เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 10.ใต้เงามรสุมร้าย (1)

            ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน คือนามซึ่งเหล่าชาวยุทธ์เรียกขาน...

     

           ท่านเป็นชายร่างเล็กผอมบาง อายุราวห้าสิบเศษ ไว้หนวดเรียวเล็กเหนือริมฝีปากท่วงท่าสุภาพเรียบร้อยดุจนักศึกษา สวมใส่ชุดสีครามเรียบง่าย สะอาดสะอ้านยิ่งนิ้วมือเรียวยาวคล้ายมือจิตรกร แววตาอ่อนโยนเค้าหน้าการุณย์

     

           นอกจากน้ำเสียงทุ้มหนักของท่านแล้ว มิปรากฏกลิ่นอายชาวยุทธ์ผู้เหี้ยมหาญในตัวท่านแม้สักนิด

     

           ทว่าด้วยท่วงทีเช่นนี้เอง ในวัยหนุ่มท่านดำเนินกิจการ คุ้มกันสินค้าของตระกูลกงซุนท่องไปทั่วสารทิศ ไม่ว่าหัวหน้าค่ายมิจฉาชีพหรือยอดขุนโจรโดดเดี่ยวล้วนมิมีผู้ใดกล้าตอแย

     

           ไม่มีใครรู้ว่าท่านใช้วิธีการอย่างไร มิจฉาชีพเหล่านั้นจึงมิกล้าและเล็มสินค้าของท่าน ใช่เป็นเพราะท่านแสดงฝีมือสยบพวกมันไว้หรือไม่เรื่องประดานี้ล้วนไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่เหล่ามิจฉาชีพต่างให้เกียรติท่านเต็มที่ทั้งสิบส่วน

     

           ด้วยท่วงท่านี้เช่นกันที่ใช้ ‘ห่วงรัศมีคล้องวิวาห์’สยบชาวยุทธ์ทั้งแผ่นดิน สร้างชื่อระบือไกลเมื่อครั้ง ประลองชิงคัมภีร์พันอักษร

     

           ยี่สิบเอ็ดปีก่อน ท่านอายุสามสิบเศษ เข้าร่วมงานชุมนุมในครั้งที่สองเจ็ดปีก่อนนั้น ท่านเคยเข้าร่วมการประลองในครั้งแรกคราวนั้นท่านพ่ายแพ้ประมุขตระกูลฟาง ผู้เป็นบิดาของฟางเสวี่ยเฟย

     

           ในครั้งที่สองนี้ บิดาของฟางเสวี่ยเฟยมิได้เข้าร่วมประลองคราวนี้ท่านจึงสามารถ สยบเหล่าผู้เข้าร่วมประลองได้คัมภีร์และหมู่ตึกไว้ในครอบครอง

     

           เจ็ดปีต่อมา ในงานชุมนุมครั้งที่สาม ท่านยังเข้าร่วมการประลองและประสบความสำเร็จอีกครั้ง

     

           สามารถชนะการประลองถึงสองครั้ง ย่อมมิต้องวิจารณ์ถึงระดับฝีมือของท่านแล้ว...

     

           ชาวยุทธ์ล้วนทราบมือของท่านน้อยครั้งจะกุมห่วงเงินคู่มือ...น้อยครั้งท่านจะลงมือกับผู้ใด

     

           อาจบางที ถ้าท่านไม่เข้าร่วมประลองชิงคัมภีร์ ยังคงไม่มีผู้ใด ล่วงรู้ระดับฝีมือของท่าน...

     

           อาจบางที ทั้งหมดยังเข้าใจว่า ท่านเป็นเพียงจิตรกรมือเอกผู้หนึ่ง!

     

           มือทั้งคู่ของท่านกลับช่ำชอง การตวัดพู่กันวาดภาพอย่างยิ่ง!

     

           ภายในห้องโถงแห่งนี้ ย่อมมีภาพวาดฝีมือท่านประดับไว้โดยรอบท่านเพียงชมชอบการวาดภาพ กลับมิสนใจว่าผู้อื่น จะชมชอบภาพที่ท่านวาดหรือไม่

     

           ดังนั้นท่านไม่เคยบอกผู้ใดว่า ภาพมากมายทั้งที่นี่และประดับในหมู่ตึกตระกูลกงซุน ล้วนเป็นฝีมือของท่านส่วนใหญ่แขกเหรื่อจึงมักคิดไปว่า ท่านชอบสะสมภาพวาด ของจิตรกรเลื่องชื่อในอดีต...

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนยิ้มแย้ม ไม่มีท่าทีวางโตเขื่องโขเป็นผู้อาวุโสทักทายทุกคนด้วยอัธยาศัยอันดี ทำหน้าที่เจ้าบ้าน เชื้อเชิญแขกทั้งหมดนั่งประจำโต๊ะอาหาร

     

           ...อาจบางทีผู้รักในศิลปะ ย่อมต้องมีบุคลิกเฉกเช่นท่าน...

     

           อาหารจัดแบ่งเป็นสองโต๊ะ หนึ่งโต๊ะเป็นอาหารปกติ ส่วนอีกโต๊ะเป็นอาหารเจ

     

           เมื่อทุกคนแยกย้ายนั่งประจำที่ ปรากฏแต่ละโต๊ะได้จัดเตรียมตะเกียบและถ้วยชามไว้ครบพอดีจำนวนคน ซึ่งเลือกนั่งในแต่ละโต๊ะ ไม่ขาดไม่เกินสักที่เดียว

     

           ผู้นั่งโต๊ะซึ่งจัดอาหารเจคือ นักพรตเฉินซื่อ ติงฝูหรง มู่หยงไฉ่จิ่ง นาคามูระโยชิอิ และโยชิโอกะ ริวจิ

     

           ท่านสั่งให้จัดโต๊ะ โดยมิได้สอบถามผู้ใด...

     

           จำนวนคนซึ่งจะนั่งในแต่ละโต๊ะ เป็นท่านคาดการณ์เอง...

     

           ...เรื่องนี้แสดงถึงสิ่งใด?

     

           ประการแรก ท่านเป็นเจ้าบ้านที่ดียิ่ง

     

           ประการที่สอง ท่านเป็นผู้ล่วงรู้สถานการณ์ภายนอก ดุจมองฝ่ามือตัวเอง!

     

           ไฉนสามารถกล่าวเช่นนั้น?

     

           หนึ่งในแขกค่ำคืนนี้คือนักพรตเฉินซื่อ...นักพรตย่อมทานอาหารเจประการนี้ใครก็ทราบ

     

           ติงฝูหรงและมู่หยงไฉ่จิ่ง ไม่ต่างจากลูกหลานของท่านดังนั้นทั้งสองปกติทานอาหารเจ ท่านล่วงรู้ย่อมไม่นับว่าแปลก...

     

           แต่ทั้งหมดไม่พบกันนานปี ท่านยังทราบแสดงว่าใส่ใจผู้อื่นยิ่ง

     

           นาคามูระ โยชิอิ ความจริงต้องงดเนื้อสัตว์ระหว่างพักฟื้นตามคำแนะนำของปู้เอี้ยนต้าซือ ระหว่างที่อยู่ในหมู่ตึกพันอักษรมันไม่ได้บอกเรื่องนี้กับผู้ใด เนื่องเพราะอาหารแต่ละมื้อซึ่งจัดให้มันคนครัวปรุงหลากหลายชนิดให้เลือก ดังนั้นมันเลือกทานแต่ผัก...

     

           เมื่อไม่มีปัญหาเรื่องอาหาร มันจึงไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใด...

     

           ทว่าท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนกลับล่วงรู้...

     

           ความจริงสมควรหมดเท่านี้ แต่ยังต้องจัดที่สำหรับโยชิโอกะ ริวจิ อีกหนึ่งคนเพราะมันแม้ปกติมิได้ทานอาหารเจ แต่จะอย่างไรมันย่อมต้องนั่งร่วมโต๊ะ กับนาคามูระโยชิอิ ดังนั้นมันเป็นอีกคนที่ทานอาหารเจ...

     

           ดูเถอะ...เพียงแค่การจัดเตรียมโต๊ะอาหาร ก็แสดงถึงระดับความสามารถของผู้เป็นเจ้าบ้านแล้ว

     

           ทว่าเรื่องน้อยนิดเพียงเท่านี้ ผู้ใดยังสังเกตเห็น?

     

           ติงฝูหรงสังเกตเห็น หยางป๋อหูสังเกตเห็น นาคามูระ โยชิอิสังเกตเห็นนักพรตเฉินซื่อสังเกตเห็น

     

           ทั้งนี้เนื่องเพราะพวกมัน ก็เป็นบุคคลซึ่งล่วงรู้สถานการณ์ภายนอกดุจมองฝ่ามือตัวเองเช่นกัน

     

           ดังนั้นเพียงเห็นการจัดโต๊ะอาหาร จึงอดนับถือเลื่อมใสมิได้กระนั้นพวกมันมิได้เอ่ยชมเชยออกไป เกียรติภูมิระดับท่านผู้เฒ่าไหนเลยยังต้องให้ผู้อื่นเอ่ยชมอันใด

     

           เมื่อเป็นเช่นนี้ อีกโต๊ะหนึ่งจึงประกอบด้วย ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน หยางป๋อหูหลินอิงฮวา ซ่างกวนหมิงจู ซ่างกวนจึงเหม่ย และกงซุนจินผิง

     

           ท่านก็มิได้ไต่ถามถึงหลินจวี๋ฮวา...ท่านย่อมมิจำเป็นต้องไต่ถาม

     

           หยางป๋อหูซึ่งปกติปล่อยตัวตามสบาย ร่ำสุราเป็นนิสัย นึกจะพูดก็พูดนึกจะทำก็ทำ ไม่เคยแยแสสายตาผู้ใด ยามนี้กลับนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อย รับประทานอย่างเกรงอกเกรงใจยิ่ง

     

           นักพรตเฉินซื่อที่หยิ่งทระนง แทบไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตากลับคารวะน้ำชาท่านผู้เฒ่า ท่วงท่ากิริยาสำรวมถูกต้องตามแบบแผนทั้งสุภาพอ่อนน้อมยิ่ง จากนั้นค่อยรับประทาน อาหารเจอย่างเชื่องช้า

     

           หลินอิงฮวาที่หลุกหลิกซุกซน เวลานี้กลับกลายคล้ายเป็นดุจดรุณีในห้องหอไปเสียได้

     

           ยามอยู่ในสถานที่เช่นนี้ ต่อหน้าเจ้าบ้านเช่นนี้ หรือท่านยังสามารถกระทำอื่นใดนอกเหนือจากนี้ได้...

     

           กระนั้น บรรยากาศระหว่างรับประทานอาหาร กลับไม่เคร่งเครียดอึดอัดเพราะท่านผู้เฒ่าคอยแนะนำ เชื้อเชิญให้ทุกคนทานอาหาร อย่างนั้นชนิดโน้นเป็นระยะทั้งสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ทุกคนทั่วหน้า ไม่เว้นกระทั่งนาคามูระ โยชิอิและโยชิโอกะ ริวจิ ซึ่งเพิ่งนำกำลังบุกหมู่ตึกของท่าน

     

           ด้วยอัธยาศัยของเจ้าบ้าน ความจริงแขกเหรื่อ ควรรับประทานได้มากเป็นพิเศษทว่าทุกคนรับประทานพออิ่มเท่านั้น

     

           เนื่องเพราะแต่ละคนทราบ...จุดมุ่งหมายแท้จริง ซึ่งท่านผู้เฒ่าเชื้อเชิญมาจะเริ่มหลังจากนี้...

     

           หลังทุกคนรับประทานเรียบร้อย หลินอิงฮวาลุกขึ้น เดินไปยังโต๊ะเล็กด้านข้างซึ่งวางกาน้ำร้อน และอุปกรณ์ชงชา ตระกูลหลินเชี่ยวชาญการปรุงยาดังนั้นฝีมือในการชงชา จึงขึ้นชื่อเหนือธรรมดา

     

           หลินอิงฮวาชงชาอย่างฉับไว เพียงครู่กลิ่นน้ำชาหอมกรุ่นก็โชยขึ้นจากกาพร้อมควันฉุย

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งรีบเดินไปรับกาน้ำชา มารินให้กับทุกคนในที่นั้น

     

           โยชิโอกะ ริวจิทราบว่าถึงเวลาแล้ว มันลุกขึ้นยกถ้วยน้ำชาตรงเข้าไปคารวะท่านผู้เฒ่า

     

           “ข้าพเจ้าขออภัย เหตุการณ์วันก่อน...”

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนโบกมือ มิให้มันพูดต่อ เพียงรับถ้วยน้ำชาแล้วดื่มจากนั้นหัวร่ออย่างพึงพอใจ

     

           โยชิโอกะ ริวจิหน้าแดงจรดใบหู มันคาดว่าท่านผู้เฒ่าคงหัวเราะเยาะที่มันไม่เจียมตัว พากำลังบุกหมู่ตึกพันอักษรของท่าน มันรีบคารวะอีกครั้งอย่างกระอักกระอ่วน

     

           ความจริงด้วยอุปนิสัยเช่นมัน ไหนเลยยอมยกน้ำชาขอขมาผู้อื่น

     

           ทว่ามันทราบ ครั้งนี้เป็นมันวู่วามไป เรื่องที่ก่อก็ใหญ่หลวงเกินไปล่วงเกินทั้งห้าสำนัก และห้าตระกูลใหญ่

     

           ดีที่ฟางเสวี่ยเฟยเข้าขวางการต่อสู้ ระหว่างมันกับกงซุนจินผิงไว้หากฝ่ายหนึ่งเกิดบาดเจ็บล้มตาย เรื่องราวคงลุกลามใหญ่โตจนยากแก้ไขยิ่งหลายวันนี้ท่านผู้เฒ่า ให้การต้อนรับมันกับท่านโยชิอิด้วยน้ำใสใจจริง

     

           มันยิ่งรู้สึกสำนึกผิดอย่างยิ่ง ดังนั้นตั้งใจแต่แรกว่าวันนี้ต้องขอขมาท่านผู้เฒ่าให้ได้

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนกล่าว ด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวาน ใบหน้ายิ้มแย้ม

     

           “เด็กดีเจ้าขวัญกล้ายิ่ง อายุเพียงเท่านี้ กลับสามารถกระทำเรื่องครึกโครมได้ เรื่องนี้เกิดเนื่องเพราะความเข้าใจผิดมิจำเป็นต้องรื้อฟื้นขึ้นมาอีก...”

     

           กงซุนจินผิงกลับแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวเหน็บว่า

     

           “มันไหนเลยอาศัยขวัญกล้า หากแต่พึ่งพาความโง่เขลา ไม่เจียมตัวต่างหาก”

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนกลับส่ายหน้า กล่าวว่า

     

           “มันไม่เจียมตัวอยู่บ้าง แต่ไหนเลยเป็นคนโง่เขลามันแทบฝ่าแนวคุ้มกันของเจ้า เข้ามาได้ใช่หรือไม่...”

     

           กงซุนจินผิงสะดุ้งเฮือก รับฟังจนหน้าถอดสี

     

           “ข้าพเจ้าไร้ความสามารถ...ไม่อาจ...”

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนขัดขึ้น

     

           “มิใช่เจ้าไร้ความสามารถแต่คุณชายริวจิเตรียมกำลังคนมาพร้อมเกินไป...ในสถานการณ์เช่นนั้นระยะเวลาเพียงเท่านั้น ทั้งยังเปี่ยมด้วยโทสะ กลับสามารถคัดเลือกกำลังคนกล้าแข็งใช้อุบายวางแผนสกัดกั้น เหล่าชาวยุทธ์ของห้าสำนักใหญ่ สั่งการควบคุมกำลังแทบฝ่าแนวป้องกันตระกูลกงซุน เข้าหมู่ตึกชั้นในได้ คนเช่นนี้ไม่เพียงไม่โง่เขลาหากยังกล่าวได้ว่าหลักแหลมอย่างยิ่ง...”

     

           นักพรตเฉินซื่อรับฟัง ถ้อยวิจารณ์พาดพิงห้าสำนักใหญ่ ถึงกับทอดถอนใจ

     

           ‘ครั้งนี้ดูเบาหมู่ตึกบูรพาเกินไป...น่าขายหน้าจริง ๆ’

     

           โยชิโอกะ ริวจิถึงกับยิ้มแก้มปริ คำวิจารณ์ของผู้ใด ยังล้ำค่ากว่าคำชมของท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน

     

           หากประโยคต่อไป ท่านผู้เฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียง หนักแน่นจริงจัง

     

           “แต่หากต้องการสืบทอด เจตนารมณ์ของตระกูลโยชิโอกะเจ้าจำเป็นต้องหลักแหลมให้มากกว่านี้...”

     

            สิ้นประโยค ริวจิเย็นวาบขึ้นทั้งตัวมันรู้ความหมาย ในถ้อยคำของท่านผู้เฒ่ากระจ่างยิ่ง

     

           เนื่องเพราะยามนี้ มันสำนึกตัวแล้วว่า เวลานั้นถ้าฟางเสวี่ยเฟยไม่เข้าสกัดยับยั้ง แม้มันผ่านคนตระกูลกงซุนเข้าไปได้ยังต้องรับการตอบโต้จากหน่วยห้าธาตุ

     

           อย่างนั้นทั้งมันและเหล่ามือดี ของหมู่ตึกบูรพาคงจบสิ้นแน่นอน!

     

           โยชิโอกะ ริวจิคารวะท่านผู้เฒ่าอีกครั้ง อย่างนอบน้อมยิ่งค่อยเดินกลับไปนั่งประจำที่

     

           นักพรตเฉินซื่อกระแอมขึ้น จากนั้นกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ

     

           “นักพรตชราเกิดข้อข้องใจ ท่านผู้เฒ่าช่วยชี้แนะ...”

     

           มันเอ่ยเพียงเท่านั้น ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนย่อมทราบ มันต้องการถามเรื่องใด

     

           “ท่านนักพรตเกรงใจไปแล้วเราต้องปล่อยมันไปเนื่องเพราะ...เราเป็นคนเชื้อเชิญมันเข้ามาเอง”

     

           ผู้คนภายในห้องโถง ล้วนประหลาดใจไปตาม ๆ กัน ย่อมไม่มีใครคาดคิดว่าท่านจะตอบเยี่ยงนี้

     

           นักพรตเฉินซื่อยิ่งงงงัน มันรีบถามต่อว่า

     

           “ท่านเชื้อเชิญจอมโจรเสเพลเป็นแขก?”

     

           เสียงฮือแสดงความประหลาดใจ ดังจากปากหลายคนในห้อง

     

           บุรุษชุดดำเมื่อครู่กลับเป็น ‘จอมโจรเสเพลเสี่ยวเซียน!’

     

           หากหลายคน มีสีหน้าปกติเช่นเดิม พวกมันเพียงเห็นวิชาตัวเบาบุรุษชุดดำก็ทราบว่ามันเป็นผู้ใด ผู้คนกลุ่มนี้ย่อมเป็น ติงฝูหรง หยางป๋อหู และนาคามูระโยชิอิ

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน พยักหน้าต่อทั้งหมด

     

           “ครั้งนี้เราขอให้เสี่ยวเซียน ช่วยทดสอบแนวป้องกันของหมู่ตึก...”

     

           ท่านหยุดถอนใจ คล้ายคิดคำนึงสิ่งใด ค่อยกล่าวต่อ

     

           “มิคาด...หลังทดสอบ มันกลับไม่เลิกรา คิดบุกชิงคัมภีร์จริง ๆ ...”

     

           ท่านกวาดสายตา มองสีหน้าทุกคนแวบหนึ่ง

     

           “ทุกท่านคงสงสัยว่า เหตุใดเราต้องทำเช่นนี้กระมัง?”

     

           ทุกคนล้วนสงสัยเช่นนี้จริง ต่างรอให้ท่านผู้เฒ่าเป็นผู้อธิบาย

     

           “ทุกท่านย่อมทราบดีว่า ครั้งนั้นบุรุษแซ่เซียวใช้สติปัญญาออกแบบหอเก็บคัมภีร์หลังนี้ด้วยตนเอง...”

     

           ทุกคนนั่งนิ่งฟัง ริวจิค่อยทราบว่าที่แท้ หอเก็บคัมภีร์เป็นผลงานออกแบบของบุรุษแซ่เซียว

     

           “แต่เกือบสามสิบปีแล้ว หอเก็บคัมภีร์หลังนี้ ไม่เคยถูกทดสอบแม้สักครั้งครั้งนี้...ทุกท่านย่อมทราบดีว่า ตระกูลกงซุนต้องมอบหมู่ตึกพันอักษรต่อให้ผู้อื่นแล้ว...”

     

           ประโยคนี้ถึงกับทำเอากงซุนจินผิงคอแข็ง มันโพล่งขึ้นว่า

     

           “ท่านพ่อครั้งนี้ให้ข้าพเจ้า...”

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนโบกมือ กล่าวกับมันว่า

     

           “จินผิงเจ้ามิต้องเข้าร่วมประลอง...เจ้าเป็นบุตรที่ดียิ่งแล้ว...”

     

           กงซุนจินผิงตื้นตันยิ่ง มันถึงกับน้ำตาซึม มิอาจเอ่ยสิ่งใดได้อีก

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนอธิบายต่อไปว่า

     

            “เพื่อส่งมอบต่อให้ประมุขคนใหม่ ด้วยความสบายใจเราจึงเชิญเสี่ยวเซียน มาทำการทดสอบ...”

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน