สาบคน

    บทที่ 45 ถูกจับตัว

    บทที่ 45 ถูกจับตัว

            หนึ่งและลูกทีมอีกสี่คน ซึ่งออกวิ่งชิงเสบียงอยู่ที่บ้านหนองกอก ได้รับสัญญาณคลื่นสั่นสะเทือนจากออดผ่านทางพื้นดิน มันคือสัญญาณฉุกเฉินระดับสูงสุดที่พวกเขาได้นัดหมายตกลงกันไว้ล่วงหน้า เมื่อพวกเขากลับมาถึงหมู่บ้าน สิ่งที่รอต้อนรับพวกเขาคือข่าวร้ายที่ทำให้หัวใจของทุกคนดิ่งฮวบ 

            ฮ่าวจิงจิง ฮ่าวเหม่ยจิง และเฉินยู่ฉิง ลูกสาวของเฉินกวางหมิง ถูกกลุ่มคนลึกลับจับตัวไป ก่อนหน้านั้น ทั้งสามและชาวบ้านได้ใช้รถยนต์กระบะเดินทางไปขนปูนซีเมนต์ จากแหล่งที่เคยเป็นร้านวัสดุก่อสร้างซึ่งมีอยู่หลายแห่งแถบหน้าศูนย์ราชการ บัดนี้ละแวกนั้นปลอดภัยจากพวกตัวสั่นแล้ว 

            ในช่วงที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยขับรถกระบะขนปูนซีเมนต์ล่วงหน้ากลับมายังหมู่บ้านก่อน บริเวณนั้นจึงเหลือเพียง ฮ่าวจิงจิง ฮ่าวเหม่ยจิง เฉินยู่ฉิง และเทิน อดีตคนงานชาวกัมพูชาของออด ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นชาวหนองนกเอี้ยงอย่างเต็มตัวแล้ว 

            ทั้งสี่คนแยกย้ายกันสำรวจหาเครื่องมือก่อสร้างอื่นๆ ที่จำเป็นต้องนำมาใช้งานเพิ่มเติม แต่ภายใต้ความเงียบงันและท้องฟ้าสีเทาอันหนาวเหน็บ พวกมันสามารถลอบเร้นเข้ามาจับตัวเฉินยู่ฉิง สาวน้อยวัยเพียง 12 ปีเอาไว้ได้โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว ก่อนจะใช้เด็กสาวเป็นตัวประกันขู่บังคับปลดอาวุธฮ่าวจิงจิงและฮ่าวเหม่ยจิง โดยพวกมันปล่อยตัวเทินให้กลับมาส่งข่าว เพื่อเสนอข้อแลกเปลี่ยนกับตัวประกันทั้งสาม 

            สิ่งที่มันต้องการคือ ปืนทุกกระบอกในหนองนกเอี้ยง และผู้คนที่อพยพมาจากกุ้ยโจวทั้งหมด หากทางหนองนกเอี้ยงปฏิเสธ พวกมันขู่ว่าหลังจากย่ำยีสตรีทั้งสามคน ซึ่งรวมถึงเฉินยู่ฉิงเด็กสาวอายุเพียง 12 ปีจนหนำใจแล้ว มันจะส่งชิ้นส่วนร่างกายของพวกเธอคืนกลับมาให้ดูวันละชิ้น! 

            ท่ามกลางความตื่นตระหนก ไนซ์ที่เพิ่งได้รับรู้ข่าวร้าย กลับเดินเท้าแยกตัวออกจากหมู่บ้านไปอย่างเงียบเชียบ แววตาของเด็กหนุ่มเยือกเย็นราวกับเพชฌฆาต เขาคว้าปืนซุ่มยิงคู่ใจทั้งสองกระบอกขึ้นสะพายบ่าก้าวลุยฝ่าม่านฝุ่นนิวเคลียร์ออกไปเพียงลำพัง โดยทิ้งคำพูดสั้นๆ เอาไว้เบื้องหลัง 

            “พ่อผมรู้ว่าจะจัดการพวกมันยังไง...” 


            หนึ่งมองเทิน คนส่งข่าวที่กำลังตัวสั่นเทิ้ม สายตาของเขาบัดนี้เรียบนิ่ง ทว่าซ่อนประกายเหี้ยมเกรียมเอาไว้ในส่วนลึก 

            “เล่าผ่านเครือข่ายจิตสำนึกร่วม...” หนึ่งออกคำสั่งสั้นๆกับเทิน พลางยื่นมือไปแตะที่ไหล่หนา รูปแบบการปล่อยจิตสำนึกร่วมของเทินเหมือนคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน คือฟีโรโมนของแมลง เมื่อส่งไปหาฝนผู้ควบคุมเครือข่ายจิตสำนึกร่วมด้วยฟีโรโมนของนางพญาผึ้ง คลื่นกระแสประสาทกระจายตัวเชื่อมต่อสมองของคนทั้งหมู่บ้านเข้าหากันในพริบตา ภาพความทรงจำของเทินไหลบ่าเข้าสู่ศูนย์รวมความคิดของทุกคนทันที 

            ภาพปรากฏเด่นชัด ชายห้าคนอาวุธครบมือ หนึ่งในนั้นกระแทกปากกระบอกปืนกดเข้าที่ศีรษะของสาวน้อยเฉินยู่ฉิงอย่างโหดเหี้ยม ภาพนั้นบีบเค้นจนฮ่าวจิงจิงและฮ่าวเหม่ยจิงไม่กล้าตัดสินใจวู่วาม สุดท้ายก็โดนปลดอาวุธอย่างง่ายดาย ชายทั้งห้าเป็นคนเอเชีย แต่รูปร่างกลับสูงใหญ่ล่ำสัน เครื่องแต่งกาย ท่าทางการยืนและการจับอาวุธมองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นทหารอาชีพที่ผ่านการกลายพันธุ์มาแล้วอย่างแน่นอน 

            ทว่าเรื่องที่ทำให้ทุกคนในที่ประชุมเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง สิ่งที่ยืนซอยเท้ายึกยักอยู่ข้างทหารทั้งห้าคนท่ามกลางฝุ่นขี้เถ้าสีเทาซีด คือหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายสุนัขจำนวนแปดตัว 

            ในนั้นมีจำนวนห้าตัวที่ติดตั้งอาวุธปืนไรเฟิลเอาไว้บนหลัง ลำกล้องปืนหมุนซ้ายขวาด้วยระบบโซลินอยด์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ตัวถัดมาทำหน้าที่บรรทุกกล่องอุปกรณ์ไว้บนหลัง และอีกสองตัวที่เดินนำหน้า ทำหน้าที่สำรวจ ค้นหา และชี้เป้า มีจานเซนเซอร์เรดาร์หมุนติ้วอยู่บริเวณส่วนหน้าของมัน ฝูงสุนัขเหล็กเหล่านี้ไม่มีส่วนหัวเหมือนสิ่งมีชีวิต ลำตัวของพวกมันเชื่อมต่อเข้ากับกล้องสแกนทื่อๆ เพียงแต่สองตัวที่ใช้เป็นหุ่นสำรวจถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรองรับระบบเรดาร์โดยเฉพาะ 

            ฮ่าวจางที่กลับมาพร้อมกับหนึ่ง ยืนนิ่งสีหน้าเคร่งเครียด กรามของเขาขบกันแน่นจนขึ้นสัน น้องสาวฝาแฝดทั้งสองคนของเขาถูกจับตัวไป พร้อมกับลูกสาวของเฉินกวางหมิง ซึ่งบัดนี้ด็อกเตอร์สาขาเภสัชวิทยาและศัลยศาสตร์กอดจางลี่อิงผู้เป็นภรรยาไว้แน่น เธอใช้มือทั้งสองข้างปิดหน้าสะอื้นร่ำไห้เจียนขาดใจ 

            “พวกคุณคิดอย่างไรกัน” โจวต้าซานเอ่ยปากถามเหล่าผู้อพยพจากกุ้ยโจว ที่พากันจับกลุ่มปรึกษาหารือกันเสียงเบา ก่อนจะมีเสียงหนึ่งตอบกลับมาอย่างชัดเจนและเด็ดเดี่ยว 

            “เราไม่อยากไปไหน เรารักที่นี่เสียแล้ว แต่ถ้าจะให้เราทำอะไรเพื่อให้สาวน้อยทั้งสามคนปลอดภัย เราก็พร้อมจะทำ แม้พวกเราจะต้องจากที่นี่ไปก็ตาม”

            คำตอบนั้นทำให้ฮ่าวจางและเฉินกวางหมิงต้องหันมามองหน้ากัน พวกเขาปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่ง จนในที่สุดฮ่าวจางก็สูดหายใจเข้าลึก เอ่ยปากกล่าวกับทุกคนด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว 

            “ผมเองก็รักที่นี่เหมือนกับทุกคน ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมมีความสุขมาก แต่มันคงต้องจบแล้ว ผมคิดว่าแม้เราจะทำทุกอย่างตามที่มันต้องการ พวกมันก็ไม่มีวันปล่อยจิงจิง เหม่ยจิง และยู่ฉิงออกมาหรอก”

            “ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายแรกของพวกมันคือทำให้เราขัดแย้งกันเอง ถ้าผมดึงดันแยกชาวกุ้ยโจวออกไปก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะให้เอาอาวุธปืนทั้งหมดในหมู่บ้านไปประเคนให้พวกมัน ผมก็เห็นแก่ตัวจนใช้ไม่ได้ ดังนั้น” ฮ่าวจางกวาดสายตามองทุกคน 

            “ผมกับด็อกเตอร์เฉินและคุณน้าจาง ขอความเมตตาสักเล็กน้อย พวกเราขอแบ่งระเบิด C4 ติดตัวไปคนละสองสามก้อน ขอโอกาสให้เราได้ลากพวกมันลงนรกไปด้วยกัน! ส่วนชาวกุ้ยโจวพี่น้องของผม ควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่นี่”

            การตัดสินใจแลกชีวิตของเขา ทำให้ทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความเงียบงัน

            “ผมไปด้วยคน!” กานต์ก้าวเท้าออกไปยืนเคียงข้างฮ่าวจาง ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในที่ประชุม นุชและเด่นขมวดคิ้วมองหน้าลูกชายคนโต แต่ไม่ได้เอ่ยปากกล่าวคำใด

            ฮ่าวจางหันมองหน้ากานต์แล้วกอดคอเขาเบา ๆ “ไม่ต้องหรอกกานต์... ขอบใจนายมาก ที่ผ่านมาฉันรู้ว่านายคิดยังไงกับเหม่ยจิง แต่วาสนาของนายกับเธอมันคงมาได้แค่นี้ ถ้าย้อนเวลาได้ฉันจะสนับสนุนนายให้มากกว่านี้” ฮ่าวจางพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่ากานต์ยังคงยืนนิ่ง ใบหน้าซื่อตรงที่ดูสุภาพและถ่อมตนอยู่เสมอนั้น บัดนี้กลับฉายแววเด็ดเดี่ยวดื้อรั้นจนถึงที่สุด

            “มันจะเอาปืนก็ให้มันไปสิวะ!” เสียงกึกก้องของออดระเบิดขึ้น อารมณ์ดุดันประโยคนี้ทำให้คนจากกุ้ยโจวพอจะเดาความหมายออก เพราะได้ยินเขาตะโกนโวยวายด้วยสำเนียงแบบนี้ให้ฟังอยู่ทุกวี่วันจนคุ้นหู ฮ่าวจางลุกขึ้นยืนตรง สองมือยกขึ้นกุมประสานกันแบบกงโส่ว คารวะขอบคุณในความเอื้อเฟื้อของออดจากใจจริง ก่อนจะหันไปพูดเสียงจริงจัง 

            “ปู่ออด... ลุงหนึ่ง ไม่ใช่ว่าพวกคุณจะไม่รู้หรอกนะ ว่ามันยึดปืนไปทั้งหมดเพื่ออะไร เมื่อมันได้ปืนไปหมดแล้ว... มันก็จะบุกเข้ามายึดที่นี่ต่อแน่นอน” 

            ทุกคนต่างนิ่งเงียบ

            “คุณเคยพูดเอง ว่าสภาพแวดล้อมมันทำให้พวกเราถนัดกันไปคนละด้าน” นัทพูดแทรกขึ้นมาเบาๆ ท่ามกลางความเงียบ ทุกคนในโกดังจึงได้ยินอย่างชัดเจน 

            “คนฝั่งโน้นอาจจะเก่งเรื่องอื่น... แต่เรื่องกลไกปืน คุณเก่งสู้คนทางนี้ไม่ได้หรอก ด็อกเตอร์เฉิน พี่ฮ่าวจาง ต่อให้เป็นไอ้พวกทหารที่คุมหมาเหล็กพวกนั้น ก็ไม่แน่หรอกว่าจะชำนาญเรื่องอาวุธเท่าพวกเรา” 

            หนึ่งมองท่าทีของทุกคน ก่อนจะขยับตัวกวักมือเรียกแกนนำเข้ามาปรึกษาหารือกันใกล้ๆ เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดของฮ่าวจางและเฉินกวางหมิง เขาก็เอื้อมมือไปโอบไหล่ชายทั้งสองคนเอาไว้แน่น ตอนนี้เองทุกคนจึงได้เห็นใบหน้าที่แสดงความอ่อนโยนอันหาได้ยากของเขา 

            “ซีโฟร์น่ะได้ใช้แน่ แต่ไม่ใช่ให้พวกนายเอาไปฆ่าตัวตายหรอกนะ” หนึ่งพูดก่อนจะตวัดสายตาดุๆ ไปทางกานต์ 

            “เจ้ากานต์ก็เป็นกับเขาด้วยอีกคน มันน่านัก...” หนึ่งหันกลับมาบีบไหล่คนเป็นพ่อและพี่ชายของตัวประกันทั้งสาม

            “ถ้าเชื่อใจฉัน อย่าเพิ่งคิดอะไรสั้นๆ จิงจิง เหม่ยจิง และยู่ฉิง อยู่ที่นี่ก็คือลูกหลานของเรา ฉันไม่ปล่อยให้ใครเป็นอะไรไปหรอก ตอนนี้พวกนายสบายใจได้เลย ไนซ์ออกไปจับตาเฝ้ามองทั้งสามคนเอาไว้แล้ว” 

            ฮ่าวจางและเฉินกวางหมิงมองหน้ากัน ความมั่นใจและความอบอุ่นกลับคืนมาหลายส่วน

            “ทีนี้นายรู้แล้วใช่ไหมว่าชีวิตคนเรามันเปราะบางแค่ไหน หลังจากผ่านวิกฤตินี้ไปได้ นายคงไม่กีดกันเด็กๆ พวกนั้นอีกนะ” หนึ่งตบหลังฮ่าวจางเบาๆ ประโยคนั้นดูเหมือนทั้งเป็นการสั่งสอนและกดขี่ชายหนุ่ม แต่มันกลับแสดงถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมของหนึ่ง ซึ่งสร้างกำลังใจได้อย่างน่าประหลาด ฮ่าวจางฝืนยิ้ม เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ขอเพียงได้น้องสาวของเขาและเฉินยู่ฉิงกลับมาอย่างปลอดภัยเท่านั้น

            ข้อมูลที่รวบรวมได้จากแกนนำชาวกุ้ยโจว ฮ่าวจาง โจวต้าซาน และเฉินกวางหมิง พวกเขาวิเคราะห์ว่ากองกำลังลึกลับนี้ น่าจะเป็นหน่วยทหารราบยานเกราะเบา หรือหน่วยรบพิเศษระดับกองพลน้อยจากประเทศบ้านเกิดของพวกเขาเอง ลักษณะการแต่งกายและเทคโนโลยีหุ่นยนต์สงครามตรงตามภาพที่เทินถ่ายทอดมาทุกประการ 

            ในขณะที่พวกเขากำลังตระเตรียมแผนการ ร่างที่มอมแมมไปด้วยฝุ่นขี้เถ้าของปุ๊กและสองก็พรวดพราดเข้ามา

            “เจอแล้ว! ค่ายใหญ่ของพวกมัน!” ปุ๊กร้องบอกพลางใช้นิ้วชี้ลงไปบนแผนที่ออฟไลน์ในแท็บเล็ตของไนซ์ ที่เขาวางทิ้งไว้ก่อนออกจากหมู่บ้านไป 

            “มีกำลังทหารราบราวๆ สามสิบกว่านาย แต่ที่สำคัญคือมันกวาดต้อนพวกชาวบ้าน จากหลายพื้นที่มาขังไว้เป็นแรงงานอีกราวร้อยกว่าคน จากเสียงพูดคุยมีหลากหลายภาษา ค่ายของมันตั้งอยู่ทางทิศเหนือของศูนย์ราชการร้างแถบนั้นเรียกว่าท่าลอย” 

            “งั้นไอ้พวกนี้มันน่าจะระแคะระคายตั้งแต่ตอนที่พวกเราไปบุกศูนย์ราชการครั้งก่อนแล้วล่ะ” ไข่ออกความเห็น 

            “ตอนนั้นพวกเราสาดกระสุนยิงกันกระจาย เสียงปืนคงดังไปถึงหูพวกมัน เลยส่งหุ่นยนต์หมาสอดแนมคอยจับตาดูพวกเรา ที่น้าออดเคยบอกว่าได้กลิ่นเหล็ก กลิ่นมอเตอร์อะไรนั่น” 

            ออดนิ่งคิดทบทวน พลางพยักหน้าช้าๆ

            โจวต้าซานขมวดคิ้ววิเคราะห์ในมุมมองของช่างเทคนิคต่อ 

            “หุ่นยนต์หมาติดปืนทั้งห้าตัวนั้น ต้องมีตัวส่งสัญญาณควบคุมระยะใกล้จากคนคุมหน้างานแน่นอน เพราะยุคนี้ไม่มีระบบดาวเทียมทหารคอยชี้เป้าระยะไกลให้ใช้งานแล้ว ส่วนไอ้ตัวแบกของกับตัวจานหมุนสำรวจอีกสองตัว... น่าจะใช้แค่ระบบเอไออัลกอริทึมพื้นฐานในการเดินตามก้นฝูง” 


            ช่วงสายของวันต่อมา

            ณ ลานสนามหญ้ากว้าง หน้าอาคารที่ว่าการอำเภอร้าง สถานที่เคยใช้จัดงานรื่นเริงและพิธีการต่างๆ ในอดีต บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าสีน้ำตาลแห้ง ภายใต้สภาวะโลกหนาวนิวเคลียร์และไร้แสงตะวัน 

            หนึ่ง ออด และฮ่าวจาง แบกถุงกระสอบบรรจุอาวุธปืนคนละถุงใหญ่ รวมแล้วราวสามสิบกว่ากระบอก เดินย่ำฝุ่นฝ่าดงหญ้าแห้งออกมายืนประจันหน้ากับชายฉกรรจ์ห้าคน และฝูงหุ่นยนต์สุนัขแปดตัวที่ยืนกระจายกำลังโอบล้อมพวกเขาไว้ทุกทิศทาง


    คล้ายกับเรื่องสาบคน ที่คุณอ่าน