ซูหยุนมองกองูเาผลึกิญญาบนโต๊ะด้วยความพึงพอใจสุดขีด แสงระยิบระยับของมันช่างเยียวยาจิตใจที่เหนื่อยล้าได้ดีเหลือเกิน
เย่ซวนตาเป็ประกาย ร้องว้าวเสียงดัง "ผลึกิญญาเยอะแยะเลย! วิบวับสวยจัง!"
นั่นไง... ของที่เป็ประกายวิบวับย่อมมีแรงดึงดูดมหาศาลต่อผู้หญิงเสมอ กฎข้อนี้ใช้ได้กับทุกจักรวาลจริงๆ...
ซูหยุนเบ้ปาก "พ่อเ้าเป็ถึงเ้าสำนัก เ้ายังจะขาดแคลนผลึกิญญาอีกเหรอ?"
เย่ซวนส่ายหน้า "เปล่าหรอก ท่านพ่อบอกว่าในผลึกิญญามีสิ่งเจือปนเยอะเกินไป ก่อนจะดูดซับต้องมานั่งกลั่นกรองอีก มันยุ่งยาก ข้าก็เลยใช้แต่โอสถในการบำเพ็ญเพียรน่ะ"
ซูหยุนได้แต่จิ๊ปาก 'นี่สินะ... ชีวิตลูกคุณหนูระดับ VVIP อิจฉาไปก็เท่านั้น'
เขาเปลี่ยนเื่คุยอย่างรู้จังหวะ "วันๆ เ้าเอาแต่เดินเล่น ไม่ก็มานั่งฟังนิทาน ไม่คิดจะฝึกบำเพ็ญเพียรบ้างหรือไง?"
เย่ซวนทำท่าเขินอาย "บ้าเหรอ ข้าตั้งใจฝึกวันละตั้ง หนึ่งชั่วยาม เลยนะ แล้วถึงค่อยออกมาเล่น"
ซูหยุนลองััพลังดู...
อืม... ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ระดับสูงสุด...
กับการฝึกแค่วันละหนึ่งชั่วยาม...
แม่นาง... ถ้าขืนเ้ายังพูดจาแบบนี้อีก เราคงคุยกันไม่รู้เื่แล้วล่ะ...
เย่ซวนเห็นสีหน้าหมดอาลัยตายอยากของซูหยุนก็นึกสนุก 'ที่แท้คนอย่างพี่ซู ก็มีเื่ให้จิตตกได้เหมือนกันแฮะ...'
หลังจากต้องยอมเล่านิทานเื่ 'สามครั้งที่ปีศาจกระดูกขาวถูกตี' (ไซอิ๋ว) เป็ค่าปิดปาก เย่ซวนถึงยอมจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ ทิ้งท้ายด้วยท่าทางโกรธเคือง บ่นพึมพำว่า 'หลวงจีนนั่นนิสัยไม่ดีเลย' 'พี่ลิงน่าสงสารเกินไปแล้ว'
...
ซูหยุนมอง กัวเลี่ยง ที่เดินยืดอกเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งอย่างหน้าด้านๆ แล้วก็อดจะกลอกตาไม่ได้ 'ยังจะมีหน้ามาอีกนะเอ็ง'
เขาพ่นน้ำลายฝอย เทศนาด้วยความเ็ปรวดร้าว "ศักดิ์ศรีมันกินเข้าไปได้ไหม? มันทำให้อิ่มท้องรึเปล่า? ทำไมเ้าถึงไม่วางเดิมพันเป็ผลึกิญญากับพวกเขาเล่า? ถ้าทำแบบนั้นป่านนี้เราได้กำไรสองต่อแล้ว!"
กัวเลี่ยงมองซูหยุนด้วยความตะลึง 'ไอ้หมอนี่หน้ามันฉาบด้วยปูนซีเมนต์หรือไง! ได้ไปตั้งพันผลึกิญญาแล้วยังไม่พอใจอีก?'
เขาอดไม่ได้ที่จะทำหน้าทะมึนถามกลับ "เ้ารู้ไหมว่าตอนนี้คนในสำนักตั้งฉายาพวกเราว่าอะไร?"
ซูหยุนพยักหน้า ทำหน้าไม่ยี่หระ "สำคัญด้วยเหรอ? ระหว่าง หน้าตา กับ ผลึกิญญา เ้าเลือกอะไร?"
กัวเลี่ยงตอบแทบจะทันที "หน้าตา!"
ซูหยุนแอบยกนิ้วโป้งให้ในใจ 'เยี่ยม! สมแล้วที่เป็ไอ้หน้าโง่ที่โดนข้าต้มไปสองรอบ ฉายา กัวเลี่ยงคนซื่อ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ!'
ใจจริงอยากจะแอบเม้มผลึกิญญาไว้สักหน่อย แต่คิดไปคิดมาคงไม่ดี เผื่อวันหน้ายังต้องร่วมงานกันอีก จะมาทุบหม้อข้าวตัวเองไม่ได้
หลังจากแบ่งส่วนของกัวเลี่ยงให้แล้ว เขามองถุงมิติที่แฟบลงไปถนัดตาพลางถอนหายใจ
"อุตส่าห์วางแผนดิบดีขนาดนี้ แต่ดันมีเหยื่อมาติดกับแค่ไม่กี่คน คนพวกนี้จะฉลาดกันเกินไปแล้ว"
กัวเลี่ยงมองบนใส่ 'รู้จักพอซะบ้างเถอะ! ถ้าไม่ใช่เพราะข้าไปท้าพนันไว้ก่อน ป่านนี้คงไม่มีใครหน้าไหนมาหาเ้าหรอก คิดดูสิ เล่นต่อยข้ากับซางหัวร่วงในหมัดเดียว คนโง่ที่ไหนจะดูไม่ออกว่าเ้ามันของจริง ใครมันจะวิ่งเอาผลึกิญญามาแจกให้โง่?'
ซูหยุนนั่งเหม่อลอย พึมพำกับตัวเอง "พนัน... พนัน..."
หืม? จู่ๆ ประกายตาก็สว่างวาบ 'ในเมื่อพวกเขาไม่มาหาเรา... เราก็ไปหาพวกเขาเองสิ!'
เขามองกัวเลี่ยงด้วยสายตาเร่าร้อน นึกดีใจที่เมื่อกี้ไม่ได้โกงส่วนแบ่งไป ไม่งั้นโอกาสร่วมงานครั้งที่สองคงหลุดลอยไปแน่ๆ
กัวเลี่ยงโดนมองจนขนลุก รีบถาม "เ้า... มีแผนชั่วอะไรอีก?"
'เอ๊ะ? ทำไมเราถึงรู้สึกคาดหวังล่ะเนี่ย? ไม่ใช่ว่าข้ารังเกียจวิธีการสกปรกของมันหรอกเหรอ?'
ซูหยุนกระซิบแผนการใหม่ให้ฟัง กัวเลี่ยงขมวดคิ้วมุ่น "ทำแบบนี้... มันจะไม่เอิกเกริกไปหน่อยเหรอ กลัวจะไปกระตุกหนวดเสือเข้าให้น่ะสิ"
พูดจบเขาก็อยากจะตบปากตัวเอง 'นี่ข้าเป็บ้าอะไร ไปเป็ห่วงมันทำไม?'
ซูหยุนทำหน้าเหยียด 'เพิ่งรู้จักกันวันแรกเหรอ? เื่พรรค์นี้คนอย่างซูหยุนเคยกลัวที่ไหน?'
กัวเลี่ยงเห็นหน้าตากวนประสาทนั่นแล้วคันมือยิบๆ กำหมัดแน่นแล้วก็คลายออก 'เกือบลืม... สู้มันไม่ได้นี่หว่า!'
เขาปรับอารมณ์เข้าสู่บทบาทนักธุรกิจทันที "รอบนี้... ข้าขอส่วนแบ่งสี่ส่วน!"
ซูหยุนร้องเสียงหลง "เ้าจะปล้นกันรึไง!?"
กัวเลี่ยงตอบหน้าตาย "รอบนี้ข้าต้องลงทุนลงแรงมากกว่ารอบที่แล้ว ก็ต้องได้เยอะกว่าสิ แถมถ้าความแตก ข้าคงโดนอาจารย์ลงโทษหนักแน่ๆ เพราะงั้นสี่ส่วนนี่แหละสมเหตุสมผล!"
ซูหยุนมองอีกฝ่ายอย่างทึ่งๆ 'พอเป็เื่เงินทอง หมอนี่ฉลาดขึ้นมาผิดหูผิดตาเลยแฮะ'
เขาลองคิดหาตัวเลือกอื่น...
พี่หวัง? ไม่ไหว ใจเสาะเกินไป ไม่เหมาะกับงานสีเทาๆ แบบนี้
ซางหัว? รายนั้นเพิ่งโดนเรากระทืบแถมโดนกัวเลี่ยงเหยียบซ้ำ ป่านนี้คงแค้นฝังหุ่น ไม่มีทางร่วมมือแน่...
คิดไปคิดมา ก็มีแต่กัวเลี่ยงนี่แหละที่ศีลเสมอกันที่สุด เขาจึงกัดฟันตอบตกลง "ตกลง! แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ หักจากส่วนของเ้านะ!"
กัวเลี่ยงลังเลนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้า
...
ณ ลานประลองชั่วคราว
หวังฉีมองเวทียกพื้นหินที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ มองซูหยุนที่ยืนหลับตาพริ้มอยู่บนนั้น แล้วก็มองกองผลึกิญญาระยิบระยับที่กองอยู่ข้างหลัง... มุมปากเขากระตุกยิกๆ
'เ้าน้องชายแซ่ซูคนนี้ ั้แ่เข้าสำนักมา ไม่เคยอยู่นิ่งๆ ให้ชาวบ้านสบายใจเลยจริงๆ...'
เมื่อฝูงชนเริ่มมุงดูมากขึ้น ซูหยุนก็ลืมตาขึ้น ไม่พูดพร่ำทำเพลง สะบัดมือวูบ ป้ายผ้าสองผืนก็กางออกตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังเวที
ป้ายซ้ายเขียนว่า 'ไร้คู่ต่อกรในขั้นผลัดเปลี่ยนกายา'
ป้ายขวาเขียนว่า 'ค่าขึ้นครู ท่านละ 300 ผลึกิญญา'
ฝูงชนฮือฮาแตกตื่นกันทันที เสียงวิจารณ์เซ็งแซ่
ศิษย์คนหนึ่งะโถามด้วยความโมโห "เ้าทำแบบนี้หมายความว่าไง?"
ซูหยุนปรายตามอง แอบชมในใจ 'สีหน้าและน้ำเสียงยอดเยี่ยม! ให้สามผ่าน!'
เขาเอ่ยเสียงเรียบ "ความหมายชัดเจน ในระดับขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ใครมั่นใจในฝีมือก็จ่ายมา 300 ผลึกิญญา แล้วขึ้นมาบนเวที หากสามารถยืนหยัดภายใต้เงื้อมมือข้าได้ครบ 3 ลมหายใจ ถือว่าข้าแพ้ และนั่น..."
เขาผายมือไปที่กองูเาผลึกิญญาด้านหลัง "ผลึกิญญา 5,000 ก้อนนี้ เอาไปเลย! แต่ถ้าทนไม่ไหว... 300 ของเ้า ก็เป็ของข้า!"
เหล่าศิษย์เห็นความจองหองอวดดีของเขา ก็พากันจ้องมองด้วยความโกรธแค้น แต่พอได้ยินประโยคหลัง ทุกคนถึงกับสูดปาก
'5,000 ผลึกิญญา! คุณพระ! ไอ้นี่มันต้องมั่นหน้าขนาดไหนถึงกล้าทำแบบนี้?'
พวกเขารู้กิตติศัพท์ของซูหยุนดีเื่ทุบคนสลบ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นกับตา ต่อให้ จางซาน จะโม้ไว้ซะดิบดี พวกเขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าซูหยุนจะเก่งเวอร์ขนาดหมัดเดียวจอด แถมกติกานี้ไม่ใช่ให้เอาชนะ แค่ ยื้อให้ได้ 3 ลมหายใจ เท่านั้น
ชั่วขณะหนึ่ง สายตาโลภมากหลายคู่เริ่มจ้องมองกองผลึกิญญาอย่างมีความหวัง 300 แลก 5,000... คุ้มค่าน่าเสี่ยง!
แต่ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าเปิดเป็คนแรก
"ฮึ! 300 แลก 5,000 แพ้ก็เสียนิดหน่อย ชนะคือกำไรมหาศาล ข้าเปิดเอง!"
ศิษย์คนเดิมที่ะโถามเมื่อกี้ โยนถุงผลึกิญญา 300 ก้อนลงพื้น แล้วะโขึ้นเวที
คนอื่นๆ ได้แต่เจ็บใจตัวเองที่ลังเล 'ถ้าเ้านั่นชนะ พวกเราอดแดกแน่!'
ศิษย์คนนั้นไม่รอช้า ะเิพลังปราณเต็มพิกัด พุ่งเข้าใส่ซูหยุนทันที...
"หนึ่ง!" ผู้ชมด้านล่างช่วยกันนับ
ซูหยุนรับหมัดนั้นไว้อย่างใจเย็น พลังปราณปะทะกันจนเสื้อผ้าปลิวสะบัด
"สอง!"
ซูหยุนฟาดฝ่ามืออีกข้างใส่ศิษย์คนนั้น อีกฝ่ายกัดฟันไม่ยอมหลบ เลือกที่จะชนตรงๆ!
"สาม!"
ปัง!
ร่างของศิษย์คนนั้นกระเด็นตกเวทีไป นอนหอบแฮกๆ มองซูหยุนด้วยสายตาเหลือเชื่อ
ผู้ชมถอนหายใจด้วยความเสียดายปนโล่งใจ สายตาที่มองศิษย์คนนั้นซับซ้อนพิลึก
ศิษย์คนนั้นถอนหายใจ "เฮ้อ... ประมาทไปหน่อย! เขามีฝีมือจริง แต่ก็ไม่ได้เก่งเวอร์จนต้านทานไม่ได้หรอก!"
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย 'ก็แหงสิ เล่นพุ่งเข้าไปชนตรงๆ แบบนั้น มันโง่นี่หว่า?'
ทันใดนั้น วงสนทนาวางแผนก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปครู่เดียว ศิษย์ 5-6 คนก็ก้าวออกมาพร้อมกัน แย่งกันจะเป็รายที่สอง
ซูหยุนยิ้มแก้มปริในใจ 'มาแล้ว... พวกนี้สิ ของจริง (ไม่ใช่หน้าม้า) หวานหมู!'
เขาตีหน้าขรึม รับเงินค่าสมัครจากทุกคน แล้วชี้ส่งๆ ไปคนหนึ่ง "เ้าก่อน"
ศิษย์คนนั้นขึ้นเวทีด้วยความตื่นเต้นระคนระวังตัว เขาฉลาดพอที่จะไม่ปะทะตรงๆ แต่ใช้ท่าร่างหลบหลีกไปมา ทำเอาซูหยุน (แกล้ง) ร้อนรน จนเกือบจะหมดเวลา 3 ลมหายใจ ถึงค่อยซัดมันตกเวทีไปได้แบบเฉียดฉิว...
คนต่อๆ มา ต่างก็ถูกซัดตกเวทีใน่วินาทีสุดท้ายอย่างน่าหวาดเสียวทุกราย แต่ซูหยุนก็เริ่มมีอาการเหงื่อซึม ลมหายใจเริ่มติดขัดให้เห็น
ผู้ชมเห็นคนแพ้ลงมาเรื่อยๆ ก็เริ่มลังเล ไม่มีใครกล้าขึ้นไปอีก...
ซูหยุนเห็นท่าไม่ดี รีบพูดดักคอ "งั้นวันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้ค่อย..."
"ช้าก่อน!" ชายหนุ่มผมสั้นคนหนึ่งก้าวออกมา แสยะยิ้ม "จะให้จบง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง!"
ซูหยุนแสร้งทำเป็โกรธ "วันนี้ไม่มีใครกล้าขึ้นแล้ว เ้าจะเอายังไง!"
ชายหนุ่มคนนั้นตวาดกลับ "เ้าจะรู้ได้ไงว่าไม่มี!"
เขาหันกลับไปหาฝูงชน ประสานมือประกาศก้อง
"ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่าน! ดูสภาพมันสิ ลมหายใจปั่นป่วนแล้ว มันยื้อได้อีกไม่นานหรอก! เราจะปล่อยโอกาสทองนี้หลุดมือไปไม่ได้! ต้องช่วยกันตัดกำลังมันไปเรื่อยๆ! ใครที่ชนะได้ 5,000 ก้อนไป ก็แบ่งปันค่าเสียเวลาให้พี่น้องที่ขึ้นไปก่อนหน้าบ้าง ก็ยุติธรรมดีนี่นา!"
ทุกคนตาลุกวาว 'จริงด้วย! ทำไมคิดไม่ได้นะ! ถึงจะได้น้อยลงหน่อย แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย!'
ซูหยุนแอบยกนิ้วโป้งให้ 'หน้าม้า' รายนี้ในใจ 'การแสดงระดับรางวัลตุ๊กตาทอง! สุดยอด!'
แต่ภายนอกเขาแกล้งทำเป็หัวเสียสุดขีด "หุบปากนะ!"
ชายหนุ่มคนนั้นหัวเราะร่า โยนเงิน 300 ก้อนลงไป "ข้าขอประเดิมตัดกำลังคนแรกเอง!"
หลังจากซูหยุนออกแรง (แกล้ง) เหนื่อย ตบหมอนั่นตกเวทีไป อาการหอบของเขาก็ยิ่งชัดเจนขึ้น แต่เขายังกัดฟันยืนหยัดตามคำคุยโตโอ้อวด
หวังฉีมองดูเหตุการณ์จากไกลๆ ด้วยสายตาเวทนาสงสาร 'เ้าพวกลูกแกะน้อย... ช่างไร้เดียงสากันจริงๆ!'
"พี่ซู! สู้ๆ นะ!"
เย่ซวนที่เพิ่งได้ยินข่าวรีบวิ่งมาดู ดันมาเจอฉากนี้พอดี เห็นซูหยุนทำท่าจะหมดแรง นางก็ใจหายวาบ อดไม่ได้ที่จะะโเชียร์สุดเสียง
ทุกคนหันขวับไปมองด้วยความโกรธ แต่พอเห็นว่าเป็แม่นางชุดแดงหน้าตาน่ารัก ที่มองซูหยุนด้วยความเป็ห่วงเป็ใย...
คนที่รู้กิตติศัพท์นางก็รีบหดคอกลับ กลืนคำด่าลงคอแทบไม่ทัน ส่วนพวกไม่รู้เื่รู้ราวก็ปากไว "นังหนูตัวแค่เนี้ย ะโหาอะไร? เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยวเลย!"
คนข้างๆ รีบกระตุกแขนเสื้อ กระซิบเตือนยิกๆ
ชายคนนั้นหน้าซีดเผือด เปลี่ยนท่าทีในเสี้ยววินาที ะโเสียงหลงสนับสนุนทันควัน
"ใช่แล้ว! แม่นางพูดถูก! พี่ซูสู้เขา! พี่ซูยอดเยี่ยมที่สุด! พวกเราเอาใจช่วยท่านอยู่!"