ตอนที่ 197 กวาดผ่านมอนสเตอร์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ข้อเสนอของเด็กหนุ่มทำให้แรงค์ SSS ทั้งสองตกใจ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็สามารถทำความเข้าใจกับคำพูดของเด็กหนุ่มได้
จากฝีมือที่เด็กหนุ่มแสดงให้พวกเขาเห็นต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นทำได้จริงและเป็นเหตุผลที่ยอมรับได้
แต่ถึงอย่างนั้น มันไม่เป็นการตบหน้าพวกเขาหรอกหรือ?
ยังไม่ทันที่บัญชาเมฆจะคิดได้นาน มหาเถรปัญโญผู้เป็นหนึ่งในแรงค์ SSS ก็ตกปากรับคำ
“ถ้าเช่นนั้นเรื่องนี้ย่อมต้องรบกวนโยมเฟิร์สวันแล้ว”
สำหรับพระสงฆ์ผู้นี้หากการมีอยู่ของอบิสไม่เป็นภัยต่อมวลมนุษย์ เขาคงจะไม่ออกมา ในเมื่อเรื่องที่เด็กหนุ่มเสนอออกมาเป็นประโยชน์ต่อผู้คนส่วนใหญ่ เขาที่ไม่สนใจในลาภยศชื่อเสียงย่อมรับคำเป็นธรรมดา
แต่บัญชาเมฆกลับมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก อย่างไรก็ตามเขาเองก็เป็นถึงเวเนเตอร์ร้อยอันดับแรกของโลก แม้เขาจะเป็นคนใจกว้างแต่ก็กระทบถึงศักดิ์ศรีของเขาอยู่ดี
อีกทั้งก่อนหน้านี้พวกเขาก็ไม่เห็นว่าเด็กหนุ่มจัดการราชามอนสเตอร์ตัวนั้นได้อย่างไร เมื่อมาถึงราชามอนสเตอร์ก็ร่างแตกสลายไปเสียแล้ว เขาจึงไม่รู้ความแข็งแกร่งที่แน่นอนของเด็กหนุ่ม
หากพวกเขาทั้งสองมาวัดพลังกันสักตั้งก็ไม่รู้ว่าพลังของใครจะเหนือกว่าใคร
แต่ที่ต้องยอมรับก็คือเด็กหนุ่มสามารถจัดการกับมอนสเตอร์เป็นจำนวนมากได้เป็นอย่างดี
แม้เขาจะมีพลังหมัดมวยที่แข็งแกร่ง แต่การต่อสู้ด้านจำนวนของเขาก็ด้อยกว่ามาก
ในโลกนี้ทุกคนมีเรื่องที่ถนัดแตกต่างกันไป
เมื่อไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ในที่สุดบัญชาเมฆก็ยอมถอยไปก้าวหนึ่ง
“เฟิร์สวัน คุณทำอย่างที่คุณพูดเถอะ พวกเราจะเก็บกวาดมอนสเตอร์ที่เหลือรอดเอง”
“ดี ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนพวกคุณแล้ว” เฟิร์สยิ้มและเอ่ย หลังจากนั้นก็หันหลังกลับและก้าวออกไปโดยที่ไม่หันกลับมาอีกเลย ร่างของเขาหายวับไปกับตา ทิ้งไว้เพียงแต่ภาพเงาที่เหมือนกับเปลวไฟสีเงินที่วูบไหวเท่านั้น
“ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่สามารถมองเห็นความคิดของเขาได้เลย”
“หลังจากนี้ต่อไป อย่างน้อยๆ เมืองไทยก็มีผู้ปกปักษ์สืบทอดต่อไปแล้ว”
สองเวเนเตอร์แรงค์ SSS พูดคุยกัน ในตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยอมรับในตัวของเด็กหนุ่มเรียบร้อยแล้ว
เพื่อส่วนรวมพวกเขาจึงสามารถวางศักดิ์ศรีของตนเองลงได้
และนับตั้งแต่นั้นเองการกวาดผ่านมอนสเตอร์ของเด็กหนุ่มผมเงินก็ได้เริ่มต้นขึ้น
เฟิร์สยังคงเดินทางในทิศทางเหมือนที่ผ่านมา เขาเคลื่อนที่เป็นวงกลมและขยายออกไปเหมือนขดลวด ในทุกที่ที่เขาเคลื่อนผ่าน มอนสเตอร์มากมายจะร่วงหล่นและถูกสายลมพัดร่างของพวกมันไป
เนื่องจากมิติแห่งนี้ไร้ซึ่งแผ่นดิน นอกจากแผ่นดินลอยฟ้าที่ล่องลอยอย่างไร้ที่มาแล้ว มันก็ไม่มีแผ่นดินใหญ่อีกเลย
ร่างของมอนสเตอร์ที่ถูกสังหารจึงเหมือนกับใบไม้ต้องลมกลางอากาศ จะถูกพัดปลิวไปทางไหนก็แล้วแต่ลมจะพาไป
มีหลายครั้งที่กลุ่มเวเนเตอร์พบเจอกับร่างมอนสเตอร์ลอยมาตามสายลม แม้ร่างกายของพวกมันจะใหญ่โตนับสิบเมตร แต่สายลมเหล่านี้ก็แข็งแกร่งยิ่งสามารถพัดพาร่างของพวกมันให้ปรากฏได้ทุกที่
ส่วนเฟิร์สในตอนนี้นั้นได้ดื่มด่ำกับวิญญาณมอนสเตอร์มากมาย ผ่านไปแค่วันเดียวเขาก็กวาดผ่านมอนสเตอร์ได้นับหมื่นตัวได้แล้ว
“ฉันควรเก็บแกนสปีริตไปฝากพ่อกับแม่บ้าง อย่างไรซะพวกเขาก็ได้กลายเป็นเวเนเตอร์คนหนึ่งแล้ว แม้ว่าการบ่มเพาะพลังในสายนี้จะถูกควบคุมโดยผู้สร้างพลังสปีริต แต่ตัวตนระดับนั้นย่อมไม่ได้สนใจดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ อย่างโลกอยู่แล้ว ยังไงตอนนี้ก็หลีกเลี่ยงปัญหาไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ควรให้พวกท่านได้กลายเป็นผู้แข็งแกร่ง อย่างน้อยการใช้ชีวิตในอายุขัยที่เหลือก็ทำให้ร่างกายของพวกท่านแข็งแรง” เฟิร์สเอ่ยพึมพำ
ในตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่จนพวกท่านหมดสิ้นอายุขัยอย่างมีความสุข
หลังจากที่ร่างกายและวิญญาณเกิดการวิวัฒน์ เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่ไร้ขอบเขต แม้จะมีจุดสิ้นสุดแต่เขาก็รู้สึกว่ามันยาวนานเป็นอย่างมาก
แต่พ่อแม่ของเขายังเป็นมนุษย์ธรรมดา อายุขัยที่สามารถอยู่ได้ อย่างมากก็แค่ร้อยกว่าปีเท่านั้น
ดังนั้นเขาจะใช้ชีวิตอยู่กับพวกท่านให้มีความสุข และไม่ฝึกฝนบ่มเพาะอย่างหักโหมเหมือนดังที่ก่อนๆ มาอีกต่อไป
อย่างไรก็ตามในวิญญาณของเขายังมีโลกเพลิงสีเงิน ที่ทำให้เขามีเวลาศึกษาอักขระได้นับไม่ถ้วน
ศาสตร์อักขระของเขาใกล้จะถึงขั้นสีม่วงแล้ว เมื่อบ่มเพาะมาถึงขั้นนี้ ต่อให้เป็นมนุษย์ที่เก่งที่สุดในโลกก็คาดว่าจะไม่สามารถฝ่าพลังป้องกันค่ายกลของเขาได้
“ถือซะว่าการลงเทรดอบิสในครั้งนี้เป็นการบ่มเพาะโลกเพลิงสีเงินให้กับฉันก็แล้วกัน ... จงจมจ่อมลงไปเสีย!”
เฟิร์สทะยานผ่านฝูงมอนสเตอร์นับร้อย หลังจากที่เขากลืนกินวิญญาณมอนสเตอร์นับหมื่นและวิญญาณของราชามอนสเตอร์ตัวนั้น โลกเพลิงสีเงินของเขาก็พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง จึงเป็นผลทำให้มอนสเตอร์ธรรมดาไม่สามารถต่อต้านอำนาจโลกเทียมของเขาได้อีกต่อไป มันจึงทำให้เขาไม่จำเป็นต้องใช้ดัชนีกระบี่อีกครั้งเพื่อปลิดชีพ
มอนสเตอร์ที่ถูกฉุดรั้งดวงวิญญาณให้เข้ามาในโลกเพลิงสีเงิน พวกมันไม่อาจทนต่อเพลิงสีเงินได้ วิญญาณถูกแผดเผาและตายตกไปในทันที
ทั้งหมดล้วนเป็นเช่นนี้
เด็กหนุ่มเพลิดเพลินกับการเดินเล่นของเขาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าเขาจะผ่านไปที่ใดมอนสเตอร์ก็ล้วนตายตกไปทั้งสิ้น มีครั้งหนึ่งเขาได้พบราชามอนสเตอร์อีกตัวหนึ่ง ปรากฏว่าพลังรบของมันลดลงมาถึงสี่ส่วน ยังไม่ทันที่จะได้สู้ ราชามอนสเตอร์ก็หวาดกลัวจนหนีออกไปไกลแล้ว
โชคดีของมันที่เฟิร์สไม่ได้ใส่ใจในตัวตนของราชามอนสเตอร์มากนัก เขาจึงไม่ได้ไล่ตามไป จึงทำให้ราชามอนสเตอร์ตัวนั้นรอดชีวิตไปได้
หากเป็นเฟิร์สก่อนหน้านี้ที่ไม่รู้ความลับของอบิส เขาคงไม่พลาดที่จะติดตามไล่ล่าราชามอนสเตอร์ตัวนั้นเป็นแน่
“น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะต่อต้านการรุกรานของอบิส ในช่วงเวลาแบบนี้ฉันจึงไม่อาจยั่วยุตัวตนที่เป็นจ้าวมิติอบิสได้ จึงได้แต่รักษาสมดุลของการมีอยู่ของอบิสเอาไว้”
ครั้งก่อนเขาได้อ้างชื่อตัวตนที่ยิ่งใหญ่จึงรอดชีวิตมาจากเดม่อนตนนั้นได้ เมื่อเขารู้ว่าอบิสที่ปรากฏขึ้นเป็นเกมกลอย่างหนึ่งของเผ่าเดม่อนเท่านั้น เขาในตอนนี้ยังไม่มีอำนาจที่จะต่อต้านพวกมัน การรักษาสมดุลเพื่อไม่ให้โลกเสียหายไปมากกว่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า
เพราะเหตุนี้เขาจึงไม่ได้บอกความลับของอบิสออกไป แม้จะเป็นพ่อแม่ของเขา เขาก็ไม่ได้บอกมันไปจนหมดสิ้น
เวลานี้เขาต้องรอ
รอเท่านั้น
รอวันที่เขาจะสามารถผงาดขึ้นมาได้
ด้วยตัวตนที่มีอายุขัยมากมายเช่นเขา เขาไม่เชื่อว่าตนเองจะไม่มีวันไปถึงขั้นควบคุมกฎเกณฑ์ของโลกได้
แม้ตอนนี้จะยังเป็นไปไม่ได้ แต่อนาคตย่อมมีความหวัง
ในตอนนี้ก็ให้มันเป็นเช่นนี้ไป ให้มันเป็นไปเหมือนละครฉากหนึ่งก็แล้วกัน
…….
เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ผู้คนยังไม่หายอึ้งตะลึงในความสามารถของเด็กหนุ่ม พวกเขาพบศพมอนสเตอร์มากมายที่ลอยเกลื่อนกลาดพัดตามสายลม แต่ละศพล้วนสมบูรณ์ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการต่อสู้ ราวกับว่าพวกมันตายตกไปเองอย่างไรอย่างนั้น
แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็รู้สึกยินดีมากที่ได้ชำแหละร่างของศพของพวกมันเหล่านั้นเพื่อนำแกนสปีริตออกมา
แม้เฟิร์สจะเก็บเกี่ยวแกนสปีริตบางส่วนเอาไว้ แต่มันก็ยังมีมากมายอยู่ที่ตามรายทาง ทั้งยังมีหลายศพที่ไม่ถูกค้นพบ
เหล่าเวเนเตอร์ในตอนนี้จึงเหมือนกับได้ค้นหาขุมสมบัติโดยมีร่างศพเหล่านั้นเป็นเป้าหมาย
บัญชาเมฆมองภาพนี้อย่างทอดถอนใจ
“นี่มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไงกันเนี้ย ... แล้วแบบนี้ผมจะยังรับฉายาร้อยอันดับแรกของโลกได้อีกหรอ?”
มหาเถรที่อยู่ข้างๆ ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา เขาเผยเพียงรอยยิ้มและเฝ้ามองความปลอดภัยของเวเนเตอร์บริเวณนี้
ท้ายที่สุดบัญชาเมฆก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป อย่างไรเสียเขาเองก็ต้องใช้แกนสปีริตในการบ่มเพาะ ร่างที่สูงเกือบสองเมตรพุ่งไปยังศพมอนสเตอร์ร่างหนึ่งแล้วดึงเอาแกนสปีริตออกมาได้อย่างง่ายดาย
มีศักดิ์ศรีแล้วอย่างไร แกนสปีริตสีน้ำเงินไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่ายๆ