นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 396 ลูกเป็ด

        ตอนที่ 396 ลูกเป็ด

         

         

        “ครับ เพราะงั้นก็เลยถู ๆ ไถ ๆ ออกมาจากสุสานของขุนนางพันธุ์ผสมจนได้ครับ” นิทานกล่าวจบแล้วจึงกินน้ำอึกใหญ่ตาม เขาพูดมานานจนคอแห้งหมดแล้ว

         

        หลังจากที่เห็นว่าเขาและซอเด็ตนั้นค่อนข้างสนิทกัน เลโอและไลล่าต่างก็คะยั้นคะยอเขาให้เล่าเรื่องในสุสานของขุนนางพันธุ์ผสมให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่หลังจากที่ทั้งสองโดนเคลื่อนย้ายหายไป

         

        “เพราะงั้นคุณซอเด็ตถึงได้บอกว่าเป็นการ ‘ช่วยเหลือกันและกัน’ สินะครับ” เพชฌฆาตหันไปถามซอเด็ตที่นั่งกินอาหารอย่างเรียบร้อย เธอนั้นย่อมไม่เคยนั่งกินอาหารบนพื้นมาก่อน แม้กระนั้นเธอก็ยังสามารถรักษาท่าทีสุภาพมากมารยาทได้อย่างสมบูรณ์แบบ

         

        “ค่ะ เพราะพวกเราร่วมมือกันถึงได้ชนะนักสลักจตุรที่เรียกตัวเองว่ายิ้มมาได้ค่ะ” ซอเด็ตตอบหลังจากที่เช็ดปากของตน เธอเอ่ยตอบด้วยเสียงที่ไม่เย็นชาดังก่อน

         

        ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ทำให้เธอเริ่มรู้สึกสบายใจจะพูดคุยด้วยได้เร็วที่สุดคือเพชฌฆาตผู้พูดมาก จากผู้ที่เอาแต่พูดจนเธอรำคาญกลับกลายเป็นว่าเพราะการคงอยู่ของเขาบรรยากาศจึงผ่อนคลายมากพอจะทำให้เธอสบายใจ

         

        “แล้วคุณซอเด็ตรู้มั้ยคะว่าคำที่คุณใช้เรียกนิทานมันโด่งดังไปทั่วเลยนะคะ” เลโอหัวเราะ เธอเองก็พูดคุยกับซอเด็ตได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นเช่นกันหลังจากร่วมมื้ออาหารด้วยกันมา

         

        ซอเด็ตเอียงคออย่างฉงน มองนิทานทางด้านข้างที่กำลังตัดแบ่งอาหารในจานของตนเพราะปากของร่างเรนเดลนั้นเล็กจนเกินไป

         

        เธอพยายามนึกว่าเธอเรียกนิทานว่าอะไรหรือไปพูดอะไรที่ดูเหมาะกับการเป็นชื่อฉายาหากก็ไม่อาจนึกออก สำหรับเธอแล้วทุกคำที่เธอพูดออกไปคือสิ่งที่ออกมาจากใจ เธอย่อมไม่ได้มีความคิดจะตั้งฉายาให้อีกฝ่าย

         

        “‘อีกหนึ่งนภา’ ครับ เป็นฉายาที่แพร่หลายมากเลยนะครับทั้งในเผ่ารูเบียสและเผ่าซือบาส เรียกได้ว่ากลายเป็นชื่อหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงหลายเดือนมานี้เลยครับ” มีครูสเป็นผู้ตอบ เขาเองได้รับคำสั่งจากท่านปู่ให้พยายามเข้าหากลุ่มคนกลุ่มนี้ให้มากที่สุด

         

        ซอเด็ตมุ่นคิ้วลง ตามปกติแล้วข่าวสารที่สำคัญและเรื่องใหญ่ในมหาทวีปจะเข้าหูเธอผ่านการข่าวของตระกูลเอเทลอยู่เสมอ หากเรื่องนี้เธอกลับไม่เคยได้ยิน เห็นได้ชัดว่าตระกูลเอเทลเองก็คงไม่พอใจนักที่เผ่าพันธุ์อื่นจะได้ฉายาเกี่ยวกับนภาซึ่งเป็นเขตแดนของเผ่าซือบาส

         

        “วุ่นไปหมดเลยนะครับรู้มั้ย ตอนเข้าบาราทรัมครั้งก่อนก็เรียกกัน อีกหนึ่งนภา ๆ อยู่นั่น ไม่ได้ใช้ชีวิตสงบ ๆ เลยครับ” นิทานดื่มน้ำอึกใหญ่ตามพลางบ่นออด คนที่ไม่ชอบคนเยอะ ๆ อย่างเขาย่อมเกลียดการเป็นจุดสนใจ

         

        “ผู้ที่แข็งแกร่งก็ต้องกางปีกบินอยู่บนท้องนภา เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอคะที่คนเบื้องล่างจะสนใจ?” ซอเด็ตตอบกลับ เธอพูดสิ่งเหล่านี้ออกมาได้หน้าตาเฉยจนนิทานกุมขมับ

         

        เด็กบ้านนอกกับคุณหญิงนี่โตมาต่างกันจริง ๆ สินะ นิทานเม้มปาก

         

        “แล้วได้ฉายาว่าอีกหนึ่งนภามันไม่ดียังไงเหรอคะ ความหมายตรงชัดเจนว่าคุณเองก็เป็นผืนนภา เป็นเป้าหมายที่คนจำนวนมากหมายไขว่คว้าหากกลับไม่มีวันได้ครอบครอง แม้จะขึ้นมาถึงนภาได้หากก็ไม่มีวันได้โอบกอดทุกสิ่งดังเช่นนภาที่แท้จริง” ซอเด็ตอมยิ้ม

         

        สำหรับเผ่าซือบาสแล้ว คำว่า ‘นภา’ นั้นมีความหมายถึงเพียงนั้น คล้ายกันกับที่เผ่ารูเบียสนั้นเคารพใน ‘ผืนดิน’

         

        เธอคือผู้หนึ่งที่ภูมิใจในฐานะของปีกแห่งผืนฟ้าของเธอมากที่สุด เพราะฐานะนี้ท่านพ่อของเธอจึงสามารถมีหน้ามีตาในตระกูล เพราะฐานะนี้ท่านพ่อของเธอจึงไม่ถูกดูถูกข่มเหงอีกต่อไป และก็เพราะฐานะนี้เองที่ทำให้เธอสามารถปกป้องท่านพ่อของเธอได้

         

        การที่เธอกล่าวว่านิทานนั้นเทียบเคียงกับตัวเธอที่เป็นผืนฟ้าในตอนนั้น เธอกล่าวมันออกมาจากใจ เขาไม่เพียงมีคุณสมบัติ แต่เขายังแข็งแกร่งพอและคู่ควรกับมัน

         

        “ผมแค่ไม่ชอบโดนเรียกน่ะครับ ยิ่งโดนเรียกด้วยอะไรที่ไม่ใช่ชื่อตัวเองแล้วมันรู้สึกแปลก ๆ” นิทานตอบกลับ

         

        “แล้วผมก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมาเคารพด้วยครับ จะเข้ามาเพื่อกล่าวชื่นชมหรือนับถือผมก็ไม่สะดวกใจทั้งนั้นครับ”

         

        ความเห็นของนิทานนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ซอเด็ตย้อนหวนนึกถึงสิ่งที่นิทานเคยกล่าวกับเธอในสุสาน เขาไม่ได้ต้องการเป็นใหญ่หรือยิ่งใหญ่เหนือใคร เพียงอยากทำในสิ่งที่อยากทำ ใช้ชีวิตสบาย ๆ กับคนที่เขารัก

         

        การที่เขาอยากพัฒนาตนเองต่อไปก็เพราะเขานั้นอยากรู้ว่าตนจะไปได้ถึงแค่ไหน วิวทิวทัศน์จากที่แห่งนั้นจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่เพราะคาดหวังให้คนทั้งโลกหมอบกราบใต้เท้าหรือต้องการคำสรรเสริญจากใครทั้งนั้น

         

        ซอเด็ตเผยรอยยิ้ม ตัวเธอเองบางทีก็อาจจะไม่ต่างกัน ทั้งชีวิตนี้เธอพยายามก็เพื่อให้ท่านพ่อของเธอมีความสุข ไม่ว่าสิ่งใดเธอก็พร้อมจะกระทำหากมันสามารถทำให้ท่านพ่อของเธอยิ้มได้บ่อยขึ้นแม้สักวัน และการขึ้นเป็นหนึ่งคือสิ่งจำเป็นในเส้นทางนั้น

         

        ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอเผลอลืมตัวไปและชินชากับความเคารพที่ทุกคนมีให้จนมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ

         

        “นิทานนี่เป็นพวกชอบเก็บตัวสินะคะ ประเภทที่ถ้าเจอคนเข้ามาทักก็จะปั้นหน้ายิ้มหลอก ๆ รักษามารยาทแต่ในใจบ่นอุบอิบไม่หยุด” ซอเด็ตถามพร้อมรอยยิ้ม

         

        “แค่ก! แค่ก!” นิทานสำลักอาหารทันทีที่ได้ยิน เขาทุบอกของตนอย่างแรงหลายครั้งพร้อมกับหยิบน้ำมาดื่มอึกใหญ่

         

        “ตรงเผงเลยครับ/ค่ะ” เพื่อน ๆ ในกลุ่มประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง

         

        “เสียมารยาทครับ!” นิทานโวยกลับแล้วจึงหันไปถลึงตามองปีกแห่งผืนฟ้าที่หัวเราะเสียงเบาข้างกาย “พูดอะไรของเธอเนี่ย!”

         

        “ขอโทษค่ะ พอดีฉันรู้สึกว่านิทานเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ในสุสานแล้วก็เลยอดพูดไม่ได้น่ะค่ะ” ซอเด็ตหัวเราะร่วน ความคิดที่ต่างกันสำหรับเธอมันไม่สำคัญเลย ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันได้

         

        “ผมไม่ได้อยากเป็นอีกหนึ่งนภาสักนิดเลยครับ อีกอย่าง ฉายาอีกหนึ่งนภาก็ถูกเติมขึ้นมาเองโดยเผ่ารูเบียสจากคำพูดของซอเด็ต ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าพวกเขาเรียกผมอย่างนี้เพื่อเป็นการดึงซอเด็ตลงมา” นิทานส่ายหน้า

         

        ฉายาอีกหนึ่งนภานั้นเกิดจากการเรียกขานของเผ่ารูเบียสเองที่เพิ่มเติมมาจากการที่ซอเด็ตยอมรับว่านิทานนั้นเท่าเทียม ซอเด็ตนั้นเป็นนภา นิทานจึงเป็นอีกหนึ่งนภาที่เทียบเคียงกับเธอได้ แม้จะไม่ได้บิดเบือนความหมายแต่ก็เป็นการเสริมเติมเข้ามาเอง

         

        เหตุผลหลักย่อมไม่ได้มาจากการนับถือ แต่เป็นเพราะเผ่ารูเบียสต้องการดึงสถานะของปีกแห่งผืนฟ้าผู้ไม่มีใครเปรียบให้ต่ำลง

         

        “เรื่องแค่นั้นฉันไม่ถือหรอกค่ะ สุดท้ายแล้วฉันก็ยังเชื่อในสายตาของตัวเองเสมอ” ซอเด็ตพูดตอบ เธอปรายตามองมีครูสที่สะดุ้งน้อย ๆ มีครูสเองก็ย่อมเข้าใจในต้นตอของฉายานี้เช่นกัน

         

        ต่อให้จะพยายามดึงชื่อเสียงหรือตัวตนของเธอให้ลดต่ำลงเพียงใด เรื่องที่เธอยืนอยู่บนจุดสูงสุดก็จะไม่มีวันเปลี่ยนไป ตราบใดที่ยังมิอาจมีผู้ใดขึ้นมาเสมอเธอได้เธอก็ไม่มีเหตุผลใดให้ต้องใส่ใจ

         

        เพราะส่วนนี้เองเธอจึงสนใจในตัวนิทานคีตาเป็นพิเศษ

         

        “ฟืด!”

        เท่ดีออก!

         

        คีตาเอาตัวแนบนิทานเป็นการปลอบใจ สำหรับมันแล้วมันค่อนข้างชอบฉายานี้เพราะเท่ถูกใจมันเหลือเกิน

         

        “ถ้าไม่ชอบจริง ๆ เราหาทางกลบข่าวให้ได้นะ ถ้าเป็นตอนนี้ก็ยังทันอยู่ แต่ถ้าเป็นหลังจากงานประลองคงจะยากแล้ว ยังไงในงานประลองคนทุกคนก็จะได้เห็นฝีมือที่แท้จริงของนาย” ไพลินหันหน้ามากล่าว เธอเองย่อมเข้าใจที่มาของฉายานี้เช่นกัน

         

        สำหรับตัวเธอแล้วฉายานี้แทบไม่มีข้อเสียแต่อย่างใด ยิ่งนิทานโด่งดังและแข็งแกร่งเท่าไหร่ ฝักฝ่ายของเธอก็ยิ่งได้ประโยชน์เท่านั้น แต่มันย่อมไม่สำคัญเท่าความรู้สึกของเพื่อนเธอ หากเขาไม่ชอบมัน เธอก็จะลบมันทิ้งไป

         

        แววตาของนิทานกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาหันหน้าไปมองไพลินอย่างตื่นเต้น “ทำได้จริงเหรอ!”

         

        “อาจจะยากหน่อยแต่ได้แน่นอน ดัน ‘สัตว์ประหลาดของรัตนชาติคนเล็ก’ ให้โด่งดังกว่าก็ได้ หรืออีกทางก็ให้ทางราชวงศ์ไฟกัลป์ประกาศฉายาหรือตำแหน่งใหม่ให้นายไปเลย ถ้าราชวงศ์กับเราเป็นคนรับรองยังไงก็ต้องได้รับการยอมรับมากกว่าอยู่แล้ว” ไพลินพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

         

        ต้นเหตุของฉายาอีกหนึ่งนภานั้นมาจากการที่ซอเด็ตกล่าวยอมรับเขาและได้รับการแต่งเติมโดยเผ่ารูเบียสมันจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้ที่คนเริ่มรู้จักเขามากขึ้น หากขุมกำลังใหญ่ที่เขาสังกัดอยู่อย่างราชวงศ์ไฟกัลป์เป็นผู้ประกาศคนจำนวนมากย่อมให้เกียรติและเรียกนิทานตามนั้นแทน

         

        ซอเด็ตเม้มปาก ดวงตาของเธอขุ่นมัวลงเล็กน้อยหากเธอก็มิได้เอ่ยปากอะไร เพียงก้มหน้าลงน้อย ๆ ไม่พูดไม่จา

         

        เธอค่อนข้างชอบฉายานี้ของนิทานมาก นอกจากมันจะเกิดจากตัวเธอแล้วมันยังสื่อถึงว่านิทานคือนภาที่เคียงข้างตัวเธออีกด้วย พูดตามตรงว่าเธอค่อนข้างดีใจที่ฉายานี้มีความหมายเช่นนี้ เธอนั้นโดดเดี่ยวมานานเกินไปแล้ว

         

        เธอย่อมไม่ใส่ใจเรื่องการดึงเธอให้ต่ำลง สำหรับเธอนิทานคือผู้ที่เสมอเธอได้อย่างแท้จริง การที่ตัวเธอได้เทียบเสมอเขาถือเป็นคำชมสำหรับเธอเช่นกัน

         

        นิทานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ไม่เอาดีกว่า ปล่อยไว้แบบนี้แหละ อีกหนึ่งนภาก็ฟังดูดีไปอีกแบบ ถึงฉันจะบินไม่ได้ก็เถอะ” นิทานตอบโดยที่ไม่ได้หันหน้าไปมองซอเด็ตแต่อย่างใด

         

        ซอเด็ตเงยหน้าขึ้นมองนิทานอย่างรวดเร็วหากเพราะรู้ตัวว่าตนไม่สมควรแสดงกิริยาแบบนี้ใบหน้าจึงกลับไปเรียบนิ่งอีกครั้ง

         

        "ก็ตามใจ" ไพลินตอบยิ้ม ๆ หางตาเหลือบมองปีกแห่งผืนฟ้าผู้ดูจะอ่านออกง่ายเสียเหลือเกิน

         

        ผู้ที่ดีใจยิ่งกว่าคือมีครูส ยิ่งนิทานถือครองนามนี้นานเท่าใด ตระกูลเรนนัสที่เป็นมิตรกับนิทานย่อมได้รับอานิสงส์ด้านชื่อเสียงไปด้วย

         

        “จะว่าไป ปีกแห่งผืนฟ้าเองก็มีฉายาเยอะแยะไปหมดเหมือนกันใช่มั้ยครับ ถึงช่วงหลังปีกแห่งผืนฟ้าจะเป็นคำเรียกหลักเพราะแสดงถึงเกียรติยศมากที่สุดก็เถอะ” โฮโจกล่าวขึ้น ตัวซอเด็ตย่อมมีชื่อเสียงระดับหนึ่งมาก่อนจะเข้ารับตำแหน่งปีกแห่งผืนฟ้า

         

        “ค่ะ ในอดีตมีหลายครั้งที่ฉันถูกเรียกด้วยฉายาอื่นค่ะ” ซอเด็ตพยักหน้ารับ

         

        “ถ้าจำไม่ผิดก็ ยมทูตอัสดง ขอบฟ้าแห่งตระกูลเอเทล แล้วก็เพชรเม็ดงามแห่งเผ่าซือบาส” ไพลินตอบกลับ เธอจดจำข้อมูลของซอเด็ตได้แทบจะขึ้นใจ

         

        “ยมทูตอัสดง..” นิทานหลุดหัวเราะ กลับกลายเป็นว่าหนึ่งในฉายาของเธอกลับตรงกับที่เขาเคยคิดเอาไว้ไม่มีผิด

         

        ซอเด็ตหันหน้าขวับไปมองนิทานอย่างไม่พอใจอีกครั้ง เธอราวกับฉุกคิดอะไรขึ้นได้ จากตาขวางจึงกลายเป็นรอยยิ้ม “ถ้างั้นนิทานคิดว่าฉายาอะไรเหมาะกับฉันบ้างล่ะคะ”

         

        “ยมทูตอัสดงก็เหมาะครับ ก็ซอเด็ตใช้เคียวกับสวมผ้าคลุมนี่นะ” นิทานยักไหล่

         

        “ไม่มีความคิดสร้างสรรค์เลยค่ะ เพราะคำพูดของฉันนิทานเลยมีฉายาอย่างอีกหนึ่งนภาเลยนะ” รอยยิ้มเรียบนิ่งบนหน้าของเธอกลับกลายเป็นรอยยิ้มอวดดีท้าทายที่นิทานเห็นมาหลายวัน และรอยยิ้มนี้ก็กระตุกต่อมของเขาได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

         

        “หึ! งั้นให้เวลาผมคิดก่อน!” นิทานรีบหันไปตอบกลับอย่างรวดเร็ว

         

        ไพลิน ไลล่า เลโอ และเพชฌฆาตเหล่ตามองซอเด็ตอย่างพร้อมเพรียง แม้นิทานจะดูไม่ออกแต่พวกเขาทั้ง 4 ดูออกไม่ยากเลยว่าอีกฝ่ายกำลังต้องการใช้นิทานตั้งชื่อเล่นให้ตนบ้าง

         

        “ดูออกง่ายไปหน่อย..มั้ยนะคะ?” เลโอกล่าวเสียงเบา ซุบซิบกับทั้งสามที่สุมหัวเข้ามา

         

        “พวกไม่ค่อยมีเพื่อนนี่ดูออกง่ายเนอะ” ไพลินพยักหน้ารับ

         

        “อย่าไปว่าแบบนั้นสิคะ อย่างน้อยก็พยายามเต็มที่แล้วนะ แถมได้ผลด้วย” ไลล่าเอ็ดเบา ๆ

         

        “คุณนิทานจริง ๆ ก็ประมาณนี้แหละครับ ไม่รู้ทำไมเวลาหลอกอะไรคนอื่นละเนียนกริบ แต่กับเรื่องแบบนี้สมองไม่ค่อยแล่นเลย” เพชฌฆาตเม้มปาก

         

        คีตารีบยึดเอาอาณาเขตกลับคืนมาอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้นิทานได้ยินบทสนทนานี้ ส่วนตัวมันเองก็ลอบพยักหน้าเห็นด้วย

         

        “สีส้ม บินได้ แถมยังทำได้หลายอย่าง ลูกเป็ดไง!” นิทานที่ก้มหน้าคิดอยู่นานเงยหน้าขึ้นมาพูดด้วยสีหน้ามั่นใจ มือที่ทุบเปาะและรอยยิ้มกว้างฉายชัดบนใบหน้า

         

        พลังจิตวิญญาณในร่างของซอเด็ตพุ่งทะลวงออกมาจากร่างราวกับน้ำหลาก จิตสังหารเข้มข้นสูงแผ่ออกมาโดยไม่ปิดบัง โกลาหลถึงขนาดที่อริยะแปลงเพลิงปรากฏตัวข้างกายไพลิน

         

        “หา?” เธอกล่าวเสียงเรียบ หากนั่นกลับเป็นเสียงเรียบที่น่ากลัวที่สุดที่นิทานเคยพบเจอมาตลอดชีวิต มวลเมฆาด้านหลังก่อตัวขึ้นเป็นเธออีกคนพร้อมกับพลังจิตวิญญาณที่อัดแน่น

         

        เธอถูกนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่งมาก็หลายครั้ง แม้แต่ถูกนำไปเรียกแทนคำว่าแข็งแกร่งหรือโดดเด่นก็ยังเคยเกิดขึ้น มีหลายครั้งที่เธอได้รับรายงานว่าบางคนนำเธอไปเปรียบเทียบกับสัตว์อสูรในตำนานอย่างฟีนิกซ์เสียด้วยซ้ำ

         

        หากนิทานกลับเปรียบเทียบเธอกับเป็ด แถมยังเป็นลูกเป็ดที่ตัวไปทางเหลืองมากกว่าส้มอีก

         

        “ล้อเล่นครับล้อเล่น! ใจเย็น ๆ ครับ!” นิทานรีบกุลีกุจอส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมทั้งกลับไปก้มหน้าคิด โดยที่คราวนี้จริงจังกว่าเดิมประมาณ 3เท่า เป็นคีตาที่หันไปมองซอเด็ตด้วยสีหน้าเห็นใจ

         

        มันค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อครู่นิทานตั้งใจคิดแล้ว เพียงแต่นิทานนั้นค่อนข้างไม่มีหัวทางด้านนี้นัก มันยิ่งส่ายหน้าไปมาจากเสียงในหัวของนิทานที่กำลังบ่นออด

         

        ทำไมอะ ลูกเป็ดก็น่ารักดีออก สีส้ม ๆ เหลือง ๆ เหมือนกันด้วย เดินก็ได้ บินก็ได้ ว่ายน้ำก็ได้ ลูกเป็ดไม่ดีตรงไหน

         

        หลังจากที่นิทานเงียบไปครู่ใหญ่ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้าเอาจากความประทับใจแรกก็พอจะนึกออกอยู่นะครับ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่ามันจะเหมาะมั้ย”

         

        “ตอนที่เจอครั้งแรกสีผมของซอเด็ตดึงดูดสายตาผมมากก็จริง แต่ผมกลับมองหน้าของซอเด็ตนานกว่าครับ ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าคุณสวยจัง” นิทานพูดออกมาตามตรงขณะที่สบตากับซอเด็ต

         

        คนทั้งกลุ่มนอกจากซอเด็ตอ้าปากค้างกับสิ่งที่นิทานพูดออกมาโดยไม่คิด แม้แต่ซอเด็ตเองยังชะงักไปไม่น้อย

         

        “แล้วตอนเจอกันในสุสานผมก็เห็นคุณกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับอริยะสามตัว ทั้งท่วงท่าการต่อสู้และวิธีการขยับปีก ผมมองค้างอยู่พักหนึ่งเลยครับ” นิทานพูดต่อพร้อมกับคิดเล็กน้อยถึงความทรงจำในเวลานั้น ภาพเธอในตอนนั้นค่อนข้างฝังใจเขาเป็นพิเศษ

         

        คนทั้งกลุ่มหันหน้ามองกันอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเขยิบตัวถอยออกมา แม้แต่โฮโจและมีครูสที่ไม่เข้าใจนักยังถูกไลล่าและองค์หญิงไพลินลากตัวออกมา อริยะแปลงเพลิงหางตากระตุกน้อย ๆ พร้อมทั้งแผ่พลังตรวจสอบโดยรอบ

         

        ทางด้านซอเด็ตนั้นนิ่งไปแล้ว ในหัวของเธอตอนนี้แทบไม่รู้สึกถึงสิ่งใดอีก แม้แต่เสียงรอบกายยังเงียบจนผิดปกติ หากน่าแปลกที่เธอกลับได้ยินเสียงของนิทานชัดเป็นพิเศษ

         

        “ในตอนแรกผมก็มองว่าซอเด็ตเหมือนนางฟ้าหรือเทวทูตอะไรแบบนั้นเพราะคุณมีปีกที่สวยมากครับ แต่คิด ๆ ไปแล้วนางฟ้าดูจะไม่เข้าเท่าไหร่เพราะนางฟ้านั้นขาดเรื่องความแข็งแกร่ง”

         

        “ผมก็เลยนึกถึงเรื่องเล่าในหนังสือน่ะครับ ตำนานเก่าเกี่ยวกับนักรบหญิงที่ทั้งแข็งแกร่งและงดงามจากสรวงสวรรค์ในอดีต ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะ…วัลคีรี่?” นิทานเมื่อนึกได้ก็ดีดนิ้วเป๊าะอย่างดีใจ หากเมื่อเขาหันกลับมามองซอเด็ตเธอกลับหันหน้าหลบไปแล้ว

         

        นิทานมุ่นหน้าลง เขาอุตส่าห์ตั้งใจคิดขนาดนี้แล้วยังไม่ถูกใจอีกฝ่ายอีกเหรอ? หากก่อนที่เขาจะทันได้บ่นอะไรซอเด็ตก็พูดขึ้นก่อนโดยไม่หันมอง

         

        “ลูกเป็ด…ก็ไม่แย่ค่ะ”