หลินเทียนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เมื่อได้ยินว่าลั่วอู่หลินกำลังจะจากไปหัวใจก็ว่างเปล่าในทันทีราวกับว่ากำลังจะมีส่วนสำคัญของชีวิตหายไปอย่างไรอย่างนั้น ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน แม้จะทะเลาะกันทุกครั้งแต่มันก่อให้เกิดความผูกพันธ์บางอย่างขึ้นมา
"ก็ได้ ข้าจะไม่ห้าม แต่เจ้าต้องอยู่ร่วมงานเลี้ยงที่พวกเราจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเสียก่อนตกลงหรือไม่"หลินเทียนกล่าว
"งานเลี้ยง??"
"ใช่แล้ว เป็นงานเลี้ยงที่พวกเราจัดขึ้นเพื่อต้อนรับผู้ตรวจการของหอประมูลซึ่งเป็นพันธมิตรของเรา จะได้เป็นการเลี้ยงส่งเจ้าไปในตัว"หลินเทียนอธิบายเสริม
"เข้าใจแล้ว ข้าจะอยู่จนถึงตอนนั้น"ชายหนุ่มตอบรับและเดินกลับออกไปในทันที งานเลี้ยงนี้ไม่นับเป็นอะไรสำหรับเขา ขอแค่ทุกคนเข้าใจก็พอแล้ว
ชายหนุ่มเดินออกไปด้านนอก ชื่นชมบรรยากาศที่แสนสงบสุขที่เมืองเทียนหลินอยู่พักใหญ่ ชีวิตธรรมดาๆเช่นนี้ในความคิดของเขาก็ดีไม่น้อย หากเป็นไปได้ชายหนุ่มก็อยากจะให้มันคงอยู่ตลอดไปเหมือนกัน ทว่าอีกใจนั้นก็คิดได้ว่าความสุขเช่นนี้สำหรับผู้ฝึกตนเช่นเขาแล้วมันคงอยู่ได้ชั่วครู่เท่านั้น หากไม่มีพลังที่แข็งแกร่งมากพออนาคตภาพที่สงบสุขเหล่านี้ก็จะถูกทำลายจนสิ้นไป
ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะขีดเขียนชะตาชีวิตของตนเองได้ นี่คือสิ่งที่ลั่วอู่หลินได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ต่างๆตั้งแต่เขาออกผจญภัยมาและแน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่เขายึดมั่นไปเสียแล้ว
"ตอนนี้ข้ามีแร่ผลึกปราณระดับสูงอีกสามส่วนที่เก็นเอาไว้ดูดซับ พอจบงานเลี้ยงข้าสมควรที่จะใช้มันเสียทีและไปยังแดนเซียนเป็นที่ต่อไป"ชายหนุ่มกล่าวขึ้นขณะที่นั่งชมดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไกล
หลังจากนั้นลั่วอู่หลินได้เดินทางไปยังตำหนักเทพสวรรค์ทันทีเพื่อแจ้งข่าวให้สวีซานและสวีเหอได้รับรู้ว่าเขากำลังจะออกเดินทางไปยังแดนเซียนในไม่ช้าและจะพาสวีปิงเอ่อร์ไปด้วย ซึ่งในที่นี้ทั้งสวีซานและสวีเหอไม่ได้คัดค้านอะไรและเพียงขอให้ชายหนุ่มดูแลสวีปิงเอ่อร์ให้ดีก็เท่านั้น ลั่วอู่หลินก็พลันตบปากรับคำพวกเขาและเดินทางกลับในทันทีเพราะอีกไม่นานงานเลี้ยงก็จะเริ่มแล้วนั่นเอง
ในเวลาเดียวกัน ณ ดินแดนสวรรค์ ด้านในเขตการปกครองของตระกูลราชามังกรอัสนีบาต เซียนหนิงซีกำลังนั่งบ่มเพาะพลังอยู่ในตำหนักของตนเองด้วยความสงบ แต่ทว่าในตอนนั้นเองเสียงขลุ่ยที่สุดแสนจะไพเราะก็พลันดังเข้ามาในหูของนางจนทำให้ต้องลืมตาและหยุดการบ่มเพาะในทันที
"ใครกันที่มาเป่าขลุ่ยในเวลาค่ำมืดเช่นนี้ ช่างรบกวนการบ่มเพาะข้าเสียจริงๆ"นางกระโดดออกจากห้องไปหา ต้นตอของเสียงนั้น แต่ทว่าหญิงงามกลับต้องแปลกใจอีกครั้งเพราะเสียงขลุ่ยนั้นมาจากกำแพงของตระกูลที่อยู่ห่างไกลจากนางมากเลยทีเดียว ห่างไกลเสียจนนางไม่คิดว่าเสียงขลุ่ยจะไปถึงจุดที่นางอยู่ได้
และสิ่งที่นางเห็นเมื่อมาถึงคือชายผมสีเงินหน้าตาหล่อเหลาและงดงามในเวลาเดียวกันทั้งตัวของชายคนนั้นสวมอาภรณ์สีขาวลวดลายมังกรดูน่าหลงไหลยิ่ง ซึ่งนางสามารถบอกได้เลยว่าในบรรดาผู้ชายที่นางเคยพบเจอมาชายคนนี้ดูโดดเด่นและทรงเสน่ห์ที่สุดแล้ว
"เจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงได้มาเป่าขลุ่ยที่กำแพงตระกูลของข้า??"เมื่อบทเพลงจบลงเซียนหนิงซีก็พลันกล่าวถาม แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มที่ดูเป็นกันเองจากชายคนนี้
"หุหุ ใจเย็นๆแม่นาง ข้ามาที่นี่ก็แค่มาให้ของขวัญเด็กน้อยคนหนึ่งและมาจองตัวเจ้าสาวที่มีดวงชะตาต้องกันกับข้าก็เท่านั้น ซึ่งข้าก็พบเจอแล้วและกำลังจะจากไป"ชายปริศนากล่าวและยกยิ้มอย่างมีเลศนัย เขาชี้นิ้วไปทางลั่วหนิงซีลำแสงเก้าสีพุ่งตรงเข้าไปบริเวณหน้าผากของหญิงงามทำให้สติของนางเลือนลางและตกอยู่ในภวังค์
"เอาไว้พบกันใหม่ แม่นางคนสวย"
"โฮก!!!"
เสียงคำรามของมังกรดังขึ้น เซียนหนิงซีและคนอื่นๆของตระกูลราชามังกรอัสนีบาตก็พลันตื่นจากภวังค์ ทันใดนั้นทั่วทั้งตระกูลก็พลันตื่นตระหนกกันยกใหญ่
โดยเฉพาะเซียนหนิงซี นางในตอนนี้ใช้มือจับไปที่หน้าผากของตนหัวใจเต้นแรงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก สายตากวาดไปมาเพื่อมองหาชายคนนั้นที่นางเห็นเมื่อครู่ว่าเขาไปอยู่ไหนกัน แต่ทว่ากลับไม่เจอแม้แต่เงาหรือกลิ่นอายของเขาเลย
"ซีซี เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมถึงมายืนอยู่ตรงนี้"ลั่วหนิงซินและเซียนมู่หรงพุ่งตรงมาหาลูกสาวและกล่าวถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
"ไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่ เมื่อครู่นี้ข้าเห็นชายคนหนึ่งเป่าขลุ่ยอยู่ตรงนี้เลยออกมาดู"
"หืม ลูกตามเสียงขลุ่ยมาทั้งๆที่ทุกคนล้วนแต่โดนเสียงขลุ่ยนั้นสะกดเอาไว้เนี้ยนะ เป็นไปได้อย่างไรกัน"เซียนมู่หรงกล่าวถามด้วยความสงสัยยิ่ง เสียงขลุ่ยเมื่อครู่สะกดได้แม้แต่ท่านพ่อท่านแม่ของเขา แต่เซียนหนิงซีผู้เป็นบุตรสาวกลับไม่เป็นอะไร นี่มันน่าแปลกใจเสียจริง
"หืม ซีซี หน้าผากลูกมีสัญลักษณ์แปลกมากเลย ลูกฝึกวิชาอะไรมาหรือเปล่า"ลั่วหนิงซินกล่าวถามเมื่อสังเกตุเห็นสัญลักษณ์คล้ายกับเปลวเพลิงหลากหลายสีสันต์ตรงระหว่างคิ้วของลูกสาว
เซียนหนิงซีได้ยินก็เอามือจับหน้าผากของตัวเองอีกครั้งและส่ายหน้าเบาๆ เนื่องจากนางไม่รู้จริงๆว่ามันคืออะไร แต่ที่แน่ๆคือชายคนนั้นเป็นคนทำเอาไว้อย่างแน่นอน
"เอาเถอะๆไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ว่าแต่ใครกันนะที่สามารถสะกดพวกเราได้ง่ายดายเพียงนี้ หากเขาต้องการจะฆ่าล้างตระกูลพวกเราคงทำได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกัน"เซียนมู่หรงกล่าวด้วยความสงสัย ก่อนที่จะพาลั่วหนิงซินและเซียนหนิงซีกลับตำหนักในทันที
ในห้องนอนของหญิงงาม เซียนหนิงซีนอนก่ายหน้าผากทำหน้ามุ้ยราวกับดูไม่ค่อยพอใจนัก "หึ ทำอย่างไรดีข้าเอาภาพชายคนนั้นออกจากหัวไม่ได้ แล้วแบบนี้ข้าจะทำสมาธิได้อย่างไร"
ใช่! นี่คือสิ่งที่นางไม่พอใจอยู่ตอนนี้ ภาพชายที่เป่าขลุ่ยด้วยท่วงท่าสง่างามมันไม่ยอมออกจากหัวของนางและตราตรึงอยู่เช่นนั้น นี่เป็นปัญหาใหญ่เอามากๆเพราะนางไม่สามารถดึงสมาธิไปบ่มเพาะได้
"หืม คอยดูเถอะ อย่าให้ข้าเจอเป็นครั้งที่สองก็แล้วกัน"นางกล่าวออกมาและพยายามรวบรวมสมาธิอยู่นาน ในที่สุดก็สามารถบ่มเพาะได้ทั้งๆที่มีภาพชายคนนั้นอยู่ในใจ
"หุหุ ข้าจะรอให้เจ้ามาจัดการข้าก็แล้วกัน"ชายปริศนากล่าว บริเวณที่เขายืนอยู่ตอนนี้เต็มไปด้วยห้วงจักรวาลอันยิ่งใหญ่ และกำลังจ้องมองดูโลกด้วยสายตาสนุกสนานยิ่ง ชายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก พระเจ้าไร้ขอบเขต เฟยหรง ผู้ปกครองมหาจักรวาลทิศใต้ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าลูกสาวของลั่วอู่หลินนั้นใครเป็นคนประทานพรสวรรค์ให้ เพราะคงไม่มีใครที่ไหนในจักรวาลสามารถทำให้เส้นลมปราณและกายศักดิ์สิทธิ์สามารถมาเกิดในร่างเดียวกันได้ง่ายดายเช่นนี้นอกจากเขา
"เวลาหนีเที่ยวของข้าหมดลงแล้วสิ ได้แล้วกลับแล้ว เอาไว้เดี๋ยวจะมาใหม่ก็ได้"เฟยหรงกล่าว ก่อนที่เขาจะฉีกมิติและเตรียมตัวจะเข้าไป แต่ทว่าชายหนุ่มกลับต้องชะงักฝีเท้าอีกครั้ง ดวงตาจ้องมองไปทางมหาจักรวาลเขตตะวันออกอันห่างไกลและฉายแววตื่นเต้นดีใจออกมา
"หืม ถึงเวลาที่หอคอยจักรวาลที่ข้าให้เด็กคนนั้นไปตื่นแล้วหรือ เด็กน้อยหวังว่าเจ้าคงพอใจ ฮ่าๆๆ"เขากล่าวและหัวเราะอย่างขบขันและเดินเข้ามิติไปในทันที ทำให้บรรยากาศของจักรวาลบริเวณนี้กลับมาเงียบงันอีกครา