บทกวีผลาญฟ้า

    บทที่ 1 ตอนที่ 42 : เสี้ยววิญญาณ

    ตอนที่ 42 เสี้ยววิญญาณ


     

    ตุบ ตุบ!


     

    เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะต่อเนื่อง เสียงนี้ไม่ว่าผู้ใด เมื่ออยู่ในความเงียบงันก็มักจะได้ยินเสมอ มันสามารถบ่งบอกได้ว่า ตนเองนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ ดังเช่นหยุนเสวี่ยเฟิงในขณะนี้ มันหมดสติไปได้ไม่นานเท่าใดนัก


     

    “อา..” หยุนเสวี่ยเฟิงแผดเสียงคราหนึ่ง ความเจ็บปวดในหัวของมันเกิดขึ้นตามจังหวะเสียงหัวใจ แต่ถึงกระนั้นมันก็ได้ฝืนตัวลุกขึ้นทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อได้สติและระลึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าได้แล้ว ชายหนุ่มจึงเริ่มสำรวจร่างกาย


     

    ‘ไม่อยู่แล้ว?!’ ครั้งนี้มันไม่ได้กล่าวจากปาก ชายหนุ่มเรียนรู้ได้ว่าหากกล่าวอันใดแล้ว มันอาจจะพบเจอสิ่งที่ไม่คาดคิดอีก ครั้นเมื่อสำรวจตนเองแล้ว มันก็หันไปมองตรงกลางห้องโถงอีกครั้ง มันกลับพบว่าวัตถุประหลาดนั้นได้หายไปแล้ว


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้ว เมื่อครู่นั้นมันคิดว่าตนเองต้องตกตายไปเสียแล้วจากหยดน้ำขนาดยักษ์ที่ครอบคลุมทั่วร่างเมื่อครู่..


     

    “เจ้าทำสิ่งใดกับข้า?” แน่นอนว่าครั้งนี้หยุดเสวี่ยเฟิงระวังคำพูด มันหันไปมองรอบด้านที่มีแต่ความว่างเปล่า ทว่าในขณะนั้นกลับมีซุ่มเสียงของชายชราดังเข้ามา “หนุ่มน้อย เจ้าอยากสนทนากับสิ่งไร้ชีวิตหรือ?”


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงม่านตาหดวูบ รอบด้านของมันมีแต่ความเงียบงัน แต่เสียงนั้นกลับดังเข้ามาในความคิดขอบมัน “ท่านเป็นใคร.. ต้องการสิ่งใด?”


     

    คำถามง่ายๆ ที่ไม่ว่าผู้ใดต้องเอ่ยกล่าวเมื่อพบเจอสิ่งที่ตนไม่อาจเข้าใจได้ เสียงชายชราจึงตอบหยุนเสวี่ยเฟิงไปว่า“เราไม่รู้ว่าเราเป็นผู้ใด สิ่งที่เราต้องการ ย่อมเป็นตัวเจ้าที่เราชักนำเข้ามา..”


     

    “ตัวข้า?” หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้ว เสียงชราจึงกล่าวต่อ “การที่เจ้ามาถึงแล้ว แสดงว่าร่างต้นของข้าคงทำสำเร็จ เช่นนั้นก็จงรับมอบอุดมการณ์ที่จะส่งต่อเถิด”


     

    “ร่างต้น? ร่างต้นของท่านคือผู้ใด?”


     

    “ข้าไม่ทราบ.. ข้าเป็นเพียงเสี้ยววิญญาณเท่านั้น” คำตอบจากเสี้ยววิญญาณนี้คล้ายจะสร้างความไม่พึงพอใจให้กับชายหนุ่มอยู่บ้าง “แล้วอุดมการณ์ที่ว่าคือสิ่งใด?”


     

    “ข้าไม่ทราบ..” ได้ยินเช่นนั้นหางคิ้วหยุนเสวี่ยเฟิงพลันกระตุก แต่ยังไม่ทันที่จะทักท้วงอันใด เสี้ยววิญญาณนี้ก็กล่าวต่อ“ข้าคือเสี้ยววิญญาณของบุคคลผู้หนึ่ง ท่านผู้นั้นมอบหน้าที่ให้ข้าส่งมอบอุดมการณ์บางอย่าง”


     

    “ข้าไม่ต้องการรับมอบ!” หยุนเสวี่ยเฟิงตอบโดยทันที จะให้มันรับสิ่งใดจากสิ่งที่มันไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร แต่ชั่วขณะนั้นความเจ็บปวดก็โลดแล่นเข้ามาในหัวของมันอีกครั้ง!


     

    “อ๊าก..!” ชายหนุ่มร่ำร้อง มันยกสองมือขึ้นกุมหัว พร้อมกันนั้นก็มีเสียงชราภาพกล่าวคล้ายมีโทสะ “เจ้าปฏิเสธไม่ได้!”


     

    ในขณะที่ความเจ็บปวดเริ่มแผ่ขยายแล่นไปทั่วร่างนั้น ภายในห้วงความคิดกลับปรากฏภาพเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมาเป็นภาพการสนทนาของชายหนุ่มผู้หนึ่งกับหญิงสาวที่อยู่ในห้วงสีขาวดำ รูปร่างและใบหน้าทั้งสองนั้นมิได้ชัดเจนอันใด


     

    “ข้าต้องกระทำเช่นนี้ เพื่อวันข้างหน้า!” ชายหนุ่มตะคอกเสียง แต่หญิงสาวก็ตอบโต้ทันที “แต่วิชาแยกวิญญาณ.. มันจะสร้างบาปของท่านให้เป็นอสูรร้าย!”


     

    ชายหนุ่มที่ได้ยินเช่นนั้นกลับชะงักไป สองมือคล้ายจะกำหมัดแน่น หญิงสาวที่กล่าวโต้ตอบจึงถอดถอนหายใจแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นหรือ? ใช่ว่าอุดมการณ์ของท่านจะไม่มีวิธีส่งต่อ”


     

    ชายหนุ่มจึงตอบกลับทันที “มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น หากข้าไปยัง’ดินแดนนั้น’แล้ว จะไม่สามารถกลับออกมาได้อีก ช่วงเวลานั้นคงจะเกิดขึ้นในอีกหลายชั่วอายุคน”


     

    “แล้วสิ่งที่ท่านกระทำไปก่อนหน้านี้.. มันยังไม่พอหรือ?” หญิงสาวทักท้วงอีกครั้ง


     

    “ยัง!” ชายหนุ่มตะคอกอีกครั้ง “อาจจะเพียงพอสำหรับข้า แต่มันเพียงพอกับคนรุ่นหลัง จะอย่างไรเสีย ในตอนนี้พวกมันเพียงรอโอกาสเท่านั้น!”


     

    ภาพเหตุการณ์นี้ปรากฏขึ้นเพียงเท่านี้ จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มกลับกลายเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่ง บัดนี้ตัวหยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะเป็นผู้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย เบื้องหน้าของมันกลับมีเพียงชายหนุ่มคนก่อนหน้าเท่านั้น แสงสียังคงเป็นขาวดำและรูปร่างของชายหนุ่มยังคงเลือนราง


     

    “เจ้ามาแล้วหรือ?” ใบหน้าที่พร่ามัวหันมากล่าวกับหยุนเสวี่ยเฟิง “ท่านกล่าวกับข้าหรือ?”


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงฉงนใจ ภาพเบื้องหน้ามันนี้ มิใช่ว่าเป็นภาพในอดีตหรอกหรือ? ทว่ายังไม่ทันจะสงสัยอันใดต่อ ชายตรงหน้ากลับเดินไปนั่งบนแท่นหินที่หยุนเสวี่ยเฟิงคุ้นตาอย่างประหลาด


     

    “เจ้าคิดว่าหินนี้ดีหรือไม่?” ชายตรงหน้าว่าแล้วก็หัวเราะออกมาราวกับเป็นคนบ้า ทั้งยังกล่าวอีกว่า “นี่ข้ากล่าวอยู่คนเดียวหรอกหรือ ฮ่าฮ่า”


     

    ‘อะไรของเจ้ากัน?’ หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้ว (อิหยังฟร๊ะ! ประมาณนั้น)


     

    ชายหนุ่มหัวเราะอยู่ไม่นานนัก ก่อนจะลุกขึ้นแล้วจึงกางฝ่ามือออกไปยังแท่งหินนั้น


     

    “แยกมิติ!”


     

    ครื่น...!


     

    ในขณะนั้นบรรยากาศรอบกายชายหนุ่มก็เริ่มแปรเปลี่ยน เสียงฟ้าผ่าฟ้าร้องดังลั่น ก้อนหินที่อยู่ด้านหน้าชายหนุ่มพลันเกิดร่องรอยปริแตก พร้อมกันนั้นแสงสว่างก็ปรากฏออกมาจากรอยปริแตกนั้น


     

    ครื่น...


     

    ไม่นานเกินอึดใจ ก้อนหินที่ปริแตกก็เริ่มกลับกลายเป็นซุ้มประตูอันกว้างขวาง ด้านในซุ้มนั้นกลับกลายเป็นประตูมิติที่ไม่ว่าจะมองยังไง ก็ละม้ายคล้ายคลึงกับซุ้มประตูที่หยุนเสวี่ยเฟิงถูกลากเข้ามา


     

    “แยกเสี้ยววิญญาณ.. อ๊ากก!” ชายหนุ่มเมื่อเอ่ยกล่าวเสร็จก็แผดเสียงร้องทุกข์ทรมาน ทั่วร่างของมันเริ่มมีของเหลวสีมืดซึมออกมาจากผิวหนัง เสียงแผดร้องโหยหวนนี้ยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนจวบจนของเหลวนั้นได้เจิ่งนองไปทั่วพื้น


     

    หลังจากนั้นของเหลวที่เจิ่งนองบนพื้นนั้นเริ่มมีปฏิกิริยาบางอย่างเกิดขึ้น ทันทีเมื่อชายหนุ่มหยุดแผดเสียงร้องของเหลวเหล่านั้นก็ไหลเข้าไปในประตูมิติอย่างรวดเร็ว!


     

    “ความตะกละหรือ?” ชายหนุ่มน้ำเสียงโรยรินเหม่อมองไปยังด้านในประตูมิติ ก่อนจะหันมาหาหยุนเสวี่ยเฟิงแล้วกล่าวว่า “หวังว่าเจ้าจะใช้มันมันในเวลาอันสมควร”


     

    ชายหนุ่มว่าแล้วก็ยกมือขึ้นมาก่อนจะล้วงเข้าไปในทรวงอกของตน ที่ว่าทรวงอกนั้นหมายความว่า มันได้ล้วงลึกเข้าใปในร่างกายของมันจริงๆ! ก่อนจะดึงเอาวัตถุบางอย่างออกมา วัตถุนี้มีรูปร่างดั่งของเหลวที่ไหลวนเป็นวงกลมบนฝ่ามือ


     

    ชายหนุ่มพินิจวัตถุในมืออยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงถอนหายใจ คล้ายจะเสียดายสิ่งนี้ จากนั้นวัตถุไร้รูปร่างก็ลอยล่องเข้าไปในม่านประตูมิติเบื้องหน้า


     

    หลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็พลันจางหายไปจากห้วงความคิด หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อรู้สึกตัวแล้ว มันก็พบว่าบัดนี้ตัวมันได้ยืนอยู่กลางห้องโถงที่เคยอยู่เช่นเดิม


     

    “ข้าให้เจ้าได้เห็นเสี้ยวหนึ่งของข้าแล้ว” เสียงชราภาพกล่าว ทว่าหยุนเสวี่ยเฟิงกับมิได้รู้สึกคล้อยตามภาพนิมิตแม้แต่น้อย มันไม่รู้ว่าเสี้ยววิญญาณตนนี้ต้องการจะสื่อสิ่งใด


     

    “ข้าไม่เข้าใจ” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวสั้นๆ มันไม่สามารถทำความเข้าใจได้จริงๆ เสี้ยววิญญาณจึงตอบว่า “เจ้าได้รับมอบบางสิ่งจากร่างต้นของข้าแล้ว หวังว่าเจ้าจะใช้ในเวลาที่ถูกที่ควร”


     

    “ใช้อะไร รับมอบตั้งแต่เมื่อใด?” ชายหนุ่มฉงนใจหนักขึ้นไปอีก ทว่าในขณะนั้นมันกลับจดจำห้วงเหตุการณ์ที่หยดน้ำเข้าครอบคลุมตัวมันได้ สิ่งนั้นคล้ายคลึงกับวัตถุไร้รูปร่างในนิมิตก่อนหน้า “สิ่งนั้นคืออะไร มันเข้ามาในตัวข้าหรือ?!”


     

    “...” ห้องโถงยังคงเงียบงัน คำถามนี้มิได้เจาะจงว่าสิ่งนั้นหมายถึงอะไร พลันนั้นเบื้องหน้าของหยุนเสวี่ยเฟิงกลับปรากฏม่านพลังบางอย่างขึ้นมาพร้อมกับภาพอันเลือนลาง ครั้นเมื่อพินิจให้ถี่ถ้วนแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงกลับเบิกตากว้าง


     

    ‘ซิ่วอิง!’ ภาพในม่านพลังค่อยๆชัดเจนขึ้น ปรากฏเป็นภาพสมรภูมิด้านนอก เหล่านักเดินทางกว่าสิบคนรวมทั้งหวังซิ่วอิงกำลังต่อสู้กับอสูรสีแดงร่างกายใหญ่ยักษ์!


     

    “มันคือสิ่งใด?!” หยุนเสวี่ยเฟิงถามซ้ำ


     

    “มันคือหนึ่งในอสูรบาปของร่างต้นข้า เมื่อเจ้าได้ถูกเลือกแล้ว เจ้าต้องกำราบมันลง”


     

    “จะกำราบมันได้อย่างไร?” แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะไม่รู้ว่าอสูรตนนั้นระดับใด แต่จากความพินาศในภาพเคลื่อนไหวนี้และระดับพลังของนักเดินทางโดยเฉลี่ย มันก็พอจะเดาได้ว่า มันต้องมีระดับเกินเจ็ดสิบแน่นอน


     

    “เจ้าปฏิเสธไม่ได้ เจ้าต้องรับมอบอุดมการณ์เท่านั้น” เสียงชราภาพตอบไม่ตรงคำถาม


     

    ขณะนั้นเอง ทั่วทั้งห้องโถงก็ค่อยๆอับแสงลงจนมืดมิด ภาพผืนท้องฟ้ายามราตรีปรากฏออกมาอีกครั้ง หยุนเสวี่ยเฟิงที่ยืนบนพื้นก่อนหน้า ในตอนนี้กลับลอยล่องท่ามกลางหมู่ดาว แต่ชายหนุ่มกลับยังคงจ้องมองมองภาพเบื้องหน้า ยิ่งมายิ่งเริ่มจะร้อนใจ


     

    “อุดมการณ์นั้นคืออะไร?!” หยุนเสวี่ยเฟิงไม่ลังเลอีกต่อไป มันอยากรีบจบเรื่องที่นี่แล้วออกไปช่วยหญิงสาวทันทีแน่นอนว่าเวลานี้การช่วยเหลือย่อมต้องมาก่อน แม้ว่ามันจะไม่รู้ความต้องการของเสี้ยววิญญาณนี้ก็ตาม!


     

    เมื่อเอ่ยกล่าวไปแล้ว พลันนั้นทั่วทั้งห้องโถงก็กลับกลายเป็นภาพผืนฟ้าสีแดงฉาน หมู่เมฆรอบด้านกลับกลายเป็นทะเลเพลิง ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าได้เลือนหายไปก่อนจะพบว่าด้านหลังม่านมายานี้ได้ปรากฏดวงตะวันทมิฬทอแสงสีดำ!


     

    “อุดมการณ์นั้นก็คือ...” เสียงชายหนุ่มในนิมิตก่อนหน้าดังก้องกังวาลลั่นในโสทประสาท ทว่าถ้อยคำสุดท้ายกลับปรากฏในห้วงความคิดของชายหนุ่ม


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงม่านตาหดวูบเมื่อได้รับถ้อยคำสุดท้าย มือไม้สั่นเทาขนลุกทั่วร่าง มันรับรู้ได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง บางอย่างที่มันรู้ว่าจะได้พบเจอเข้าสักวัน


     

    “นี่คือวาสนาของข้าหรือ?... ข้ายอมรับมัน!”


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงตะโกนลั่น  ดวงตาของมันทอแสงเรืองรอง ด้านหลังพลันปรากฏวงแหวนแสงอยู่เลือนราง ดวงตะวันขนาดใหญ่เบื้องหน้าก็ปลดปล่อยคลื่นแสงสีดำเจิดจ้าครอบคลุมไปทั่วทั้งห้วงมิตินี้


     

    ปรากฏการณ์ทุกอย่างดำเนินไปอีกครู่หนึ่งก่อนที่จะค่อยๆสงบลง ทิวทัศน์รอบกายหยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มกลับกลายเป็นห้องโถงอีกครั้ง


     

    “จะสังหารมันได้อย่างไร?” หยุนเสวี่ยเฟิงดาวตาแน่วแน่ เบื้องหน้าก็พลันปรากฏดวงแสงขนาดเล็กเท่าฝ่ามือขึ้นมาพร้อมกับเสียงชราภาพเอ่ยขึ้น


     

    “หากว่าเสี้ยววิญญาณของข้ายังอยู่ อสูรแห่งบาปตนนี้จะฟื้นฟูตนเองเรื่อยๆ เจ้าเพียงแค่ทำลายเสี้ยววิญญาณนี้ จากนั้นก็กลับไปทำลายร่างอสูร”


     

    ในขณะที่หยุนเสวี่ยเฟิงกำลังติดอยู่ในมิติประหลาดนั้น เซียวเฉิงเฟยที่อยู่ด้านนอกบัดนี้มันได้วิ่งกลับไปบริเวณที่พักแรมแล้ว ด้วยที่ว่าพัดสีดำยังคงลอยอยู่ ก็เท่ากับว่าสหายของมันยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นมันจึงตัดสินใจกลับไปช่วยเหลือทางด้านหวังซิ่วอิงก่อน


     

    “อดทนไว้นะ เจ้าหน้าสาว!” เซียวเฉิงเฟยกัดฟันขณะวิ่งกลับ มันไม่ได้อยากจากออกมาแม้แต่น้อย แต่จะอยู่เฝ้ารอก็มิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น การกลับไปช่วยเหลือกลุ่มของมันก่อน แล้วค่อยกลับมาร่วมด้วยช่วยกัน เสาะหาวิธีพาสหายออกมาจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำ แน่นอนว่ามันต้องภาวนาให้หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงไม่เป็นอะไรไปเสียก่อน!


     

    ครั้นเมื่อเร่งรุดหน้ามายังบริเวณที่พักแรม เซียวเฉิงเฟยกลับพบกังหยงกำลังซุ่มอยู่ในโพรงไม้ห่างออกไปม่ไกล มันจึงรีบวิ่งไปหาขายพเนจรทันที


     

    “ท่านกังหยง!” เซียวเฉิงเฟยเมื่อมาถึงแล้วก็พบว่ามีหนิงเอ๋อและเฝิ่นเฟิงอยู่ด้วย


     

    “พ่อหนุ่ม เจ้าไปไหนมา?!” กังหยงมีท่าทีตกใจไม่น้อย การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับอสูรร้ายที่มันซุ่มดูอยู่นั้น มันกลับไม่พบหยุนเสวี่ยเฟิงและเซียวเฉิงเฟย


     

    “ข้า..”


     

    ทว่าในขณะที่เซียวเฉิงเฟยกำลังจะกล่าวอันใด มันกลับรู้สึกว่าระดับพลังวิญญาณได้ลดฮวบลง ห้วงกวีที่หยุนเสวี่ยเฟิงได้มอบให้ก่อนหน้านี้ได้หายแล้ว! “แย่แล้ว!”


     

    “แย่อะไร?!” กังหยงขมวดคิ้ว สถานการณ์ตรงนี้ยังไม่แย่พออีกหรือ มีสิ่งใดแย่กว่ากัน?


     

    “เจ้าหน้าสาวแย่แล้ว รีบไปตามหวังซิ่วอิงก่อน!” เซียวเฉิงเฟยไม่มีเวลาอธิบายมาก มันจึงรีบวิ่งดีดตัวออกวิ่งไปทางสมรภูมิรบทันทีโดยมีกังหยงตะโกนตามหลัง “พ่อหนุ่มรับไป มอบห้วงกวี!”


     

    กังหยงเคลื่อนย้ายห้วงกวีระดับหกจากเฝิ่นเฟิงไปยังเซียวเฉิงเฟย เจ้าหนุ่มหน้าแก่กว่าวันมิได้หันมากล่าวอันใด ยังคงวิ่งมุ่งหน้าไปหาหวังซิ่วอิง


     

    เคร้ง! เคร้ง! ตู้ม!


     

    เสียงอาวุธและเคล็ดวิชาต่างๆผสมปนเปไปหมด อสูรร้ายสีแดงในตอนนี้ถูกกลุ้มรุมทั่วทิศทาง เนื่องจากการโจมตรทั้งหมดนั้นเป็นระยะไกลทั้งสิ้น ครั้นมันจะเคลื่อนเข้าหาฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ฝั่นนั้นก็จะรีบหลบหลีกออกไปเสียก่อน คล้ายกับการอยากล้อให้ไปผิดทางเรื่อยๆ


     

    ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เหล่านักเดินทางได้แต่เพียงต้านรั้งด้วยการโจมตีระยะไกลเท่านั้น จึงยังไม่มีใครได้สังเวยชีวิตบรรดาผู้ที่โจมตีระยะใกล้ได้เปลี่ยนหน้าที่เป็นการโคจรพลังเข้ารักษาผู้ที่พลังวิญญาณใกล้จะหมด ส่วนหวังซิ่วอิงนั้นนางได้ฝึกใช้พลังวิญญาณควบคุมตะเกียบไม้จนชินแล้ว จึงได้ควบคุมทวนคู่กายให้พุ่งเข้าโจมตีได้


     

    “หวังซิ่วอิง!” เซียวเฉิงเฟยตะโกนเรียกมาแต่ไกล อีกทั้งยังเรียกดาบหิมะหอมออกมาเตรียมเข้าต่อสู้จากอีกด้าน หญิงสาวที่ได้ยินและพบเห็นจึงรีบตะโกนห้าม “อย่าเข้าใกล้มัน!”


     

    เซียวเฉิงเฟยได้ยินจึงเปลี่ยนทิศทางวิ่งเข้าหาหญิงสาว “เจ้าหน้าสาวแย่แล้ว!”


     

    “เสวี่ยเฟิงเป็นอะไร?!” หวังซิ่วอิงพลันเรียกทวนหมอกเพลิงกลับมาทันที ประจวบเหมาะที่เซียวเฉิงเฟยวิ่งมาถึง เจ้าหน้าแก่กว่าวัยลืมควรมเหน็ดเหนื่อยสิ้น มันรีบบอกเล่าอย่างรีบร้อนพร้อมกับเหนื่อยหอบหายใจไปด้วย


     

    “เราต้องรีบจัดการมัน เป็นข้าที่ชักนำมันมาหาพวกเขา!” หวังซิ่วอิงก็ลำบากใจไม่แพ้กัน ปัญหาก็ต้องแก้ไข สหายก็ยังต้องช่วยเหลือ แต่หนึ่งกายหนึ่งใจไม่อาจแยกออกได้


     

    ทว่าปัญหามิได้รั้งรอให้ตัดสินใจใดๆ อสูรสีแดงเมื่อพบว่าทวนที่คอยเกะกะตัวมันได้หายไปแล้วก็กระโดดขึ้นไปลอยเหนือฟากฟ้า


     

    “มันจะทำอะไร!” หนึ่งในชาวยุทธตะโกนออกมา ทว่าคำตอยนั้นได้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าแล้ว!


     

    ใบหน้ารอบช่วงไหล่ของอสูรเริ่มร้องโหยหวนพร้อมกัน ดวงตามากมายที่อยู่บนร่างกายมันเริ่มทอแสงเรืองรอง พลังวิญญาณของอสูรร้ายถูกเร่งเร้าพร้อมกับคลื่นพลังอันหนาแน่นถูกปลดปล่อยออกมา


     

    ครืน...!


     

    อสูรร้ายอ้าปากแยกเขี้ยว สองแขนของมันกางออกหงายขึ้น ท้องฟ้ายามราตรีอันสดใสกลับเริ่มปรากฏหมู่เมฆแดงหมุนวนโดยมีมันเป็นจุดศูนย์กลา ด้านบนปรากฏลมพายุ หินขนาดใหญ่ด้านล่างก็ลอยขึ้น


     

    “ออกไปจากที่นี่!” ชาวยุทธผู้มีระดับสูงสุดในนี้ตะโกนก้อง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้านี้มันรู้ดีว่าคือสิ่งใด “มันกำลังอัญเชิญพยุหะ!”


     

    “กลืนกิน..!” อสูรร้ายแผดเสียงก้องฟ้า ในขณะเดียวกันใบหน้าและดวงตาที่อยู่ทั่วร่างก็ระเบิดออก เศษชิ้นเนื้อและเลือดกระจายไปในพยุหะที่ก่อขึ้นรอบตัวมัน!


     

    ครั้นจะหนีก็ไม่ทันการเสียแล้ว พยุหะเศษเลือดเนื้อหมุนวนรวดเร็ว เศษหินดินและต้นไม้เริ่มถูกแรงพายุดูดเข้าด้วยแรงลมอันมหาศาล ด้วยคลื่นลมที่ดูดเข้าไปนี้ต่อให้ใช้วิชาตัวเบาหลบหนีก็ไม่อาจกระทำได้


     

    เซียวเฉิงเฟยผู้ไร้วิชาตัวเบาเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่รั้งท้าย ด้วยแรงลมที่ปะทะเข้าร่างกายเรื่อยๆนี้ทำให้มันได้แต่ก้มตัวค่อยๆก้าวเดิน สายตามองไปยังผู้มีวิชาตัวเบาที่หนีออกไปในวงพายุรอบนอกได้ทัน แต่ยังคงถูกแรงดูดต้านกลับมา


     

    “ข้าไม่น่ามาที่นี่เลย!” เซียวเฉิงเฟยอดที่จะตะโกนร่ำร้องไม่ได้ ขาที่ก้าวเดินอย่างยากลำบากกลับกลายเป็นยันพื้นให้แน่น แต่พื้นเจ้ากรรมดันเป็นดินร่วน!


     

    “อ๊าก.. ช่วยข้าด้วย!” พลันนั้นมีเสียงตะโกนลั่นมาจากด้านหน้า ร่างที่เซียวเฉิงเฟยคุ้นเคยปลิวตามแรงลมโดยมีมันเป็นเป้าหมาย “ท่านกังหยง!”


     

    “ข้าไม่น่าตามเจ้ามาเลย!” กังหยงร้องลั่น เซียวเฉิงเฟยไม่มีทางเลือกอีกแล้ว มันรีบปักดาบหิมะหอมลงพื้นเพื่อยึดเหนี่ยวก่อนจะเอื้อมมือไปยังทิศทางที่คิดว่ากังหยงจะผ่านมา “จับแขนข้าไว้!”


     

    โอกาสมีเพียงครั้งเดียว หากว่ากังหยงหรือเซียวเฉิงเฟยพลาดเป้า รางของชายพเนจรจะถูกดูดหายไปในใจกลางพายุโลหิตทันที!


     

    หมับ!


     

    แน่นอนว่ากังหยงยังไม่ถึงคราวเคราะห์ เซียวเฉิงเฟยสามารถรับกังหยงเอาไว้ได้ แต่ด้วยแรงพายุและน้ำหนักของทั้งสองกลับทำให้ดาบที่ปักไว้เคลื่อออกจากหลุม!


     

    “ข้าจะรั้งไม่อยู่แล้ว!” เซียวเฉิงเฟยกู่ร้อง ลมดูดนี้คล้ายจะรุนแรงขึ้นอีก เมื่อหันกลับไปมองใจกลางพายุ กลับพบว่าอสูรร้ายสีแดงกำลังเดินมาทางนี้ พยุหะที่ก่อตัวขึ้นนี้ก็เคลื่อนตามร่างยักษ์ที่อยู่ใจกลาง


     

    “ท่านกังกยง จะทำอะไรก็รีบทำ!” เจ้าหน้าแก่ไม่มีเวลาให้คิดมาก มันทุ่มแรงและพลังวิญญาณทั้งหมดลงในดาบหิมะหอม พลันนั้นลิ่มน้ำแข็งก็ผุดขึ้นมาเบื้องหน้าบดบังกระแสลมดูดเอาไว้


     

    “ข้าไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่!” กังหยงกล่าว แต่เจ้าหน้าแก่กลับเอ่ยขึ้นว่า “ท่านยังต้องแน่ใจอีกหรือ?!”


     

    ฟิ้ว!


     

    “อ๊ากก..” ร่างของชาวยุทธผู้หนึ่งลอยเข้าไปในพายุต่อหน้าต่อตาทั้งสองเป็นตัวอย่าง พยุหะนั้นก็ฉีกกระชากร่างนั้นให้กลับกลายเป็นเศษชิ้นเนื้อทันที ทั้งสองได้เห็นดังนั้นใบหน้าก็ซีดขาว กังหยงไม่ต้องคิดสิ่งใดอีกแบ้ว มีดีอันใดก็เอาออกมาให้หมด!


     

    “ถอนห้วงกวี!” ระดับพลังวิญญาณของเซียวเฉิงเฟยหดวูบ แต่เสี้ยววินาทีต่อมากังหยงก็ผายมือไปยังร่างอสูรสีแดงห้วงต้องสาปผนึกพลังวิญญาณถูกใช้ออกแล้ว! “สามัญจมดิน!”


     

    “โธ่ท่านกังหยง มันหาใช่สามัญไม่?!” เซียวเฉิงเฟยบ่นอุบ ทว่าในวินาทีต่อมากระแสพยุหะกลับพลันหยุดหายไปเสียดื้อๆ “หรือมันจะเป็นสามัญ?”


     

    “โจมตีมัน!” เมื่อพยุหะสงบลงแล้ว มีหรือที่จะปล่อยโอกาสไป เหล่าชาวยุทธที่เหลือรอดรวมทั้งหวังซิ่วอิงก็รีบทะยานเข้ามาโจมตีอสูรร้ายอีกครั้ง


     

    “อ๊า..” อสูรร่างเนื้อสีแดงกู้ร้อง มันพยายามโคจรพลังวิญญาณของตนแล้วกลับพบว่าสามารถใช้ได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยิ่งฝืนเร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ พลังวิญญาณก็เริ่มกลับมาทีละน้อยเช่นกัน!


     

    ตูม!


     

    ไม่มีเวลาให้พักอันใด การโจมตีจากเคล็ดวิชาแรกก็มาถึงและยังเป็นทวนเพลิงของหวังซิ่วอิงนั่นเอง!


     

    ตูม! ตูม!


     

    อสูรร้ายร่างโอนเอนไปตามแรงระเบิดพร้อมกับการโจมตีจากชาวยุทธมากมายที่ถาโถมเข้ามา แต่คล้ายว่าการโจมตีเหล่านี้มิได้ระแคะระคายมันแม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีเศษชิ้นเนื้อสีแดงกระเด็นออกมา แต่บาดแผลเหล่านั้นกลับสมานเข้าหากันอย่างรวดเร็ว


     

    “มันไม่มีจุดอ่อนหรือไร?” หนึ่งในชาวยุทธกล่าวขึ้น การต่อสู้ที่ผ่านมานั้น ระหว่างโจมตีพวกเขาก็ได้วิเคราะห์จุดอ่อนของอสูรตนนี้ไปด้วย แต่ก็ไม่พบว่ามีจุดไหนที่เข้าข่ายแม้แต่น้อย


     

    “หรือว่ามีแต่ต้องให้ร่างมันแหลกสลายไป?!” หวังซิ่งอิงกล่าวเสริม จะตัดคอก็งอกใหม่ จะสร้างบาดแผลก็สมานได้ สิ่งที่แตกต่างจากเมื่อครู่มีเพียงใบหน้าและดวงตาทั่วกายเท่านั้น บัดนี้มันได้หายไปหมดแล้ว


     

    แม้ว่าร่างกายจะโอนเอนไปมา แต่อสูรตนนี้คล้ายจะไม่สะทกสะท้าน ท่ามกลางพายุเคล็ดวิชาที่โหมกระหน่ำ มันกล่าวขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย

     

    “อาห์.. หิว..”

     

    จบตอน.

    อยากได้คอมเมนต์จังเลย~ เงียบเหงาสุดๆ