ตอนที่ 32 แผนการแตกแยกพันธมิตร
เมื่อจัดการกับเจสสิก้าอยู่หลายชั่วโมงอากอร์นก็หมดแรงและหลับไปส่วนเจสสิก้านั้นนางกลับรู้สึกดีไม่เหมือนกับเมื่อคืน นางสามารถลุกขึ้นและเดินไปเหมือนกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมา......
“นี่ละท่านอากอร์นของข้า!!”หญิงสาวเจสสิก้ากล่าวอย่างมีความสุขพร้อมกับมองไปที่มังกรทองของอากอร์นที่ยังตั้งชูชันอยู่ก่อนจะหันหลังกลับและเดินไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวใหม่.......
หลังจากนั้นสามชั่วโมง......
อะ!!
“นี่เราเผลอหลับไปเหรอเนี่ย?เฮ้อ!! แย่จริงๆ เลย แต่ก็นะ....เมื่อคืนเล่นไปหนักแล้วยังมาต่ออีกยกตอนเช้า ใครมันจะไปไหวล่ะแต่ถ้าหากได้อีกคืนนี้ก็จะดีไม่น้อยเลยนะ” อากอร์นพูดพร้อมกับทำหน้ายิ้มๆและคิดถึงเรือนร่างของลอลิที่ดูคับไม้คับมือของเขาไปหมดทุกส่วน.......
ณป่าห่างไปออกจากกำแพงเมืองเซนต์จูรี่ 2กิโลเมตร.......
หวืดดดดดด!!
อ้า!!
ลอลิที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่นั้นนางถึงกับจนลุกชูชันขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวพร้อมกับเสียงของนางที่ดังขึ้นมาและตัวของนางที่สั่นไปมาอย่างแปลกๆจนบอกไม่ถูกว่าเป็นอะไร.......
“พี่ลอลิพี่เป็นอะไรอย่างนั้นเหรอ? หรือว่ายังคิดถึงท่านอากอร์นและอยากที่จะ.........อิอิ”เจนนี่ที่เห็นพี่สาวแสดงท่าทางแปลกๆ ออกมานางก็พูดหยอกล้อพี่สาวของตนในทันที.....
“จะบ้าเหรอ!!ข้าก็แค่.......ข้าก็แค่รู้สึกขนลุกและเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูกเท่านั้นเอง”ลอลิรีบพูดแก้ตัวกับน้องสาวในทันทีซึ่งภายในใจของนางเองก็คิดเช่นเดียวกับที่น้องสาวของนางพูดออกมาเช่นกันแต่ใครจะกล้าพูดความจริงออกมาละ......
“จริงเหรอ........อะก็ได้ข้าเชื่อท่าน พี่ลอลิหลังจากที่จบภารกิจวันนี้ข้าจะไปหาท่านอากอร์นอีกนะพี่ลอลิจะไปกับข้าไหม?” เจนนี่ที่คิดจะหยุดแกล้งพี่สาวของตนแล้วแต่เมื่อเห็นท่าทางของพี่สาวเธอก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งนางต่ออีกหน่อย....
“เจ้าจะไปหาท่านอากอร์นอีกเหรอ?”เมื่อได้ยินคำถามของน้องสาวลอลิก็รีบเงยหน้าขึ้นมามองน้องสาวของตนด้วยแววตาใสกลมทันที......
“ถูกต้องแล้วคืนนี้ข้าจะไปหาท่านอากอร์นอีก แล้วพี่ลอลิล่ะจะไปกับข้าไหม? แต่ท่านคงไม่อยากไปหรอกเพราะท่านไม่ได้คิดถึงท่านอากอร์นนี่เนอะ........”เจนนี่ตอบพี่สาวกลับไปว่าใช้ และนางก็พูดว่าพี่สาวของนางคงไม่ไปด้วยแน่ๆ ......
“ใครว่าข้าไม่ไปละ!!”แต่ทันใดนั้นเองลอลิก็พูดแทรกเจนนี่ขึ้นมาอย่างดังจนทำให้คนในหน่วยหันมามองนางกันเป็นตาเดียวกันทั้งหมดอย่างตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น.......
“หัวหน้าหน่วยเกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“นั้นซิเกิดอะไรขึ้นเหรอคะหัวหน้า?”
อะ!!
เมื่อเห็นคนในหน่วยหันมามองที่ตนลอลิก็รีบพูดแก้ตัวให้กับตัวเองทันทีว่า “ไม่มีอะไรข้าแค่พูดเล่นกับเจนนี่เท่านั้นเอง ทุกคนทำหน้าที่ต่อเถอะ”เมื่อพูดจบลอลิก็กลับมาแสดงสีหน้าเย็นชาและสงบนิ่งเช่นเดิมเหมือนก่อนหน้านี้......
อิอิ......
กลับมาที่อากอร์นอีกครั้ง.......
หลังจากที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วเขาก็มุ่งหน้าที่ไปค่ายฝึกทหารใหม่นอกกำแพงชั้นที่หนึ่งในทันทีเพื่อดูว่ากองกำลังใหม่ของมอแกรนสามารถเข้ากับกองกำลังของเขาได้ไหม.......
ไม่นานอากอร์นก็มาถึงค่ายทหารใหม่ซึ่งภาพที่เขาเห็นก็คือการทำงานร่วมกันของกองกำลังของเขากับทหารของมอแกรนกำลังร่วมกันฝึกอย่างขยันในช่วงเช้าซึ่งทุกคนดูเข้ากันได้เป็นอย่างดีมากราวกับว่าพวกเขาเคยร่วมรบกันมานานแล้วอย่างนั้นแหละ......
“คารวะนายท่าน!!”
“คารวะนายท่าน!!”
ทั้งเรเว่นและมอแกรนต่างก็หันมากล่าวทักทายอากอร์นในทันทีเมื่อพวกเขาทั้งสองคนเห็นอากอร์นเดินเข้ามาซึ่งทหารทั้งหมดที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ต่างก็กันมาส่งเสียงทักทายอากอร์นอย่างเคารพด้วยเช่นกันเพราะอากอร์นเป็นถึงเจ้าเมืองและเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของเมืองนี้......
“ตามสบายเถอะทุกคน!”อากอร์นกล่าวพร้อมกับโบกมือให้ทุกคนทำตัวตามสบายเหมือนที่เคยทำมาก่อนหน้านี้และพูดต่อว่า“การฝึกฝนร่วมกันเป็นอย่างไรบ้าง? มีปัญหาติดขัดตรงไหนไหม?”อากอร์นถามด้วยใบหน้ายิ้มๆ .........
“ไม่เลยขอรับนายท่านพวกเราสามารถเข้ากันได้เป็นอย่างดี” มอแกรนพูดรายงานให้กับอากอร์นฟังในทันทีถึงสถานการณ์การฝึกรวมกันของทหารเดิมและทหารของเขา.....
“เช่นนั้นก็ดีแล้วอ่า! จริงด้วย......เมื่อวานนี้ข้าพึ่งได้รับจดหมายเชิญจากเจ้าเมืองแซนดี่ให้เข้าไปพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันใหม่ถึงเรื่องสงครามที่พึ่งเกิดขึ้นแต่ข้าคิดว่าจะไม่ไปตามที่เจ้าเมืองแซนดี่ขอมาและข้าก็คิดว่าคงต้องเกิดสงครามขึ้นมาในเร็วๆ วันนี้แน่ ดังนั้นแล้ว.....”
“พวกเราพร้อมรับฟังคำสั่งของนายท่านเสมอขอรับไม่ว่าศัตรูจะเป็นใครข้าน้อยและทหารในหน่วยทุกคนยินดีต่อสู้เพื่อท่าน!”มอแกรนไม่รอให้อากอร์นพูดจบเขาก็พูดแทรกขึ้นมาทันทีว่าเขายินดีต่อสู้ข้างอากอร์นไม่ว่าศัตรูจะเป็นใคร.....
“ขอบคุณท่านมากแต่เรื่องนี้ข้าคิดว่าพวกคงต้องลำบากกันหน่อยแล้ว เพราะจากที่สายสืบเรารายงานมาเจ้าเมืองแซนดี่ได้ส่งจดหมายเวียนไปยังเจ้าเมืองต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรของตนแล้วและข้าคิดว่าจดหมายนั้นคงเป็นจนหมายเรียกรวมตัวเพื่อจัดการกับเราแน่”
อากอร์นทราบข่าวนี้จากหน่วยของลอลิที่ได้สั่งให้คนเฝ้าสืบข่าวเอาไว้และเขาก็รู้ว่าจดหมายนั้นคือจดหมายอะไร เพราะเขาเองก็เคยเจสถานการณ์แบบนี้เช่นกันในตอนที่เขายังเป็นเพียงแค่ทหารยศธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง......
“จากที่ข้าน้อยรู้มาเมืองแซนดี่มีพันธมิตรอยู่ทั้งหมดสี่เมืองด้วยกันได้แก่เมืองเจรันต้า ฮาฟดี่ รูโฟซันและคอล์โบซึ่งพันธมิตรทั้งสี่เมืองที่ว่ามานั้นเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเมืองคอล์โบซึ่งมีประชากรมากกว่าห้าหมื่นคนและมีทหารอยู่สามหมื่นห้าพันกว่าคนขอรับ”
“ส่วนเมืองอื่นๆอีกสามเมืองล้วนมีความแข็งแกร่งพอๆ กับเอแซนดี่เลย แต่ตอนนี้เมืองแซนดี่เสียกำลังทหารไปถึงหนึ่งหมื่นนายรวมถึงอัศวินยอดฝีมือจำนวนมากด้วยแล้วความแข็งแกร่งของเมืองแซนดี่จึงลดลงอย่างมากในเวลานี้”มอแกรนอธิบายถึงข้อมูลที่เขารู้ให้กับอากอร์นฟันในทันที......
“เรื่องนั้นข้าเองก็พอรู้มาบ้างเช่นกันดังนั้นแล้วสงครามในครั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นมาก็เป็นได้ดังนั้นแล้วข้าจึงอยากจะให้ท่านทั้งสองช่วยข้าตัดสินใจหน่อยว่าจะใช้แผนการไหนดีในการจัดการเรื่องนี้ หนึ่งคือยกกำลังตีเมืองแซนดี่ก่อนสองทำให้พันธมิตรของพวกเขาแตกแยกกัน”
อากอร์นได้คิดแผนการเอาไว้แล้วถึงสองวิธีการแต่เขาต้องการรู้ว่าอัศวินของเขาคิดเห็นอย่างไรกับแผนการทั้งสองนี้และคิดว่าจะใช้แผนการไหนดีในการจัดการปัญหา.......
“สำหรับข้าน้อยแล้วคิดว่าแผนการที่สองน่าจะเหมาะสมกว่า”เรเว่นที่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ได้พูดแสดงความคิดเห็นของเขาขึ้นมา......
“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันกับเรเว่นเหมือนกันเพราะแผนการแรกนั้นมันดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นักเนื่องจากกำลังทหารของเรามีจำนวนจำกัดการจะยกกองทัพไปตีเมืองแซนดี่นั้นเห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆอีกอย่างเมืองแซนดี่ก็มีประวัติมายาวนานเช่นกัน ดังนั้นแล้วแผลที่สองดีที่สุด”มอแกรนเองก็เห็นด้วยกับแผนที่สองซึ่งเขาได้อธิบายว่าทำไมเขาถึงได้เรื่องแผนที่สองให้อากอร์นฟังด้วย......
“อือ......ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็จะใช้แผนที่สองกันซึ่งแผนการที่สองนี้ข้าได้คิดเอาไว้แล้วว่าควรทำอย่างไรดีซึ่งแผนการนี้จำเป็นต้องใช้ทหารฝีมือดีจำนวนหนึ่งในการจัดการและข้าก็คิดว่าพวกท่านทั้งสองเหมาะสมที่จะรับหน้าที่นี้อย่างมาก”อากอร์นบอกแผนการที่สองของเขาให้ทั้งสองฟังพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากของเขาอย่างเจ้าเล่ห์.......
“ขอรับนายท่าน!!”
ทั้งสองรู้ว่างานที่อากอร์นมอบให้พวกเขาทำนั้นต้องมีความอันตรายเป็นอย่างมากแน่ๆไม่เช่นนั้นอากอร์นคงไม่เลือกพวกเขาที่เป็นอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ไปทำหน้าที่นี้แน่จากนั้นอากอร์นก็อธิบายแผนการทั้งหมดให้ทั้งสองคนฟังอย่างละเอียดและครบถ้วน......
“ท่านอากอร์นการทำแบบนั้นมันออกจะดูไม่ดีเท่าไหร่นะขอรับ?” หลังจากที่มอแกรนได้ฟังแผนแล้วเขาก็รู้สึกว่าการทำตามแผนที่อากอร์นบอกมานั้นมันดูขัดกับหลังการของอัศวินยังไงไม่รู้........
“ข้าไม่ได้บังคับท่านให้ทำหากท่านไม่เต็มใจที่จะทำ ข้าก็จะไม่ว่าอะไรท่าน และข้าจะได้หาคนอื่นมาทำหน้าที่นี้แทน”อากอร์นพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าจริงจังออกมาเพราะเขารู้ว่ามอแกรนนั้นรักและเคารพในศักดิ์ศรีของเขาในการเป็นอัศวิน......
“ขะ.....ข้า.........ข้า........เฮ้อ!!ข้าน้อยจะทำตามที่นายท่านสั่งขอรับ”แต่ในที่สุดมอแกรนก็ต้องยอมทำตามที่อากอร์นต้องการอย่างช่วยไม่ได้......
นั้นเป็นเพราะว่าเขาเห็นสีหน้าของเรเว่นเพื่อนสนิทของเขายังแสดงสีหน้าจริงจังและเรียบเฉยออกมาแม้จะได้ฟังแผนการของอากอร์นไปแล้วเขาจึงรู้ตัวเองว่าเขาเองก็ต้องทำเช่นกันหากจะอยู่กับอากอร์นต่อไปถึงมันจะขัดกับหลักการของเขาไปบ้างก็ตาม......
เพราะแผนการที่อากอร์นบอกให้เขาทำนั้นคือให้พวกเขาทั้งสองนำกำลังทหารหนึ่งพันนายสวมชุดเป็นทหารของเมืองแซนดี่และทำการออกปล้นชาวบ้านของเมืองพันธมิตรทั้งสี่ของเมืองแซนดี่เพื่อสร้างความไม่พอใจให้กับพันธมิตรทั้งสี่เมืองที่จะมาช่วย.....
และนอกจากการปล้นชาวบ้านแล้วอากอร์นยังได้บอกให้เรเว่นและมอแกรนนำทหารบุกค่ายขนาดเล็กของเมืองเจรันต้าฮาฟดี่และรูโฟซันทั้งสามพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งพอๆ กับเมืองแซนดี่ที่อยู่ตามชายแดนหลังจากที่ตัวแทนของเมืองทั้งสามออกมาพบเจ้าเมืองแซนดี่ด้วย......
เพื่อแสร้งทำเป็นว่าเมืองแซนดี่ต้องการหลอกให้เมืองทั้งสามมาที่เมืองของตนและส่งคนไปตลบหลังที่ค่ายของพวกเขาและนั้นจะเป็นการทำให้เมืองทั้งสามเกิดความไม่พอใจอย่างมากบวกกับเรื่องที่ชาวบ้านของพวกเขาถูกปล้นด้วย ยังไงพันธมิตรก็ต้องแตกแยกกันแน่ๆ.......