บทที่28 แปรรูปอาหาร
เมื่อต้นพริกมีผลแล้ว ท่านแม่จึงนำมาทำอาหารที่ใช้พริกเป็นส่วนประกอบอย่างเช่นผัดเนื้อหมูใส่พริก แต่ท่านแม่ใส่ไม่มากอาหารจริงมีรสชาติเผ็ดอ่อนๆและเพราะต้นพริกออกผลได้ดกมาก จึงมีบางเม็ดคือสุกจนร่วงหล่น ท่านพ่อจึงนำไปตากแห้งเมื่อแห้งจึงแกะเมล็ดเก็บเอาไว้ อันผิงเดาว่า ท่านพ่อคงคิดจะเพาะต้นกล้ามันขึ้นมา
อันผิงลอบชมในใจ ท่านพ่อฉลาดมากเจ้าค่ะอย่างนี้ข้าก็ไม่ต้องชี้เป้าในการเพาะแล้ว
สุดท้ายเมล็ดพริกก็หว่านไว้ในกระบะไม้ที่ใส่ดินไว้ที่หลังบ้านอันผิงไม่กังวล ตราบใดที่ยังใช้ดินในพื้นที่ของบ้านเธอ อย่างไรต้นพริกน้อยๆเหล่านี้ก็ต้องขึ้นอยู่แล้ว
เธอยังไม่ได้เล่าเลยว่า เพราะความที่อ่านนิยาย(อีกแล้ว)เวลาเด็กชนบทไปเรียนในสถานศึกษา มักถูกลูกคนมีเงินหรือพวกตระกูลใหญ่ในเมืองกลั่นแกล้ง เธอจึงเรียกเสี่ยวหลงเป่าออกมาให้แสดงหน้าจอเพื่อสอดแนมดูอันหยางที่สถานศึกษา ซึ่งแม้จะต้องเสียพรรายวันไปอีกข้อแต่ก็นะเธอเป็นห่วงพี่ใหญ่ของเธอนี่นา
ผลปรากฏว่าเธอคิดมากไปเอง เมื่อไปถึงสถานศึกษา อันหยางก็เข้าชั้นเรียนอาจารย์ก็สอนสั่งลูกศิษย์ ชั้นเรียนอันหยางนั้น มีทั้งเด็กที่เล็กกว่าอันหยางและโตกว่าอันหยางแต่ส่วนมากก็อายุมากกว่า แค่ปีหรือสองปีเด็กในชั้นเรียนนั้นตั้งใจเรียนอย่างน่าเหลือเชื่อ
ส่วนเรื่องกลั่นแกล้งนั้น อย่างเช่น เรียกเจ้าบ้านนอกนั้นกลับไม่ปรากฏให้เห็น หรืออาจเป็นเพราะระดับอำเภอนั้นไม่ได้ลูกท่านหลานเธออย่างในเมืองหลวงแต่คนระดับพวกนั้น บางทีอาจจ้างอาจารย์มาสอนเองที่เรือนเสียมากกว่า
ถึงเวลาพักเที่ยง ก็มีอาหารกลางวันให้กิน อาจเพราะอาหารน่าจะไม่อร่อยเธอจึงเห็นพวกเด็กนักเรียนบางกลุ่มพกอาหารมากินกันเองก็มี
สรุปแล้ว เป็นอันผิงวิตกกังวลไปเอง
แต่อันหยางกลับไม่ได้บอกเรื่องห่อข้าวไปเพิ่มที่สถานศึกษาอันผิงจึงทำเป็นพูดขึ้นลอยๆ กับท่านพ่อและท่านแม่เวลากินอาหารเย็นร่วมกัน
“อันนี้อร่อย อันนั้นก็อร่อยพี่ใหญ่เอาไปกินที่เรียนได้ไหม”
ท่านพ่อเหมือนนึกได้ เลยถามเขา ด้วยความเป็นเด็กดีเขาจึงเล่าเรื่องอาหารกลางวัน และนักเรียนบางคนห่อข้าวมาจากบ้านด้วย
หลังจากวันนั้น ท่านแม่จึงห่อกับข้าวให้เขาเพิ่มเพราะข้าวนั้นกินจากอาหารกลางวันที่ทางสถานศึกษาทำได้
ส่วนเรื่องการเรียน อาจเพราะได้ตำรามาก่อนหน้าหนาวแล้วและท่านพ่อกลับมาพอดี ท่านพ่อจึงได้ชี้แนะเขาไปแล้ว เมื่ออาจารย์สั่งสอนอันหยางจึงเข้าใจได้ง่าย และบางครั้งก็ทำหน้าที่อธิบายกับเพื่อนร่วมชั้นด้วยจึงทำให้เขามีเพื่อนคบหาได้ง่าย
คนฉลาดและเก่งก็มักได้เปรียบอย่างนี้ล่ะ
บางครั้งที่อันหยางไม่เข้าใจบทเรียนจากอาจารย์สถานศึกษาที่สอนเขาก็เก็บมาถามท่านพ่อหลังจากกลับมาที่บ้าน สองพ่อลูกจึงคุยกันถูกคออันผิงลองคิดว่า ท่านพ่อนี่ความรู้ระดับไหนกันนะ บางทีถ้าไม่ปรากฏที่หมู่บ้านหยางอาจจะสอบติดเป็นขุนนางไปแล้ว
และน่าแปลก บัณฑิตบางคนแต่งงานมีลูกเมีย พวกเขาก็ยังเข้าสอบเสมอแต่ท่านพ่อดูไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย ต้องมีความหลังอะไรแน่นอน
ส่วนโรงเรียนของท่านพ่อ ก็เปิดสอนแล้ว มีเด็กนักเรียนรวมชายหญิงทั้งหมด 10คน ด้วยเพราะท่านแม่อ่านออกเขียนได้จึงเสนอท่านพ่อให้คุยกับผู้ใหญ่บ้านให้เด็กผู้หญิงมาเรียนด้วย
เพราะเป็นชนบทกฎเกณฑ์เรื่องชายหญิงจึงไม่ได้เคร่งครัดเหมือนคนในเมืองใหญ่ที่สำคัญผู้ใหญ่บ้านก็เห็นด้วย ส่งหลานสาวตัวน้อยของตัวเองมาเรียน
เวลาสอนหนังสือของท่านพ่อคือต้นยามซื่อ(9.00-11.00) ถึงกลางยามอู่(11.00-13.00) แน่นอนว่าทั้งท่านแม่และอันผิงมักติดตามไปช่วยท่านพ่อด้วย
เริ่มแรกเพราะต้องการประหยัดกระดาษท่านพ่อจึงทำพู่กันที่ทำจากไม้ของก้านหลิวที่ใช้เป็นแปรงสีฟันในตอนเช้า มาแจกเด็กๆแล้วใช้เป็นพู่กันอันนี้จุ่มน้ำในถ้วยเล็กๆ ข้างกายแล้วเขียนอักษรตามกระดาษแผ่นใหญ่ที่ท่านพ่อแปะไว้ตรงกระดานหน้าชั้นเรียน ให้เด็กๆฝึกเขียนตามไปก่อน
อันผิงตัวน้อย จึงคอยเดินสำรวจว่า เด็กคนไหนทำไม่ได้บ้าง ก็เดินไปสาธิตวิธีเขียนให้พวกเขาดูเพราะขนาดเด็กอายุน้อยอย่างเธอยังเขียนได้ จึงทำให้พวกเด็กๆที่มาเรียนที่เฉลี่ยอายุน้อยสุด 7 ขวบและมากสุดที่ 11 ขวบ มีแรงฮึดขึ้นมา
อันผิงยิ้มกริ่ม กับแรงบันดาลใจอันนี้
ส่วนพวกผู้เฒ่าที่แวะมาดูลูกหลานก็ชมเธอกันไม่ขาดปาก
และการได้รับคำชมนี่ช่างดีเสียจริง รู้สึกเหมือนตัวจะลอยได้
กลับมาที่อันหยางจะได้หยุดจากสถานศึกษาสัปดาห์ล่ะ 2 วัน เหมือนโลกปัจจุบันเลย วันนี้เขาจะไปตกปลากับลุงโจว อันผิงจึงร้องตามไปด้วยลุงโจว จึงมีเด็กๆ ตามไปด้วยถึงสามคน สองพี่น้องอัน และสือเว่ยเว่ยเด็กหญิงทั้งสองถูกสั่งให้นั่งอยู่กับที่
แต่วันพรุ่งนี้ลุงโจว จะพาไปหัดว่ายน้ำ เพราะอาจมองเห็นความจำเป็นเพราะถ้าเกิดตกน้ำตกท่าขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่วันนี้ไม่ทันคิด จึงไม่ได้ให้เด็กๆเตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยน
อันผิงเห็นด้วย แต่เพราะโลกเก่าเธอว่ายน้ำได้อยู่แล้วแต่ลองฝึกอีกรอบก็ไม่เสียหาย
นั่งอยู่นาน อันหยางกับลุงโจวตกปลาไปได้ตัวเดียวทั้งที่เธอคุยกับสือเว่ยเว่ยจนน้ำลายแห้งแล้ว อันผิงจึงตัดสินใจขอพรให้คนเป็นพี่ตกปลาได้สัก 30ตัว ลุงโจวก็ด้วย เพราะเธอวางแผนเอาไว้ว่าจะทำปลาแห้งเพราะถ้าอยากกินปลา แล้วต้องมาตกทุกครั้ง เสียดายพร
พอเห็นพี่จะนำไปขาย เธอก็โวยวาย
“พี่ใหญ่ทำปลาแห้ง”
“น้องสาว มีแต่เนื้อแห้ง”
“แล้วปลาทำแห้งไม่ได้เหรอ” ทำหน้าตาอ้อนๆพี่ชายจะได้คล้อยตามเธอ
อาจเพราะหมู่บ้านหยางไม่ได้ติดทะเลพวกเขาจึงไม่เคยเห็นพวกปลาหมึกตากแห้ง อันหยางทำหน้าจนใจ จนลุงโจวหัวเราะสุดท้ายเพราะอันผิงยืนกราน ลุงโจวเลยแบกส่วนของอันหยางกลับมาส่ง และแยกย้ายกันไปลุงโจวคงเก็บไว้กินแค่สี่ห้าตัว ที่เหลือคงนำไปขาย
“ท่านแม่ ทำปลาแห้ง” อันผิงตะโกนหาท่านแม่เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว
อันหยางจึงทำหน้าที่อธิบายให้ฟัง พอเห็นสีหน้าคาดหวังของอันผิงปลาจึงถูกฆ่าทั้งหมด 5 ตัว อีกสองตัวจะทำน้ำแกงปลาไว้กินมื้อเย็นที่เหลืออีก 3 ตัว ท่านแม่แล่มันออกมา พอจะหมักเกลือแต่อันผิงไม่ให้หมัก เธออ้างว่าไม่อยากกินปลาเค็มเหมือนไข่เค็ม
“ท่านแม่ต้องใส่ไม้แล้วย่างมันให้แห้ง เหมือนเผาปลา” การย่างให้สุกบางส่วนจะทำให้ปลานั้นไม่เน่าไปเสียก่อนทั้งยังคงรสชาติเนื้อปลาไว้ได้ด้วย
ท่านแม่ทำตามคนเป็นลูกอย่างว่าง่าย รวมทั้งอันหยางที่ช่วยย่างด้วยพอเนื้อปลาสุกพอประมาณอันผิงจึงบอกให้พอก่อน แล้วนำไปตากแดดไว้
ระหว่างรอปลาตากแดดให้กลายเป็นปลาแห้ง อันผิงก็บอกท่านแม่ว่าอยากทำปลาแดดเดียวโดยอธิบายวิธีทำให้ท่านแม่ฟัง คราวนี้เป็นปลาหมักเกลือ ไม่ต้องย่างแต่นำไปตากแดดได้เลย
ดังนั้นจึงมีปลาถึงฆาตอีกห้าตัว เพื่อที่จะทำปลาแดดเดียว
มื้อเย็นจึงมีน้ำแกงปลา และปลาแดดเดียวทอดสำหรับปลาแดดเดียวทอดนั้นพอกินข้าวสวยร้อนๆ นั้นเข้ากันได้แบบไม่น่าเชื่อ พอๆกับไข่เค็มเลย
ท่านพ่อชอบมากถึงกับบอกกับท่านแม่ว่าถ้าผักคะน้าโตแล้วมาเอาผัดกับปลาแดดเดียวของอันผิงน่าจะอร่อยมากท่านแม่พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
ระหว่างมื้อเย็น ท่านพ่อและท่านแม่จึงผลัดกันลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดูกันใหญ่ส่วนอันหยางเขาใช้คำชมแทน
“น้องสาวเก่งที่สุด ทำไมพี่ใหญ่คิดไม่ได้นะ”
วันรุ่งขึ้นปลาที่เหลือจะถูกทำเป็นปลาแดดเดียวทั้งหมดแต่ความตั้งใจของอันผิงคือปลาแห้งนะ เธอเลยขัดขวาง ท่านแม่จึงแบ่งทำครึ่งต่อครึ่งเพราะปลาแห้งที่ตากไว้เมื่อวานเมื่อนำมาตากอีกครั้งในวันนี้เริ่มแข็งตัวเหมือนเนื้อตากแห้ง ซึ่งสามารถเก็บไว้หลายวันหรืออาจเป็นเดือนเหมือนไข่เค็มของอันผิง ที่อันผิงเคยดื้อเก็บไว้แต่ปรากฏว่ามันกลับไม่เน่า
แต่ปลาแห้งกลับนำมาทอดหรือมาผัดไม่ได้อันผิงจึงบอกให้ท่านแม่ต้มเป็นน้ำซุป หรือไม่ก็น้ำแกงใส่ผักลงไปแน่นอนว่ารสชาติของความหวานของเนื้อปลายังอยู่ ยิ่งใส่พริกลงไปด้วยยิ่งทำให้น้ำแกงกลมกล่อม
โดยเฉพาะรายการแกงผักป่าทั้งหลาย อร่อยเหลือหลายเลยจร้า
สามคนในครอบครัว จึงมองอันผิงอย่างทึ่งๆท่านพ่อเคยถามว่าอันผิงเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกัน
“ท่านแม่เคยใส่เนื้อแห้งไปในน้ำแกงปลาแห้งก็ต้องใส่ได้สิ” ตอบแบบเด็กๆซึ่งก็จริงอย่างที่เธอพูด เด็กก็แค่มีความสงสัยแบบเด็กๆซึ่งเผอิญครอบครัวอันสนับสนุนจะให้ลูกนั้นได้ทำ
ว่าแล้วท่านแม่ก็อยากจะทำเก็บไว้อีกแต่ด้วยการตกปลานั้นไม่ได้ทำให้ปลามากมายทุกวัน ท่านพ่อจึงบอกว่าเขาจะถามหาแหที่พวกประมงเคยใช้
อันผิงหูผึ่ง ท่านพ่อรู้จักแหด้วยอะ ทีแรกเธอคิดว่ารอโตสักเจ็ดขวบถ้าจะประดิษฐ์ที่จับปลา คงไม่เป็นที่สงสัยเหมือนตอนห้าขวบครึ่ง
ท่านพ่อขา ท่านเบาแรงลูกสาวคนนี้ไปได้เยอะเลยเจ้าค่ะ แล้วเธอก็แอบนึกถึงกุ้งฝอยในแม่น้ำ รอให้ท่านพ่อเจอแหก่อนเถอะพวกแกเสร็จฉันแน่