“เจ้า... งามจริงๆ”จางเจิ้นผิงเอ่ยชมจากใจจริง
“จริงหรือเจ้าคะข้าก็รู้ตัวว่าข้าสวยมานานแล้ว” เย่จิ้งซูยันกายลุกขึ้นก้าวไปยังขอบหน้าต่าง แสงแดดส่องลอดลายสลักบนหน้าต่างต้องใบหน้าของนางงดงามเกินกว่าจะบรรยาย นางแย้มสรวล “แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?”
จางเจิ้นผิงเงียบงันไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามขึ้น “ที่จริงแล้ว...เจ้ายังรักพี่ใหญ่อยู่ใช่หรือไม่?”
“ท่านเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะข้ารักเพียงท่านผู้เดียว” เย่จิ้งซูปฏิเสธเสียงแข็ง
จางเจิ้นผิงแย้มสรวลไม่ได้พูดเรื่องนี้ต่อ กลับถามว่า “เป็นเจ้าใช่ไหมที่โยนข้าไปไว้ใต้พุ่มไม้?”
“ไม่ใช่เสียหน่อยก็ท่านนั่นแหละ ดื่มจนเมาแอ๋ บอกว่าจะกลับไปนอน พอถึงใต้พุ่มไม้กลับไม่ยอมไปเอาแต่พูดว่า ‘ตายใต้หมู่บุปผา ดีกว่าอยู่เดียวดาย’ ข้าได้ยินท่านพูดแบบนั้น ก็เลยขัดใจท่านไม่ได้” เย่จิ้งซูยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ
“จริงรึ? ข้าพูดแบบนั้นจริงรึ?” จางเจิ้นผิงรู้สึกกระอักกระอ่วนแปลกๆความทรงจำของเขาเลือนราง
“ใช่สิเจ้าคะท่านพูดแบบนั้นจริงๆ” เย่จิ้งซูตอบรับอย่างหนักแน่น
จางเจิ้นผิงจึงกล่าวว่า“ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เป็นความผิดของข้าเอง ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย”
“ขอโทษข้าเรื่องอะไรกันคนที่นอนใต้พุ่มไม้ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย” ราวกับกำลังหยอกล้อเขาเย่จิ้งซูดูอารมณ์ดีขึ้น
จางเจิ้นผิงมองใบหน้านางพลันคิดว่านางไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแล้ว เมื่อนึกถึงอดีตที่จริงนางก็มีมุมซุกซนอยู่บ้าง เวลาหยอกล้อเขาสำเร็จก็มักจะยิ้มสดใสราวกับตะวันแบบนี้
“เจ้ายิ้มแล้ว... งามมาก”ครู่หนึ่งผ่านไป จางเจิ้นผิงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“จริงหรือเจ้าคะ?”เย่จิ้งซูเอ่ย พลางแสร้งยกมุมปากยิ้มอีกครั้ง
จางเจิ้นผิงเพียงทอดสายตามองนางไม่ได้กล่าวสิ่งใด ชั่วครู่เย่จิ้งซูจึงถามว่า “จะอยู่ทานอาหารเช้าด้วยกันไหมเจ้าคะ?”
“เอาสิ” เขาตอบ
นางจึงสั่งเซียงเฉ่าเซียงเฉ่ารับคำแล้วออกไป ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ไม่นานเซียงเฉ่าก็นำสาวใช้อีกหลายคนเข้ามาถือถาดอาหาร
อาหารเช้าหน้าตาน่าทานถูกจัดวางบนโต๊ะทีละอย่างทั้งสองค่อยๆ ทานอาหารอย่างสง่างาม แม้ไม่ได้พูดคุยอะไรกันแต่บรรยากาศกลับดีอย่างน่าประหลาด
เมื่อทานอาหารเสร็จจางเจิ้นผิงนั่งลงบนเก้าอี้ กล่าวกับเย่จิ้งซูว่า “เมื่อวานข้าไปที่หอรัตนะของข้างในเสียหายไปเยอะ เจ้าอาจไม่รู้พี่ใหญ่สั่งให้เถ้าแก่จดรายการของทั้งหมดที่ข้าเคยเอาไปจากที่นั่นปรากฏว่าข้าติดหนี้อยู่สิบหมื่นตำลึงเขาบอกว่าจะตรวจสอบบัญชีของที่ข้าเคยเอาไปก่อนหน้านี้ด้วย”
“ท่านก็เลยโกรธแล้วตรงมาหาข้าด้วยอารมณ์ขุ่นมัวสินะเจ้าคะ?” ยามนี้ทั้งสองพูดคุยกันได้อย่างสงบ ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องฆ่าแกงกันอีก
“ใช่ ตอนนั้นข้าโกรธมากแต่พอข้ามคืนมา ข้ากลับพบว่าตัวเองไม่ได้โกรธขนาดนั้นแล้ว” จางเจิ้นผิงกล่าว“ข้าคิดว่าควรจะเอาของในห้องข้าไปจำนำเสียบ้างเพื่อเอาเงินมาโปะหนี้พวกนั้น”
“ท่านจะเอาของสะสมล้ำค่าไปจำนำรึเจ้าคะ?ไม่กลัวคนอื่นหัวเราะเยาะหรือ?” เย่จิ้งซูภายนอกสงบนิ่งทว่าฝ่ามือที่อยู่ใต้แขนเสื้อกลับถูกนางจิกจนเป็นรอย นางอุตส่าห์ยุยงเขาแทบตายไม่นึกว่าเขาจะเปลี่ยนใจง่ายๆ แบบนี้ สมแล้วที่เป็นคนขี้ขลาดตาขาว
“ไม่เป็นไรใครจะหัวเราะก็ช่างปะไร ตอนนี้ข้าก็เป็นตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะเยาะอยู่แล้วนี่”จางเจิ้นผิงดูเหมือนจะปลงตกได้ในชั่วข้ามคืน เขากล่าวว่า “เจ้าพูดถูก ที่จริงข้าก็ไม่ถนัดเรื่องค้าขายอะไรเลย ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมไม่ได้เก่งกาจในการเจรจา ดนตรี บทกวี ภาพวาดต่างหากคือสิ่งที่ข้าชอบการเป็นคุณชายรองที่ไร้อำนาจ ใช้ชีวิตอิสระเสรี มันไม่ดีตรงไหน?”
“ท่านยอมรับได้รึเจ้าคะ?”เย่จิ้งซูถาม
“ไม่ใช่เรื่องยอมหรือไม่ยอมข้าว่ามันดีออก ข้าจะลองดู บางทีชีวิตแบบนี้อาจเป็นสิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ ก็ได้”จางเจิ้นผิงกล่าว พลางยันกายลุกขึ้น “เจ้าก็ดูแลตัวเองดีๆนะ วางใจเถอะ ข้าจะไปพูดกับท่านแม่ ให้เจ้าได้เป็นภรรยาที่แท้จริงของข้า”
พูดจบ เขาก็ยิ้มให้นางแล้วเดินจากไป ทิ้งให้เย่จิ้งซูยืนงงอยู่ในห้อง
“ข้าพูดถูกรึ? ข้าพูดอะไรไป?” นางพยายามนึกทบทวนคำพูดของตัวเองอย่างละเอียดนางไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นเสียหน่อย แล้วก็...ตำแหน่งฮูหยินเอกของเขานางอยากได้จริงๆ น่ะหรือ? ที่จริงนางก็แค่อยากให้คนคนนั้นหายไปจากชีวิตเท่านั้นอย่างอื่นนางไม่ต้องการเลย
แต่เมื่อวานยังเป็นคนแบบหนึ่งอยู่เลยวันนี้กลับเปลี่ยนไปกะทันหัน แถมรอยยิ้มก่อนไปนั่นอีก มันหมายความว่ายังไงกัน?
เย่จิ้งซูรู้สึกปวดหัวตุบๆ
หลายวันต่อมาจางเจิ้นผิงก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเขาไม่ได้ออกไปเที่ยวเตร่หาความสำราญข้างนอกเหมือนเคย แต่กลับมาหานางอยู่เสมอไม่ว่าจะมาดีดพิณให้นางฟัง ชวนนางชมดอกไม้ หรือแม้แต่วาดภาพให้นางช่างเป็นเรื่องประหลาดเหลือเกิน
ที่ประหลาดยิ่งกว่าคือดูเหมือนเขาจะไปพูดอะไรบางอย่างกับท่านแม่อูซื่อระยะนี้ท่านแม่จึงไม่มาระรานหาเรื่องนางอีก พอเห็นหน้านางก็เดินเลี่ยงไปเสียช่างแปลกจริงๆ
“ท่านไปพูดอะไรกับท่านแม่?”นางอดไม่ได้ ต้องไปหาจางเจิ้นผิงเพื่อถามให้รู้เรื่องท่านแม่อูซื่อหยิ่งทระนงเพียงใด เห็นได้จากที่ยังเกลียดชังอันซิ่วเอ๋อร์มาจนบัดนี้ไม่มีทางเปลี่ยนใจง่ายๆ แน่
“ข้าไม่ได้พูดอะไรมาก”จางเจิ้นผิงแย้มสรวล กล่าวว่า “ข้าก็แค่บอกท่านแม่ว่าข้ารักเจ้ามากจริงๆ ไม่อยากให้ท่านแม่มารังแกเจ้า ถ้านางทำแบบนั้นคนที่เจ็บปวดก็คือข้า”
พอเย่จิ้งซูได้ยินคำพูดนั้นก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังปั่นป่วนจางเจิ้นผิงที่เคยโง่เขลาและเจ้าอารมณ์คนนั้น เปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวรึ?ท่าทางสุภาพบุรุษของเขาตอนนี้ มันคืออะไรกันแน่?
“ทำไมท่านต้องทำแบบนี้?”นางถาม “จริงๆ แล้วความสัมพันธ์ของเรามันก็แค่ผลประโยชน์ ท่านไม่จำเป็นต้องทำดีกับข้าขนาดนี้”
“ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วตั้งแต่เจ้าแต่งงานกับข้า เจ้าก็คือภรรยาของข้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง” จางเจิ้นผิงกล่าวอย่างจริงจัง “สักวันข้าจะพูดกับท่านแม่ให้นางยอมรับเจ้าอย่างเป็นทางการข้าจะจารึกชื่อเจ้าลงในผังตระกูลจาง เคียงข้างชื่อข้า เขียนคำว่า ‘ภรรยาของจางเจิ้นผิง’ ห้าคำนี้”
“นั่นมันมีแต่บนป้ายวิญญาณไม่ใช่รึเจ้าคะ?”จางเจิ้นผิงที่แสดงความรักอย่างเปิดเผยนี้ทำให้นางสับสนหรือว่าคนตระกูลจางนี่เป็นพวกคลั่งรักกันหมด? พี่ชายเขาก็หลงนางสาวชาวบ้านหัวปักหัวปำส่วนเขาตอนนี้ก็ดูเหมือนจะมาตกหลุมรักนาง?
ไม่ ไม่ ไม่ เป็นไปไม่ได้
“ข้าหวังว่าจะได้จารึกชื่อเจ้าคู่กับข้าตลอดไปไม่ว่าจะเป็นผังตระกูล หรือป้ายวิญญาณ” เย่จิ้งซูเอ่ยถึงป้ายวิญญาณซึ่งเป็นคำอัปมงคลแต่จางเจิ้นผิงกลับไม่โกรธ แถมยังดูยินดีเสียอีก
“ท่านช่วยทำตัวปกติหน่อยได้ไหม?ข้าว่าระหว่างเราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ ถ้าท่านคิดจะลองใจข้าแค่นี้มันก็มากเกินพอแล้ว”
เย่จิ้งซูเริ่มหวาดกลัวที่นางบอกว่ารักเขาตอนนั้น ก็แค่หลอกใช้เขา เขาเชื่อจริงๆ น่ะหรือ?หรือว่าเขากำลังแกล้งลองใจนาง? แต่ถ้าจะลองใจกันเขาไม่น่าจะมีปัญญาคิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้น
“ข้าไม่ได้ลองใจเจ้าที่ข้าพูดไปทั้งหมดเป็นเรื่องจริง” จางเจิ้นผิงกล่าวอย่างหนักแน่น
“ทำไม?” เย่จิ้งซูไม่เข้าใจ “ถ้ารักข้าจริงตลอดสามปีมานี้ท่านมีโอกาสตั้งมากมาย ทำไมต้องมาเป็นตอนนี้?” ในตอนที่ความแค้นของข้าฝังลึกที่สุด ในตอนที่ข้าไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว
“เมื่อก่อนเจ้าเป็นคู่หมั้นของพี่ใหญ่ข้าไม่กล้าบอกรัก ข้าคิดเสมอว่าในใจเจ้ามีแต่พี่ใหญ่ ไม่มีข้าข้าชอบความสัมพันธ์สบายๆ แบบเพื่อนร่วมงานของเรา กลัวว่าถ้าพูดออกไปเจ้าจะไม่สนใจข้าอีก แต่ก่อนหน้านี้เจ้าทำให้ข้าตาสว่างที่แท้เจ้าก็ชอบข้าเหมือนกัน เพียงแต่ยังชอบไม่มากพอ”
จางเจิ้นผิงแย้มสรวลกล่าวว่า“ตอนนี้ข้าไม่ต้องการอะไรแล้ว แค่อยากดูแลเจ้าให้ดีเอาชนะใจเจ้าให้ได้ อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นผู้หญิงของข้าแล้วไม่มีใครแย่งเจ้าไปจากข้าได้”
“หึ…หึหึ”
เย่จิ้งซูหัวเราะเสียงเย็นพลันหันหลังวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต
จางเจิ้นผิงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนราวกับชำระล้างความเสเพลฟุ้งเฟ้อออกไปหมดสิ้น กลายเป็นสุภาพบุรุษแสนอ่อนโยนเขามาหาที่เรือนนางแต่เช้าทุกวัน ช่วยนางเขียนคิ้วแต่งหน้า ตกค่ำก็จากไปแม้แต่นอนค้างคืนร่วมเตียง ก็ยังให้เกียรตินางอย่างยิ่ง ไม่แตะต้องตัวนางเลยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ไม่ใช่แค่เย่จิ้งซูที่ไม่กล้าเชื่อแม้แต่จางเจิ้นอันก็ยังไม่อยากจะเชื่อ
เพราะจู่ๆจางเจิ้นผิงก็ให้คนขนของสะสมในห้องของตน ทั้งของล้ำค่าหายาก ม้วนภาพอักษรล้ำค่าไปยังเรือนสดับไผ่ เขาขนของเหล่านั้นไปให้จางเจิ้นอัน บอกว่าจะเอามาชดใช้หนี้
ของมากมายเหล่านี้ล้วนเป็นของที่เขาโปรดปรานที่สุด สะสมมานานหลายปีจางเจิ้นอันถึงกับเห็นของขวัญที่ตนเคยให้เขาด้วย นั่นคือม้วนอักษรลายมือหวายซู่
“ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่เจ้าอุตส่าห์สะสมมาจะเอามาใช้หนี้จริงๆ รึ?” จางเจิ้นอันคลี่ม้วนอักษรนั้นออกดูถือไว้ในมือ
“ใช่แล้ว” จางเจิ้นผิงพยักหน้าอย่างจริงจัง กล่าวว่า “ของพวกนี้น่ะรึต่อให้ข้าชอบแค่ไหน มันก็แค่ของนอกกาย ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ไร้ความหมายสิ้นดี”
“จริงรึ?” จางเจิ้นอันพินิจพิจารณาเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด ช่างสมกับคำกล่าว‘หากจากกันเพียงสามวัน สมควรที่จะต้องมองกันใหม่’ เขาแทบไม่เชื่อว่านี่คือน้องชายจอมเอาแต่ใจคนเดิม
“แน่นอน” จางเจิ้นผิงแย้มสรวล กล่าวว่า “พี่ใหญ่รีบให้คนมาประเมินราคาเถอะของพวกนี้มูลค่าหลายสิบหมื่นตำลึงย่อมเกินพอ ถ้าเจอคนที่ดูเป็นมูลค่าเป็นล้านตำลึงก็มี แต่ข้าจำไม่ได้แล้วว่าก่อนหน้านี้เอาของจากร้านไปเท่าไหร่ก็เอาของพวกนี้ตีใช้หนี้ไปก็แล้วกัน”
“สิ่งนี้เจ้าเก็บไว้เถอะ”จางเจิ้นอันส่งม้วนอักษรในมือคืนให้จางเจิ้นผิง กล่าวว่า “นี่เป็นของขวัญวันเกิดที่พี่ให้เจ้า เจ้าจะเอาไปใช้หนี้ด้วยรึ? ตอนนั้นพี่หามานานกว่าจะได้มันมา”
“ก็จริงงั้นข้าเก็บนี่ไว้ก่อน ข้าขอดูหน่อยว่ามีของขวัญชิ้นอื่นที่มีความหมายอีกไหมถ้ามีข้าจะเก็บไว้ก่อน ยังไม่เอาไปใช้หนี้” จางเจิ้นผิงรับม้วนอักษรมาแล้วก็ไปรื้อๆ ค้นๆ ในกองของมีค่าบนโต๊ะอีก
สุดท้ายเขาก็เจอของที่มีความหมายอีกหลายชิ้นจริงๆเช่น ไข่มุกทะเลตงไห่ที่เยี่ยนจิ่งซิวเคยให้ และหยกแกะสลักที่เย่จิ้งซูเคยให้
ตอนนั้นเขาชอบงานแกะสลักมากแต่เพราะหยกชิ้นนี้เย่จิ้งซูเป็นคนให้ เขาจึงไม่กล้าลงมือแกะสลักสุดท้ายก็ไม่ได้สลักอะไรลงไปเลย ไม่นึกว่าเพราะความชอบในตอนนั้นจะทำให้หยกก้อนนี้ถูกทิ้งจนฝุ่นจับ ไม่ได้สนใจมันอีกเลย
“ของเหล่านี้ข้าเก็บไว้ก่อนที่เหลือพี่ใหญ่ให้คนมาประเมินได้เลย” จางเจิ้นผิงเก็บไข่มุกหยกแกะสลัก และม้วนอักษรไว้กับตัว ส่วนที่เหลือเขาไม่ได้แตะต้องอีก
จางเจิ้นอันมองตามกองของสะสมสายตาพลันสะดุดเข้ากับสมุดเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย“นี่คืออะไร?”
จางเจิ้นผิงเดินเข้าไปดูพอเห็นว่าเป็นอะไร สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลง ที่แท้มันคือ...