ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 70 ไล่ฆ่า (4)

            ชายร่างผอมพยายามสะกดพิรุธในดวงตาของตัวเองเอาไว้อย่างกล้าๆกลัวๆ เพราะเขารู้ดีว่าคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้ คงถูกประกาศจับหรือไม่ก็เป็นผู้ฝึกตนกบฏที่ละเมิดข้อสัญญากับเผ่าปีศาจก็เป็นได้!

            เขาไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินชื่อของสวีหยางอี้จากเทียนเต้ามาก่อนแถมอีกฝ่ายยังใช้วิชาวรยุทธ์ร้อยกระบวนท่าอีก...

            เนื่องจากการกระทำของอีกฝ่ายไม่อาจแพร่งพรายสู่สาธารณะได้ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างเงียบๆ

            วิชาวรยุทธ์ร้อยกระบวนท่าเป็นวิชาอันเป็นเอกลักษณ์ของเทียนเต้ามีเพียงนักเรียนในเทียนเต้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์เรียนวิชานี้

            ดังนั้นมีความเป็นไปได้เดียวเท่านั้นก็คือเป็นผู้ฝึกตนกบฏนั่นเองในใจของชายร่างผอมรู้ดีว่าหากตัวเองพูดไม่เข้าหูอีกฝ่ายแม้แต่คำเดียว หัวจะต้องหลุดจากบ่าอย่างแน่นอน

            สวีหยางอี้จ้องมองศัตรูอยู่หลายนาทีก่อนหุบยิ้มลง

            “ชื่อของนายคือ?”

            “ฉันบอกชื่อของตัวเองกับคนนอกระบบไม่ได้”ชายร่างผอมเม้มปากก้มหน้า

            ขอแค่หนีจากตรงนี้ไปได้เท่านั้นหลังจากนี้คนของพวกเขาจะต้องกลับมาเด็ดหัวสวีหยางอี้อย่างแน่นอน!

            กองกำลังทั้งอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยในมณฑลหมิงสุ่ยมีอยู่หลายหมื่นคนหลังจากนี้พวกเขาจะต้องพลิกแผ่นดินตามล่าสวีหยางอี้อย่างแน่นอน!

            “งั้นเหรอ...” สวีหยางอี้เงยหน้าอาบแสงจันทร์รอยยิ้มผุดขึ้นทันที “ก่อนหน้านี้ฉันกะจะถามเอาไว้เพื่อแกะเป็นป้ายสุสานให้นายสักหน่อย...”

            คำพูดประโยคนี้ของสวีหยางอี้ราวกับเข็มแหลมที่ทิ่มโดนตัวชายร่างผอมจนสะดุ้งลุกขึ้นยืนและรีบวิ่งแจ้นหนีไปทันทีพวกพ้องของเขาทั้งสองคนตกใจตาถลน พร้อมกับพยายามดิ้นรนจะหลบหนีเช่นกันแต่ร่างกายกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย!

            วินาทีถัดมาทั้งสามคนได้แต่นอนกองอยู่ที่พื้นด้วยความตกใจอย่างไม่อยากเชื่อ

            “นาย...เปิดประสาทสัมผัส... ได้แล้วงั้นเหรอ? มิน่าล่ะ...” ก่อนหน้าชายร่างผอมสิ้นลมหายใจเขาได้ทิ้งคำพูดสุดท้ายขึ้นอย่างไม่เต็มใจ

            เป็นความไม่เต็มใจที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นและไม่ยอมจำนน

            พวกเขาทั้งสามคนไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าคนๆนี้จะเป็นผู้ชนะที่สามารถเปิดประสาทสัมผัสตัวเองได้...ทำไมคนระดับนี้ถึงไม่มีรายชื่ออยู่บนลิสต์!

            พวกเขาสิ้นใจตายในสภาพดวงตาเบิกกว้าง

            สวีหยางอี้แทรกแซงพลังจิตที่แหลมคมดุจใบมีดเข้าไปในร่างกายพวกเขาจากนั้นก็บดขยี้พวกเขาจากภายใน!

            จนดวงวิญญาณแตกสลาย!

            บรรยากาศเงียบงัน

            สวีหยางอี้ถูมือไปมาเล็กน้อยนอกเหนือจากหลี่จงหยวน คนอื่นๆ อย่างปีศาจหมาป่าและโจวถิงถิงต่างมองสวีหยางอี้ด้วยสีหน้าถอดสี

            พวกเขาต่างคิดไม่ถึงว่าสวีหยางอี้จะลงมือฆ่าปิดปากแบบนี้!

            ซ้ำยังลงมืออย่างไม่ลังเลและก่อนหน้าที่อีกฝ่ายจะรู้ตัว พวกเขาทั้งสามก็กลายเป็นศพไปเสียแล้ว

            เหตุการณ์นี้เท่ากับว่าสวีหยางอี้ได้กลายเป็นผู้ฝึกตนกบฏอย่างเต็มตัวแล้ว!

            “พวกเขาเอาแต่พูดจาไร้สาระ”สวีหยางอี้ควักบุหรี่ออกมาอีกหนึ่งมวน มือขวากำกระบี่ไม้ไผ่พลางจุดไฟแช็คด้วยสีหน้านิ่งเฉยก่อนสูบเข้าปอดลึกๆ หนึ่งเฮือก “พวกเธอรู้อะไรรึเปล่าตอนที่ฉันตามไล่ผู้หญิงคนนี้ เธอได้ใช้กระบวนท่าที่กะจะฆ่าฉันให้ตายเลยทีเดียว”

            “ส่วนชายหัวโล้นนั่น”สวีหยางอี้ก้มมองไปยังศพที่กองอยู่ที่พื้น “ก็ปลดปล่อยพลังออกมาอย่างหมดตัว”

            “ถ้าคนที่ชื่อเชียนเริ่นต้องการแค่‘จับตัว’ ฉันจริงๆ พวกเขาคงจะบอกแผนการทั้งหมดออกมาเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้”แววตาสวีหยางอี้พลันเยือกเย็นขึ้น “แต่ว่าการกระทำของพวกเขากลับย้อนแย้งกับสิ่งที่พูดออกมาดังนั้นมีความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น...”

            เขามองทุกคนด้วยแววตาลุ่มลึก“วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเชียนเริ่นไม่ใช่การ ‘จับตัว’ ฉันกลับไปเฉยๆ”

            “แต่ว่าต้องการหามศพฉันกลับไปต่างหาก”เขานวดคลึงลำคอตัวเองพลางแสยะยิ้ม “คำพูดที่เขาพูดออกมาเมื่อครู่ ล้วนแต่เตือนฉันอย่างเป็นนัยว่าพวกเขามีกองกำลังที่แข็งแกร่งอย่าได้ริอาจลองดีกับพวกเขา แต่ว่าพวกเขาต่างก็รู้สถานการณ์ของตัวเองดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อการกระทำและคำพูดที่สวนทางกันของพวกเขามันส่อพิรุธบางอย่าง”

            “ส่อพิรุธเรื่องอะไร?”

            สวีหยางอี้กวาดมองทุกคนด้วยแววตาเยือกเย็นก่อนพูดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ก็เรื่องที่พวกเขาปิดบังความจริงอยู่ไงล่ะ”

            “ปิดบังวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของคำสั่งจากเชียนเริ่น!”

            “มีคน...อยากได้ตัวฉัน...” เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ “พวกเขาต้องการชีวิตฉัน”

            “ดังนั้นจะปล่อยให้พวกเขารอดไปไม่ได้เด็ดขาด”

            เมื่อพูดจบ สวีหยางอี้ก็นิ่งเงียบลง

            บนเส้นทางการผู้ฝึกตนมีผู้ฝึกตนมากมายหมายแก่งแย่งชิงดี และความจริงที่เผยออกมาในแต่ละครั้งก็คอยเป็นเครื่องเตือนใจเขาอยู่เสมอว่า‘หากเดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ชีวิตจบเห่แน่นอน’

            ความสะเพร่าของเทียนเต้าทำให้จูหงเสวี่ยบุกอาละวาดโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวจนเกิดเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่มีจำนวนคนตายเจ็ดพันคน รวมถึงผู้ฝึกตนขั้นจู้จีอีกแปดคนด้วย

            ความสะเพร่าของหลี่จงหยวนทำให้ตัวเองต้องกลายมาเป็นปีศาจสัตว์เลี้ยงและจำใจต้องมอบหญ้าน้ำค้างทั้งหมด

            แล้วความสะเพร่าของตัวสวีหยางอี้ล่ะคือตรงไหน?

            หากครั้งนี้ปล่อยให้คนพวกนี้หนีกลับไป เกรงว่าครั้งต่อไป เชียนเริ่นคงมาจัดการด้วยตัวเอง!

            ชีวิตมีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

            สายลมยามราตรีพัดผ่านเย็นบางครั้งการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนด้วยกันก็โหดร้ายยิ่งกว่าต่อสู้กับปีศาจเสียอีก

            ตั้งแต่สวีหยางอี้ตัดสินใจย่างเท้าก้าวขึ้นมาบนเส้นทางนี้เขาได้เตรียมใจกับเหตุการณ์แบบนี้ไว้แล้ว ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี

            การฝึกตนในยุคปัจจุบันภายใต้คำพูดสวยหรูอย่างคำว่าอารยธรรมการฝึกตนได้เก็บงำสิ่งชั่วร้ายที่มองไม่เห็นอยู่เพียงแต่ทุกๆ ฝ่ายต่างก็พยายามรักษาโครงสร้างอันสมดุลนี้ไว้

            “เตรียมตัวย้ายบ้านได้อำเภอไป๋ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ฉันต้องการสถานที่ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองหน่อย”

            “นายท่านพวกเราออกจากมณฑลนี้ได้นะ” หลี่จงหยวนเอ่ยเสียงแผ่ว

            “ไม่! ฉันกล้าพูดเลยว่าตอนนี้กล้องวงจรปิดทุกแห่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยนี้แล้ว!พวกเราออกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!” โจวถิงถิงส่ายหน้า

            “ก็ใช่ว่าจะเปนไปไม่ได้”หลี่จงหยวนคลี่ยิ้ม “ฉันมีวิชาลับอยู่ฉันสามารถสร้างพื้นที่มิติในร่างกายตัวเองได้ แค่พวกเธอเข้ามาอยู่ในพื้นที่มิตินี้ฉันรับประกันเลยว่าสามารถพาพวกเธอออกไปได้อย่างแน่นอน”

            แต่ก็เป็นปกติที่โจวถิงถิงกับปีศาจหมาป่าจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์กับบ้านเกิดตัวเอง

            “ฉันไม่อยากจะพูดประโยคนี้เท่าไร”หลี่จงหยวนพูดจากับทั้งสองคนนี้ไม่เหมือนกับตอนที่พูดกับสวีหยางอี้เท่าไรเขาแสยะยิ้มขึ้น “ขืนอยู่ที่นี่ต่อไป พวกเธอตายสถานเดียว”

            “ไม่ถึงหนึ่งวันประกาศจับก็ปลิวว่อนทั่วเมืองแล้ว ฉันทำได้เต็มที่ก็แค่พาพวกเธอออกไปส่วนหลังจากนั้นพวกเธอจะไปไหนก็เรื่องของเธอ ไม่เกี่ยวกับฉัน”

            “การเคลื่อนไหวของนายจะดึงดูดความสนใจของรัฐบาลไหม?”สวีหยางอี้เงยหน้ามองดวงดาวบนท้องฟ้าพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ

            “ไม่นะ!”หลี่จงหยวนคลี่ยิ้มตอบกลับทันที “มันจะมีพวกปีศาจที่พลังตื่นตอนอายุสิบห้าสิบหกหลังจากนั้นหน้าตาของพวกเราจะไม่เปลี่ยนเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจของเพื่อนบ้านหรือเพื่อนๆและหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นจึงมีการระบุในสนธิสัญญาเสินหนงเจี้ยว่าห้ามเข้าไปยุ่งกับการเคลื่อนย้ายแหล่งอาศัยแถมยังได้รับสิทธิ์คุ้มครองอีก!”

            สวีหยางอี้พยักหน้าก่อนพูดขึ้นทันที“งั้นรีบออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลย”

            มัวแต่ลีลาชักช้าสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงก็ได้

            ในเวลาเดียวกันโคมไฟก็สว่างพรึบขึ้นในห้องทำงานห้องหนึ่งในอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยจากนั้นก็มีเสียงดังคล้ายเสียงเนื้อไม้ปริแตกดังลอยออกมาจากข้างในห้อง

            เลขาฯตกใจพลันเดินไปที่ประตูเพื่อเอ่ยถามแต่เมื่อถึงตรงประตูก็ได้ยินน้ำเสียงเยือกเย็นของผู้อำนวยการดังออกมา “ออกไปแล้วไปถูกเฆี่ยนลงโทษสามสิบทีซะ”

            ภายในห้องเชียนเริ่นกำลังจ้องมองหุ่นไม้ไผ่เล็กๆ ของคนทั้งสามคนด้วยแววตาลุ่มลึกตัวหนึ่งเขียนว่าคราบวายุ 03 ตัวหนึ่งเขียนว่าราชาพยัคฆ์ 03อีกตัวหนึ่งเขียนว่าโสตทิพย์ 03 บัดนี้ทั้งหมดแตกหักออกเป็นสองท่อนไปแล้ว

            ซึ่งหมายถึงพวกเขาตายแล้วนั่นเอง!

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆหนึ่งเฮือก และยกแก้วชาขึ้นมาประชิดริมฝีปาก แต่ยังไม่จิบดื่ม

            “ไอ้สวะ...พวกเขาเป็นถึงนักสะกดรอยหัวกะทิของกองกำลังระดับ C เชียวนะแกยังกล้าฆ่าพวกเขาทิ้งอีก...”

            “ฉันล่ะสงสัยจริงๆทำไมท่านฝู่หยุนเจินเหรินถึงต้องการตัวแกขนาดนี้?” ผู้เฒ่าลุกขึ้น “TD-01 สวีหยางอี้นักเรียนของเทียนเต้าจากเมืองอวี๋หยาง ไม่ว่าใครก็ล้วนจำเขาได้ทั้งนั้น แต่ว่า...หลังจากพิธีจบการศึกษากลับไม่มีข่าวคราวของเขาแม้แต่น้อย...”

            “ก่อนหน้านี้สามปีไม่มีข้อมูลเหตุการณ์สะเทือนขวัญของจูหงเสวี่ยเล็ดลอดออกมาเลยซึ่งเขาเองก็จบการศึกษาในปีนั้นพอดี หรือว่า...เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเขางั้นเหรอ?”

            “บางทีกล้องวงจรปิดน่าจะบันทึกภาพเหตุการณ์ตอนนั้นเอาไว้ได้แต่ด้วยความจำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้มีอำนาจสูงๆ ฉันก็เลยดูไม่ได้...ดูจากการที่ท่านฝู่หยุนเจินเหรินใช้คำสั่งสังหารที่แทบไม่เคยใช้หมายความว่าท่านฝู่หยุนเจินเหรินเกลียดเขาขนาดนั้นเลยเหรอ? หรือว่า...กลัวเขากันแน่?”

            “เกลียดที่เขามีอนาคตก้าวไกลเฉิดฉายงั้นเหรอ...แต่ว่าทางรัฐบาลก็คงจัดการสิ่งกวนใจให้บุคคลระดับจินตันเองแหละ ถ้างั้น...ก็กลัวเขางั้นเหรอ?” ผู้เฒ่าหันกลับมา ฝ่ามือทั้งสองข้างถูกันอยู่ตลอด “เขามีอะไรที่ทำให้ท่านฝู่หยุนเจินเหรินเกรงกลัวกัน?กลัวถึงขนาดต้องฆ่าทิ้งเลย กลัวถึงขนาดประกาศใช้คำสั่งสังหารอย่างเงียบๆ”

            ผู้เฒ่าหรี่ตามองการ์ดสีดำในมืออย่างสงสัยตามฆ่าจองล้างจองผลาญไปอย่างไม่มีกำหนดงั้นเหรอ

            “ตอนนี้สุนัขนักล่าสามตัวที่ปล่อยไปก่อนหน้านี้ตายหมดแล้วฉันควรออกโรงลงมือเองหรือไม่?? ไม่สิ.. ถ้าลงมือเองก็จะเกิดสัญญาณความเคลื่อนไหวของพลังปราณขั้นจู้จี เชื่อว่าคงไม่ถึงห้านาที ศาลผู้ฝึกตนคงตรวจสอบเจอทันทีจากนั้นอนาคตของฉันก็คงต้องพังทลายเพียงเพราะฝ่าฝืนกฎ... แต่ว่าถ้าเกิดในมือของเจ้าหนูนั่นมีสิ่งที่ทำให้จินตันเจินเหรินหวาดหวั่นอยู่จริงๆ...”

            ผู้เฒ่าเงียบลงไม่พูดต่อผ่านไปครึ่งชั่วโมงเต็มเขาถึงวางการ์ดสีดำนั้นลง และถอนหายใจเงียบๆ

            ตอนนี้ปริศนาที่สำคัญที่สุดก็คือTD-01 มีอะไรอยู่กันแน่? แล้วมันคุ้มค่ากับการเอาตัวเองไปเสี่ยงหรือไม่

            กว่าผู้ฝึกตนจะมาถึงขั้นจู้จีได้ก็ล้วนแต่มีจิตใจที่เข้มแข็งมีมันสมองที่ฉลาดและมีความห้าวหาญกันทั้งนั้นดูอย่างจูหงเสวี่ยยังกล้าบุกเทียนเต้าสาขาย่อยและสังหารผู้คนมากมายเพียงเพื่อหลอมแก่นพลังจินตันของตนเป็นการกระทำที่มีความเสี่ยงสูง แต่ถ้าทำสำเร็จก็ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าถ้าในกรณีของสวีหยางอี้เป็นแบบนนี้ งั้นคนอย่างเชียนเริ่นก็พร้อมจะเสี่ยงแน่นอน

            ความร่ำรวยมั่งคั่งมักมาจากการกล้าเสี่ยงความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่มักมาจากการใส่ใจในเรื่องเล็กน้อย

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน