นับตั้งแต่วันที่พ่อของสุกัญญา
เสียชีวิตในบ้านหลังนี้เธอก็ไม่ค่อยได้กลับมาที่นี่อีก
ทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับภูตผีที่หญิงสาวไม่เคยเห็นเลยแต่เป็นเพราะความทรงจำสุดท้ายในที่แห่งนี้มันทำให้เธอไม่อยากหวนนึกถึงสักเท่าไรนักจนบ้านปิดร้างมาได้สักพักไม่มีคนคอยดูแล เธอจึงตัดสินใจว่าควรจะขายบ้านหลังนี้ไปเสียดีกว่าตัวเธอเองจะได้ตัดขาดจากอดีตภาพจำเก่า ๆ ที่ไม่อยากนึกถึงไปด้วย
เหตุผลมันก็มีอยู่เพียงเท่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับข่าวลือผีสางว่าเธอกลัวผีคุณพ่อหรือว่าเจอผีจนอยู่ไม่ได้ต้องขายทิ้งอะไรพวกนั้นเลยจริง ๆ
อันที่จริงแล้วหญิงสาวก็สงสัยเหลือเกินว่าทำไมกับบ้านที่เธออยู่แล้วไม่มีอะไรไม่เคยพบเจออะไรเลย แต่ทำไมใคร ๆ ถึงได้ร่ำลือกันนักหนาว่าผีดุ
"คุณกฤษณะ…เอ่อ…คุณพ่อของคุณหัวใจวายตายในห้องนี้ใช่ไหมครับ"
"ค่ะ ใช่ค่ะ" หญิงสาวพยักหน้าคิดในใจอย่างตื่นเต้น
โอ๊ย! ตรงมากเลยแถมยังรู้จักชื่อของคุณพ่อโดยที่ไม่ได้มีใครบอกอีก ดีนะที่สุกัญญาไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ไม่อย่างนั้นก็คงจะเชื่อไปแล้วแน่ ๆ เลยว่าคุณภานุวัฒน์คนนี้ มีซิกเซนส์มองเห็นและพูดคุยกับวิญญาณของคุณพ่อได้จริง ๆ
"แล้วคุณสุก็คือฝันเห็นว่าวิญญาณของคุณพ่อมากวักมือเรียกคุณสุที่ในห้องนี้เกือบทุกคืนเลยใช่ไหมครับ"
"ค่ะ…ใช่ค่ะพี่เป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีเท่าไหร่แต่ก็คิดว่าวิญญาณของคุณพ่อคงมีห่วงถึงได้มากวักมือเรียกพี่ทุกคืน"หญิงสาวพยักหน้าอีกครั้ง
ตายแล้วหรือว่าคุณภานุวัฒน์ของเฮียฮั้วคนนี้จะเป็นของจริงมองเห็นและพูดคุยกับภูตผีได้จริง ๆ กันล่ะนี่
ก็ว่าอยู่แล้วล่ะว่าคนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาได้เนี่ยมันจะต้องไม่ธรรมดา ถึงแม้สุกัญญาจะไม่เชื่อเรื่องผีสาง วิญญาณพลังจิตเหนือโลกหรือหมอดูทางในจิตสัมผัสอะไรพวกนี้ก็ตาม แต่คนเลือดกรุ๊ปโอน่ะนะถ้าได้ลองมีประสบการณ์ตรงเข้าสักครั้งแล้วล่ะก็จะเชื่อเป็นจริงเป็นจังได้อย่างบริสุทธิ์ใจเลยทีเดียว
“คุณสุมีปัญหากับสามีอยู่ใช่ไหมครับ”
ไตเติ้ลถามพร้อมกับเปิดประตูเดินนำหญิงสาวเข้าไปในห้องนอนเก่าของกฤษณะเขาหันมองซ้ายขวาวูบหนึ่งก็เห็นผีคุณลุงยืนกระโดดโลดเต้นด้วยสีหน้าเบิกบานอยู่ข้างตู้เสื้อผ้าไม้หลังใหญ่ดีอกดีใจผิดกับหน้าตาของวิญญาณมีห่วงเมื่อกี้อย่างสุด ๆ
“ถามถึงไอ้เ_ี้ยคนนั้นทำไมเหรอคะ"สุกัญญาเสียงเปลี่ยนฉับพลัน
แล้วก็ตามต่อด้วยการเล่า (บ่น)ปัญหาชีวิตของตนอีกยาวเหยียด
"พี่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับมันนานแล้วค่ะพี่รู้ว่ามันมีเมียน้อยแน่ ๆ แล้วก็เอาเงินพี่ไปเลี้ยงเมียน้อยด้วยค่ะ แต่หาหลักฐานไม่ได้อยากจะหย่ามันก็ไม่ยอม กล้ามาอ้างว่าบ้านที่อยู่ตอนนี้เป็นชื่อมันด้วยครึ่งหนึ่งถ้าจะหย่าพี่ต้องยอมเซ็นยกบ้านให้มันนั่นมันเรือนหอที่คุณพ่อให้เป็นของขวัญวันแต่งงานแท้ ๆ ทั้งเงินก่อสร้างและที่ดินก็มาจากครอบครัวทางฝั่งพี่ล้วนๆ ตัวมันมาแต่ตัวแท้ ๆ ธุรกิจการงานที่ทำจนร่ำรวยได้ขนาดนี้ก็เพราะเงินทุนจากคุณพ่อของพี่”
“ตอนจน ๆ สร้างเนื้อสร้างตัวก็มาออดอ้อนประจ๋อประแจ๋รักคุณสุอย่างนั้น เคารพคุณสุอย่างนี้แต่พอตั้งตัวได้มั่งมีก็มากร่างว่าพี่อยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ทำงานให้มันหาเงินอยู่คนเดียว แล้วยังจะกล้ามาเรียกร้องโน่นนี่ มันไม่ถูกใช่ไหมคะแบบนี้เงินทุนธุรกิจของมันก็ได้ไปจากคุณพ่อของพี่ หุ้นบริษัทมันก็ต้องมีส่วนที่พี่ถือสิแล้วตัวมันเป็นฝ่ายนอกใจพี่ก่อนแท้ ๆ มันก็ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูพี่แต่ดันจะมาเรียกร้องเอาบ้านเอาเงินจากพี่อีก พี่อยากฟ้องหย่ามันมาก ๆ เลยแต่ก็ไม่รู้ว่ามันเอาเมียน้อยไปซุกไว้ที่ไหน เก็บซ่อนกันดีมากจนไม่มีหลักฐานให้ไล่บี้แล้วยัง….”
“มันมีหลักฐานอยู่นะครับ”
ภานุวัฒน์รีบตัดบทก่อนที่ตนเองจะซวยต้องฟังสตรีวัยกำลังเครียดบ่นเรื่องปัญหาครอบครัวมากไปกว่านี้
“เอ๊ะ? คะ?” สุกัญญาชะงัก ขมวดคิ้วแปลกใจ
"วันที่คุณพ่อของคุณเสียชีวิตวันนั้นท่านเรียกคุณให้มาทานอาหารเย็นด้วยกันใช่ไหมครับ"ไตเติ้ลถามพร้อมกับเดินมุ่งตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่
"ใช่ค่ะ แต่วันนั้นพี่ดันออกไปข้างนอกกับเพื่อนได้รับข้อความที่คุณพ่อเพจ[1]มาเหมือนกันแต่กว่าจะกลับถึงบ้านได้ก็เย็นมากแล้ว พอมาถึงพบว่าคุณพ่อ…"
เล่าแล้วหญิงสาวก็ถึงกับน้ำตาคลอเบ้าออกมา
เธอโทษตัวเองมาโดยตลอดว่าเป็นเพราะเธอมาช้ามากจนเกินไปคุณพ่ออาจจะไม่ได้แค่อยากจะนัดทานข้าวเย็นธรรมดา ๆ ก็ได้ท่านคงจะมีอาการป่วยที่ชวนให้กังวลจึงเพจมาหาทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ท่านโทรศัพท์ส่งข้อความเพจเจอร์ไม่ค่อยจะเป็นเสียด้วยซ้ำ[2] หากไม่ใช่เรื่องสำคัญจริง ๆ ท่านคงไม่เพจตามตัวเธอแบบนั้นเป็นแน่ตอนนั้นถ้าเธอมาหาคุณพ่อเร็วกว่านั้นสักเล็กน้อยจนถึงตอนนี้คุณพ่อก็อาจจะยังมีชีวิตอยู่ข้าง ๆ เธอก็ได้
‘หนูนิดก็โทษตัวเองตลอดเลย คนมันจะหัวใจวายตายมันห้ามกันได้ซะที่ไหน’
ผีคุณลุงที่เมื่อครู่ยังดีดดิ้นอยู่ข้างตู้แวบมายืนลูบหัวลูกสาวของตน
ไตเติ้ลเห็นอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะพูดปลอบใจยังไงดีเอาเถอะ ถือว่าเขาตัดสินใจถูกก็แล้วกันที่ยอมเผือกเรื่องของแม่สาวคนนี้ไม่อย่างนั้นวิญญาณตาลุงนี่ก็จะยังมีห่วง ไปเกิดไม่ได้เสียทีส่วนคุณสุกัญญาก็อาจจะตรอมใจ คิดโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองไปอีกนาน สะสมต่อไปนานวันเข้าก็อาจจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน
“วันนั้นที่คุณกฤษณะเรียกคุณมานั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านจะหัวใจวายตายหรืออะไรหรอกครับท่านแค่มีเรื่องสำคัญอยากจะบอกกับคุณแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็เกิดหัวใจวายขึ้นมาก่อนแล้วเอกสารที่ท่านเตรียมเอาไว้ให้คุณก็ดันถูกน้องขวัญฤดีปัดตกลงไปที่หลังตู้ใบนี้ก่อนหน้าที่คุณจะมาเพียงแค่แป๊บเดียวคุณก็เลยไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วคุณพ่อของคุณได้เตรียมเอกสารสำคัญอะไรเอาไว้ให้”
“เอ่อ… ขวัญฤดีเป็นแมวนะคะ” สุกัญญาแก้อย่างงงๆ
แปลกใจอยู่ว่าคุณภานุวัฒน์คนนี้รู้รายละเอียดเรื่องพวกนี้ที่เธอไม่รู้เรื่องได้อย่างไรยังรู้จักชื่อแม้กระทั่งขวัญฤดีแมวสามสีตัวกลมสวยที่คุณพ่อเก็บมาเลี้ยงจากที่ทำงาน
ตอนนั้นคุณพ่อของเธอไม่รู้จะตั้งชื่อแมวว่าอะไรแต่แม่บ้านที่กระทรวงที่ชื่อขวัญฤดีเป็นคนอุ้มมาให้เธอกับคุณแม่จึงบอกให้เรียกแมวว่าขวัญฤดีไปก่อนจนกว่าจะนึกชื่อให้แมวได้
แล้วเจ้าขวัญฤดีก็เลยถูกเรียกตามนั้นมาเรื่อย ๆ ใครที่ไม่รู้เวลาได้ยินครอบครัวเธอพูดถึงชื่อขวัญฤดีโดยส่วนใหญ่ก็มักจะ
เข้าใจว่าเป็นคนกันแทบทั้งนั้น.
[1]เพจ/ข้อความเพจเจอร์คำเรียกย่อมาจากชื่อของอุปกรณ์วิทยุติดตามตัวหรือเพจเจอร์ เครื่องมือสื่อสารอันทันสมัยสุดๆ ในยุคเก้าศูนย์( พ.ศ. 2530-2544 )
[2]การส่งข้อความเพจเจอร์ การส่งข้อความทางเพจเจอร์นั้นจะเป็นการโทรเข้าเบอร์กลาง(ศูนย์)ที่จะมีพนักงานบริการพิมพ์ข้อความตามที่ลูกค้าบอกแล้วส่งข้อความนั้นเข้าเครื่องเพจเจอร์อีกทีโดยการบอกข้อความให้พนักงานพิมพ์นี้ บางครั้งก็อาจจะมีงง ๆ ฟังไม่ถนัดได้ยินไม่ชัด ต้องย้ำพูดหลายรอบผู้สูงวัยบางท่านหูไม่ค่อยดีก็อาจสื่อสารกับพนักงานลำบากเล็กน้อยจึงทำให้ไม่ถนัดในการส่งข้อความทางเพจเจอร์อีกทั้งในยุคนั้นเพจเจอร์ยังมีผู้ให้บริการหลายเจ้า ทั้งเพจลิงค์ โฟนลิงค์ซึ่งเบอร์กลางที่จะต้องโทรเข้าไปเพื่อฝากข้อความของแต่ละเจ้าก็จะแตกต่างกันไปทำให้ผู้สูงวัยสับสนในการจดจำ ก็จะกลายเป็นไม่ชอบส่งข้อความทางเพจเจอร์ไปโดยปริยาย