(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 177 การรวมตัวของผู้มีพรสวรรค์

            ไม่นานนัก หวงเยี่ยก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโถงอาคารใหญ่หลังหนึ่ง


            อาคารแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัยเทพอสูร เพราะที่นี่คือห้องโถงประชุมใหญ่ซึ่งเปิดใช้เฉพาะในวาระสำคัญเท่านั้น


            ไม่ว่าจะเป็นพิธีแต่งตั้ง การประกาศผลการแข่งขัน หรือการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยทั้งสถาบัน


            ด้านหน้าของอาคารมีบรรดานักเรียนชั้นปีหนึ่งและชั้นปีสองจำนวนไม่น้อย กำลังชะโงกมองเข้าไปภายในผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มออกเล็กน้อย บางคนกำลังยืนเขย่ง บางคนก็เอียงตัวพิงเสา บ้างก็พยายามเบียดเข้าหากันเพื่อให้มองเห็นภาพด้านในได้ชัดขึ้น


            เสียงพูดคุยดังปะปนกันไปทั่วบริเวณ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น


            “หึหึหึ.. ในครานี้ทางมหาวิทยาลัยเทพอสูรของเราอาจติดอันดับหนึ่งในสามก็ได้นะ?”


            “เพราะบรรดารุ่นพี่ชั้นปีสามหลายคนต่างก็ยกระดับไปยังนักล่ามังกรระดับหกกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!”


            เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิ น้ำเสียงเจือความหวังที่แทบจะล้นออกมาจากอก


            “ถูกต้อง! คราก่อนพวกรุ่นพี่ต้องพ่ายแพ้ให้กับสถาบันนักล่ามังกรชั้นนำอีกสี่แห่ง”


            “แต่พวกเราก็ยังเหนือกว่าสถาบันอีกห้าแห่งด้วยกัน จึงทำให้พวกเราถูกจัดอันดับอยู่ที่ห้า!”


            “แล้วมหาวิทยาลัยเทพอสูรของเราก็กลายมาเป็นสถาบันนักล่ามังกรชั้นนำของทวีปได้ในที่สุด!”


            กลุ่มนักเรียนรอบข้างต่างร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างออกรส


            บางคนยกตัวอย่างสถิติการแข่งขัน บางคนกล่าวถึงชื่อรุ่นพี่ที่ตนเคารพ บางคนวิเคราะห์แนวโน้มของปีนี้ด้วยความเคร่งเครียด


            ทว่าท่ามกลางเสียงคึกคักมันก็มีเสียงถอนหายใจดังแทรกขึ้น


            “เฮ้อ ถึงพวกเราจะมีพวกท่านคณบดีและเหล่าอาจารย์ที่แข็งแกร่ง แต่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนักเรียนเช่นพวกเรา”


            “ต่อให้จะแข็งแกร่งยังไง.. พวกเราก็ไม่อาจดึงดูดผู้มีพรสวรรค์แห่งยุคให้เข้ามาศึกษาร่ำเรียนได้!”


            คำพูดนั้นทำให้หลายคนเงียบงันลงไปชั่วครู่ ความจริงอันขมขื่นแทบสะท้อนอยู่ในสายตาของผู้ฟัง


            เพราะการแข่งขันระหว่างสถาบันนักล่ามังกรทั้งสิบไม่ใช่เพียงการประลองฝีมือ หากยังเป็นเวทีชี้ชะตาว่าใครจะได้ครอบครองชื่อเสียงและโอกาสในการรับศิษย์อัจฉริยะรุ่นใหม่เข้าเรียน หากอันดับตกต่ำเกินไป ผู้มีพรสวรรค์ย่อมเลือกเดินเข้าสู่สถาบันอื่นโดยไม่ลังเล


            เสียงถกเถียงดำเนินต่อไปอย่างไม่ขาดสาย จนกระทั่งเงาร่างสูงโปร่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังกลุ่มคน หวงเยี่ยก้าวเดินผ่านฝูงชนอย่างไม่เร่งร้อน ฝีเท้าของเขามั่นคง สายตาสงบนิ่ง ท่วงท่าดูเรียบง่าย และแฝงเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนโดยรอบต้องหันมองโดยไม่รู้ตัว


            เมื่อหลายสายตาเหลือบมาเห็นใบหน้าของเขา เสียงพูดคุยก็พลันชะงักลงทีละคน


            “ไอ้เจ้าชายน้อย?”


            “เจ้ามาทำอะไรที่บริเวณหน้าห้องโถงใหญ่แห่งนี้น่ะ หรือว่าเจ้าจะถูกเรียกตัวมากัน?”


            นักเรียนชั้นปีสองคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างสงสัย ดวงตาจ้องมองเขาไม่กะพริบ


            หวงเยี่ยซึ่งกำลังก้าวเดินผ่านหน้าพวกเขาก็หยุดชั่วครู่ มุมปากเผยรอยยิ้มที่มั่นใจและไม่ปิดบังความทะเยอทะยานเลยซักนิด


            “พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะ ในครานี้ข้าจะกระทืบสถาบันทั้งหมดและนำพามหาวิทยาลัยเทพอสูรขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของทวีปเอง!”


            คำกล่าวของเขาเปี่ยมด้วยพลังอันหนักแน่น ทำให้บรรดานักเรียนชั้นปีหนึ่งและสองต่างอ้าปากค้าง บางคนเบิกตากว้าง บางคนเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ความมั่นใจของชายหนุ่มเหมือนให้ความรู้สึกและสามารถเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง


            หวงเยี่ยมิได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม เขาเพียงหมุนตัวเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินต่อไปยังประตูโถงใหญ่


            ขณะที่ด้านนอก กลุ่มนักเรียนยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ความรู้สึกหลากหลายผสมปนเปกันในหัวใจ


            “บางที.. ภายในปีนี้พวกเราอาจเปลี่ยนแปลงไปจริงๆก็ได้นะ?”


            “เพราะยังไงเจ้าชายน้อยก็เป็นถึงนักล่ามังกรผู้ที่มีเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับเทพอันดับที่หนึ่ง!”


            ...


            ภายในห้องโถงประชุมใหญ่ บรรยากาศขรึมขลังแผ่ปกคลุมไปทั่วพื้นที่อันกว้างขวาง เพดานสูงโปร่งประดับโคมไฟคริสตัลทรงยาวที่ส่องประกายแสงสีนวลสะท้อนพื้นขัด แถวที่นั่งจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แต่บัดนี้แทบไม่มีผู้ใดนั่งลง


            ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังเวทีกลางซึ่งกำลังจะกลายเป็นศูนย์รวมของความคาดหวังในปีนี้


            ร่างเงาของหวงเยี่ยปรากฏขึ้นบริเวณทางเข้า


            ทันทีที่ชายหนุ่มก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามา เสียงพูดคุยเบาบางที่เคยดังอยู่ในอากาศก็ชะงักลงโดยไม่ได้นัดหมาย


            ใบหน้าของเขามีเสน่ห์ชัดเจนและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ เส้นผมสีฟ้าสว่างยาวสลวยโบกสบัดไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของร่างกาย ร่างสูงโปร่งในชุดโค้ทหนังสีดำที่สวมทับ ยิ่งทำให้เขาดูโดดเด่นจนสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลอย่างไม่ยากเย็น


            เหล่ารุ่นพี่ชั้นปีสองและชั้นปีสามที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ก่อนแล้วต่างหันมองมาทางเขา


            สีหน้าของแต่ละคนแตกต่างกัน บ้างเรียบนิ่ง บ้างสนใจ บ้างประเมิน บ้างแฝงแววท้าทาย


            คนที่กำลังรอคอยอยู่ในที่แห่งนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างสถาบันทั้งสิบในปีนี้


            มีทั้งหมดเก้าสิบเก้าคน ไม่มีผู้ใดอ่อนแอ ไม่มีผู้ใดได้รับสิทธิ์มาโดยปราศจากผลงาน ทุกคนต่างผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น


            บริเวณด้านหน้าของกลุ่มคนคือผู้อำนวยการหย่าเฟย ร่างอรชรในชุดทางการสีขาวสะอาดตา ใบหน้าคมคายงดงามจนยากจะละสายตา สายตาของนางสงบนิ่งและทรงอำนาจ ข้างกายคือคณบดีซวี่เยี่ยนหลัว คณบดีโม่ฉีเหยียน คณบดีเหลียนอวี้หาน


            และคณบดีหวูเหยียนจี ผู้เป็นอาจารย์ของชายหนุ่ม


            ด้านหลังไม่ไกลยังมีกลุ่มอาจารย์อีกหลายคนยืนเรียงตัวอยู่


            โดยเฉพาะอาจารย์หลานฟงผู้สอนการใช้หอก ใบหน้าเข้มขรึม สายตาเฉียบคม และเฟิงหลงอิน อาจารย์สาวผมสีทองตัดสั้นที่เป็นคนนำพาหวงเยี่ยเข้าสู่มหาวิทยาลัยเทพอสูร นางยืนเคียงข้างหย่าเฟยในฐานะที่ปรึกษา สีหน้าผ่อนคลายแต่ไม่ละจากการสังเกต


            เมื่อเฟิงหลงอินได้เห็นหวงเยี่ย นางยกมือโบกทักทายเล็กน้อย มุมปากเผยรอยยิ้มคล้ายบอกให้เขามั่นใจในตนเอง


            หวงเยี่ยพยักหน้าตอบอย่างสุภาพ ก่อนจะก้าวเดินลึกเข้ามาในห้องโถง


            ในจังหวะนั้นเอง ชายวัยกลางคนก็พุ่งพรวดเข้ามาอย่างเร่งรีบ


            “เร็วเข้าศิษย์รัก! เจ้าปล่อยให้ทุกคนรอคอยนานแล้วนะ ไปยืนรวมตัวกับพวกศิษย์พี่ของเจ้าโน่น”


            หวูเหยียนจีกล่าวพลางชี้ไปยังกลุ่มด้านข้าง ซึ่งมีหลี่เฉิน ไป๋อวี้ เซียวอวี่ รวมถึงซ่งอี้ยืนอยู่


            ทั้งหมดหันมามองเขาพร้อมรอยยิ้มที่แตกต่างกันไป หลี่เฉินเผยรอยยิ้มแล้วโบกมืออย่างเป็นกันเอง ไป๋อวี้พยักหน้ารับแล้วโบกมือเช่นเดียวกัน ส่วนเซียวอวี่ก็ยืนกอดอก ขณะที่ซ่งอี้ได้เผยรอยยิ้มกว้างคล้ายยินดีที่เห็นเขามาถึง


            หวงเยี่ยหมายเดินเข้าไปยืนรวมกลุ่มโดยไม่ลังเล บรรยากาศรอบตัวดูนิ่งสงบลง


            ทว่าไม่กี่อึดใจ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง แฝงน้ำเสียงท้าทายอย่างชัดเจน


            “ไอ้เด็กน้อยหวงเยี่ย!”


            “เจ้าเป็นแค่นักเรียนชั้นปีหนึ่ง แต่กลับได้รับเลือกให้เข้าร่วมงานที่มีเพียงแค่นักล่ามังกรผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจะสามารถทำได้!”


            “เพราะงั้นข้าอยากจะทดสอบพลังของเจ้า!”


            ประโยคดังกล่าวทำให้สายตานับสิบคู่หันไปยังต้นเสียงทันที


            ผู้เอ่ยเป็นรุ่นพี่ปีสาม ร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อแน่นหนา ดวงตาคมเข้มแฝงแววไม่พอใจเล็กน้อย


            เห็นได้ชัดว่าตัวของมันไม่พอใจที่นักเรียนชั้นปีหนึ่งได้รับสิทธิ์ยืนเคียงข้างตนในเวทีระดับสูงนี้


            ความเงียบปกคลุมทั่วโถงประชุมในทันใด หลายคนเริ่มจับตามองปฏิกิริยาของหวงเยี่ย บางคนยิ้มมุมปากรอชมความสนุก บางคนขมวดคิ้วหวั่นเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายต่อหน้าผู้อำนวยการและคณบดี


            “ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดน้อย?”


            หลานฟงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย


            “คิกคิก.. นี่มันน่าสนใจจริงๆ!”


            เฟิงหลงอินหรี่ตาอย่างสนใจ ขณะที่หย่าเฟยยังคงยืนนิ่งไม่แสดงท่าทีห้ามปราม มีเพียงรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก และปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปตามธรรมชาติ สำหรับตัวของหวงเยี่ยพอได้ยินแบบนั้นก็หันกลับไปมองอย่างช้าๆ


            พร้อมกับท่าทางที่ดูประหลาดใจเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน


            “ทดสอบพลังของข้า?”


            “รุ่นพี่แน่ใจแล้วเหรอ?”


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน