ตอนที่ 112 ช่างโหดเหี้ยมต่อทั้งผู้อื่นและตนเองโดยแท้ กลอุบายแสร้งบาดเจ็บนับว่าคุ้มค่านัก
เหตุใดกู้ฉางเกอจึงมิหลบเล่า
เขาคิดอันใดอยู่กันแน่
ที่กล่าวว่าคมกระบี่นี้ถือเป็นการชดใช้ให้กับกู้เซียนเอ๋อร์ นี่หมายถึงเป็นการชดใช้ความแค้นที่เคยลอบเอากระดูกของกู้เซียนเอ๋อร์ไปอย่างนั้นหรือ
เยวี่ยหมิงคงรู้สึกมึนงง ความคิดในหัวพลันสับสนวุ่นวาย นางมองดูภาพคมกระบี่ที่ผ่าลงบนร่างของกู้ฉางเกอในชั่วขณะนั้น ก่อนจะนิ่งค้างไป พลันรู้สึกหัวใจบีบรัดแน่นขึ้นมาดื้อๆ คล้ายกับถูกบางสิ่งคว้าจับเอาไว้
นางยอมรับว่าตนเองเคยเกลียดชังเขา เกลียดชังความเย็นชาไร้ปรานีและจิตใจที่เหี้ยมโหดนั้น ทว่ากลับมิคาดคิดเลยว่า ในยามที่เห็นเขาถูกทำร้าย นางกลับรู้สึกมิอาจทนมองภาพนั้นได้
ความเจ็บปวดเช่นนี้... ผู้ใดเล่าจะทานทนได้
ทว่ากู้ฉางเกอกลับนิ่งสงบอย่างถึงที่สุด แม้กระทั่งคิ้วก็มิขมวดมุ่นเลยแม้แต่น้อย ราวกับความเจ็บปวดนี้มิอาจทำให้เขาหวั่นไหวได้
“เฮ้อ...”
เยวี่ยหมิงคงได้แต่ทอดถอนใจ หัวใจนางว้าวุ่นสับสน มิอาจทนมองภาพนี้ได้อีก นางจึงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ด้วยรู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องราวระหว่างกู้ฉางเกอกับกู้เซียนเอ๋อร์ นางมิมีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือแทรกแซงอันใดได้
“กู้ฉางเกอ เจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่ ชาตินี้เจ้ากลับตัวกลับใจคิดจะชดใช้ความผิดในอดีตจริงๆ หรือทุกสิ่งเป็นเพียงแผนการที่ซ่อนเร้นเอาไว้กันแน่”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงมั่นใจนักว่ากู้เซียนเอ๋อร์จะหยุดมือลง หากเจ้าคาดเดาผิดเล่า… กระบี่นั้นอาจทำให้เจ้าต้องจบชีวิตลง นี่นับเป็นการเอาชีวิตมาเดิมพันโดยแท้”
“หรือว่า... เจ้าเพียงแค่ต้องการชดใช้ให้กับแค้นในครั้งเก่าจริงๆ”
นิ้วเรียวงามของเยวี่ยหมิงคงบีบเข้าหากัน แข็งเกร็งจับแน่นที่ชายแขนเสื้อ ใบหน้างดงามดุจภาพวาดฉายแววเศร้าหมองและสับสน ความเย็นชาที่แฝงไว้ซึ่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ในยามปกติพลันสลายหายไปสิ้น
นางรู้สึกว่าตนเองต้องสงบใจลงเสียก่อน เพื่อพิจารณาเรื่องราวทั้งหมดนี้ให้ดีอีกครั้ง
“ช่างเป็นผู้ที่โหดเหี้ยมต่อทั้งผู้อื่นและตนเองโดยแท้...”
กลางห้วงอากาศอันว่างเปล่า เหล่าผู้อาวุโสที่ลอบจับตามองเหตุการณ์เบื้องล่างต่างขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเผยความตกตะลึง สายตาที่มองไปยังกู้ฉางเกอเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและมิอยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
ต่อให้เป็นพวกเขา ก็คงมิมีผู้ใดกล้าทำเช่นนี้ ทว่ากู้ฉางเกอกลับยืนอยู่เฉยๆ รอรับคมกระบี่นั้นอย่างตรงไปตรงมา โดยมิหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย
หากมิใช่ว่าในจังหวะสุดท้าย กู้เซียนเอ๋อร์ได้ยั้งพลังอันมหาศาลของตนไว้เสียครึ่งหนึ่ง เกรงว่าเพียงหนึ่งฟาดฟันนี้ จะมิเพียงแต่ทำลายร่างของกู้ฉางเกอเท่านั้น หากแต่ยังบดขยี้ยอดเขาทั้งลูกให้แหลกสลายเหลือเพียงเศษหินและซากปรักหักพังโดยแน่แท้
“กู้ฉางเกอ... ดูเหมือนข้าจะประเมินเจ้าไว้ต่ำเกินไปเสียแล้ว...”
ในห้วงอากาศอันมืดมิด ดวงตาของผู้อาวุโสใหญ่ผู้เฝ้ามองเหตุการณ์พลันปรากฏแววครุ่นคิดล้ำลึก ก่อนเขาจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แม้จะมิพอใจในตัวกู้ฉางเกอเพียงใด ทว่าก็ต้องยอมรับว่าคุณลักษณะของเขาเช่นนั้น มิสามารถหาผู้ใดเสมอเหมือนได้
จากทั้งเล่ห์กลหรือมิว่าจะด้านอื่นใด ก็ล้วนแสดงให้เห็นว่า เขาคือบุคคลที่จะสร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ในอนาคต
ภายใต้ฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ของผู้เยาว์รุ่นเดียวกันนั้น เกรงว่าคงมิอาจหาผู้ใดเทียบเคียงได้
แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่เอง ก็ยังมิอาจคาดเดาได้ว่ากู้ฉางเกอจะก้าวไปถึงจุดใด!
“กู้ฉางเกอ เจ้า...”
เบื้องหน้าตำหนัก กู้เซียนเอ๋อร์ยืนตะลึงงัน ดวงตากลมโตเบิกกว้างเต็มไปด้วยความมิอยากจะเชื่อ
เขาหลบมันได้…
เขาสามารถรับมือกับมันได้แท้ๆ…
นางถอนพลังกลับมาถึงเพียงนี้ ทว่าเหตุใดกู้ฉางเกอถึงมิแม้แต่จะหลบเลี่ยง
เหตุใดถึงมิขัดขืน
ทั้งยังเอ่ยว่า คมกระบี่นี้ถือเป็นการชดใช้ให้นาง
หากว่านางมิยั้งมือไว้เมื่อครู่เล่า
หากนางปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่ออกไป กู้ฉางเกอคงมิอาจจะรอดพ้นจากความตายในครานี้ไปได้แน่ แล้วเพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้
หรือทั้งหมดนี้...เป็นแผนการของเขากันแน่
ความคิดมากมายประดังประเดเข้าใส่จนสมองของกู้เซียนเอ๋อร์คล้ายกับกลายเป็นความว่างเปล่า สับสนวุ่นวายไปหมด
สายตาที่นิ่งสงบราวกับธารน้ำแข็งของกู้ฉางเกอ กลับทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นอย่างไร้เหตุผล
เขาควรจะด่าทอนาง ควรจะชี้หน้ากล่าวโทษว่านางร้ายกาจ ไร้ยางอายที่ฉวยโอกาสเล่นงานเขา ทว่าเขากลับมิเอ่ยสิ่งใดสักคำ
มิแสดงความโกรธเคืองหรือความเกลียดชังใดๆ
และความเงียบงันนี้เอง ที่ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์ยิ่งรู้สึกมิสบายใจ คล้ายกับว่าตนได้ทำสิ่งใดผิดไป
นางเกือบจะลงมือสังหารกู้ฉางเกอไปแล้วอย่างนั้นหรือ
เสียงในหัวดังก้องจนมึนงงไปหมด ในสมองของนางยามนี้ราวกับมีเสียงอื้ออึงอยู่ตลอดเวลา
แม้แต่ช่วงเวลาที่กู้ฉางเกอถอนกระบี่ออกจากร่าง และจากไปโดยมิเอื้อนเอ่ยคำใด นางก็มิอาจรับรู้ได้
ใบหน้าที่เคยเย็นชาและเด็ดเดี่ยว ยามนี้กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความสับสน
กู้เซียนเอ๋อร์ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับผู้ที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
ในยามนี้ แม้กระทั่งเยวี่ยหมิงคงเอง เมื่อเห็นสภาพของนาง ก็อดถอนหายใจมิได้ ก่อนจะก้าวเข้าไปหมายปลอบประโลม
ทว่าความจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ทำให้หัวใจของเยวี่ยหมิงคงว้าวุ่นมิแพ้กัน
เรื่องเช่นนี้ นางมิเคยคาดคิดมาก่อน และมิมีทางเข้าใจได้เลย
…
ทันทีที่กลับถึงตำหนัก สีหน้าอันสงบนิ่งของกู้ฉางเกอก็จางหายไป
ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านเข้ามาทำให้คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ขณะที่ความคิดอันหลากหลายแล่นวาบผ่านในหัว
สุดท้าย รอยยิ้มแปลกประหลาดก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา
ที่เขาทำไปเมื่อครู่นั้น แน่นอนว่าเป็นการแสดงกลอุบายแสร้งบาดเจ็บ เพื่อหลอกล่อกู้เซียนเอ๋อร์ให้เชื่อใจโดยสมบูรณ์
เพราะหากต้องการหลบเลี่ยงกระบี่เล่มนั้นโดยมิบาดเจ็บสักนิด มันก็มิใช่เรื่องยากเย็นอันใดสำหรับเขา
แม้ว่าพรสวรรค์ของกู้เซียนเอ๋อร์จะสูงส่งเพียงใด หรืออาวุธจะทรงพลังแค่ไหน ทว่ายามนี้นางก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ในระดับเจ้าครองแคว้นเท่านั้น
นางยังอ่อนแอเกินไปสำหรับเขา
ยิ่งมิต้องกล่าวถึงว่า เมื่อครู่ ในฐานะศัตรูคู่แค้น นางกลับยังใจอ่อนคิดจะยั้งมือและถอนพลังกลับมา
เรื่องนี้ล้วนอยู่ในความคาดหมายของกู้ฉางเกอทั้งสิ้น หากมิแน่ใจว่านางจะถอนพลัง เขาก็คงมิเอาชีวิตของตนเองมาเสี่ยงเช่นนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ กู้ฉางเกอก็พอจะเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเยวี่ยหมิงคงจึงได้ไปพบกับกู้เซียนเอ๋อร์
คงเป็นเพราะในเส้นทางเวลาอีกเส้นหนึ่งที่นางเคยประสบพบเจอมา กู้เซียนเอ๋อร์คงมีชะตาชีวิตอันน่าเวทนานัก
ถึงแม้จะครอบครองชะตาฟ้าลิขิตของตัวเอก ทว่าสุดท้ายก็ยังมิอาจเอาชนะกายามารของเขาไปได้
ด้วยนิสัยใจอ่อนเช่นนี้ มิอาจก้าวไปยืนในจุดสูงสุดได้หรอก
“ช่างเป็นเด็กที่โง่เขลาเสียจริง...”
“เจ้าคิดหรือว่าจะหนีรอดไปจากเงื้อมมือของข้าได้”
กู้ฉางเกอส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะกวาดตามองบาดแผลบนร่างกาย
โลหิตที่เคยพวยพุ่งออกมานั้นหยุดลงแล้ว ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า เพียงชั่วครู่แผลก็เริ่มสมานตัวอย่างช้าๆ
กระบี่ยาวสีดำเล่มนั้นแผ่พลังประหลาดที่กัดกินพลังชีวิต ทว่าภายใต้อาคมต้องห้ามของเขา กลุ่มอักขระมรรคาดำมืดพลันผุดขึ้นกลืนกินพลังนั้นจนสิ้น มิอาจทำร้ายเขาได้อีก
บาดแผลนี้ อีกมินานเขาก็จะหายดีจนเป็นปกติ
เพียงแต่ว่า…
ฟึ่บ!
เขาลอบใช้พลังเพื่อทำให้บาดแผลที่เริ่มสมานตัวกลับปริแตกออกอีกครั้ง โลหิตสดรินไหลออกมา ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นไปอีก
ราวกับมีพลังบางอย่างขัดขวางมิให้บาดแผลสมานตัวโดยง่าย
กู้ฉางเกอพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เพราะในเมื่อนี่เป็นกลอุบายแสร้งบาดเจ็บแล้ว ก็ต้องทำให้สมจริงที่สุด เขาจะปล่อยโอกาสอันดีที่กู้เซียนเอ๋อร์มอบมาให้เสียเปล่าได้อย่างไร
เขาเหลือบตามองบาดแผลอันน่าสยดสยองบนร่างกายที่เกือบจะถูกกระบี่เล่มนั้นผ่าขาดเป็นสองท่อนนั้น แม้ว่ากระดูกแห่งมรรคาภายในยังคงปรากฏรอยแตกร้าวเล็กน้อย
ทว่าแท้จริงแล้ว กระดูกแห่งมรรคาของเขาย่อมมิได้เปราะบางถึงเพียงนั้น แม้กระบี่ดำเล่มนั้นจะประหลาดล้ำ ทว่าเมื่ออยู่ในมือของกู้เซียนเอ๋อร์ มันย่อมมิอาจปลดปล่อยพลังอันแท้จริงออกมาได้หมดสิ้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพียงภาพลวงตาที่กู้ฉางเกอสร้างขึ้นมาเท่านั้น
ทันใดนั้นกลุ่มอักขระเรืองรองก็ผุดขึ้นมาในกระดูกแห่งมรรคาอีกครั้ง ก่อนรอยร้าวจะค่อยๆ จางหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เพราะกระดูกแห่งมรรคาชิ้นนี้ เขายังเก็บไว้เพื่อจุดประสงค์อื่น เพื่อรอวันที่กู้เซียนเอ๋อร์จะมาเอามันกลับคืนไปด้วยมือของนางเอง
เนื่องด้วยพลังอันวิจิตรและพรสวรรค์ในกระดูกแห่งมรรคานี้ เขาได้จารึกและกลืนกินไว้ในจิตวิญญาณเรียบร้อยแล้ว มิว่ามันจะอยู่หรือมิอยู่ก็นับว่ามิต่างกันสำหรับเขา
เมื่อคิดถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอพลันรู้สึกว่า ถึงแม้กระบี่นั้นจะสร้างความเจ็บปวดอย่างยิ่ง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้มานั้นกลับคุ้มค่ามิน้อย
ด้วยความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งของเขา จึงทำให้มิได้เผยพิรุธใดๆ ออกไปแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น กู้ฉางเกอสัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากภายนอกตำหนัก สายตาเขาฉายแวววูบไหว
เป็นเยวี่ยหมิงคงที่กลับมาจากที่ส่งกู้เซียนเอ๋อร์กลับยังที่พำนัก
“เจ้ามิเป็นอันใดใช่หรือไม่”
เยวี่ยหมิงคงเอ่ยถามด้วยสีหน้าซับซ้อน ซึ่งแฝงไปด้วยความห่วงใยจางๆ ท่าทีในยามนี้ของนางกลับมิได้เย็นชาเฉยเมยเหมือนเช่นทุกครั้ง
เมื่อได้เห็นบาดแผลอันน่าสะพรึงกลัวของกู้ฉางเกอ นางก็อดใจอ่อนลงมิได้ น้ำเสียงพลันอ่อนโยนลงอย่างมิรู้ตัว
แม้จะอยู่ร่วมกันที่ยอดเขาไร้พ่ายมาหลายวัน ได้พบปะกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ยังมินับว่าดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเพราะนางมิเคยคิดจะมีท่าทีอันดีใดๆ กับกู้ฉางเกอ ทั้งสองล้วนรู้ซึ้งถึงตัวตนของอีกฝ่าย การถ้อยทีถ้อยอาศัยก็ย่อมมิมีความจำเป็นอันใดสำหรับพวกเขา
กู้ฉางเกอเองก็มีเรื่องราวมากมายให้จัดการ จึงมิใส่ใจจะสนใจนางเช่นกัน
กลับเป็นเยี่ยนจีที่ปรากฏตัวอยู่ข้างกายเขามิขาด ทำหน้าที่เป็นทั้งสาวใช้และผู้ติดตาม ดูแลทุกความเป็นอยู่ของกู้ฉางเกอในแต่ละวัน
สายตาของเยวี่ยหมิงคงจับจ้องไปที่เยี่ยนจีด้วยความมิชอบใจนัก ในใจร้อนรุ่มอย่างไร้เหตุผล นางแทบอยากจะฟาดกระบี่ลงไปยังเยี่ยนจีให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่าน่าเสียดายที่เยี่ยนจีมิใช่ผู้ธรรมดาสามัญ ภายใต้ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์นั้น กลับแฝงความแข็งแกร่งของผู้ที่มีพลังบรรลุถึงระดับมหาศักดิ์ศิทธิ์เอาไว้
นางทำอันใดเยี่ยนจีมิได้ จึงทำให้ความมิพอใจในตัวกู้ฉางเกอกลับยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ยิ่งคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา นางก็ยิ่งอดหงุดหงิดใจมิได้
กู้ฉางเกอผู้ซึ่งแสดงท่าทีราวกับกลับตัวกลับใจ กลับทำดีกับหญิงอื่น เช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน
หากมิใช่เพราะนางผ่านการขัดเกลาจิตใจมาอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังมีพร้อมซึ่งประสบการณ์ในอดีต จึงทำให้ตระหนักดีว่าเรื่องเช่นนี้มิควรถือเป็นสาระสำคัญแล้วละก็ นางก็คงอดใจมิไหวที่จะลงมือจัดการกับเยี่ยนจีไปแล้ว
ทว่าการกระทำของกู้ฉางเกอในวันนี้ กลับทำให้จิตใจของเยวี่ยหมิงคงวุ่นวาย สับสน และเต็มไปด้วยความลังเลใจ
เหตุการณ์มากมายจากชาติก่อนราวกับฉายซ้ำ ทว่าในชาตินี้ กลับมีเรื่องมิคาดฝันเกิดขึ้นมากมาย
หรือว่ากู้ฉางเกอจะเป็นความแปรเปลี่ยนที่นางอาจใช้เป็นโอกาสเพื่อแก้ไขอดีตอันเลวร้ายได้
บางที นางอาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงเขา และป้องกันมิให้โศกนาฏกรรมในอดีตซ้ำรอยอีกครั้ง
เยวี่ยหมิงคงคิดว่าตนควรลองดูสักตั้ง
แม้นางจะรู้จักกับกู้ฉางเกอมาเนิ่นนาน ทว่านางมิเคยเข้าใจในตัวเขาอย่างแท้จริง
เขาผ่านเรื่องราวอันใดมากันแน่
เหตุใดจึงสามารถทนรับความเจ็บปวดอันมหาศาลราวกับจะฉีกกระชากวิญญาณออกเป็นชิ้นๆ ได้โดยมิแม้แต่จะขมวดคิ้วเช่นนี้ สิ่งนี้ทำเอานางหวาดหวั่นนัก
ผู้ที่น่าชิงชังนั้น บางครั้งก็ย่อมแอบซ่อนมุมที่น่าสงสารเวทนาเอาไว้
บางที กู้ฉางเกออาจซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่บางอย่างเอาไว้ก็เป็นได้
“ก็ยังพอไหว แม้กระทั่งเจ้ายังมีน้ำใจห่วงใยข้าเช่นนี้ เห็นทีข้าคงต้องรู้สึกซาบซึ้งใจจนแทบรับมิไหวแล้วสินะ”
กู้ฉางเกอกล่าวพลางปรายตามองเยวี่ยหมิงคง พร้อมรอยยิ้มแฝงแววเย้ยหยัน
สิ้นคำ เขาก็ควานหาโอสถและสมุนไพรจากแหวนมิติ ราวกับกำลังเตรียมรักษาบาดแผลของตนเองอย่างมิใส่ใจนัก สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่งเหมือนเคย ซึ่งท่าทางในยามนี้ช่างดูขัดแย้งกับร่องรอยบาดแผลลึกจนเห็นกระดูกที่แสนสยดสยองนี้อย่างน่าประหลาดนัก
เยวี่ยหมิงคงจ้องมองเขาอย่างเงียบงัน พลางถอนหายใจแผ่วเบา นางมิได้คาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะยังล้อเล่นกับนางได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า
“กระบี่ของเซียนเอ๋อร์นั้นแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้าง โอสถฟื้นฟูธรรมดามิอาจช่วยอันใดได้”
พลังทำลายล้างที่ว่านั้นจะตัดทอนพลังชีวิต ขัดขวางการสมานของบาดแผล ต่อให้มีร่างกายอันทรงพลังถึงเพียงใด ก็ยังต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดนี้
“อย่างนั้นหรือ ถึงว่าเหตุใดบาดแผลจึงได้สมานตัวได้ยากเย็นนัก”
กู้ฉางเกอแสร้งทำเป็นตระหนักถึงอันใดบางอย่าง สีหน้าแลดูเข้าใจดี ทว่ากลับยังคงมีท่าทีมิทุกข์ร้อนแม้แต่น้อย
พลันนั้น ร่างของเขาพลันแผ่พลังแสงอันศักดิ์สิทธิ์ออกมา เส้นสายหมอกสีรุ้งไหลเวียนถักทอทั่วร่าง พลังโลหิตแปรเปลี่ยนเป็นมังกรยักษ์คำรามก้อง เสียงดังกระหึ่มราวกับมาจากเบื้องบนสวรรค์
พลังชีวิตและพลังโลหิตอันแกร่งกล้าราวกับเตาหลอมขนาดมหึมาโอบล้อมสวรรค์และปฐพีเอาไว้
เยวี่ยหมิงคงมองดูภาพตรงหน้าด้วยความนิ่งสงบ แม้จะคุ้นชินกับพลังของกู้ฉางเกอ ทว่าก็อดยอมรับมิได้ว่า พลังของเขาช่างน่าหวาดกลัวจนเหลือเชื่อ หากแต่นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพลังที่เขาซ่อนเร้นไว้ หากได้เผยออกมาทั้งหมด ก็คงจะยิ่งลึกล้ำเกินหยั่งถึงโดยแท้
ทว่าในมิช้า กู้ฉางเกอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เส้นสายแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ร่วงหล่นลงมาราวกับสายใยวิญญาณที่พยายามสมานบาดแผลของเขา กลับสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันทีที่สัมผัสถูกบาดแผลนั้น
“บาดแผลนี้ช่างประหลาดนัก ดูเหมือนจะสมานมิได้โดยง่าย” กู้ฉางเกอถอนหายใจเบาๆ คล้ายแฝงแววอ่อนใจ
ขณะนั้นเอง กลิ่นหอมบางเบาลอยมาแตะจมูก
“เลิกพยายามโดยเปล่าประโยชน์เสียเถิด รีบขับไล่พลังทำลายล้างออกก่อน มิเช่นนั้นบาดแผลก็จะสมานตัวมิได้” เยวี่ยหมิงคงเอ่ยพร้อมส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนก้าวเข้ามาหาเขา
ใบหน้างดงามแฝงความเย็นชา ทว่าลึกลงไปยังมีแววห่วงใยที่ยากจะปิดบัง นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีอ่อนออกมาอย่างประณีตบรรจง จากนั้นก็ซับโลหิตที่เปรอะเปื้อนอยู่รอบๆ บาดแผลของกู้ฉางเกออย่างเงียบงัน
“หมิงคง ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เจ้าห่วงใยสามีเช่นข้าได้ถึงเพียงนี้”
กู้ฉางเกอเอ่ยถามพลางยิ้มบาง คล้ายประหลาดใจที่นางทำเช่นนี้
“ตั้งแต่เมื่อใดน่ะหรือ เป็นเจ้าเองต่างหากที่มิเคยรับรู้ได้ถึงมันเลย” เยวี่ยหมิงคงกล่าวเสียงเรียบด้วยท่าทีเย็นชา ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง
กู้ฉางเกอชะงักเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนรางลง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ โดยมิกล่าวอันใดอีก
เยวี่ยหมิงคงมองจับสังเกตความเปลี่ยนแปลงนั้นในทันที นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับจับความรู้สึกที่แฝงอยู่ได้
“กู้ฉางเกอ เจ้าถอนหายใจด้วยเหตุอันใดกันแน่”
“มิมีอันใดหรอก” กู้ฉางเกอแสร้งหัวเราะอย่างมิใส่ใจ “คนที่ไร้หัวใจเช่นข้า การที่จะมิเคยรับรู้ถึงสิ่งใดก็มินับว่าแปลกประหลาดอันใดนัก”
คำกล่าวนี้ฟังดูไร้แก่นสาร ทว่าความจริงแล้วก็นับว่ามิผิดนัก เพราะในอดีต เขาเองก็เป็นผู้ที่ไร้หัวใจอย่างแท้จริง
จะอย่างไรเสีย ก็โยนความผิดทั้งหมดไปให้กับดวงจิตมารไปเสียก็สิ้นเรื่อง
นั่นคือวิธีการแก้ไขปัญหาที่กู้ฉางเกอวางแผนไว้เนิ่นนานแล้ว เพราะดวงจิตมารคือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรองจากเคล็ดวิชามารต้องห้ามของเขา อีกทั้งจากที่ดูแล้ว เยวี่ยหมิงคงในชาติภพก่อนก็ยังมิเคยล่วงรู้ถึงความลับนี้มาก่อน
ดูท่าว่าเขาคงต้องบังเอิญสร้างโอกาสให้นางค้นพบความลับนี้ด้วยตนเองเสียแล้ว
กู้ฉางเกอมิเผยคลื่นอารมณ์ความรู้สึกอันใดผ่านสีหน้า ทว่าในใจกลับคิดถึงเรื่องราวนับพัน
“ไร้หัวใจอย่างนั้นหรือ…ใช่แล้ว หัวใจของเจ้าน่ะ ล้วนทำมาจากหินผาทั้งสิ้น…”
น้ำเสียงของเยวี่ยหมิงคงฟังดูเหมือนเป็นคำกล่าวธรรมดา ทว่าในนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ดวงตาคู่นั้นหม่นแสงลงราวกับกำลังหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต พร้อมกับความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหมายที่ยากจะกล่าวออกมา