ก่อนหน้านี้หลินเหม่ยหลันเคยคิดเอาไว้แล้วว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะให้การช่วยเหลือทั้งแม่และพี่ชาย เพียงแต่หากเธอให้แค่เพียงเงินทองแก่พวกเขาก็จะไม่ใช่การช่วยเหลืออย่างแท้จริง เธออยากจะให้พวกเขาสามารถยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตนเองและหาเลี้ยงตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเธอ แต่สิ่งที่คิดกับสิ่งที่จะต้องลงมือทำกลับมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ด้วยมุมมองความคิดของคนบ้านหลินที่ทั้งเห็นแก่ตัวและรักความสบาย ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมหลินเหม่ยหลันคนเก่าจึงได้มีนิสัยร้ายกาจ สาเหตุน่าจะเกิดจากการที่เธอต้องเติบโตมาในครอบครัวเช่นนี้นี่เอง
“ถ้าหนูเอาแต่ให้เงินแม่กับพี่จนหนูหมดตัว วันหน้าพวกเราก็คงจะกอดคอกันอดตายไปด้วยกัน” คำพูดของหลินเหม่ยหลันทำให้คุณแม่หลินส่ายหน้าในทันที
“แกจะให้แม่จนหมดตัวได้อย่างไร บ้านสามีของแกมีฐานะกว่าคนอื่นๆ ในหมู่บ้านเรื่องนี้ทุกคนต่างรู้ดีส่วนสามีของแกแม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้เป็นทหารแล้ว แต่เขาก็สามารถลุกขึ้นมาทำงานทำการหาเงินได้แล้วเหม่ยหลันแค่ให้เงินแม่นิดๆ หน่อยๆ แกคงไม่ถึงกับต้องอดตายหรอก”
“ที่แม่พูดมาล้วนเป็นเงินของคุณแม่โจวและโจวเยี่ยน แม่ไม่คิดบ้างหรือว่าการที่หนูเอาเงินของพวกเขามาให้แม่จะเป็นการทำให้พวกเขารู้สึกยินดี ส่วนโจวเยี่ยนไม่ว่าจะเป็นก่อนหน้านี้หรือว่าตอนนี้มันก็ไม่ใช่ธุระกงการของเขาที่จะต้องเลี้ยงดูพี่ชายของหนู แม่กลับไปเถอะค่ะ หนูต้องขายของแล้ว” คำพูดของหลินเหม่ยหลันทำให้คุณแม่หลินแสยะยิ้มออกมา
“ในเมื่อขอดีๆ แล้วแกไม่ให้ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่จำเป็นต้องขอดีๆ แกจะให้หรือไม่ให้ ถ้าไม่ให้ฉันก็จะโพนทะนาให้ทุกคนรู้ไปเลยว่าแกเป็นลูกอกตัญญู ฉันจะทำให้แกขายของไม่ได้ จะก่อกวนแกชั่วชีวิต” คำพูดของคุณแม่หลินทำให้คุณแม่โจวอดทนฟังต่อไปไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
“นี่เธอคิดจะทำลายชีวิตของลูกเธอเพื่อลูกชายที่ไม่เอาไหนของเธอเช่นนั้นหรือ เธอเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าเหม่ยหลันลูกสาวของเธอกลายเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้าง และถูกคนรอบกายทอดทิ้งไม่มีงานไม่มีเงินเช่นเดียวกันกับเธอ ลูกสาวของเธอก็จะกลายเป็นคนตกทุกข์ได้ยากอีกคนหนึ่งในทันที ถึงตอนนั้นเธอจะบากหน้าไปขอเงินกับใครกันหรือ” คำพูดของคุณแม่โจวทำให้คุณแม่หลินส่ายหน้า
“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีไปทุกวันนี้เธอเองก็อาศัยลูกสาวของฉันหาเงินให้เธออยู่ไม่ใช่หรือ” คำพูดของคุณแม่หลินทำให้หลินเหม่ยหลันทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
“หนูต่างหากที่อาศัยบ้านโจวเพื่อหาเงิน แม่คิดว่าหนูมีวันนี้ได้อย่างไร แม่ให้เงินติดตัวหนูมาเท่าไหร่กันแค่เพียงหนูไม่สามารถนำเงินของบ้านสามีไปให้แม่ได้หนูก็กลายเป็นคนอกตัญญูแล้วหรือ คุณแม่กลับไปเถอะค่ะ เดิมทีหนูเคยคิดจะช่วยคุณแม่แต่ตอนนี้หนูไร้เรี่ยวแรงจะช่วยเหลือคุณแม่และพี่ใหญ่แล้วล่ะค่ะ” หลินเหม่ยหลันพูดพลางโบกมือ แล้วก็พูดกับคุณแม่หลินด้วยน้ำเสียงข่มขู่
“แล้วถ้าคิดจะก่อความวุ่นวายที่ร้านอย่าได้โทษว่าหนูไร้น้ำใจ คุณแม่ก็รู้ว่าคนอย่างหนูถ้ามีความแค้นกับใครหนูก็จะหาหนทางจัดการให้ถึงที่สุด” คำพูดของหลินเหม่ยหลันยิ่งทำให้คุณแม่หลินไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของหลินเหม่ยหลันแล้วเธอก็พลันกังวลว่าตนเองจะสูญเสียรายได้หลักของครอบครัวไป
“เหม่ยหลัน แล้วจะให้แม่ทำอย่างไรหรือจะให้แม่มาช่วยแกขายของ” ถ้าหากไม่ได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโลภของคุณแม่หลิน หลินเหม่ยหลันก็อาจจะพิจารณาว่าจะให้คุณแม่หลินมาช่วยงานที่ร้าน แต่เมื่อคิดไปคิดมาแล้วเธอก็พลันยิ้มออกมา
“หนูไม่มีเงินจะให้ แต่เรื่องทำงานหนูสามารถหางานให้คุณแม่ทำได้ ขอเพียงคุณแม่ทำได้ก็จะได้เงิน แต่ถ้าไม่ทำก็ขอโทษทีค่ะต่อไปหนูคงไม่อาจจะให้เงินคุณแม่ได้อีกแล้ว”
“ทำงานหรืองานอะไร” ไม่ใช่แค่เพียงคุณแม่หลินที่สงสัยแม้แต่คุณแม่โจวและโจวหวันหว่านก็เช่นกัน
“หนูขอกลับไปถามสามีของหนูก่อน ไม่ว่าอย่างไรคนตัดสินใจสูงสุดก็คือเขา” หลินเหม่ยหลันพูดพลางยกโจวเยี่ยนมาอ้างไม่ว่าอย่างไรคนที่สองแม่ลูกสกุลหลินเกรงกลัวมากที่สุดก็คือโจวเยี่ยน
ช่วงนี้ทั้งเธอและโจวเยี่ยนกำลังปรึกษากันเรื่องจะซื้อที่ดินเพิ่ม แน่นอนว่าคงจะมีสักแปลงที่ต้องการแรงงานในการเพาะปลูก คนอย่างหลินหูและคุณแม่หลินนั้นเหมาะกับงานที่ไม่ต้องเข้าใกล้เงินทองและที่สำคัญจะต้องเป็นงานที่ไม่กระทบต่อรายได้หลักของเธอและโจวเยี่ยน
ที่จริงแล้วเธอจะเมินเฉยและตัดขาดคนในครอบครัวหลินก็ได้ แต่ภารกิจของเธอก็คือการสามารถมีชีวิตรอดรอดได้จนกว่านิยายเรื่องนี้จะจบ กว่าสวีจื้อกั๋วและหลินเฟิงลี่จะได้ลงเอยกันและใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมั่นคงและสงบสุข เธอจะต้องพยายามสร้างศัตรูรอบกายให้น้อยที่สุดเริ่มต้นจากคนรอบกายก่อนเลย
“ได้แกกลับไปปรึกษาเขาก่อนก็ได้ แต่ต้องรีบหน่อยนะตอนนี้แม่และพี่ชายของแกมีเงินเหลืออยู่ไม่มากแล้ว” คุณแม่หลินพูดแล้วก็เดินจากไปทิ้งให้หลินเหม่ยหลันได้แต่ส่ายหน้าเพราะเธอจำได้ว่าก่อนหน้านี้ดูเหมือนคุณแม่หลินจะบอกกับเธอว่าเงินของพวกเขาไม่มีเหลือแล้ว
“พี่คิดดีแล้วหรือคะที่จะช่วยพวกเขา ทำไมหนูจึงรู้สึกว่าพี่กำลังจะหาเรื่องใส่ตัวล่ะคะ” เมื่อโจวหวันหว่านพูดเช่นนี้คุณแม่โจวก็รีบส่งเสียงปรามในทันที
“หวันหว่าน ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรแต่นั่นก็คือแม่และพี่ชายของพี่สะใภ้ของลูกนะ” เมื่อคุณแม่โจวพูดเล่านี้โจวหวันหว่านก็รีบเอ่ยขอโทษพลางก้มหน้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นอะไรหรอก พี่เองก็คิดถึงเรื่องนั้นอยู่เช่นกัน แต่คิดไปคิดมาก็คิดได้ว่าดีกว่าปล่อยให้พวกเขาย่ำแย่ยิ่งกว่านี้แล้วเกิดเป็นความเจ็บแค้นขึ้นมาแล้วมาก่อเรื่องให้พี่ในภายหลัง” เมื่อหลินเหม่ยหลันพูดเช่นนี้โจวหวันหว่านก็ส่ายหน้า
“ไม่ยุติธรรมเลย ก่อนหน้านี้พี่ก็ช่วยเหลือพวกเขามามากแล้วมิใช่หรือ”
“คนเราก็เป็นเช่นนี้แหละ ให้ความช่วยเหลือมาหลายร้อยครั้งจนเขามองเห็นเป็นเรื่องปกติ พอเกิดวันไปที่เราให้ความช่วยเหลือเขาไม่ได้ขึ้นมาเขาก็จะจำแต่ครั้งนี้ที่เราช่วยเหลือเขาไม่ได้เพียงเท่านั้น แถมจะจดจำขึ้นใจจนกลายเป็นความแค้นเคืองที่ยากจะลบล้างแม้ว่าก่อนหน้านี้เราจะเคยช่วยเหลือเขามามากเพียงใดก็ตาม” เมื่อหลินเหม่ยหลันพูดเช่นนี้โจวหวันหว่านก็พลันขมวดคิ้ว
“ทำไมเป็นเช่นนี้เล่าคะ”
“น่าจะเป็นเพราะความเคยชิน เพราะช่วยเหลือจนชินจนคนเขาไม่เห็นค่าความช่วยเหลือของเรา จนความเคยชินกลายเป็นหน้าที่ พอเราทำหน้าที่ได้ไม่ดีมันก็เลยกลายเป็นความผิดของเรา” หลินเหม่ยหลันพูดพลางยิ้มออกมา
“แต่ที่พี่พูดพี่ไม่ได้ต้องการจะบอกว่าคนเราจะเป็นเช่นนี้กันทุกคน คนที่คิดได้และซาบซึ้งในน้ำใจที่มอบให้ก็มี แต่พี่กำลังจะบอกว่าจะให้ความช่วยเหลือใครก็ต้องดูด้วยว่าเขาต้องการให้เราช่วยในขั้นไหน และอย่าได้คิดช่วยเหลือจนน้ำใจกลายเป็นความเคยชินอย่างที่แม่กับพี่ชายของพี่กำลังรู้สึกกับพี่ในตอนนี้” เมื่อหลินเหม่ยหลันเอ่ยเช่นนี้โจวหวันหว่านก็พลันพยักหน้า
“พี่ก็เลยตั้งใจว่าจะช่วยเหลือครอบครัวของพี่ แต่จะไม่ใช้วิธีเดิมๆ อีกแล้วใช่ไหมคะ” เมื่อโจวหวันหว่านเอ่ยเช่นนี้หลินเหม่ยหลันก็พยักหน้า
“ด้วยนิสัยของพวกเขา พี่ไม่คาดหวังให้พวกเขาซาบซึ้งน้ำใจอะไร แต่สิ่งที่พี่ต้องการก็คือการดึงพวกเขาเข้ามาอยู่ภายใต้สายตาต่างหาก คอยให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อย ถ้าพวกเขาคิดได้และทำดีก็ย่อมจะต้องมีสิ่งตอบแทน แต่ถ้าพวกเขายังคงเป็นเช่นเดิมก็คงจะแค่เพียงให้ความช่วยเหลือในเรื่องทั่วๆ ไปที่ไม่ทำให้พวกเขามีความเป็นอยู่ย่ำแย่เพียงเท่านั้น” หลินเหม่ยหลันพูดพลางยิ้มออกมา ภายในใจก็ได้แต่หวังว่าโจวเยี่ยนจะเห็นด้วยกับความคิดของเธอ