บทที่ 33 คู่บุพเพ
เพียงเท่านี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่าตำแหน่งของปรมาจารย์สื่อวิญญาณนั้นสูงส่งเพียงใด
เวลาผ่านไปพอประมาณขันทีข้างกายฮ่องเต้ก็กล่าวจบคำบอกเริ่มพิธีเสียงดังกังวาน
“พิธีบูชาฟ้าดินเริ่มต้นขึ้นแล้วขอทุกท่านลุกขึ้นตั้งจิตอธิษฐานด้วยความเคารพเชิญปรมาจารย์เย่ว์ฉีหวงขึ้นแท่นบูชาเพื่อสวดขอพร”
สิ้นคำประกาศทุกคนลุกขึ้นพร้อมกัน ประสานมือแนบอก แสดงท่าทางสวดอธิษฐานด้วยความเลื่อมใส
ชายชราในชุดขาวปลายแขนกว้างดูสูงส่งดุจเซียนผู้อยู่เหนือธุลีพร้อมศิษย์ทั้งสามผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม ก้าวเดินไปยังแท่นพิธีด้วยท่วงท่ามั่นคง
นี่เป็นครั้งแรกที่เซียวหลิงอวิ๋นได้เห็นเย่ว์ฉีหวงนางเพียงชำเลืองมองพลังเต๋าของเขาก็พอรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้มีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย
เย่ว์ฉีหวงและศิษย์ทั้งสามใบหน้าเคร่งขรึมเมื่อขึ้นถึงแท่นสูงแล้ว เขาก็ชักกระบี่ไม้วิญญาณอายุกว่าพันปีพร้อมหยิบยันต์สีเหลืองออกมาชุดหนึ่ง
กระบี่ไม้ชี้ขึ้นฟ้าเปล่งเสียงกังวาน
“ข้าน้อยเย่ว์ฉีหวง ได้รับมอบหมายจากองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นฮั่วหลีขอถามฟ้าดินถึงภัยแล้งที่เกิดขึ้นตลอดสามปีที่ผ่านมา ขอฟ้าจงเมตตาประชาชนโปรดประทานหยาดฝนลงมาเถิด!”
พูดจบเขาก็ใช้ปลายกระบี่แตะยันต์หนึ่งใบ พลันยันต์นั้นก็ลุกไหม้ขึ้นโดยไม่มีเปลวไฟเกิดเป็นสายควันสีเทาลอยตรงขึ้นฟ้า แม้สายลมก็ไม่อาจพัดให้คลาดเบน
เมื่อเห็นภาพนี้ทุกคนต่างเบิกตากว้าง เปี่ยมด้วยความหวังและความเลื่อมใส
เพราะภัยแล้งในแคว้นฮั่วหลีนั้นรุนแรงเกินกว่าจะทานทนทั้งยังทำให้ทรัพยากรขาดแคลน ล้าหลังกว่าแคว้นอื่นมากพลังวิญญาณในแผ่นดินก็อ่อนจาง ผู้บำเพ็ญเพียรล้วนก้าวหน้าช้า
เย่ว์ฉีหวงจุดยันต์อีกสิบกว่าแผ่นติดๆกัน จนกระทั่งควันลอยทะลุขึ้นสู่ชั้นเมฆ จึงเริ่มร่ายรำพิธีกรรมสื่อฟ้าศิษย์ทั้งสามช่วยกันถือเครื่องสังเวยด้วยความเคารพนบนอบ
ทุกย่างก้าวที่ร่ายรำนั้นประสานกับเสียงกระดิ่งใสเสนาะก่อเกิดคลื่นแห่งแรงศรัทธา ก่อรูปขึ้นอย่างแผ่วเบา
เซียวหลิงอวิ๋นเห็นแล้วก็ยกคิ้วขึ้นนิดรู้ในใจทันทีว่าครานี้เย่ว์ฉีหวงจะขอฝนสำเร็จแน่นอน
ทันทีที่เย่ว์ฉีหวงจบกระบวนร่ายรำนางก็เห็นกระแสพลังลึกลับสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนโดยที่ผู้คนโดยรอบจะไม่อาจรับรู้
เย่ว์ฉีหวงสะบัดมือโยนยันต์แผ่นหนึ่งขึ้นฟ้าแผ่นยันต์ลอยดิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะเปล่งเสียงก้อง
“ฝนโปรย!”
เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงตามมาท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสพลันมีเมฆดำหนาทึบปกคลุม แสงแดดถูกบดบังทั่วทั้งบริเวณบรรยากาศมืดครึ้มเต็มไปด้วยเค้าฝน
ละอองฝนเริ่มโปรยปรายลงมาประปรายพอหยดกระทบใบหน้าผู้คน ทุกคนก็แทบระเบิดเสียงเฮลั่นด้วยความยินดี
“สวรรค์! สวรรค์โปรยฝนลงมาจริงๆ ด้วย เยี่ยมยอดยิ่งนัก!”
“ปรมาจารย์เย่ว์ฉีหวงช่างยิ่งใหญ่ยิ่งนัก! แคว้นฮั่วหลีของพวกเราในที่สุดก็พ้นจากมหันตภัยแล้งเสียที!”
ผู้คนตื่นเต้นดีใจจนไม่รู้จะพูดอะไรหลีเย่หงเองก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมาในที่สุด
ทว่า...เพียงไม่นานหลังจากเม็ดฝนตกลงมาไม่กี่หยด เมฆดำก็สลายหายไปแสงอาทิตย์เจิดจ้ากลับคืนมาอีกครั้ง...
ทุกคนต่างยังไม่ทันตั้งตัวพากันจ้องไปยังเย่ว์ฉีหวงบนแท่นบูชาด้วยความมึนงง
แต่แล้วกลับเห็นเย่ว์ฉีหวงตัวสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นด้วยท่าทีเคารพบูชา ดวงหน้าแหงนขึ้น ปิดเปลือกตาแน่นประหนึ่งกำลังตั้งใจรับฟังเจตนาฟ้าดิน
เห็นดังนั้นทุกคนก็ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่ฮ่องเต้เองก็เช่นกันมีเพียงเซียวหลิงอวิ๋นที่แสยะยิ้มขบขันนางมองออกชัดว่าเมื่อครู่เย่ว์ฉีหวงแอบใช้ยันต์ลับทำลายเมฆฝนเหล่านั้นไปนางอยากรู้จริงๆ ว่าเขาคิดจะทำอะไรต่อ
ไม่นานเย่ว์ฉีหวงก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง หลังกล่าวขอบคุณสวรรค์ เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้าไปยังทิศที่หลีเย่หงประทับอยู่ ก่อนจะประกาศเสียงดัง
“ฝ่าบาท กระหม่อมเย่ว์ฉีหวงได้รับเมตตาให้ได้ยินความลับจากสวรรค์เหตุที่แคว้นฮั่วหลีเกิดภัยธรรมชาติต่อเนื่องตลอดมานั้นเป็นเพราะมีบุคคลสำคัญสองคนที่ชะตาและบุญวาสนาปั่นป่วนทำให้เส้นทางบุพเพสันนิวาสคลาดเคลื่อน ส่งผลให้พลังฟ้าดินสับสนวุ่นวายภัยธรรมชาติจึงบังเกิดมิรู้จบ นี่จึงเป็นเหตุให้ฝนมิอาจตกลงมาได้”
อะไรนะ!ภัยธรรมชาติของแคว้นฮั่วหลีเกิดจากการรบกวนของบุญวาสนา? เรื่องนี้ไม่ธรรมดาแล้ว!
ยิ่งเป็นผู้ที่มีสถานะไม่ธรรมดายิ่งทำให้ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายพากันตื่นตระหนกมองหน้ากันด้วยความกังวล
หลีเย่หงรีบถามทันที“เช่นนั้นสวรรค์มีบัญชาใด ระบุหรือไม่ว่าเป็นผู้ใดและจะแก้ไขได้อย่างไร”
เย่ว์ฉีหวงแสดงท่าทีให้ฮ่องเต้สงบก่อนแล้วกล่าว “ขอฝ่าบาทอย่าได้กังวลฟ้าได้ประทานกระแสเสียงแก่กระหม่อมแล้วเพียงแค่ปรับเส้นทางบุพเพให้กลับสู่แนวทางเดิมพลังแห่งฟ้าดินก็จะกลับมาสมดุลอีกครั้ง บุคคลทั้งสองที่สวรรค์เอ่ยถึงนั้นไม่ใช่ใครอื่น หนึ่งคือคุณหนูใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วโหว เซียวหลิงอวิ๋นอีกหนึ่งคือท่านอ๋องเก้า หลีเย่หาน”
“ตามชะตาฟ้าลิขิต เดิมทีทั้งสองควรเป็นคู่บุพเพที่สวรรค์กำหนดไว้ทว่าเพราะเหตุบางประการ ทั้งสองกลับถูกหมั้นหมายกับผู้อื่นตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้พันธะชะตาถูกบิดเบือนพลังแห่งฟ้าดินจึงสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ บัดนี้มีเพียงหนทางเดียวคือให้ทั้งสองผูกสัมพันธ์แต่งงานกันจึงจะสามารถนำพลังบุญวาสนาที่ยุ่งเหยิงให้กลับคืนสู่เส้นทางเดิม ภัยพิบัติก็จะค่อยๆมลายหายไป”
คำกล่าวของเย่ว์ฉีหวงทำให้ผู้คนแตกตื่นไปทั่ว
“ท่านอ๋องเก้ากับเซียวหลิงอวิ๋น คุณหนูจวนโหวผู้แสนเอาแต่ใจ เป็นคู่บุพเพที่สวรรค์กำหนดไว้รึ!แต่...เซียวหลิงอวิ๋นไม่ใช่ว่ากำลังจะเข้าพิธีสมรสกับองค์ชายสามหรืออย่างไร!”
“ไม่ได้ยินหรือไรว่าปรมาจารย์เย่ว์ฉีหวงบอกว่าคู่บุพเพผิดพลาดจึงทำให้แคว้นฮั่วหลีประสบภัยพิบัติต่อเนื่อง ถ้ายังปล่อยให้แต่งกันต่อไปฝนก็คงไม่ตกอีก! ต้องรีบให้เซียวหลิงอวิ๋นถอนหมั้นกับองค์ชายสามเสียโดยเร็ว!”
“ใช่แล้ว! สวรรค์บอกว่าเซียวหลิงอวิ๋นกับท่านอ๋องเก้าเป็นคู่แห่งชะตาฟ้าลิขิตฝ่าบาทรีบมีพระราชโองการเถิด!”
เสียงจากรอบทิศดังขึ้นมากมายต่างเสนอให้ฮ่องเต้รีบประกาศยกเลิกการหมั้นหมายระหว่างหลีเทียนเหยียนกับเซียวหลิงอวิ๋นแล้วจัดการประทานนางให้หลีเย่หานแทน
ไม่มีใครสังเกตเห็นสีหน้าของหลีเทียนเหยียนที่ไม่แสดงความประหลาดใจแม้แต่น้อยรวมถึงความปลื้มปีติเกินพอดีของเซียวเย่ว์หยา
หลีเย่หงพยักหน้าช้าๆแล้วประกาศด้วยเสียงหนักแน่น
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ตามบัญชาสวรรค์ ข้าย่อมไม่อาจฝ่าฝืนบัดนี้เราจะเป็นผู้ตัดสินใจยกเลิกการหมั้นระหว่างเซียวหลิงอวิ๋นกับองค์ชายสามหลีเทียนเหยียนและจะประทานนางให้แก่หลีเย่หาน น้องเก้าของเรา เทียนเหยียน เย่หานพวกเจ้ามีความเห็นอันใดหรือไม่”
เซียวหลิงอวิ๋นเบิกดวงตากว้างความตกใจปะทุขึ้น
อะไรกันนี่!แม้จะรู้สึกยินดีที่จู่ๆ ก็ถอนหมั้นกับคนอย่างหลีเทียนเหยียนได้ แต่นี่มันอะไรกัน!อยู่ๆ ก็จะให้นางแต่งกับหลีเย่หานอย่างไม่ถามความเห็นสักคำ!
นางเองก็เป็นปรมาจารย์สื่อวิญญาณรู้ดีกว่าสิ่งที่เย่ว์ฉีหวงพูดออกมานั้นล้วนไร้สาระ!
นางรีบหันไปมองหลีเทียนเหยียนก็เห็นว่าเขากำลังจ้องมองเย่ว์ฉีหวงอยู่ด้วยสีหน้ายิ้มพึงใจ
ทันใดนั้นเซียวหลิงอวิ๋นก็เข้าใจ
เรื่องทั้งหมดนี้มีเขาอยู่เบื้องหลังแน่!หลีเทียนเหยียนไม่เคยต้องการแต่งงานกับนางเลยตั้งแต่ต้น!
หึ!คิดจะเล่นงานนางอย่างนั้นหรือไม่ดูหน่อยว่านางเซียวหลิงอวิ๋นจะให้ใครมาหลอกกันง่ายๆ หรือไม่!
“กระหม่อมไม่ขัดข้อง!”
“กระหม่อมไม่มีข้อโต้แย้ง”
เสียงตอบของหลีเทียนเหยียนและหลีเย่หานดังขึ้นติดกัน
เซียวหลิงอวิ๋นเบิกตาจ้องหลีเย่หานที่สีหน้าเรียบเฉยอย่างตกตะลึงนางรีบก้มหน้าเข้าใกล้เขา พูดเสียงต่ำราวกับเจอผี
“ท่านตอบตกลงทำไม! เย่ว์ฉีหวงโกหกทั้งเพ ท่านอย่าไปหลงเชื่อเขาเชียวนะ!”
ดวงตาลึกดำดั่งเหวของหลีเย่หานฉายแววจริงจังยิ่งกว่าครั้งใดก่อนจะกล่าวเสียงทุ้มชัด
“ข้าว่าที่เย่ว์ฉีหวงพูดก็สมเหตุสมผลข้ากับเจ้าคือคู่บุพเพที่สวรรค์ลิขิตมา”
เซียวหลิงอวิ๋นแทบสำลักเลือดตบหน้าผากตัวเองอย่างสิ้นหวัง
หลีเย่หานเสียสติไปแล้วแน่ๆถึงเชื่อเรื่องงมงายแบบนั้นได้!
อีกด้านหนึ่งหลีเข่อเซวียนที่ยืนมองอยู่เบื้องหลังกำลังมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยสายตาเย้ยหยันในใจแค่นหัวเราะ
ท่านอาอ๋องเก้าต้องมาแต่งกับหญิงอัปลักษณ์เช่นนั้นหรือนี่? สะใจนัก! หญิงหน้าไม่อายคนนั้นที่ทำให้ข้าอับอายเมื่อครู่คงช้ำใจจนน้ำตาร่วงไปแล้วกระมัง สมควรแล้ว!
หลีเย่หงได้ยินคำตอบของทั้งสองก็พอใจเป็นอย่างมากยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันไปถามเย่ว์ฉีหวง
“ปรมาจารย์เย่ว์ บัดนี้เราก็แก้ไขชะตาคู่ผิดพลาดแล้วเช่นนี้จะสามารถโปรยฝนลงมาได้หรือยัง”
“เดี๋ยวก่อน!”
ก่อนที่หลีเย่หงจะกล่าวจบเซียวหลิงอวิ๋นก็ลุกขึ้นแล้วกล่าวเสียงดัง
“ฝ่าบาท! หม่อมฉันมีเรื่องต้องพิสูจน์สิ่งที่เย่ว์ฉีหวงพูดเมื่อครู่ล้วนแต่เป็นเท็จทั้งสิ้น ภัยพิบัติของแคว้นฮั่วหลีหาได้เกี่ยวข้องกับชะตาบุพเพของเซียวหลิงอวิ๋นกับท่านอ๋องเก้าเลยแม้แต่น้อย!”
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ทุกสายตาหันขวับมาที่เซียวหลิงอวิ๋นพร้อมกัน