไป ร่างกายของเธอก็ค่อยๆ พร่าเลือน สุดท้ายก็หายวับไป

     

    ใช้เวลาไม่นานมากนัก กู้เฉินก็เดินมาถึงสถานที่ที่อู๋กังไห่ให้เขามาพบ สถานที่แห่งนี้ก็คือเรือนพำนักของอู๋กังไห่เอง

     

    กู้เฉินต้องมองอย่างชื่นชม ช่างเป็นเรือนที่ใหญ่โตและหรูหรานัก ไม่ผิดเลยที่จะบอกว่ามันเป็นเรือนที่หรูหราที่สุดที่เขาเคยได้พบเห็นมาในโลกอมตะ

     

    “เข้ามาข้างใน”

     

    เมื่อมาถึงหน้าเรือนพำนัก อู๋กังไห่เหมือนจะรับรู้แล้วว่าเขาได้มาถึงแล้ว จึงส่งเสียงออกมา

     

    กู้เฉินพลันก้าวเดินเข้าไปภายในเรือนพำนัก สัมผัสได้ว่าอู๋กังไห่อยู่ภายในห้องห้องหนึ่ง เขาไม่ลังเลที่จะเดินเปิดประตูเข้าไป

     

    ภายในห้องดูเหมือนว่าจะเป็นห้องโถง อู๋กังไห่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงกลางห้อง ตรงหน้ามีโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง วางชุดน้ำชาเอาไว้

     

    “เสี่ยวเฉินมาเริ่มกันเถอะ” อู๋กังไห่มองที่กู้เฉิน เผยรอยยิ้มออกมา

     

    กู้เฉินเข้าใจความหมายของอู๋กังไห่ได้ จึงประสานมือขึ้นครั้งหนึ่ง โค้งศีรษะลงเล็กน้อย จากนั้นเดินเข้ามาหยิบกาน้ำชา รินใส่ถ้วย

     

    ไอร้อนลอยขึ้นมาจากถ้วยน้ำชาใบเล็ก กลิ่นหอมของน้ำชากระจายในอากาศ สองมือยื่นประครองส่งถ้วยน้ำชาให้กับอู๋กังไห่

     

    “ท่านอาจารย์เชิญดื่มน้ำชา”

     

    “อืม” อู๋กังไห่พยักหน้าพลางรับถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ

     

    กู้เฉินก้าวถอยหลังออกไปหลายก้าว ก่อนคุกเข่าลง คำนับอู๋กังไห่สามครา

     

    “ลุกขึ้น ต่อจากนี้เจ้าจะเป็นศิษย์โดยตรงอย่างเป็นทางการของข้าอู๋กังไห่ กระบี่สยบดารา!”

     

    “ขอรับท่านอาจารย์!” กู้เฉินค่อยๆ ลุกขึ้น ประสานมือให้กับอู๋กังไห่ ลอบถอนหายใจภายในใจเล็กน้อยที่ขั้นต้อนพิธีการรับศิษย์เขาไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด

     

    เรื่องนี้เขาเคยดูหนังกำลังภายในมาหลายเรื่อง ย่อมจดจำได้ และสามารถทำตามได้ มันจึงไม่มีปัญหาอะไร

     

    “เสี่ยวเฉิน เจ้ากลับไปก่อน หากว่าอาจารย์มีเวลาจะไปสอนเจ้า” อู๋กังไห่พลันพูด เขาที่เป็นรองเจ้าสำนักกระบี่ดารา ล้วนมีเรื่องราวมากมายให้จัดการ

     

    แม้ใจเขาอยากจะสอนกู้เฉินตอนนี้ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเวลา ได้แต่เอาไว้ครั้งหน้า

     

    กู้เฉินประสานมือคำนับอำลาออกไป

     

    แต่ก่อนออกไป อู๋กังไห่โยนคัมภีร์เล่มหนึ่งให้กับเขา ซึ่งกู้เฉินก็รับมาโดยไม่ได้ถามอะไร

     

    หลังจากที่เขากลับมาถึงถ้ำฝึกตน เขาก็เปิดดูคัมภีร์ที่อู๋กังไห่ให้มา

     

    เดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นคัมภีร์วิชาหรือทักษะระดับสูงเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะไม่ใช่ทั้งสองอย่าง มันเป็นเพียงคัมภีร์ทำเนียบอันดับศิษย์หลักเท่านั้น

     

    “ทำเนียบอันดับศิษย์หลัก...” กู้เฉินพึมพำเล็กน้อย ดูจากชื่อก็บ่งบอกทุกอย่างแล้วว่ามันคือคัมภีร์ที่บันทึกชื่อและอันดับความแข็งแกร่งของศิษย์หลักสำนักกระบี่ดาราเอาไว้

     

    เขาเริ่มกวาดสายตามองดู พลันได้พบว่าศิษย์หลักของสำนักกระบี่ดารานั้น มีอยู่เพียงแค่สิบสี่คนเท่านั้น รวมเขาก็มีเพียงแค่สิบห้าคน

     

    จำนวนนี้นับว่าน้อยมาก แต่ก็เป็นจำนวนที่ปกติมาก ไม่ว่าขุมอำนาจใดในหกขุมอำนาจ ต่างก็มีศิษย์หลักไม่เกินยี่สิบคน

     

    นี่ไม่ใช่ว่าจำกัดที่นั่งศิษย์หลักไว้เพียงเท่านี้ หากแต่เป็นเพราะว่ามีคนผ่านเข้าเป็นศิษย์หลักได้แค่นี้เท่านั้นในแต่ละรุ่น

     

    บางปีอาจจะมากกว่ายี่สิบคน แต่ไม่เกินสามสิบคนอย่างแน่นอน

     

    เห็นได้ชัดเลยว่าผู้ฝึกตนที่มีความสามารถพอที่จะเป็นศิษย์หลัก ไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น

     

    ทำเนียบอันดับศิษย์หลัก

     

    อันดับหนึ่ง ลั่วชิงอิ๋น อายุยี่สิบเอ็ดปี ระดับปราณปฐพีขั้นปลาย ฉายา กระบี่ประกายดาว!

     

    อันดับสอง หลิวไคฟง อายุสามสิบปี ระดับปราณปฐพีขั้นปลาย ฉายา กระบี่ประหาร!

     

    อันดับสาม จูข่ง อายุสี่สิบแปด ระดับปราณปฐพีขั้นปลาย

     

    อันดับสี่ ปู้ฝาน อายุห้าสิบห้า ระดับปราณปฐพีขั้นกลาง

     

    อันดับห้า ซีหยาน อายุสามสิบห้าปี ระดับปราณปฐพีขั้นกลาง

     

    ....

     

    อันดับสิบสี่ หวุนปิน อายุสี่สิบปี ระดับปราณปฐพีขั้นต้น

     

    หลังจากมองดูคัมภีร์ทำเนียบอันดับศิษย์หลักแล้ว ดวงตาของกู้เฉินก็เต็มไปด้วยแสงแห่งความประหลาดใจ

     

    เขาไหนเลยคาดคิดว่าลั่วชิงอิ๋นจะมีอายุน้อยมาก เพียงยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น ทั้งยังอยู่อันดับหนึ่งอีกต่างหาก นอกจากนี้ยังมีฉายาด้วย

     

    ฉายา ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ ต้องออกไปหาประสบการณ์ ต่อสู้ข้างนอกสำนัก จนหลายคนที่แข็งแกร่งยอมรับ ถึงจะได้รับฉายาหรือสมญานามมา!

     

    จบบทที่ 33

    คล้ายกับเรื่องข้ามีระบบในโลกอมตะ ที่คุณอ่าน