ตอนที่ 20
ข้าช่วยพวกท่านได้
หานจงเคยเป็คนในยุทธภพมาก่อน ทำให้ค่อนข้างมีฝีมือดี แต่พอมีครอบครัวก็อยากหลงหลักปักฐาน จึงถอนตัวจากยุทธภพ และทำงานเป็ผู้คุ้มกันในสำนักคุ้มภัยเล็ก ๆ ในเมืองอวิ๋นหยาง คนเหล่านี้เขาเป็คนฝึกมาด้วยตัวเอง จึงมีความผูกพันไม่ต่างจากพี่น้อง
พอถูกเหอฟู่ต๋าใส่ร้ายและบีบคั้นจนไร้หนทาง เ้าของสำนักคุ้มภัยก็ปฏิเสธความรับผิดชอบ บอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไล่พวกเขาออกทันที เขาไม่อยากให้เหล่าพี่น้องต้องยอมตกเป็เบี้ยล่าง หรือโดนทางการประกาศจับ จึงลังเลว่าจะทำอย่างไรดี
“เื่นี้ใช่ว่าไร้หนทางเสียทีเดียว…” หานจงตัดสินใจแล้วว่าจะให้ทุกคนแยกย้ายกันหลบหนี ตัวเองในฐานะหัวหน้าจะรับโทษไว้เอง ส่วนครอบครัวก็จะคิดหาทางอีกที ถ้าหมดหนทางจริง ๆ เขาอาจจะพาครอบครัวหลบหนีหมายจับ และหันหน้าเข้ายุทธภพอีกครั้ง
“หนทางอะไรหรือพี่ใหญ่?” เห็นพี่ใหญ่บอกว่าพอมีหนทาง หลายคนก็ใจชื้นขึ้น
“หรือว่าพวกเราจะไปพึ่งป้อมอีกาทมิฬ...”
“แบบนั้นก็ไม่ต่างจากเป็สุนัขรับใช้และทำงานให้คนชั่วช้าอย่างเหอฟู่ต๋า...” ป้อมอีกาทมิฬเป็พรรคในยุทธภพ รับทำเื่ชั่วช้าอย่างลอบสังหาร ฆ่าคนวางเพลิง ไม่ว่าเื่อะไร ขอแค่มีเงินจ่ายก็ทำได้ทั้งนั้น
“แล้วพวกเราควรทำไงดี พวกเราตัวคนเดียวไม่เท่าไหร่ แต่พี่ใหญ่และเหล่าโจวมีครอบครัวที่ต้องดูแล ถ้าต้องหนีการจับกุมของทางการคงลำบาก…” (เหล่า แปลว่าเก่า, แก่ เอาไว้เรียกนำหน้าชื่อหรือแซ่ เพื่อแสดงความเคารพหรือสนิทสนม ส่วนมากมักเอาไว้เรียกคนอายุมากกว่า)
จางมู่หลินที่หลบอยู่หลังต้นไม้ได้ยินเื่ราวที่พวกเขาคุยกัน ก็แน่ใจแล้วว่าคนที่ถูกพูดถึงคือตนเอง และเหอฟู่ต๋าที่ว่า คงเป็เ้าของบ่อนที่ตนชนะพนันได้เงินมาสี่หมื่นตำลึงก่อนหน้านี้
แถมเ้าของเรือนกับเหลาสุราที่ตนเช่าต่อมา ก็ถูกนายท่านเหอผู้นั้นบีบจนอยู่ไม่ได้ ต้องย้ายไปที่อื่น ส่วนบุรุษหลายคนที่กำลังปรับทุกข์กันอยู่ ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน
เพราะพวกเขาทำงานที่สำนักคุ้มภัยและมีฝีมือเก่งกาจ เหอฟู่ต๋าจึงอยากได้ตัวไปทำงานให้ แทนที่คนของบ่อนพนันที่เขาจัดการไปก่อนหน้านี้ พอพวกเขาไม่ยินยอม ก็หาทางใส่ร้ายและกดดัน
เพราะข้า...คนพวกนี้ก็เลยถูกบีบคั้นจนไร้หนทาง?
ตอนแรกจางมู่หลินยังคิดว่าไม่ใช่เื่ของตนเอง แต่พอรู้ว่าคนพวกนี้ต้องมาโชคร้ายและได้รับผลกระทบเพราะเื่ที่ตนเองก่อ อีกทั้งถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป ตอนที่เปิดเหลาสุรา ไม่แน่ว่าจะถูกเหอฟู่ต๋าผู้นั้นกลั่นแกล้งและบีบคั้น ไม่ต่างจากเ้าของเหลาสุราคนก่อน
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปปรากฏตัว
“ข้าช่วยพวกท่านได้นะ...”
“!!”
ทุกคนเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งจู่ ๆ ก็โผล่มา ต่างใจนชักดาบออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน พอเห็นเป็แค่เด็กหนุ่มที่ยังไม่โตคนหนึ่ง ก็มองหน้ากันไปมา ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเอ่ยปากไล่เสียงเครียด
“เ้าหนูอย่ามาล้อเล่น ไปเล่นที่อื่น”
“ไม่ทราบว่าคุณชายน้อยเป็ใคร?” หานจงที่เป็หัวหน้าส่งสายตาปรามเหล่าพี่น้อง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น เขามีวรยุทธสูงที่สุดในกลุ่ม แต่ก่อนหน้านี้กลับไม่รับรู้ว่ามีคนเข้าใกล้ จนกระทั่งอีกฝ่ายแสดงตัว แสดงว่าเด็กหนุ่มคนนี้วรยุทธสูงกว่าเขา ถึงขั้นปกปิดลมปราณได้ จึงไม่อยากล่วงเกินโดยใช่เหตุ
“ข้าบังเอิญผ่านมา และได้ยินพวกท่านพูดถึงข้า…”
“อะไรนะ?” หลายคนส่งเสียงด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าพวกเขาไปเอ่ยถึงเด็กหนุ่มแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักั้แ่เมื่อใด
“คุณชายน้อยคือคนที่เหอฟู่ต๋ากำลังตามหา?” หานจงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงลังเล
ก่อนหน้านี้พวกเขาพูดถึงคนที่ได้เงินจากบ่อนตระกูลเหอไปสี่หมื่นตำลึง แถมยังจัดการคนของบ่อนพนันห้าคนด้วยตัวคนเดียว ถ้าจะบอกว่าเป็เด็กหนุ่มตรงหน้านี้ก็พอเข้าใจได้ เพราะวรยุทธอีกฝ่ายน่าจะสูงพอตัว ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถเข้ามาใกล้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวได้
แถมเด็กหนุ่มยังยอมรับเองว่าพวกเขากำลังพูดถึงเ้าตัว
“ข้าไม่รู้จักเหอฟู่ต๋า แต่ถ้าหมายถึงคนที่ได้เงินจากบ่อนพนันไปสี่หมื่นตำลึงและจัดการคนของบ่อนพนัน คือข้าเอง”
“!!”
พอได้ยินเด็กหนุ่มยอมรับกับปาก หลายคนก็ใจนอ้าปากค้าง พิจารณาดูอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้าอีกครั้ง ต่อให้เป็พวกเขา ก็ไม่สามารถจัดการคนของบ่อนพนันห้าคนด้วยตัวคนเดียวได้ ตกลงว่าเด็กคนนี้เก่งกาจขนาดไหนกัน?
“คุณชายน้อยบอกว่าช่วยพวกข้าได้ แล้วจะช่วยอย่างไร?” หานจงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ถึงเด็กหนุ่มตรงหน้าจะมีวรยุทธเก่งกาจ แต่ก็เป็เพียงเด็กคนหนึ่ง คงไม่สามารถจัดการเหอฟู่ต๋าที่มีเ้าเมืองหนุนหลังได้ นอกจากว่าอีกฝ่ายจะมีเื้ัที่ใหญ่กว่าเ้าเมืองอวิ๋นหยาง
“บิดาข้าคือเสนาบดีจาง จางหยวนผิง ก่อนหน้านี้ข้ามาพักรักษาตัวที่หมู่บ้านชิงสุ่ย…” จางมู่หลินไม่ได้อยากบอกความเกี่ยวข้องกับตระกูลจาง แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือก เพราะถ้าไม่นำเอาขุนนางใหญ่อย่างจางหยวนผิงมาอ้าง เกรงว่าคนกลุ่มนี้คงไม่เชื่อ
ลักษณะนิสัยและใจคอของคนกลุ่มนี้ล้วนไม่ได้เลวร้าย ดูแล้วน่าเชื่อถือและไว้ใจได้ แถมยังได้รับผลกระทบเพราะสิ่งที่เขาก่อ ถ้าเป็ไปได้ก็ไม่อยากให้พวกเขาต้องเดือดร้อน
“เสนาบดีจาง!?”
“จางหยวนผิง?”
ได้ยินว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็บุตรชายของเสนาบดีจาง หลายคนก็ส่งเสียงออกมาด้วยความใ ผู้คนแถบนี้ล้วนรู้ดีว่าหมู่บ้านชิงสุ่ยเป็บ้านเกิดของขุนนางใหญ่ในราชสำนัก แต่มีน้อยคนที่จะรู้ชื่อเต็ม
ตอนแรกหลายคนยังคงคลางแคลงและไม่อยากเชื่อ แต่พอนำเอาหลาย ๆ มารวมเข้าด้วยกัน ทั้งหน้าตาผิวพรรณของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไป วรยุทธที่เก่งกาจ และความกดดันแปลก ๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างกาย ทำให้ทุกคนยอมเชื่อในที่สุด
เ้าเมืองอวิ๋นหยางเป็เพียงขุนนางขั้นห้า แต่ใต้เท้าจางเป็ถึงขุนนางขั้นสอง แค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครมีอำนาจมากกว่ากัน!
(ขุนนางจีนแบ่งออกเป็ 9 ขั้น ขุนนางขั้น 9 คือต่ำสุด ขั้น 1 คือขั้นสูงสุด)
พวกเขาแนะนำตัวและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันคร่าว ๆ จางมู่หลินเห็นทุกคนยอมเชื่อแล้ว จึงบอกให้พวกเขารอก่อน เพราะเขาต้องกลับไปบอกแม่นมหวังกับเสี่ยวเฉินว่าอาจจะไม่ได้กลับหลายวัน เพื่อไม่ให้ทั้งสองคนเป็ห่วง
“พวกท่านรอข้าที่นี่สักครู่…” พูดจบเขาก็ใช้วิชาตัวเบาข้ามลำธารและขึ้นหน้าผาอย่างรวดเร็ว จนตาเปล่าแทบมองตามไม่ทัน ทำเอากลุ่มของหานจงถึงกับอ้าปากตาค้าง
“ข้าไม่ได้ตาฝาดใช่หรือไม่?”
“ดูเหมือนว่าหน้าผานั่นจะสูงมาก…”
“ดูเหมือนว่าอีกฝั่งของเขาเหลียนฮั่วจะเป็หมู่บ้านชิงสุ่ย?”
“ที่ผ่านมาข้ามักคิดว่าตนเองมีวรยุทธสูงแล้ว แต่พอได้มาเห็นคุณชายน้อยท่านนั้น ข้าก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็กบก้นบ่อ…”
(กบก้นบ่อ เป็สำนวนจีน หมายถึง คนที่โลกแคบ ไม่เคยเห็นโลกภายนอก คิดว่าก้นบ่อที่ตัวเองอยู่คือโลกกว้างทั้งใบ เปรียบได้กับคนที่มีความรู้ความสามารถน้อย แต่นึกว่าตัวเองมีความรู้มากหรือเก่งกาจมาก)
ตอนนี้พวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่า คุณชายน้อยผู้นั้นเป็บุตรชายของขุนนางใหญ่จริง ๆ เพราะคนธรรมดาทั่วไปคงไม่มีวรยุทธร้ายกาจั้แ่อายุน้อยเช่นนี้แน่ และทิศทางที่อีกฝ่ายมุ่งหน้าไปก็คือหมู่บ้านชิงสุ่ยที่อยู่อีกฟากของูเา ซึ่งเป็บ้านเดิมของใต้เท้าจาง
แม้แต่หานจงที่เคยเป็คนในยุทธภพมาก่อน และพบเจอคนมีฝีมือมามาก ก็ยังอดทึ่งกับความสามารถของเด็กหนุ่มไม่ได้ ตอนนี้ใจที่หนักอึ้งของเขาคลายลงไปหลายส่วน ถ้ามีหนทางที่ไม่ต้องตกเป็เบี้ยล่างคนชั่ว หรือไม่ต้องพาครอบครัวหลบหนีหมายจับ ก็เป็เื่ที่น่ายินดีอย่างยิ่ง…
❈
จางมู่หลินกลับไปที่บ้านตระกูลจาง และบอกแม่นมหวังกับเสี่ยวเฉินว่าตนมีเื่ต้องจัดการ อาจจะไม่ได้กลับสองสามวัน
แม่นมหวังรู้ว่าคุณชายกำลังปูทางเผื่ออนาคต จึงไม่ได้พูดอะไรมาก ความแข็งแกร่งของคุณชายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน นางรับรู้มาโดยตลอด จึงแค่กำชับด้วยความเป็ห่วงสองสามคำเท่านั้น
ส่วนเสี่ยวเฉินก็รับปากว่าจะฝึกฝนให้หนักขึ้น จะได้ไม่เป็ภาระให้คุณชายในอนาคต
“เอาไว้กลับมาข้าจะซื้อของอร่อยมาฝากเ้า” จางมู่หลินลูบศีรษะอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะกลับขึ้นเขาไป
พวกของหานจงรออยู่ริมแม่น้ำใกล้หน้าผาเกือบสองชั่วยาม พอเห็นเด็กหนุ่มลงจากหน้าผาและข้ามธารน้ำมา ก็ถอนหายใจโล่งอก
“ข้าเมืองกันก่อนเถอะ แล้วค่อยเล่าเื่ของเหอฟู่ต๋ากับเ้าเมืองให้ข้าฟัง” จางมู่หลินพูดพลางจะเดินกลับเข้าเมืองอวิ๋นหยาง แต่หานจงจูงม้าตัวหนึ่งมาตรงหน้าเสียก่อน
“คุณชายใช้ม้าตัวนี้เถอะ”
“ได้ เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว” พูดจบก็เหยียบบังเหียนและตวัดขาขึ้นนั่งบนหลังม้าอย่างรวดเร็ว ชีวิตที่แล้วเขาเคยขี่ม้าแค่ตอนเด็ก พอเข้าสู่หนทางบำเพ็ญเพียรก็ไม่ได้ขี่ม้าอีก แต่ได้ขี่สัตว์อสูรแทน ซึ่งก็ไม่ต่างกันมากนัก
หานจงที่มอบม้าของตนเองให้คุณชาย เปลี่ยนไปนั่งม้ากับคนอื่นแทน ก่อนจะควบม้าเข้าเมืองไปพร้อมกัน
เมื่อกลับเข้ามาในเมืองอวิ๋นหยาง ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ก็มีคนมาแจ้ง บอกว่าตอนนี้ครอบครัวของหานจงกับครอบครัวของโจวทงถูกนายท่านเหอ ‘เชิญไปพักผ่อนที่คฤหาสน์ชั่วคราว’ เอาไว้ข้อตกลงเสร็จเรียบร้อยเมื่อใด ก็จะส่งทุกคนกลับมาเอง
ทุกคนได้ยินข้อความที่คนแจ้งข่าวบอกมา ก็กำหมัดแน่นด้วยความโมโห โดยเฉพาะหานจงกับโจวทง
นี่มันเชิญไปพักผ่อนเสียที่ไหน มันคือการจับครอบครัวพวกเขาเป็ตัวประกันต่างหาก!
ก่อนหน้านี้เหอฟู่ต๋าบอกว่าให้เวลาพวกเขาคิดสามวัน พวกเขาจึงไม่ทันได้ระมัดระวัง และไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะลงมือรวดเร็วโดยการจับครอบครัวไปเป็ตัวประกัน นี่มันยังไม่ถึงหนึ่งวันเลยด้วยซ้ำ!
“ดูเหมือนว่าการวางแผนคงไม่จำเป็แล้ว ลงมือเลยเถอะ!” จางมู่หลินที่ฟังมาเงียบ ๆ เอ่ยปากพูดขึ้น ทำเอาทุกคนหันมามองเขาเป็ตาเดียว
ลงมือ? ลงมือทำอะไร?
โปรดติดตามตอนต่อไป
เอาแล้ว นายท่านเหออยู่ดีไม่ว่าดี ตอนนี้ความซวยกำลังจะไปเยือนแล้ว ตั้งรับให้ดีล่ะ 5555