ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ตอนที่ 34 มิติลับของตำหนักพยัคฆ์หยก

    ตอนที่ 34

    มิติลับของตำหนักพยัคฆ์หยก

     

    “ติ่ง รับศิษย์คนที่สองได้เป็นที่สำเร็จ รางวัลคะแนนจริยธรรม 100 แต้ม”

     

    “ติ่ง แจ้งเตือนภารกิจ เต้ากงของหลิงเซียนได้แหลกสลายไป ขอให้ช่วยเหลือ หลิงเซียนในการฟื้นคืนเต้ากง รางวัล: คะแนนจริยธรรม 1000 แต้ม และได้รับสิทธิ์ในการรับศิษย์คนที่สาม”

     

    บัดซบ ในที่สุดภารกิจใหญ่ก็มาแล้ว ! 

     

    บัดนี้แต้มจริยธรรมได้เข้าไปสู่ภายในช่องว่างมิติที่เสมือนกับหลุมลึก ก่อนอื่น เขาต้องสำแดงพลังแห่งวิถีคัมภีร์ออกมาอีกครั้งก่อน จึงค่อยให้หลิงเซียนฝึกปรือไปก่อนระยะเวลาหนึ่ง นอกเสียจากเพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์และเพลงกระบี่ดรุณีหยกราวกับว่าตนเองไม่ได้มีเวทมนตร์อภินิหารอื่นใดอยู่อีก กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์และเพลงกระบี่ดรุณีหยกก็ได้ถูกไหลเวียนอยู่ในขอบเขตสู่วิถี แต่ว่ามาถึงยังขั้นของราชาปีศาจนั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกแล้ว ทุกคนต่างใช้กันเป็นหมด ! 

     

    อีกทั้ง รอคอยจนถึงเวลาที่หลิงเซียนสามารถที่จะร่ำเรียนเวทมนตร์อภินิหารได้ ตัวเองก็ใช่ว่าจะไม่สามารถสอนเพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์และเพลงกระบี่ดรุณีหยกให้อีกรอบอย่างงั้นหรือ ? เมื่อถึงเวลาศิษย์ใต้สังกัดของตนเองลงมือออกไปทีละคน บุรุษใช้เพลงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ สตรีใช้เพลงกระบี่ดรุณีหยก ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่คล้ายกับเป็นผู้วิเศษสอนเลยด้วยซ้ำ จะต้องให้ทุกคนฝึกปรือในแนวทางที่ไม่เหมือนกัน เช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ! 

     

    อีกทั้งเขายังต้องการที่จะบรรลุวิชาค่ายกล จะอย่างไรก็ต้องทำให้ขอบเขตของเต้ากงสามารถเลื่อนขั้นเข้าสู่ระดับขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไปก่อน มิเช่นนั้นหากมีเพียงเต้ากงเดียวที่ขอบเขตสูง เช่นนั้นจะไปจัดวางวิชาค่ายกลได้อย่างไร จะกลายเป็นผู้ที่ตั้งค่ายกลได้ด้วยตัวคนเดียวได้อย่างไรกัน ? 

     

    เมื่อกวาดสายตามองหลิงเซียนที่กำลังหลับอยู่ เฉินหมิงจึงป้อนหลิงเซียนดื่มยาน้ำแกงไปถ้วยหนึ่ง พร้อมกับหยิบพู่กันเขียนความเข้าใจในวิถีคัมภีร์ของตนเองลงไปทั้งหมด เฉินหมิงยังได้หยิบแท่นฝนหมึกมาชิ้นหนึ่งเพื่อทับลงไปยังด้านบนของกระดาษ หลังจากที่บอกต่อปีศาจชั้นสูงว่าหลิงเซียนนั้นเป็นศิษย์ของตนเอง เฉินหมิงก็ได้เริ่มใคร่ครวญว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถทำให้เต้ากงของหลิงเซียนกลับมาได้

     

    หากเป็นเฉินหมิงเมื่อก่อนหน้านี้ น่าจะไม่มีปัญญา แต่ว่าเฉินหมิงในตอนนี้ ได้เข้าสู่การเป็นราชาปีศาจแล้ว ย่อมต้องทราบถึงความลับต่างๆมากมายได้มากยิ่งขึ้น

     

    เล่าลือกันว่าภายใจกลางดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ มีสำนักอยู่แห่งหนึ่ง เรียกกันว่าเป็นตำหนักพยัคฆ์หยก เมื่อหมื่นปีก่อนสำนักแห่งนี้ถือได้ว่ารุ่งเรืองอย่างถึงขีดสุด ทว่าในตอนนี้ ได้กลายเป็นขุมกำลังที่แทบจะไม่ต่างไปจากสำนักหมื่นกระบี่

     

    ผู้สืบทอดตามประวัติศาสตร์ของตำหนักพยัคฆ์หยก พวกเขาต่างมีมิติลับอยู่แห่งหนึ่ง ภายในนั้นได้กักเอาไว้ด้วยสมบัติมากมาย ทว่าเป็นเพราะภายในมิติลับนั้นอันตรายมากจนเกินไป พวกเขากลับไม่หาญกล้าพอที่จะเข้าไปค้นหา ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้แต่การขายตั๋วเข้าชมมิติลับเพื่อค่อยค้ำจุนสำนักเอาไว้

     

    และภายในใจกลางมิติลับของตำหนักพยัคฆ์หยก ได้มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ถูกเรียกว่าเป็นผลปราณของผลหลิงกว่อ และผลหลิงกว่อชนิดนี้ยังทำให้เกิดผลลัพธ์คืนสภาพของเต้ากงภายในร่างกายได้

     

    หลังยืนยันข้อมูลนี้จนแน่ชัด เฉินหมิงจึงตัดสินใจที่จะไปยังตำหนักพยัคฆ์หยกสักรอบ และคุณสมบัติที่จะเข้าสู่ตำหนักพยัคฆ์หยกได้ จะต้องใช้ศิลาปราณหนึ่งพันก้อนเป็นข้อแลกเปลี่ยน

     

    ศิลาปราณหนึ่งพันก้อน เฉินหมิงย่อมต้องมีอยู่แล้ว ทว่าล้วนแต่อยู่ในแคว้น      เหยียน จะมีใครมามีเวลาว่างพอที่จะไปหอบมากันล่ะ

     

    กลับไปยังแคว้นเหยียนสักรอบ เพื่อไปเอาศิลาปราณมาสองพันชิ้น เฉินหมิงใช้เวลาถึงสามวันจนในที่สุดก็ได้เร่งรุดมาจนถึงอาณาเขตของตำหนักพยัคฆ์ พร้อมกับทำการจำแลงกาย โดยย้ายเต้ากงของเคล็ดอีกาเพลิงไปอยู่ทางด้านหน้าสุด เขาจะไปโดยใช้สถานะของราชาปีศาจ เพื่อที่จะได้ลดทอนความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น มีแต่เพียงพลังที่สามารถกล่าวแทนทุกสิ่งได้

     

    เฉินหมิงที่เหินบินอยู่กลางอากาศ กลิ่นอายปีศาจอันหนาวเหน็บ ประดุจเมฆสีดำที่ซ่อนเร้นอยู่บนท้องนภา ผู้ฝึกตนที่อยู่บนผืนดินไม่นานนักก็พบว่าได้มีราชาปีศาจตนหนึ่งมาเยือนตำหนักพยัคฆ์หยก เมื่อตำหนักพยัคฆ์หยกได้ทราบข่าวนี้ ก็ถึงกับแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกถึงกับต้องไปรายงานข่าวต่อสำนักเซียนเหินที่เป็นผู้คุ้มครองพวกเขาในทันที รอคอยเจ้าสำนักของสำนักเซียนเหินมาเพื่อเจรจาอย่างสันติ

     

    เฉินหมิงที่เหยียบอยู่บนเมฆปีศาจได้ลงไปยังเบื้องหน้าของตำหนักพยัคฆ์หยก ทั่วร่างปกคลุมเต็มไปด้วยกลิ่นอายปีศาจเข้มข้นจนน่าหวาดกลัว พร้อมกับเกิดเสียงร้องของผู้ฝึกตนดังขึ้น : “นั่นมัน......นั่นมัน.......ราชาปีศาจ ! ”

     

    “ช่างน่าหวาดกลัวเหลือเกิน นี่ก็คือราชาปีศาจงั้นหรือ ข้าเพียงแค่พบเห็นเขาก็แทบจะวิงเวียนสลบแล้ว แรงกดดันของราชาปีศาจ ช่างน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว ! ”

     

    “ข้าก็เหมือนกัน ข้าก็เหมือนกัน ช่างหล่อเหลาเหลือเกิน ข้าเองก็เกือบที่จะถูกความหล่อเหลาทำให้สลบไปแล้ว.......”

     

    .......

     

    แม้แต่เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกที่เก็บตัวมานานปี ก็ย่อมที่จะออกมา การมาถึงของราชาปีศาจ ยังมีผู้ใดหาญกล้าไม่มาต้อนรับกันได้อีก ? 

     

    เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกที่ดูไปแล้วคล้ายกับชายวัยกลางคนอายุสี่สิบปีผู้หนึ่ง ร่างกายสวมเอาไว้ด้วยชุดคลุมสีดำ ที่ด้านหลังยังได้มีสัญลักษณ์ของยันต์แปดทิศอยู่อีกแห่ง เมื่อเจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกมองเห็นเฉินหมิง บนใบหน้าถึงกับไม่กล้าที่จะเผยอารมณ์ความรู้สึกออกมาแต่อย่างไร ผสานมือคารวะแล้วกล่าว : “ไม่ทราบว่าใต้เท้าราชาปีศาจเดินทางมาถึงตำหนักพยัคฆ์หยกเราด้วยเหตุอันใด ? ”

     

    เฉินหมิงกล่าวอย่างเฉยชา : “ข้าได้ยินมาว่าในที่แห่งนี้ มีมิติลับอยู่แห่งหนึ่ง จึงได้มาเพื่อแสวงหาวาสนาสักหน่อย”

     

    เงื่อนไขแรกในข้อแลกเปลี่ยน นั่นก็คือจงอย่าให้อีกฝ่ายทราบว่าแท้จริงแล้วเจ้าต้องการสิ่งใด

     

    เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ แล้วกล่าว : “ตำหนักพยัคฆ์หยกเราถือเป็นบริวารของสำนักเซียนเหิน ใต้เท้าราชาปีศาจควรไปเจรจากับทางสำนักเซียนเหินสักครามิใช่ดีกว่าหรอกหรือ ? ”

     

    เฉินหมิงขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย : “เจ้าคิดที่จะใช้สำนักเซียนเหินมากดดันข้างั้นหรือ? ”

     

    เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกย่อมไม่กล้าที่จะกล่าวออกไปโดยตรงอยู่แล้ว : “ข้าหาได้สื่อถึงความหมายเช่นนั้นไม่”

     

    เฉินหมิงหันไปมองเจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยก พร้อมกับเอ่ยถาม : “เช่นนั้นเจ้าก็จงบอกต่อเจ้าสำนักของสำนักเซียนเหินว่า ข้าราชาปีศาจยาหวูเต้าแห่งพันธมิตรหกราชาลำดับที่หก หากอยากที่จะเจรจาด้วย ก็ให้ไปเจรจากับพี่ใหญ่ทั้งห้าท่านของข้าก่อนเถอะ ! ”

     

    เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกบัดนี้ก็ถึงกับโง่งมขึ้นมา เขายังคิดว่าเฉินหมิงเป็นเพียงแค่ราชาปีศาจจากหุบเขาใดสักแห่ง มีอย่างที่ไหนจะทราบได้ว่าเบื้องหลังของเฉินหมิงนั้นยังมีราชาปีศาจอีกห้าตนอยู่อีก ราชาปีศาจทั้งหก เกรงว่าสำนักเซียนเหินคงรำคาญที่จะมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว ถึงได้ไปรังควานขุมกำลังใหญ่เช่นนี้

     

     

    เฉินหมิงกล่าวต่อ : “หากไม่เช่นนั้น ข้าจะขอลบล้างตำหนักพยัคฆ์หยกของเจ้าก็แล้วกัน ยังไงเสียก็ใช้เวลาของข้าไม่นานมากเท่าไหร่ จากนั้นข้าค่อยไปเดินเล่นในมิติลับของพวกเจ้าสักรอบ เช่นนี้คงจะดียิ่งกว่า แม้กระทั่งศิลาปราณสักพันชิ้นก็ยังไม่ต้องใช้เลยด้วยซ้ำ”

     

    ในที่สุดเจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกก็ได้นอบน้อมขึ้นมาแล้ว ราชาปีศาจผู้หนึ่งได้มาถึงยังที่แห่งนี้ หากยังไม่ให้เขาเข้าสู่ภายในมิติลับ มิใช่ว่าเป็นการไม่ให้เกียรติแก่ราชาปีศาจกันหรอกหรือ ? อีกทั้งต่อให้เข้าไปแล้ว ยาหวูเต้าผู้นี้ก็อาจจะไม่ได้ค่าตอบแทนที่ดีมากนัก แถมภายในมิติลับ มีแต่คนที่อยู่ในระดับราชาปีศาจกันทั้งนั้น

     

    อีกทั้งภายในมิติลับของผู้ฝึกตน โดยส่วนใหญ่ต่างก็เป็นเผ่ามนุษย์ เมื่อราชาปีศาจตนนี้เข้าไป ยังคิดจริงหรือว่าจะมีชีวิตออกมาได้อย่างแน่นอนกัน

     

    “เอาเถอะ เช่นนี้ข้าก็จะพาใต้เท้าราชาปีศาจเข้าสู่มิติลับ”

     

    เมื่อได้ติดตามเจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกเดินมาจนถึงส่วนที่เป็นค่ายกล เฉินหมิงก็หาได้หวาดกลัวว่าเจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกนั้นจะไม่ให้เกียรติกับตัวเขาไม่ อีกทั้งยังเห็นว่าเจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกใช่จะมีความกล้าเช่นนี้ไม่

     

    ทั้งสองเดินไปเดินมาอยู่ภายในใจกลางตำหนักพยัคฆ์หยก จนกระทั่งมาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง เฉินหมิงสามารถมองเห็นได้ว่าบริเวณโดยรอบของหุบเขาแห่งนี้ ได้มีท่วงทำนองอันน่าประหลาดระลอกหนึ่ง ท่ามกลางอากาศในเวลานี้ราวกับได้บิดเบี้ยวขึ้นมา จนเกิดเป็นความเลือนรางไปสู่อีกมิติหนึ่ง นี่ก็คือเวทมนตร์อภินิหารอันยิ่งใหญ่เสมือนดั่งขุนเขาพระสุเมรุแห่งพระยูไล อีกทั้งแต่เดิมที่นี่สมควรเป็นเพียงช่องว่างภายในหินก้อนหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อถูกเสริมเอาไว้ด้วยมิติลับเอาไว้ ในที่แห่งนี้ ก็คล้ายกับว่าเป็นเหมือนกันดินแดนขนาดเล็กแห่งหนึ่งก็มิปาน

     

    ภายในถ้ำหุบเขา ทั่วทั้งด้านบนของกำแพงถ้ำปกคลุมไปด้วยแสงจันทร์ในยามค่ำคืน คล้ายกับหมู่ดาวที่ส่องแสงระยิบระยับ ที่พื้นถ้ำยังได้มีดอกไม้พฤกษานานาพันธุ์ มวลหมู่ดอกไม้เบ่งบาน พร้อมกับหญ้าเขียวอันอ่อนนุ่ม สายน้ำไหลผ่านคล้ายกับธารเงินที่ไหลริน กระเรียนขาวกระพือปีก ปลาหลีฮื้อแดงที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ เสมือนดั่งบ้านในฝันของเซียนตนหนึ่ง อีกทั้งบริเวณนี้ยังได้มีหญ้าประหลาดอันล้ำค่า ที่แม้แต่เฉินหมิงเองก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน

     

    เมื่อติดตามเจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกมาจนถึงเบื้องหน้าสายธารแห่งนี้ เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกจึงกล่าวว่า : “สถานที่แห่งนี้คือทางเข้าสู่มิติลับ ภายในมิติลับจะมีค่ายกลสี่สัญลักษณ์ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ  นอกจากนี้ หนึ่งในสี่ภายในโลกแห่งมิติลับล้วนแต่เป็นพื้นที่ของหมู่ดารา ภูผาศิลาลอยกลางเวหา มีอีกหนึ่งในสี่ของโลกแห่งนี้ที่เป็นมหาสมุทรสายหนึ่ง ขุนเขาน้ำแข็งตั้งสูงเป็นตระหง่าน หนึ่งในสี่ของโลกหล้าแห่งนี้จะมีคลื่นวายุคลั่ง พายุทรายพัดหินศิลา สุดท้ายก็คือโลกที่เต็มไปด้วยเพลิงไฟสวรรค์ ที่มีเพลิงไฟเป็นพื้นฐาน และบริเวณส่วนที่เป็นใจกลางสุด ก็จะมีกระถางสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่เท่าภูผาอยู่ นั่นก็คือเตาจตุลักษณ์ ตรงจุดที่เตา     จตุลักษณ์ตั้งอยู่ หรือก็คือตรงส่วนที่เป็นใจกลางสุดของทั่วทั้งมิติลับ หากคิดที่จะออกมา ก็เพียงแค่เข้าสู่สายธารสีเงินขาวที่อยู่ข้างในกระถางสัมฤทธิ์”

     

    เฉินหมิงโบกมือ พร้อมกับสะบัดศิลาปราณหนึ่งพันชิ้นออกมา จากนั้นก็ได้เตร็ดเตร่ไปยังบริเวณโดยรอบของทะเลสาบอยู่รอบหนึ่ง แล้วจึงค่อยกระโดดลงสู่ภายในธารสายใหญ่

     

    สายน้ำที่แฝงเอาไว้ด้วยคลื่นใต้น้ำ ข้างใต้ภายในน้ำ มีเกลียวคลื่นอยู่สายหนึ่ง ตรงส่วนใจกลางของเกลียวคลื่นยังได้เกิดแรงดึงดูดอันรุนแรง จนดึงเขาเข้าไปภายในคลื่นน้ำในทันที

     

    จนกระทั่งเฉินหมิงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ที่เบื้องหน้าสายตาของเขามีประกายแสงอันคมกล้า เขาพบว่าตนเองได้อยู่ในใจกลางมหาสมุทรสีฟ้าครามแล้ว ที่ใต้เท้าเฉินหมิงได้ปรากฏเมฆปีศาจขึ้น พร้อมกับพาเฉินหมิงลอยขึ้นสู่เหนือมหาสมุทร ลมหนาวพัดผ่านเข้ากัดกร่อนกระดูก และภายใจกลางลมหนาวยังมีลมปราณคุณสมบัติธาตุวารีที่รุนแรงอีกด้วย จึงทำให้การไหลเวียนเคล็ดอีกาเพลิงของเฉินหมิงนั้นเป็นไปได้ยากขึ้น ระดับพลังมนตร์ตราราชาปีศาจของตนเอง ล้วนแต่ยังถูกสะกดเอาไว้ถึงสามส่วน ด้วยพลังแห่งแรงกดดันในที่แห่งนี้ ก็ช่างแข็งแกร่งกันเสียจริง หากมิใช่มีพลังฝีมือระดับขุนพลปีศาจเข้ามา เกรงว่านอกนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานก็คงจะต้องวอดวายกันหมด

    .

    .

    .

    .

     

    นิยายแนะนำ