ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่73 ไม่มีใครหยุดได้

    ภาพที่เกิดขึ้นบนเวทีสังเวียนเดือด ทำเอาทุกอย่างกลายเป็นเงียบสงัด ไร้ซึ่งสรรพสำเนียง แม้กระทั่งการหายใจยังลืมเลื่อน

    ผ่านไปสักพัก ได้ยินเสียงเชียร์อันล้นหลาม ดังก้องไปทั่วเวที

    “ทอย!”

    “ทอย!”

    “ทอย!”

    “ทอย!”

    เสียงที่ถูกระเบิดออกมาต่างถูกส่งให้ทอย ถึงในคราแรกจะมีใครหลายคนไม่ชอบใจทอย ที่ต้องเสียเงินแพ้พนัน แต่ในขณะเดียวกัน เวทีวันนี้ก็เดือดระอุจริงๆ นั่นแหละ พวกเขาจึงเลือกลืมเรื่องราว แล้วหันมาส่งเสียงให้ทอยแทน โดยเฉพาะผู้หญิง แทบอยากจะขึ้นไปบนเวที กระโดดกอดแล้วหอมหลายๆ ที

    ทอยชูแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะ ปากก็ตะโกนเสียงดัง'เย้'เป็นถ้อยคำเรียบง่าย แต่พอที่จะสยบทุกคนให้ตกอยู่ในภวังค์ โดยเฉพาะผู้หญิง

    ข้าวต้มมัดพยายามลุกขึ้นมา ใช้สองมือยันพื้นเวทีสีขาว ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก

    เวลานี้ใบหน้าของข้าวต้มมัดซีดเผือด ริมฝีปากเปรอะด้วยเลือดสีแดงสดๆ แต่ถึงกระนั้นยังคงลุกขึ้นมา ยืนประจันหน้ากับภูเขาลูกใหญ่

    การ์ดถูกตั้งขึ้นด้วยอาการสั่นเทา แข้งขาสั่นระริกราวกับคนเสียสติ นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววหวาดกลัว แต่ยังคงยืนหยัด สู้ไม่ถอยจนถึงวินาทีสุดท้าย

    ไม่ใช่ว่าข้าวต้มมัดไม่รู้ถึงความต่างระหว่างเขาและทอย กลับกันเลยเขารู้ว่าไม่มีทางเอาชนะได้ แต่ด้านหลังไม่มีที่ให้ถอยแล้ว มีแต่ต้องเดินหน้า เพื่อเงินและชื่อเสียงต้องสู้ให้ถึงที่สุด!

    “มีจิตใจมุ่งมั่นดี แต่มันก็เปล่าประโยชน์ เมื่อคนที่คุณเผชิญหน้าด้วยเป็น...ยอดมนุษย์!” คำพูดที่เอ่ยออกมาช่างทรงพลัง ถ้าหากไม่โพสต์ท่าตลกๆ บนเวทีคงน่าจดจำกว่านี้

    ข้าวต้มมัดคำรามเสียงยาว หมัดถูกปล่อยออกมาด้วยกำลังทั้งหมด อาศัยประสบการณ์และน้ำหนักตัว ปล่อยหมัดขวาที่คิดว่าต่อยแรงที่สุดในชีวิตออกไป

    ในสภาพกำลังโพสต์ท่า ดูมีแต่ช่องโหว่ ใครเห็นเป็นต้องคิดแบบนั้นแต่ในขณะที่หมัดของข้าวต้มมัดกำลังจะถึงตัว ทอยหมุนตัวกลับมา ส่งหมัดเข้าปะทะหมัดต่อหมัด!

    ความเร็วนี้ไม่ต่างจากสายฟ้าฟาด มันดูราวกับจู่ๆ ทอยได้เร่งสปีดขึ้นมา ออกหมัดด้วยพละกำลังที่ซ่อนไว้

    ตามด้วยเสียงกระดูกแตกหัก ข้าวต้มมัดทรุดลงกับพื้น สลบคาที่ ในสภาพมือขวายับเยิน เลือดเจิ่งนองเต็มสังเวียนเดือด

    เสียงเชียร์ที่มีให้ทอยดังกระหึ่มอีกครั้ง

    เวลานี้เขาดูไม่ต่างจากไอดอลคนดัง

    ผู้หญิงเห็นเป็นต้องกรี๊ด

    “ชนะแล้วเหรอ...” คริสขยี้ตาอีกครั้ง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้

    จริงอยู่ที่คนของเจมส์ดูมีความสามารถ แต่ช่วงห่างของกำลังนี่คืออะไร

    ข้าวต้มมัดไม่สามารถสร้างบาดแผลให้ทอยได้แม้แต่น้อย กลับกันทอยก็โยนอีกฝ่ายไม่ต่างจากลูกหมา

    เจมส์ไม่สนใจอาการตกตะลึงของเพื่อน เขาเดินไปขึ้นเงิน วันนี้พนันข้างทอยไว้ว่าต้องชนะ จึงกวาดเงินไปได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท

    มีใครหลายคนอิจฉาเจมส์ที่ได้รับโชคคนเดียว แต่ส่วนใหญ่แค่อิจฉาแต่ไม่กล้าเข้าไปแย่ง พอรู้ว่าทอยมากับเจมส์ ถึงใครหลายคนอยากจะได้เงินนี้มากแค่ไหนก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ไม่งั้นอาจตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากข้าวต้มมัด

    .....

    เดินออกจากสังเวียนเดือดในสภาพกระเป๋าตุง เจมส์ตบไหล่ทอยเบาๆ

    “วันนี้นายทำดีมาก”

    “ฮ่าฮ่า ขอบคุณครับเจ้านาย” ทอยยิ้มแก้มปริ ดูมีความสุขมาก

    รอยยิ้มของทอยไม่ต่างจากเด็กใสซื่อ แต่ไม่รู้ทำไมพอนึกถึงฉากบนสังเวียน กันต์และคริสเป็นต้องหนาวสะท้านสันหลังวาบ

    เดินออกมาไม่ทันไรเป็นต้องถูกล้อมด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ถืออาวุธมาครบมือ

    พวกเขายืนล้อมกรอบเข้ามา ไม่เปิดช่องให้กลุ่มของเจมส์ได้หลบหนี

    คนที่อยู่ตรงกลางชายฉกรรจ์ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นเจ้าหนี้อ้วนกามตัณหาที่คริสรู้จักเป็นอย่างดี

    คริสมองหน้าอีกฝ่าย ตะโกนถามว่า “พี่เปียว ผมก็ทำตามสัญญาแล้วไง วันนี้ผมชนะ เรื่องของเราก็ควรจบไม่ใช่เหรอ”

    “ฉันเคยพูดแบบนั้นหรือไง?” เปียว เจ้าของร่างกายเหม็นเปรี้ยวลูบท้องที่มีแต่ไขมันของตน ก่อนจะสั่งว่า “หักขาพวกมัน แล้วเอาเงินนั่นมาให้กู!”

    ดูเหมือนเงินหนึ่งล้านที่เจมส์ได้จากการพนันจะเป็นเหตุผลหลัก ให้เปียวยกพรรคพวกมาหาเรื่อง แต่ถึงเจมส์จะไม่ได้พนันข้างทอย แต่สุดท้ายผลคงไม่ต่างกัน เปียวไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาออกไปง่ายๆ หลังจากชนะข้าวต้มมัดหรอก

    ชายฉกรรจ์หลายสิบคนล้อมกรอบเข้ามาทุกขณะ ท่อเหล็ก ไม้เบสบอล แส้ที่อยู่ในมือพร้อมจะทุบตีคริสและคนที่เหลือจนบอบช้ำ งานนี้ไม่พิการก็เข้าโรงพยาบาลหลายวัน

    ไม่มีคำพูดใดต่อจากนั้น กลุ่มชายฉกรรจ์ดาหน้าเข้ามา เงื้ออาวุธในมือสุดแรง หมายมั่นฟาดเข้าศีรษะ

    คริสหลับตาปี๋ แข้งขาสั่นระริก ทำอะไรไม่ถูกนอกจากยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น

    กันต์มีสภาพไม่ต่างกัน เขากลัวจนฉี่เล็ด ในขณะที่เจมส์เพียงอมยิ้มหน่อยนึง ไม่ได้เกรงกลัวต่อชายฉกรรจ์หลายสิบคน

    ท่ามกลางการลุมล้อมหน้าหลัง ทอยไม่จำเป็นต้องออกหมัดหรือเท้า เพียงวิ่งไปข้างหน้า ชนเข้ากับชายฉกรรจ์นับสิบที่มีอาวุธครบมือ

    ภาพอันน่าเหลือเชื่อได้เกิดขึ้นอีกครั้ง กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ดูเหมือนได้เปรียบ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันทีที่ทอยวิ่งเข้าใส่

    จะได้ยินเสียง'กร๊อบ'ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คล้ายกับว่าการวิ่งชนของทอย เปรียบเสมือนรถถังคันใหญ่ ในขณะที่คนเหล่านั้นเป็นเพียงฟองเต้าหู้ ถูกจัดการเรียงตัว หน้าอกบุบและกระเด็นไปด้านหลังกันหลายคน

    ไม่ถึงหนึ่งนาที กลุ่มชายฉกรรจ์กระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง บ้างตกถังขยะ บ้างกระเด็นติดอยู่บนเสาไฟ บ้างติดอยู่บนหลังคาบ้าน ในขณะที่ทอยไร้ซึ่งรอยขีดข่วน กำลังเดินไปหาพี่เปียว

    “มึงอย่าเข้ามานะเว้ย!” เปียว เจ้าของร่างอ้วนพุงโตกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว มือที่พันเป็นระวิงของเขาหยิบวัตถุอันเย็นเยียบออกมาจากร่องก้นอันสกปรก ชี้หน้าทอยประหนึ่งผู้ชนะ

    “มึงรู้ไหมนี่คืออะไร ปืนไง ถ้าหากมึงกล้าเดินเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว กูยิงมึงแน่!”

    ทอยชะงักครู่หนึ่ง พึมพำเสียงเบา “ของเด็กเล่น” จากนั้นเดินต่อไปทั้งอย่างนั้น

    เปียวกัดฟันกรอด ด้วยความหวาดกลัวเขายิงปืนออกไปโดยไม่ลังเล

    ปัง!

    ปัง!

    ปัง!

    ปืนถูกยิงเข้าหน้าอกทอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่อย่างใดก็ตามร่างกายของเขาแข็งดุจหินผา ยังเดินต่อไป ไม่ชะงักแม้แต่ก้าวเดียว

    กระทั่งเดินมาถึงเปียว ทอยเหยียดมือขวาออกไป จับปืนพกแล้วออกแรงบีบเพียงเล็กน้อย มันถูกขยำบี้แบน ไม่ต่างจากขนมเปียกปูน

    ปืนที่สามารถฆ่าชีวิตคนได้ ถูกโยนไว้บนพื้นถนน ในสภาพวัตถุที่ถูกบี้จนดูไม่ต่างจากขนม ดูราวกับมันเป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่ง อนุภาพการยิงเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงชั่วขณะ

    ต่อหน้าทอยเปียวไม่สามารถทำอะไรได้ เขาถูกไหล่ซ้ายของทอยกระแทกดัง'กร๊อบ'กระดูกแหลกกลายเป็นคนพิการทันที

    คริสและกันต์ต้องขยี้ตาหลายครั้ง

    ภาพตรงหน้าออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว คนคนเดียวสู้กับคนนับสิบ แถมยังไม่กลัวปืน ยิงไปหลายนัดก็ไม่เป็นไร

    “นี่เจมส์ ลูกน้องมึงเป็นคนเหล็กหรือวะ”

    นั่นคงเป็นคำอธิบายเดียวที่กันต์และคริสพอจะนึกออก ถึงได้ถามเพื่อนสนิทเป็นเสียงเดียวกัน

    เจมส์ย่นจมูก ตอบว่า “มึงดูหนังมากไปแล้ว ทอยเป็นคนติดตามของกู มึงไม่คิดว่าใต้ชุดสูทนั่นซ่อนเสื้อกันกระสุนไว้บ้างเหรอ”

    คริสและกันต์มองหน้ากัน เนิ่นนานจึงคิดว่าสิ่งที่เจมส์พูดมานั้นถูกต้อง

    ใช่แล้วถ้าไม่เป็นเพราะเสื้อเกราะแล้วจะเป็นเพราะอะไร คนเหล็กเหรอ? ฟังดูตลก เราไม่ได้อยู่ในหนังกันสักหน่อย

    ทอยกำลังจะเดินไปซ้ำอีกรอบ แต่ในช่วงนั้นมีกลุ่มคนอีกกลุ่มได้เข้ามาแทรก

    ชายที่อยู่ตรงกลางอายุราว 40 ปี ใต้ตาข้างซ้ายมีแผลเป็น สวมหมวกสีดำ ดูคล้ายกับพระเอกการ์ตูนบางเรื่อง

    เขาถอดหมวกด้วยมือซ้าย ก่อนจะพูดว่า “เรื่องครั้งนี้คนของผมผิดเอง คุณไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ ผมได้แต่หวังว่าคุณจะไม่ถือสา เอาความผมและลูกน้อง”

    ลักษณะคำพูดค่อนข้างแปลก จนเจมส์ต้องอดถามไม่ได้ว่า “คุณรู้จักผมเหรอ”

    อีกฝ่ายพยักหน้า ตามด้วยคำพูด “สวัสดีครับ ผมเอ็ม เจ้าของสังเวียนเดือด เป็นลูกน้องของคุณโจ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

    ลูกน้องของโจ...หรือว่านักธุรกิจจากเชียงใหม่ มิน่าถึงได้พูดแปลกๆ ที่แท้ก็คงจะเป็นชายที่เคยเห็นบนเกาะล้าน เดินตามโจอยู่ท้ายกลุ่มนั่นเอง

    “คนรู้จักนี่เอง ก็ได้ครั้งนี้ถือซะว่าผมไม่เห็นไอ้อ้วน แต่ถ้าครั้งหน้ามันกล้ามาหาเรื่องผมอีกละก็....”

    “เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลครับ รับรองไม่มีครั้งหน้า”

    “งั้นก็ดี ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อน”

    เอ็มอยากจะรั้งตัวอีกฝ่ายไว้ แต่พอเห็นเจมส์เดินไปไกลแล้วจึงทำได้เพียงถอนหายใจ

    “ลูกพี่ ทำไมถึงต้องปล่อยมันไป จริงอยู่ที่มันทำธุรกิจกับคุณโจ แต่มันก็แค่คนหาปลาไม่ใช่เหรอ?”

    หนึ่งในลูกน้องถาม แต่แทนที่จะได้รับคำตอบ เขากลับถูกตบหน้าไปทีหนึ่ง

    “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่มึงต้องรู้ รีบเก็บกวาดที่นี่ ก่อนที่พ่อมึงจะมา” กล่าวจบเอ็มเดินกลับเข้าไปในสังเวียนเดือด

    หลังจากที่เข้ามาในห้องส่วนตัวเขาถอนหายใจทีหนึ่ง

    คนอื่นอาจคิดว่าเจมส์เป็นเพียงคนหาปลา แต่เขาไม่คิดอย่างนั้น

    เพราะวันก่อนขับรถผ่านชายหาดมีโอกาสได้เห็นหน้าเจมส์ ใจอยากจะลงไปทักทายแต่ต้องหยุดความคิด ทันทีที่เห็นเนตร ลูกสาวผู้มีอิทธิพลที่อยู่ข้างกายชายหนุ่ม

    คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน