ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 40 : ชีวิตที่ราวมุสิก

    ในตรอกอันมืดมิดมีหนึ่งบุรุษผู้ครอบครองสมบัติสวรรค์ระดับตำนานของมหาเทวะแท้จริงผู้ยิ่งใหญ่ หากแต่การทำตัวของมันตอนนี้เล่า หาได้เหมาะสมคู่ควรกับสมบัติไม่ ยามนี้หนึ่งมือไม้ของมัน จับเสื้อคลุมตัวนอกคลุมกายปิดบังใบหน้าแนบสนิทนัก หากมันเดินพบเจอใครในตรอกอันมืดมิดนี้มันก็คล้ายจะรีบเดินก้าวหนีราวกับว่าตัวมันเป็นผู้มีความผิดบาป


    แต่ละก้าวของมันก่อนจะก้าวเดิน ในทุกๆ ก้าวนั้นตัวมันล้วนขบคิดอย่างรอบคอบว่าจะเดินไปทิศทางใด มันเกรงการพบปะผู้คนเหลือเกินในตอนนี้


    และหลังจากระแวดระวังอยู่นานในที่สุดมันก็หามุมนั่งเอนกายได้เสียที "หึหึ" ฉินเทียนตัวมันหัวเราะในลำคอพร้อมกล่าวพูดบ่นเบาๆ น้ำเสียงเย้ยหยันโชคชะตา "หึๆ แค่ 30 วัน จำนวนวันเพียงเท่านี้นับว่าไม่เท่าไร ไม่ช้าเพียงแค่อึดใจเวลาแค่นี้ก็ล่วงผ่านไป สำหรับข้าผู้ผ่านนรกนิรันดร์มาแล้ว เวลา 30 วันนี้ก็เปรียบประดุจโยนเม็ดทรายในมือทิ้ง มันช่างเล็กน้อยนัก หากแต่การเอาตัวรอดภายใน 30 วันนี้ หากข้าตั้งใจและมิประมาทซะอย่าง ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะผ่านมันไปได้โดยง่าย"


    "กฎที่ว่าห้ามโกหก ห้ามปฏิเสธคำขอร้อง หากใน 30 วันนี้ข้าไม่พบเจอผู้ใด ไม่มีผู้พูดกล่าวด้วยแค่นี้ก็นับว่าใช้ได้แล้ว หึหึ ศาลเทพสวรรค์เอย ศาลเทพสวรรค์เอ็งคิดว่าเซียมซีโชคร้ายนี้จะทำอะไรผู้มีสติปัญญาเช่นข้าผู้นี้ได้รึ หึหึ แค่เพียงแวบแรกข้าก็เห็นจุดอ่อนของมันแล้ว คิกคิก" หลังจากหัวเราะอย่างพอใจในความฉลาดของตัวมันเอง ตัวฉินเทียนมันก็เริ่มตรวจสอบผู้ศรัทธาและแต้มบุญของตัวมันในวันนี้




    [ศิษย์ศาลเทพสวรรค์ : 2 คน] [แต้มบุญ + 200 แต้มบุญ]


    [ผู้ศรัทธา : 54 คน] [แต้มบุญ : 4.654 แต้มบุญ]


    [แต้มบุญรวมวันนี้ : 204.654 แต้มบุญ]


    [แต้มบุญสะสมทั้งหมด : 2305.655 แต้มบุญ]


    เมื่อฉินเทียนได้เห็นตัวมันก็ได้แต่ส่ายหัว แม้จำนวนแต้มบุญสะสมจะเยอะขึ้น หากแต่จำนวนผู้ศรัทธานั้นลดลงไปมากกว่าครึ่ง ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับตระกูลฟู่ที่กำลังจะถูกประหารชีวิต ฉินเทียนก็ได้แต่ทอดถอนใจในเรื่องนี้


    แม้ตัวมันจะอยากช่วยสองแม่ลูกและผู้คนของนางผู้ซึ่งเป็นผู้ศรัทธาในตัวมันมากเหลือเกิน หากแต่มันก็ได้ตรวจสอบแล้วว่าในแดนประหารนั้นจะมีกลุ่มนักรบผู้ฝึกบำเพ็ญระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มระดับผู้โบยบินอยู่ด้วยจำนวนมากมาย


    ซึ่งสำหรับตัวมันฉินเทียนตอนนี้ ต้องพูดตรงๆ เลยว่า ตัวมันมิสามารถสู้กับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มได้จริงๆ ด้วยข้อจำกัดด้านวิธีการต่อสู้ที่ไม่เหมือนกัน ว่ากันว่าเหล่าผู้บำเพ็ญนั้นหากเมื่อยกระดับสู้ระดับท่องนภากันแล้ว วิธีการต่อสู้ก็คล้ายมุ่งเน้นไปที่การใช้อิทธิฤทธิ์ร่ายกันเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้จะมีการจับดาบจับอาวุธบ้าง หากแต่ก็เป็นไปเพื่อขยายอานุภาพของอิทธิฤทธิ์เป็นหลักสำคัญ หากจะใช้ดาบใช้กระบี่ก็มักเป็นวิชาเฉพาะตระกูล หากแต่มันก็มักถูกใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น


    หากจะให้มาประดาบรำกระบี่แบบชาวยุทธ์สามัญนั้น เหล่าผู้บำเพ็ญระดับโบยบินกระทำเช่นนี้ช่างน้อยเต็มที และเพราะแบบนั้นตัวฉินเทียนมันก็จึงจนใจในการช่วยสองแม่ลูกคู่นี้จริงๆ ยามนี้ทักษะส่วนใหญ่ของมันก็มีแต่รูปแบบประชิดตัว หากเจอการณ์ต่อสู้ที่เน้นซัดอิทธิฤทธิ์เข้าห่ำหันกันเช่นนี้ตัวมันก็คงได้แต่ขอยกธงขาวยอมแพ้เสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่า ฉินเทียนตัวมันเป็นผู้รู้จักประมาณตนนัก


    .


    .


    .


    หลังจากได้นั่งหลบมุมพักอยู่ครู่ใหญ่ ไม่ช้าฉินเทียนตัวมันก็คล้ายได้ยินเสียงฝีเท้าอีกครั้ง ในเวลาแบบนี้ตัวมันฉินเทียนมิกล้าประมาทต่อผู้คนแม้แต่น้อยเพราะมันเกรงกลัวซึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหลือเกิน เมื่อมันพบว่าจะมีคนมาทางที่มันนั่งพักอยู่ มันก็รีบยกผ้าคลุมขึ้นปิดคลุมใบหน้าพร้อมรีบเดินไปอีกทางของตรอกมืดแห่งนี้ทันที


    ไม่ช้ามันก็ถอนหายใจโล่งอกอันตรายอีกหนึ่งผ่านไปแล้ว ยามนี้แผ่นหลังของตัวมันแนบชิดติดกำแพง แม้ความหวาดกลัวจะไม่มีปรากฏซึ่งในจิตใจของตัวมัน หากแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตัวฉินเทียนมันนั้นจะไร้ซึ่งความวิตกกังวล


    ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ตัวฉินเทียนมันต้องยอมรับ ตั้งแต่ได้รับศาลเทพสวรรค์นี้มา มันนับว่าชอบเจอะเจอเรื่องแปลกประหลาดอยู่เสมอไม่รู้ทำไม ทำให้ตัวมันนั้นไม่อาจไม่ระวังตัวได้


    หากแต่ถึงอย่างนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ ระดับบำเพ็ญของตัวมันต่ำต้อยเกินไป ทำให้ประสาทสัมผัสการรับรู้ต่างๆ แม้จะดีกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า หากแต่นั้นก็ยังไม่พอที่จะป้องกันสิ่งที่ไม่คาดฝันได้...


    เช่นในตอนนี้


    !!!เอียยยยยยยยยยยย เสียงเปิดประตูไม้ดังขึ้น...


    ไม่ช้าก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินย่างก้าวออกมา และเมื่อบุรุษผู้นั้นมันเดินก้าวออกมาผ่านเขตนอกประตู มันก็พบว่ามีบุรุษผู้หนึ่งกำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ ไม่ช้าบุรุษผู้นั้นก็ส่งสายรุนแรงจ้องมองมาทางฉินเทียนมันในทันที บัดนี้ร่างฉินเทียนมันก็ได้แนบสนิทไปกับผืนกำแพงอีกครั้งด้วยความตกใจไม่น้อย เพราะอยู่ๆ ก็มีผู้คนปรากฏตัวออกมาอย่างไม่คาดคิด


    ในใจฉินเทียนมันตอนนี้ไม่รู้ทำไม มันรอบร้องฉิบหายขึ้นในใจอีกครั้ง มันไม่คิดเลยว่าในตรอกตรงนี้จะมีประตูไม้อยู่ และมันก็ไม่คิดเลยว่าอยู่ๆ จะมีคนเปิดประตูไม้นั้นออกมา และในทันทีที่ประตูเปิดออกบุรุษผู้นั้นก็จ้องมองมันอย่างไม่วางตาทันที บุรุษผู้นี้สวมผ้าปิดปากแลดูไม่น่าไว้วางใจนัก


    ฉินเทียนคล้ายขนลุกสู้อย่างประหลาดมันหวั่นเกรงบุรุษผู้นี้เหลือเกิน มิใช่ตัวมันกลัวถูกสังหาร หากแต่มันกลัวเหตุไม่คาดฝันต่างหากเล่า ดังนั้นมันจึงรีบดึงเสื้อคลุมที่ปิดคลุมศีรษะ ดึงจัดให้มิดชิดยิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมจะรีบก้าวเดินจากไปโดยเร็ว หากแต่ก่อนที่มันจะก้าวเท้าเดินออกไปนั้น ไม่ช้าเสียงบุรุษผู้นั้นก็กล่าวถามอะไรบ้างอย่างกับตัวมัน


    "มืดค่ำดึกดื่นมาทำอะไรที่นี่"


    ฉินเทียนถอนหายใจเบาๆ คำถามนี่นับว่าธรรมดานัก มันไม่จำเป็นต้องโกหก "เพราะในใจมีกังวลจึงต้องหลบซ่อน"


    หากแต่ไม่รู้ทำไมเมื่อบุรุษผู้นั้นเมื่อมันได้ยินคำตอบนี้ของฉินเทียนมันจึงหลีตาคล้ายกับมีความนัยนัก ฉินเทียนที่เห็นเช่นนี้ก็เริ่มมีกังวลและรู้สึกต้องระแวดระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ช้าบุรุษผู้นั้นมันก็กล่าวถามต่อในทันที


    "ถ้าเช่นนั้นจะเข้ามาพักในบ้านก่อนดีหรือไม่"


    ฉินเทียนกล่าวตอบ "!!!ไม่" เสียงแข็งในทันที


    ไม่ช้าบุรุษผู้นั้นก็กล่าวถามต่ออีก หากแต่ครั้งนี้แลดูแปลกกว่าเดิมนัก


    "ขนมจีบ ติ่มซำ ซาลาเปา ลูกเชื่อม เจ้าชอบกินอะไร"


    ฉินเทียนอ้ำอึ้ง หากแต่มันมิสามารถโกหกได้มันจึงจำต้องตอบไปตามความชอบจริงๆ ของตัวมัน


    "ขนมจีบและซาลาเปา"


    ไม่ช้าบุรุษผู้นั้นก็คล้ายมีรอยยิ้มกับคำตอบของฉินเทียนนัก หากแต่มันก็ยังแลไม่มั่นใจจึงรีบกล่าวถามประโยคสุดท้ายต่ออีก


    "จอมยุทธ์ระดับท่องนภา เทพเซียนเหนือฟ้าเจ้ากลัวไหม"


    ไม่รู้ทำไมพอฉินเทียนได้ยินประโยคแปลกๆ แบบนี้มันคล้ายๆ จะรู้สึกถึงความฉิบหายและลางร้ายอันแรงกล้ากำลังรอตัวมันอยู่ หากแต่เนื่องด้วยบทลงโทษของศาลเทพสวรรค์นั้นรุนแรงนัก มันจะกล้ากล่าวโป้ปดได้อย่างไร มันจึงจำต้องตอบไปตามความจริง


    "ข้าไม่... กลัว..." แน่นอนตัวมันผู้มีจิตจักรพรรดิจะเกรงกลัวผู้ใดได้เล่าในใต้หล้า นอกจากความฉิบหายที่ไม่คาดคิดเท่านั้น


    บุรุษผู้ปิดหน้าดึงผ้าปิดปากออกจากนั้นก่อนจะเดินมาโอบกอดร่างฉินเทียนทันที "ขอบคุณสหาย ไม่คิดเลยว่าในยามที่ตระกูลฟู่มีเภทภัยแบบนี้ จะมีสหายจอมยุทธ์ที่กล้าเสียสละตัวเองเพื่อท่านแม่ทัพ เพื่อฮูหยินและสายเลือดสุดท้ายของนายท่านเช่นสหายอยู่ ขอบคุณนักสหายผู้กล้า"


    ฉินเทียนยืนนิ่งราวกับคนบ้าใบ้ ยามนี้มันรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่มันต้องรีบกระทำ ต่อให้มันต้องตีหัวไอ้หมอนี้ให้สลบและมัดผ้าปิดปากมัน แล้วรีบวิ่งหนีไปจากที่นี่โดยเร็วมันก็จำเป็นต้องกระทำแล้ว


    หากแต่แม้มันจะคิดในใจเช่นนี้... และพร้อมจะลงมือแล้วก็ตาม


    หากแต่ว่า...


    ในไม่ช้านั้นบุรุษที่พึงดึงผ้าปิดปากลง มันผู้นั้นก็คือฟันต้า และมันก็...


    "สหายในวันนี้ข้าฟันต้ามีคำขอเจ้าเพียงอย่างเดียว และนับจากวันนี้ไปข้าฟันต้าหากรอดจากภารกิจนี้ไปได้ตลอดชีวิตข้าจะเรียกเจ้าว่าพี่ใหญ่ พร้อมติดข้างบุญคุณนี้แก่เจ้าไปชั่วชีวิต ได้โปรดร่วมมือกับข้าไปช่วยนายหญิงฟู่เหยียนและนายน้อยฟู่เฉิงสายเลือดสุดท้ายของท่านแม่ทัพด้วยเถอะ"


    ฉินเทียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งหลังจากได้ยินสิ่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวมันไม่ปรารถนาเป็นที่สุด "..."


    ใบหน้าของมันคล้ายมีน้ำตาคลออยู่ในเบ้า


    ในใจนั้นอยากปฏิเสธเหลือเกิน ต่อให้ต้องตีหัวไอ้เจ้านี้ให้สลบมันก็พร้อมกระทำ...


    หากแต่ตัวมันตอนนี้กลับกระทำมิได้... มันสายไปเสียแล้ว... ฉินเทียนตัวมันลงมือช้าไปหนึ่งก้าว...


    'ฉิบหายแล้ว' ฉินเทียนร่ำร้อง T-T


    มันได้แต่หลับตาไม่ช้าก็ปล่อยให้ก้อนน้ำตาเล็กๆ ไหลลงมาสัมผัสแก้มสองข้างของมันอย่างช้าๆ คล้ายกับว่านี่คือสัญลักษณ์แห่งความเจ็บปวดของตัวมัน จากนั้นฉินเทียนมันก็ได้แต่ยิ้มพร้อมพยักหน้ารับเบาๆ


    ฟันต้าเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างยินดียิ่ง มันไม่คิดเลยว่าสหายผู้กล้าตรงหน้ามันนั้นจะเป็นผู้กล้าหาญและมีอารมณ์ร่วมไปกับภารกิจช่วยเหลือตระกูลฟู่มากถึงขนาดนี้ จึงถึงขั้นหลั่งน้ำตาออกมาได้ แม้ตัวมันฟันต้าจะไม่รู้ว่าบุรุษตรงหน้ามันผู้นี้เป็นใคร เพราะมันส่งสารลี้ลับซึ่งเป็นสมบัติวิเศษประเภทหนึ่งไปยังร้อยมิตรสหายตระกูลฟู่ หวังว่าจะมีใครสักคนส่งคนมาช่วยเหลือเพิ่มเติม


    พร้อมส่วนหนึ่งในใจที่ทำใจแล้วว่าอาจจะมีคนตอบกลับหรือมาช่วยมันไม่มาก อนึ่งด้วยเวลาที่จำกัด สองระยะทางของสหายที่รับสารที่มิรู้ว่าอยู่ที่ใดและมีจำนวนเท่าใด


    หากแต่มันก็ไม่คิดเลยว่า เพียงส่งสารลี้ลับไปเพียงครึ่งวันก็พบว่ามีคนมาพร้อมตอบรหัสลับได้อย่างถูกต้องได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้


    ส่วนสารลี้ลับนั้นคืออะไรนั้น ก็บอกได้เพียงแค่มันคือสมบัติวิเศษประเภทหนึ่งของโลกใบนี้ ที่สร้างขึ้นด้วยนักหลอมสร้าง คุณสมบัติของมันก็คือเมื่อเปิดใช้ มันสามารถส่งข้อความวิญญาณไปถึงผู้ที่ได้ทิ้งหยดโลหิตในสารได้ ตราบที่คนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ และอยู่ในรัศมีหนึ่งห้าพันห้าร้อยลี้


    ฟันต้าได้นำสารลี้ลับของตระกูลฟู่มาเปิดใช้ซึ่งมันเป็นของท่านแม่ทัพนายของตัวมัน มันแจกแจงรายละเอียดและวัตถุประสงค์ไว้ภายในสารนั้นอย่างเสร็จสรรพ เป้าหมายมีเพียงหนึ่ง นั่นคือการช่วยเหลือชีวิตของฮูหยินและนายน้อย


    หากแต่ตัวฉินเทียนมันก็หารู้ไม่ มันก็แค่คนดวงซวยผู้หนึ่งเท่านั้น...


    .


    .


    .


    วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว


    ฉินเทียนซึ่งอยู่ในฐานลับของเหล่าบ่าวตระกูลฟู่ ฟันต้าและพี่น้องของมันได้แวะเวียนมาพูดคุยกับฉินเทียนเป็นระยะๆ ทำให้มันได้พูดคุยแลกเปลี่ยนและทำความรู้จักกับพี่น้องกลุ่มนี้ไม่น้อย


    หากแต่ในหลายวันนี้นอกจากฟันต้าและพี่น้องแล้ว ฉินเทียนมันก็ไม่ใคร่สนใจจะสุงสิงกับใครนัก เพราะมันเกรงในความฉิบหายที่ไม่คาดฝันเช่นนี้อีก


    มันจึงได้แต่หลบมุมอยู่ในห้องพักของมันเงียบๆ ราวกับมุกสิที่หวาดกลัวที่มีความผิดต่อทุกสิ่ง พร้อมบอกฟันต้าและพี่น้องของมันว่าหากไม่จำเป็นมันมิต้องการให้ใครมารบกวนมัน และหลังจากทำการช่วยเหลือแม่ลูกตระกูลฟู่แล้วมันจะจากไปทันที และมันก็ยังย้ำกับฟันต้าและพี่น้องของมันว่าหากไม่จำเป็นอยากได้พูดคุยหรือให้ใครมาพูดคุยกับมันทั้งนั้น ฟันต้าและพี่น้องของมันก็รับคำ


    .


    .


    .


    2 ชั่วยาม ก่อนการปล้นคุกหลวงเมืองพยัคฆ์ขาว


    ในห้องที่มืดมิดและอับชื้น ณ ตอนนี้มีคนร่วมกันทั้งหมด 24 ชีวิต รวมผู้ที่มาช่วยเหลือเพิ่มเติมนอกจากฉินเทียนแล้วมีจำนวน 4 คน รวมทั้งหมดผู้ลงมือปล้นคุกหลวงครั้งนี้มี 24 ชีวิต


    แบ่งหน้าที่ดำเนินการในส่วนสำคัญๆ ดังนี้


    หนึ่ง ตัวล่อสร้างสถานการณ์ชุลมุน


    สอง ทีมปล้นคุกหลวงที่ต้องแบ่งกำลังเป็นสามส่วน หนึ่งก่อการ สองเปิดทาง สามคุ้มครองฮูหยินและนายน้อยหลบหนี ซึ่งกำลังพลส่วนนี้มากที่สุดคือ 18 คน


    สาม เตรียมม้ารถเกี้ยวในจุดนัดพบ พร้อมพาหลบหนีไปในเส้นทางลับ


    โดยใน 3 ตัวเลือกนี้ ตัวเลือกสุดท้ายฉินเทียนมันมิอาจจะเลือกได้แน่นอน เพราะสิ่งเหล่านี้ถูกตระเตรียมการด้วยคนตระกูลฟู่แล้ว


    ตอนนี้คนในกลุ่มกำลังเริ่มถกเถียงกันว่าใครจะอยู่ที่ไหนและทำหน้าที่อะไร จนในที่สุดทุกคนก็ได้แต่มองจ้องหน้ากัน คล้ายกับว่ามีบ้างหน้าที่นั้นเป็นหน้าที่ที่มีแต่ความตายรออยู่ ทำให้หลายคนไม่ปรารถนาจะเลือกมัน


    ยามนี้ฟันต้าก็มองทุกคนอย่างเข้าใจ มีใครเล่าปรารถนาที่จะตกตายหากเลือกได้ ไม่ว่ามันผู้ใดก็คล้ายจะปรารถนามีชีวิตอยู่ต่อกันทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นฟันต้าก็จึงได้แต่ต้องออกปากด้วยตัวเอง


    "งั้นเอาเช่นนี้เถอะสหายทั้งหลาย ในเมื่อแต่ละคนต่างก็ลำบากใจในการเลือกหน้าที่ของตัวเอง ในฐานะที่ข้าเป็นผู้นำในการก่อการครั้งนี้ ข้าฟันต้าและพี่น้องจะเลือกรับภาระหน้าที่ที่ลำบากที่สุดเอง ส่วนท่านทั้งหลายจงเลือกหน้าที่ปฏิบัติการนี้ตามความประสงค์ของพวกท่านเถอะ โดยข้าขอให้เหล่าสหายจากภายนอกที่มาช่วยเหลือตระกูลฟู่นั้นเลือกหน้าที่ก่อนเถอะ"


    เมื่อฉินเทียนได้ยินเช่นนี้ก็คล้ายดีใจ มันเริ่มคิดวิเคราะห์หน้าที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว สำหรับตัวมันแล้วในสามตัวเลือกแน่นอนตัวเลือกที่สามย่อมปลอดภัยสุด หากแต่ตัวมันไม่สามารถเลือกได้


    ดังนั้นก็เหลือเพียงทีมปล้นคุกที่มีสามหน้าที่หลัก กับการเป็นตัวล่อ ในสถานการณ์เช่นนี้สำหรับฉินเทียนแล้วตัวมันคล้ายจะมองว่าการเป็นตัวล่อนั้นแลดูน่าจะปลอดภัยสุด มันคงจะคล้ายๆ ในหนังหรือละครที่มันเคยรู้จักกระมังประเภทปาสารแล้ววิ่งหนี หรือแอบไปจุดไฟเผาเรือนสร้างสถานการณ์ให้วุ่นวายประเภทนี้


    ไม่ช้าฟันต้ามันก็มองมาที่ฉินเทียน พร้อมทำฝ่ามือเชื้อเชิญให้ตัวฉินเทียนนั้นได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ด้วยตัวมันเอง ฉินเทียนทำหน้านิ่งหลับตาคิดครู่หนึ่ง ก่อนในไม่ช้ามันก็ได้ตัดสินใจเสียที "สหายฟันต้า ตัวข้าขอเลือกเป็นตัวล่อสร้างสถานการณ์ชุลมุนก็แล้วกัน"


    ฟันต้าได้ยินเช่นนี้นัยน์ตาก็สั่นไหวอย่างประหลาดพร้อมถามกลับตัวมันฉินเทียนทันทีคล้ายจะเป็นการย้ำเตือน


    "สหายฉินท่านแน่ใจรึ..."


    หากแต่ฉินเทียนมันก็หาสนใจไม่ มันได้วิเคราะห์สถานการณ์อย่างดีแล้ว โอกาสรอดชีวิตของการเป็นตัวล่อนี่แหละน่าจะมีโอกาสมากสุด เส้นทางอื่นๆ มีแต่ตายกับตายเท่านั้นสำหรับตัวมัน มันจึงกล่าวกับฟันต้าอย่างไม่เกรงกลัว พร้อมแสดงความมั่นใจยิ่ง "สหายฟันต้า นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการ"


    ไม่ช้าฟันต้าก็ก้มหน้าเล็กน้อยพร้อมพยักหน้ารับเบาๆ พร้อมกล่าวว่าดีๆ อยู่หลายคำ และหลังจากนั้นไม่นานในใจฉินเทียนคล้ายเจ็บปวดอย่างประหลาด


    "สหายฉินนับจากวันนี้เป็นต้นไป หากข้าฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่ พวกเรารอดชีวิตกลับออกมาได้ นับจากวันนี้ไปพวกเราจะเป็นเสมือนพี่น้องกันตลอดไป ขอบคุณสหายฉินที่พร้อมจะไปบุกจวนตำหนักเจ้าเมืองกับพวกเรา แม้ที่นั่นจะมียอดฝีมือผู้ใช้อิทธิฤทธิ์ระดับท่องนภาผู้มีตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มมากมาย หากแต่เจ้ากลับช่างกล้าหาญกว่าที่ข้าคิดมากนัก ขอบใจจริงๆ สหายฉิน"


    "..." ฉินเทียนนิ่งเงียบงันคล้ายจะหน้ามืด


    ฟันต้าพูดกล่าวต่อ "หลายวันมานี้พวกเราปรึกษากัน หน้าที่ตัวล่อนี้มิมีผู้ใดคิดออกหน้าแม้แต่น้อย หากแต่ยามนี้... ขอบคุณเจ้ามากจริงๆ สหายฉิน"


    .


    .


    .


    ในห้องเล็กๆ ที่มืดมิดนี้ฉินเทียนยืนนิ่งกอดอกเป็นแม่นมั่น


    พร้อมไม่กล้าจะพูดกล่าววาจาใดๆ อีกต่อไป


    "..."


    หากแต่ภายในหัวของมันนั้นปากสุนัขของมันกำลังทำงานอยู่อย่างหนักหนานัก เหตุใดการเป็นตัวล่อถึงได้ยากลำบากเช่นนี้ หากแต่มันก็มิสามารถโทษใครได้ หลายวันมานี้มันมิได้ประชุมกับพวกฟันต้าเลยวันๆ เอาแต่อยู่ในห้องของตัวเองมิพูดมิจา มันจึงมิอาจจะรู้ได้ว่าในปฏิบัติการนี้หน้าที่ตำแหน่งงานใดเล่าที่น่าหวาดกลัวที่สุด


    ฉินเทียนเอ๋ยฉินเทียนตัวมันเองเป็นผู้นำพาความฉิบหายโดยแท้


    .


    .


    .


    ในศาลเทพสวรรค์เซียนซุนที่กำลังจ้องมองฉินเทียนอยู่ ตัวมันหัวเราะอย่างสนุกสนานเช่นเคย


    "คิกคิก ฉินเทียนนะฉินเทียนข้าเลือกคนมามิผิดจริงๆ กร๊ากๆๆ"


    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน