“หลังจากนั้นนายพรานหนูน้อยหมวกแดงและคุณยายก็ช่วยกันเอาก้อนหินใส่ท้องหมาป่าแล้วก็เย็บกลับคืน เมื่อหมาป่าตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่ายังอิ่มอยู่แต่รู้สึกคอแห้งจึงเดินไปกินน้ำที่ริมลำธารแต่ด้วยน้ำหนักของก้อนหินทำให้หมาป่าตกน้ำและจมน้ำตาย”
“คิกคิก สมน้ำหน้าหมาป่าจังเลย”
เรเชลนอนหัวเราะอยู่บนเตียงโดยที่มีเออร์วินพี่ชายของเธอนอนอยู่ข้างๆ พร้อมกับอ่านหนังสือนิทานให้ฟัง ซึ่งหนังสือนิทานก็เป็นของขวัญวันเกิดที่เออร์วินทำให้เรเชลด้วยตัวเอง นิทานในหนังสือเล่มนี้เป็นนิทานที่ทั้งแปลกไปและไม่เคยมีมาก่อนเรเชลทั้งชอบและรู้สึกสนุกไม่ว่าพี่ชายของเธอจะอ่านให้ฟังกี่ครั้ง และหนังสือเล่มนี้มันยังเป็นสิ่งที่เธอหวงแหนมาก
เออร์วินปิดหนังสือมองน้องสาวที่นอนอยู่ข้างๆ กัน
“นิทานจบแล้วได้เวลานอนแล้วนะ”
เรเชลยิ้มให้พี่ชายเธอตอบอย่างว่าง่าย
“ค่ะท่านพี่”
เออร์วินเสยผมตรงหน้าผากของเรเชลขึ้นก่อนจะจุ๊บที่หน้าผากน้องสาวด้วยความเอ็นดู
“หลับฝันดีนะน้องพี่”
“ขอบคุณค่ะท่านพี่”แล้วลงจากเตียง เมื่อเท้าของเออร์วินแตะพื้นเรเชลก็ทักขึ้น
“ท่านพี่คะ”
เออร์วินหันไปยิ้มให้เธอเรเชลก็พูดว่า
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหนูจะปกป้องท่านพี่เองค่ะ”
ได้ยินน้องสาวของตนพูดเช่นนี้เออร์วินก็รู้สึกอุ่นวาบในอกไม่ว่าโลกใบนี้จะมองเขายังไง แต่ทั้งพ่อแม่พี่สาวและน้องสาวของเขาก็ยังคงรักและห่วงใยเขาเสมอ เออร์วินพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
“ในเมื่อมีน้องสาวที่แสนเก่งกาจพูดแบบนี้พี่ก็ไม่กลัวอะไรแล้วล่ะ”
พูดจบเออร์วินก็เดินออกมาจากห้องของเรเชลซึ่งมีแม็กกี้ยืนรออยู่หน้าห้อง เพราะเรเชลได้สั่งไว้ว่าเวลาที่พี่ชายมาเล่านิทานให้เธอห้ามมีใครรบกวนทั้งนั้น เออร์วินยิ้มให้แม็กกี้ เธอรีบถอนสายบัวให้เขาด้วยความเคารพ
“ขอบคุณที่ทนเหนื่อยช่วยดูแลน้องสาวของผมนะครับ”
เออร์วินพูดกับแม็กกี้ที่เป็นแค่สาวใช้ด้วยความสุภาพก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินไปตามทางเพื่อกลับไปยังห้องนอนของตน แม็กกี้ที่เจ้าชายพูดสุภาพกับตนก็รู้สึกลนลานจนทำตัวไม่ถูกแม้เธอไม่เคยไปที่เมืองอื่นมาก่อน แต่เธอก็มั่นใจว่าคงไม่มีเจ้าชายที่ไหนในทวีปอาร์เคนัสที่จะมาพูดจาสุภาพกับสาวใช้อย่างเธอ สังเกตได้จากบรรดาลูกหลานขุนนางในไพร์ล็อกก็พอบอกได้
เออร์วินเดินไปตามทางในปราสาทอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับคิดถึงเรื่องต่างๆ ในหัวไปด้วย ซึ่งเรื่องหลักๆ ก็คือจะฝึกจูนให้เป็นเภสัชกรได้ยังไงเพราะสิ่งที่เขาสอนเธอไม่ใช่แค่สอนเรื่องการจ่ายยา แต่ต้องสอนดูอาการของคนไข้ ประเมินว่าคนไข้แต่ละคนควรให้ยาปริมาณเท่าไหร่ หรือแม้แต่การจดจำเรื่องอายุของยา และที่ขาดไม่ได้คือสอนเธอผลิตยาซึ่งเธอไม่มีทางทำคนเดียวได้เด็ดขาด ละนั่นคือสิ่งที่เขาต้องวางแผนต่อไปนั่นก็คือปั้นเภสัชกรคนอื่นๆ โดยมีจูนเป็นรากฐาน แต่สิ่งที่ทำให้เขาปวดหัวมากขึ้นก็คือเขาอยากได้หมอ เอาตามตรงเลยหมอในโลกเก่าของเขาปั้นยากกว่าหมอในโลกนี้อีก หมอในโลกใบนี้แค่มีมานาเพียงพอแล้วก็ร่ายคาถารักษาแค่นั้นก็จบ
ถ้าเอาแค่รู้โครงสร้างร่างกายและอวัยวะภายในเออร์วินเองก็จัดว่ารู้ดี ทว่าความรู้ดีของเขานั้นเป็นสิ่งที่ใช้ในการทำลายไม่ใช่ในการรักษา เออร์วินถอนหายใจออกมาเขารู้สึกว่าการปั้นหมอสักคนมันช่างยากยิ่งนัก เขาตัดสินใจพักเรื่องหมอไว้ชั่วคราวตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้คือการปั้นเภสัชกรก่อน เออร์วินคิดอะไรในหัวก่อนจะนึกถึงเรื่องที่พ่อเขาเล่าให้ฟังในวันนี้บนโต๊ะอาหารเย็น
เออร์วินรู้สึกสนใจสิ่งของที่พวกศาสนาจักรต้องการขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาไม่คิดจะอยากได้เพราะเขารู้ตัวดีว่าสถานภาพของเขาตอนนี้ไม่ควรเป็นศัตรูกับองค์กรขนาดใหญ่โดยเฉพาะศาสนาจักรที่จัดว่ามีอำนาจมากที่สุดในทวีปอาร์เคนัส ซึ่งตอนนี้การที่เขารับเอาเผ่ามารหูสัตว์ขอเป็นสาวใช้ส่วนตัวก็นับว่ายุ่งยากพอแล้วหากพวกศาสนจักรดันทะลึ่งโผล่มาที่เมืองนี้ ซึ่งก็คงเป็นไปไม่ได้เพราะสำหรับเมืองเล็กๆ แห่งนี้ที่ไม่ว่าใครก็ต่างเมินเฉยจนไม่มีทั้งโบสถ์ของศาสนามานาแห่งนิรันดร์ หรือแม้แต่ที่ตั้งของสาขาสมาคมการค้าไครอสที่มักจะตั้งอยู่ตามเมืองต่างๆ แม้แต่นครไร้ราตรีภายในป้อมปราการแอสทราวินก็ยังมีสาขาของสมาคมการค้าไครอสตั้งอยู่ เออร์วินคิดว่าเว้นแต่พวกนักบวชจะกินอะไรผิดสำแดงแล้วหายารักษาไม่ได้จนอาจต้องมาเข้าห้องน้ำที่เมืองนี้ถึงจะมีโอกาสมาจ๊ะเอ๋กับสามพี่น้องลูกซี่ ลิลลี่และเดซี่ แต่ว่าเออร์วินก็คิดหาเหตุผลในการแถไว้อยู่แล้วแต่ไม่ใช่กลับกรณีที่เขาดันไปครอบครองสิ่งของที่พวกศาสนากันต้องการ
แต่เออร์วินก็ยังนึกเสียดายกลุ่มโจรเพลิงอสูรที่มีค่าหัวห้าเหรียญทองคนนั้น เมื่อนึกถึงสิ่งที่พ่อเขาเล่า ว่ากลุ่มโจรเพลิงอสูรถูกล่าค่าหัวเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นคนที่สามารถเสกลูกบอลไฟหลายลูก ค่าหัวเหรียญทอง เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้อยู่ๆ เออร์วินก็หยุดเดินดวงตาของเขากรอกไปมา รู้สึกว่ากลุ่มโจรเพลิงอสูรที่พ่อเขาเล่านี้ดูคุ้นๆ แปลกๆ จึงทบทวนทีละอย่าง
“มีค่าหัวห้าเหรียญทอง เสกลูกบอลไฟออกมาหลายลูก ทรัพย์สมบัติที่โจรกลุ่มนี้ปล้นมาถูกนักล่าค่าหัวคนนั้นเอาไปจนหมด โดนจัดการเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน”
เออร์วินทบทวนสิ่งเหล่านี้ได้พักหนึ่งก็ยืนนิ่งทันที เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลังเขารู้แล้วว่านักล่าค่าหัวคนนั้นเป็นใคร
“เป็นตรูนี่หว่า”
เออร์วินพูดออกมาด้วยความรู้สึกอยากจะบ้า เขานึกออกแล้วว่าในวันที่เขาคุยกับเรเวนครั้งแรกในถ้ำใต้หน้าผา ตอนนั้นวงจรเวทย์ที่ใช้ในการเบี่ยงเบนคำทำนายกลับเรืองแสงขึ้นมา ตอนนั้นเขาคิดว่าอาจเป็นเจ้าของสมบัติที่โดนกลุ่มโจรเพลิงอสูรปล้นไปต้องการของคืน ตอนนี้เขาพอจะเดาได้แล้วว่าคนที่ใช้เวทย์คำทำนายนั้นน่าจะเป็นพวกคนของศาสนาจักร ที่ต้องการเอาของที่เขาหยิบไปหลังจากที่สังหารหัวหน้าโจรได้ และจากการที่พ่อเขาเล่าว่าตอนนี้คนของศาสนจักรได้รออยู่ที่ปัอมปราการแอสที่วินมาโดยตลอด ก็หมายความว่าคนพวกนั้นรู้เรื่องของที่เขาจ้างให้แกรี่ทำจึงเลือกที่จะรอเขาอยู่ที่นั่นแทนที่จะเสียแรงเสียเวลาออกมาตามหาให้ยุ่งยากและเสี่ยงที่จะคลาดกัน เพราะถึงยังไงเขาก็ต้องไปเอาของนั้นอยู่ดี
เออร์วินร้องซี้ดออกมาก่อนจะนึกถึงอีกเรื่องนึงนั่นก็คือการล่านักล่าค่าหัวที่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้น ตอนแรกเออร์วินคิดว่าเรื่องพวกนี้คงไม่เกี่ยวกับตน แต่ดูเหมือนว่าคงไม่ใช่เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้หรืออาจจะเป็นคนพวกนี้ ใช้วิธีการไล่จัดการนักล่าค่าหัวไปเรื่อยๆ เพื่อควานหาตัวเขา
เออร์วินที่ตอนนี้รู้เรื่องทุกอย่างแล้วก็หัวเราะออกมา
“หึหึ หึหึ หึหึ” เขาหัวเราะอย่างนั้นอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดพึมพำว่า “ก็ตั้งใจว่าอาจจะต้องเป็นศัตรูกับศาสนจักรในสักวันยังไงก็ถือโอกาสนี้เก็บข้อมูลไปด้วยแล้วกัน แต่ว่านะชิ้นส่วนลูกโม่ที่จ้างช่างแกรี่ทำเนี่ยจะไปเอายังไงนี่สิ” เออร์วินคิดแวบหนึ่งก็ยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าคงต้องใช้เวลา KGB ล่ะนะแต่ไม่รู้ว่าเมื่อคนพวกนั้นอยู่ที่นครไร้ราตรีแล้วจะรู้จักหลับนอนหรือเปล่านี่สิ” เออร์วินพูดพลางครุ่นคิดก่อนะจะแสยะยิ้มออกมา “แต่ว่านะมันก็ช่างน่าสนุกจริงๆ” เขาพูดออกมาก่อนจะตัดสินใจอะไรได้บางอย่างดูเหมือนว่าเขาคงต้องไปเอาของที่สั่งไว้ก่อนเวลาเสียแล้วซึ่งถ้าเสร็จครบตามที่เขาสั่งก็ดีไปถ้าไม่ก็เอามาแบบตามมีตามเกิด ส่วนของที่ศาสนจักรต้องการนั้นจริงอยู่ที่เขาเองก็สนใจว่าเป็นของสิ่งใดกันแน่ที่ทำหน้าพวกนั้นถึงกับถ่อมาด้วยตนเองที่สุดขอบทวีปแบบนี้ ทั้งยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเที่ยวล่าพวกนักล่าค่าหัวเพียงเพื่อหาตัวเขา แต่เขาตัดสินใจจะพักเอาไว้ก่อนเพราะเขาไม่รู้ว่าเป็นของชิ้นไหนในบรรดาสิ่งของทั้งหมดที่เขาฮุบมาจากการล่าค่าหัว เพราะเขาดันเอาทรัพย์สมบัติเอาอันนั้นมาเก็บรวมกันนี่สิแล้วยิ่งเมื่อรวมสมบัติที่เขาได้มาจาก ดอน โกเบอร์ ด้วยแล้วคงไม่ต้องพูดถึง
เออร์วินบิดขี้เกียจพลางเดินกลับไปที่ห้องอย่างสบายอารมณ์ เขาไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อยที่ตัวเขากลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการล่าจนมีคนถูกฆ่าไปมากมายเพราะถึงยังไงคนพวกนั้นก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา
ภายในบ้านของเจคขณะที่ทั่วทั้งบ้านปกคลุมไปด้วยความมืดมีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านตามร่องไม้ที่ตีเป็นฝาผนังเพื่ออุดรูรั่วจากชาลีฟ บนเตียงอันนานอนกอดเนียส่วนเนียก็กอดตุ๊กตาผ้าเก่าๆ ทั้งคู่นอนหลับพริ้มด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดบ่าย ขณะที่เจคตอนนี้นั่งหลับตาทำสมาธิอยู่บนพื้น นี่คือบทเรียนที่เออร์วินมอบให้กับเขาในวันนี้นั่นคือการฝึกการรับรู้ของมานาที่ไหลเวียนภายในร่างกาย
เย็นวันนี้หลังจากที่ทุกคนพากันซ่อมแซมบ้านให้จูนเสร็จเออร์วินก็ได้ทำตามที่เขาบอกไว้ก็คือจ่างค่าจ้างให้ทุกคนเป็นเงินหนึ่งเหรียญเงิน เหล่าลูกน้องของเจคที่ได้เงินต่างดีใจกันถ้วนหน้าพวกเขาต่างพากันคุยว่าเย็นนี้จะไปดื่มที่ไหนดี ส่วนเนียเธอกลับมองเหรียญเงินสองเหรียญที่ด้วยรับมาด้วยความสงสัยเธอรู้ว่าสิ่งนี้คือเงินและมันมีค่าขนาดไหน เพราะเธอมักจะเคยเห็นเจคออกไปนอกบ้านแล้วกลับมาด้วยถุงที่มีเหรียญทองแดงหลายเหรียญ ซึ่งทุกครั้งเจคจะมอบมันให้อันนาและเธอก็มักจะเห็นอันนานำเหรียญทองแดงออกมานับแล้วนับอีกด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดก่อนจะเหรียญจำนวนหนึ่งออกไปซื้อของที่ตลาด เมื่อเธอได้เห็นเหรียญสีเงินแม้จะพอรู้ว่ามันเป็นเงินแต่เธอก็ไม่รู้ว่ามันมีค่าขนาดไหน แต่จากท่าทางและปฏิกิริยาของคนอื่นๆ เธอก็พอเดาได้ว่าคงไม่น้อยแน่
ในขณะที่มีเพียงเจคกับรอนเท่านั้นที่ดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่าง เออร์วินที่พอจะเดาความคิดของเขาได้แต่ก็ยังถามว่า
“ค่าแรงน้อยไปเหรอครับ”
เจคส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า
“ผมเชื่อว่าคุณจะมอบค่าจ้างให้พวกเราตามที่พูดแต่ไม่นึกว่าจะมากขนาดนี้”
งานที่พวกคนซึ่งเกิดมาพร้อมพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นงานใช้แรงหรืองานชั้นต่ำที่คนทั่วไปไม่อยากจะทำ และค่าแรงของพวกเขานั้นก็ถูกแสนถูก ทำงานทั้งวันได้เพียงแค่หนึ่งเหรียญทองแดง ที่พอแค่อาหารสามมื้อแบบฉิวเฉียดที่ทำได้แค่พออยู่ไปวันๆ การได้เงินหนึ่งเหรียญเงินนั้นก็หมายความว่าพวกเขาสามารถอยู่ไปได้อีกหนึ่งร้อยวันโดยที่ไม่ต้องทำงานเลยด้วยซ้ำหากอยู่แบบประหยัด
เออร์วินยิ้มเหมือนเช่นเคยก่อนจะตอบว่า
“ที่ได้เงินมากขนาดนี้ก็เป็นเพราะว่ามันเป็นงานที่ใช้ทักษะไงครับ ที่ผ่านมาไม่เพียงแค่พวกคุณแต่ทุกคนในสลัมนี่มักได้แต่งานที่ใช้แรงที่ค่าแรงถูกแสนถูก ซึ่งสาเหตุก็เพราะว่าขาดทักษะไงครับทำให้ไม่สามารถทำงานอย่างอื่นได้ เมื่อบวกกับไม่รู้หนังสือทำให้มักถูกเอาเปรียบอยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้ว่าพวกคุณจะยังเรียนรู้งานช่างได้แค่สองวันแต่ถึงยังไงนี่ก็เป็นงานที่ใช้ทักษะค่าแรงเท่านี้ก็สมน้ำสมเนื้อนี่ครับ”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายเจคก็พยักหน้าเล็กน้อยบ่งบอกว่าเข้าใจที่เขาพูด ทางรอนเองก็รู้สึกเห็นได้กับสิ่งที่เออร์วินพูด ทว่าเออร์วินยังพูดต่ออีกว่า
“แล้วก็คุณเจคครับวันนี้ผมมีการบ้านจะให้คุณทำครับแล้วก็คุณรอนด้วยถ้าคุณสนใจจะทำด้วยก็ได้ครับ”
และนั่นก็คือสิ่งที่เจคทำอยู่นี้ตอนที่เออร์วินบอกคือหนั่งขัดสมาธิหลับตาแล้วหายใจเข้าออกช้าๆ ก่อนจะเพ่งสมาธิไปที่ลมหายใจว่าเป็นยังไง แล้วค่อยสังเกตอวัยวะบางส่วนในร่างกายต้องแต่หัวใจที่เต้นตึกตึก หน้าท้องที่ขยับตามการเต้นของหัวใจ เขาสังเกตไปเรื่อยๆ ตามที่เออร์วินบอกแต่สุดท้ายก็ยังไม่ค้นพบมานาในร่างของเขา
มานาหรือพลังเวทย์หัวใจสำคัญที่ใช้ในจ่ายเพื่อร่ายเวทย์มนต์ ยิ่งเวทย์มนต์ที่ทรงพลังก็ยิ่งต้องใช้ปริมาณมานาที่เยอะ และนั่นคือสิ่งที่กดคนอย่างพวกเขาที่เกิดมาพร้อมกลับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยหรือก็คือปริมาณมานาแค่น้อยนิดให้อยู่กับพื้นดินเพราะไม่มีมานาเพียงพอที่จะร่ายเวทย์ระดับสูงที่ทรงพลังได้ สังเกตได้จากเวทย์ที่รอนเคยใช้ซึ่งจะสร้างใบไม้ที่กลายเป็นมือขนาดยักษ์ ผลลัพธ์ก็คือใช้เวทย์นี้ได้ไม่ทันไรมานาในร่างก็หมดเกลี้ยงเสียก่อน
ทว่าแม้ผู้คนในทวีปอาร์เคนัสดูจะคุ้นเคยกับสิ่งที่เรียกว่ามานาและมักรับรู้ได้ถึงบริมาณมานาในร่างแต่เรื่องที่เคลื่อนไหวมานาในร่างให้วิ่งไปมาได้อย่างอิสระเป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน เออร์วินได้อธิบายในสิ่งที่ไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อนว่า มานานั้นมีสองสถานะคืออนุภาคและคลื่นแบบเดียวกับแสง เจคที่ได้ฟังก็งงทันทีเขาไม่เข้าใจว่าสิ่งใดคืออนุภาคและสิ่งใดคือคลื่น ไอ้คลื่นนี่ใช่คลื่นแบบเดียวกับคลื่นในแม่น้ำหรือไม่ แล้วไอ้ที่บอกว่าเป็นแบบเดียวกับแสงนั่นคืออะไรเจครู้สึกมึนงไปหมด
เออร์วินได้บอกว่าตอนนี้อนุภาคกับคลื่นคืออะไรไม่ต้องไปสนใจแค่จำไว้ก็พอ แล้วถามว่า
“คุณเจครู้มั้ยครับว่าทำไมเราถึงสามารถรับรู้ได้ถึงปริมาณพลังเวทย์ที่ต่างกันของแต่ละคนได้”
คำพูดของเออร์วินทำให้เจคกับรอนมองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างฉุกคิดว่าทำไมปกติแล้วผู้คนถึงรับรู้ได้ถึงปริมาณพลังเวทย์ของคนอื่นได้ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มันอยู่ภายในร่างแท้ๆ เออร์วินเฉลยว่า
“คำตอบนั้นอยู่ที่สถานะคลื่นของมานาครับ”
เจคกับรอนไม่พูดอะไรแต่กลับเงี่ยหูฟังเงียบ
“ที่พวกเรารับรู้ได้ถึงปริมาณมานานั้นก็รับรู้ได้จากการการสั่นของมานาจนเกิดเป็นคลื่นครับ ในทวีปอาร์เคนัสที่มีมานาไหลเวียนอยู่ทุกที่จึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะคุ้นชินการสั่นไหวของมานาไปโดยไม่รู้ตัว ครั้งเมื่อเรารับรู้ได้ถึงปริมาณการสั่นที่ต่างไปจากมานาโดยรอบเราก็สามารถใช้สิ่งนี้เป็นตัวชี้วัดได้ครับว่าคนนั้นมีปริมาณมานาขนาดไหน”
สำหรับเจคกับรอนแล้วเรื่องแบบนี้มันช่างดูเพ้อเจ้อและเหลวไหลแต่กลับดูน่ามเหตุสมผลอย่างน่าประหลาดจึงยังคิดที่เสี่ยงลองเชื่อดูถึง เออร์วินได้บอกกับทั้งคู่ว่าวันนี้ยังไม่ต้องคิดที่จะเคลื่อนย้ายมานาตามที่เขาบอกแต่เอาแค่รับรู้ได้ถึงมานาในร่างโดยใช้การสั่นของมานาเป็นตัวบอกทางก็พอ
เจคนั่งทำสมาธิอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืดมิดเขาพบว่ายามนี้เขารับรู้ได้ถึงสิ่งต่างๆ จากความเงียบสงบ เสียงของมวลแมลง เสียงลมพัด และที่สำคัญเขาเริ่มสัมผัสได้ถึงการสั่นของอะไรบางอย่างที่อยู่ในอากาศ เจคค้นพบว่าไม่ว่าเขาจะรอสักเพียงใดมันก็ยังคงสั่นอยุ่แบบนั้นเป็นการสั่นแบบคงที่จนกลายเป็นคลื่นไหลผ่านตัวเขาไป เจครู้ได้ทันทีเลยว่าเออร์วินพูดความจริงมานาที่เขารับรู้ว่ามีอยู่จริงแต่กลับไม่เคยสัมผัสกับมันได้แท้จริงแล้วมันมีการสั่นอยู่จริงๆ งั้นต่อไปสิ่งที่เขาต้องทำก็คือการหามานาที่อยู่ในร่างเขาโดยใช้การสั่นนี้
ประตูที่เชื่อมระหว่างห้องของเรเวนกับห้องเออร์วินถูกเปิดอย่างแผ่วเบา เออร์วินชะโงกหน้าเข้าไปมองพบว่าท่ามกลางความมืดมีเงาคนสองคนนั่งอยู่บนเตียง นอกจากพวกเจคแล้วก็มีเรเวน โซอี้และลูซี่ที่เออร์วินให้ฝึกรับรู้ถึงมานาที่อยู่ภายในร่างก่อน เออร์วินมองเงาร่างของสองสาวก่อนจะปิดประตูห้องกลับมานอนบนเตียง เขาหลับตาลงพักหนึ่งคล้ายกับรอเวลาอะไรบางอย่างสักพักเขาก็ลืมตาขึ้นทำการเดินไปเปิดหน้าต่างก่อนจะกระโจนออกไป
ไล่หลังจากนั้นไม่กี่นาทีประตูห้องของเออร์วินก็เปิดออกเป็นลิลิธที่เดินเข้ามา สายตาของเธอจ้องมองเตียงที่ว่างเปล่าพบว่าไม่มีคนอยู่เลยสักคน เธอสัมผัสได้จากกระแสๆ ไฟฟ้าในตัวมนุษย์ว่ามีสองคนอยู่ในห้องสาวใช้ส่วนตัวด้านข้างแต่เธอรู้ว่าน้องชายของเธออยู่ที่นั่น สายตาของลิลิธหมองลงเล็กน้อยเพราะพักนี้เธอนักนอนกับน้องชายประจำจึงลืมว่าเขานักชอบแอบหนีไปกลางดึก ลิลิธตัดสินใจทำเหมือนที่เธอเคยทำเธอขึ้นไปนอนบนเตียงเพื่อรอน้องชายของเธอกลับมา
ภายในถ้าใต้หน้าผาเออร์วินปรากฏตัวขึ้นเขามองเครื่องทำดินขับที่ตอนนี้มันยังคงทำงานอยู่ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา เออร์วินตัดสินใจแล้วว่าคืนพรุ่งนี้เขาจะรับชิ้นส่วนปืนลูกโม่ และเขาต้องเตรียมรับมือให้พร้อมสำหรับการปะทะ