เสียงนินทาระยะเผาขนเข้าหูซูอันหนิงเต็ม ๆ
นางปรายตามองหญิงชาวบ้านนางนั้นก่อนจะยิ้มให้ เป็ยิ้มที่ไม่มีพิษภัยอะไรเลย ริมฝีปากราวกับอิงเถาของนางชุ่มชื้นสีสันของขี้ผึ้งทาปากไม่เหมือนชาดทั่วไป เมื่อรับกับฟันขาวที่เห็นเพียงวับแวมจึงราวกับประกายน้ำบนกลีบท้อ
สตรีออกเรือนผู้นั้นสะดุ้ง มองอย่างตกตะลึงครู่หนึ่งก็รีบเดินหนีไปทันที
ชางอิงมองสายตาผู้คนที่มีทั้งชื่นชมและแววกังขาก็อดกระซิบถามผู้เป็นายไม่ได้ “คุณหนูเ้าคะ ชุดนี้งามจริง ๆ เพียงแต่สตรีทั่วไปมิกล้าสวมออกมาเดินบนถนนหรอกเ้าค่ะ”
ซูอันหนิงพยักหน้าคล้อยตาม “อืม... ความงามแต่ละยุคย่อมแตกต่าง ทว่าแม้สังคมจะเข้มงวด สุดท้ายก็ต้องเกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ดี”
อันที่จริงนางก็แค่รู้สึกไม่ชินที่ต้องสวมเสื้อปกไขว้ ซ้ำรูปแบบเสื้อผ้ายังดูโบราณไปสักหน่อย สู้ชุดฮั่นฝูประยุกต์ในโลกอนาคตไม่ได้จริง ๆ จึงได้ลองปรับแบบแล้วให้ช่างตัดเย็บออกมา
ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่ลืมว่าตนเองคือพระชายาขององค์ชายรอง จะทำอะไรแหวกขนบเกินไปย่อมไม่ดีนัก จึงได้ทดลองสวมออกมาเดินให้ผู้คนได้เห็นก่อน จะได้ค่อย ๆ ปรับปรุงไปทีละน้อย ชุดประยุกต์แบบใดจึงจะสามารถกลมกลืนอยู่ในสังคมยามนี้ได้
ซูอันหนิงเดินเข้าร้านขายผ้าแพรที่มีอาภรณ์สำเร็จรูปของบุรุษและสตรีขาย
ผู้ดูแลร้านยิ้มแย้มประสานมือเข้ามาทักทาย “คารวะหวงจื่อเฟย ข้าน้อยกว่านซื่อ[1]ของร้านกวนอี้โหรว ชุดสตรีของทางร้านยังมีแบบที่งดงามประณีตกว่านี้บนชั้นสอง เป็งานที่แต่ละชิ้นมีเพียงหนึ่งไม่มีสอง ท่านสนใจหรือไม่เพคะ”
“เช่นนั้นก็ขึ้นไปดูเสียหน่อย”
บนชั้นสองมีชุดหรูหราที่ตัดเย็บจากผ้าไหมอยู่มากมาย เสื้อกระโปรงเป็แบบชนชั้นสูง แขนเสื้อกว้าง ชายยาว ลวดลายปักวิจิตรบรรจง เนื้อผ้าอยู่ตัวทำให้ดูสง่างาม
ซูอันหนิงชมดูอย่างใกล้ชิดพลางคิดในใจ... ดูแก่จัง !
กว่านซื่อเหลือบมองชุดที่นางสวมอยู่นานแล้ว ดวงตาฉายแววครุ่นคิด เห็นสีหน้าของแขกสูงศักดิ์ดูไม่ค่อยจะพอใจชุดของทางร้านนัก จึงเอ่ยอย่างนอบน้อม
“อาภรณ์ชุดนี้ของหวงจื่อเฟยงดงามแปลกตานัก หากปรับปรุงอีกเล็กน้อยจะต้องเป็ที่นิยมได้แน่ หากหวงจื่อเฟยมิทรงถือสา ทางร้านใคร่ขอซื้อลวดลายและแบบตัดเย็บนี้ไปทดลองทำสินค้า ไม่ทราบว่าจะทรงพอพระทัยหรือไม่”
ซูอันหนิงเลิกคิ้ว ในหัวมีประกายแสงสว่างวาบ
นางกำลังคิดหนักอยู่ทีเดียวว่าจะหาเงินอย่างไรดี ในเมื่อไม่คิดพึ่งพาสามีก็ต้องหาอาชีพให้ตัวเอง
นางเคยเห็นแบบชุดฮั่นฝูประยุกต์จากโลกอนาคตมาไม่น้อย ชุดงาม ๆ สวมใส่เพียงคนเดียวย่อมดูแปลกแยก แต่หากคนทั้งเมืองเป่ยจิงใส่ตาม ต่อไปชุดที่นางสวมก็จะไม่ดูแปลกประหลาดอีกต่อ
สิ่งนี้เรียกว่าวิวัฒนาการทาง ‘แฟชั่น’ นางหาได้เปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ เพียงแค่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเท่านั้น
“แล้วจะซื้อขายเช่นไรหรือ” นางถามเสียงเรียบ
กว่านซื่อยิ้มแย้มกล่าว “แบบชุดนี้ยังคงต้องปรับปรุงรูปแบบอีกเล็กน้อย ทางร้านจึงจะขอซื้อขาดในราคาสูงเพคะ”
ซื้อขาด... ก็ไม่ใช่กิจการทำเงินระยะยาวน่ะสิ
ซูอันหนิงเม้มริมฝีปาก นิ่งคิดอยู่นานราวกับว่ากำลังชั่งใจอย่างหนัก
กว่านซื่อของร้านกุมมือไว้ที่ตำแหน่งเอวด้านหน้าอย่างสุภาพ รอยยิ้มประดับบนใบหน้ารอคอยอยู่เงียบ ๆ ถือว่าเป็ผู้ดูแลร้านที่มีความอดทนดีเยี่ยมคนหนึ่ง
ซูอันหนิงเอียงคอถาม “หากข้าออกแบบชุดอื่น ๆ ออกมาได้อีก ร้านเ้าก็จะขอซื้อขาดทุกชุดเลยหรือ เคยคิดถึงความร่วมมือระยะยาวระหว่างกันหรือไม่ ตัวข้ามิได้ขาดเศษเงินแค่นี้หรอกนะ สิ่งที่ข้า้าคือความมั่นคงและต่อเนื่อง”
กว่านซื่อมีสีหน้าลังเล “หม่อมฉันจะต้องช่วยพูดกับเฒ่าแก่ให้ได้อย่างแน่นอนเพคะ เพียงแต่ว่าชุดแรกนี้ถือเป็การทดลองตลาด ถึงอย่างไร แบบชุดที่หวงจื่อเฟยสวมอยู่ก็...”
ซูอันหนิงพยักหน้าแสดงอาการว่ารับรู้และเข้าใจ
แต่ที่นางเข้าใจคือ...ผู้ดูแลคนนี้กำลังใช้ขนบธรรมเนียมมากดราคาเสื้อของนาง จึงตอบอย่างนุ่มนวลว่า “เช่นนั้น รอให้กว่านซื่อปรึกษาเฒ่าแก่ดูก่อน ข้ามิได้ขาดแคลนเงินเพียงไม่กี่ตำลึง สิ่งที่ข้าสนใจยังคงเป็ความร่วมมือระยะยาว”
กว่านซื่อหญิงวัยกลางคนโค้งกาย รอยยิ้มยังคงแต้มใบหน้า รับคำด้วยน้ำสุภาพว่า “เช่นนั้น...ข้าน้อยจะแจ้งต่อเฒ่าแก่ หวังว่าจะได้ร่วมหุ้นกับหวงจื่อเฟยนะเพคะ”
ซูอันหนิงเดินออกมาจากกวนอี้โหรว หลังจากสั่งซื้อผ้ามาสามสี่ชนิด โดยให้ทางร้านนำไปส่งยังจวนองค์ชายรองโดยตรง จากนั้นนางก็พาสาวใช้มุ่งหน้าไปยังภัตตาคารโหลวเจียถังอันเลื่องชื่อ
ภายในร้านมีผู้คนหนาแน่น บนยกพื้นกลางโถงมีนักเล่านิทานกำลังเล่าเื่หนึ่งอยู่อย่างเมามัน
“คุณหนูเจียง เ้าก็ทราบ ข้ามิอาจปฏิเสธสมรสพระราชทาน
ขอเพียงเ้ายินดีรอคอยข้า แม้มิอาจเป็หวงจื่อเฟย
แต่เ้าจักเป็ชายาที่ข้ารักแต่เพียงผู้เดียว”
ซูอันหนิงเดินเข้ามาได้ยินบท ‘ละครน้ำเน่า’ ฉากนี้เข้าพอดี นางฟังผ่าน ๆ ขณะเดินขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อนั่งที่นั่งซึ่งมีความเป็ส่วนตัวกว่าโถงล่าง
การมาของนางกลับส่งผลต่อผู้คนที่กำลังนั่งฟังนิทานอยู่ไม่น้อย เสียงซุบซิบจึงค่อย ๆ ดังต่อกันมาเป็ทอด ๆ
“นั่นเอ้อร์หวงจื่อเฟยหรือ ?...นางก็มาเพื่อฟังเื่เล่าสามีตัวเองหรือ”
“ผู้ใดจะรู้นางคิดสิ่งใดอยู่...ว่าแต่ ชุดที่นางสวมดูแปลกตายิ่งนัก”
“แปลก...แต่ก็งาม” คนพูดถอนใจยาว “หวงจื่อเฟยก็งามเพียงนี้ นางเองก็มิได้ทำสิ่งใดผิด เ้าคิดว่าสตรีสองนาง ยามนี้ผู้ใดเป็ทุกข์มากว่ากัน”
“เป็ภรรยาหลวงแต่สามีไม่รัก กับอีกคนสามีรักทว่าเป็ได้เพียงอนุภรรยา”
“ชู่ ! อย่าพูดออกไป เื่จริงเป็อย่างไรก็ยังไม่แน่ หวงจื่อเฟยงดงามเพียงนี้เ้ารู้ได้อย่างไรว่าเอ้อร์หวงจื่อจะไม่โปรด พวกบัณฑิตมักจับเื่ราวของชนชั้นสูงมาเสริมแต่งเป็นิยาย มิใช่เพราะความอยากรู้ของคน จึงทำให้มันขายดีหรอกหรือ”
“เ้าพูดถูก”
ซูอันหนิงเลือกที่นั่งริมระเบียง ซึ่งสามารถมองลงไปยังโถงล่างได้ บทสนทนาของคนเ่าั้นางกลับได้ยินค่อนข้างชัดอย่างน่าอัศจรรย์ เ้าของร่างนี้หูดีอย่างไม่น่าเชื่อ
เื่เกี่ยวกับนิยายที่ถูกแต่งขึ้นมา นางได้ยินมันเป็ครั้งที่สองแล้ว เนื้อหาในนิยายเป็เช่นไรกันนะ
นางหันไปทางลี่หนาน “ข้าอยากอ่านนิยายเื่นั้นบ้าง เ้าให้ใครไปซื้อมาสักเล่มเถิด”
“หวงจื่อเฟยเพคะ !” ลี่หนานประท้วง
“เ้าคิดว่าข้าสนใจหรือ หวงจื่อจะชอบพอสตรีนางใดก็ทำให้ข้าเสียใจไม่ได้หรอกนะ ขอเพียงเขาไม่ทำเกินเลยรู้จักไว้หน้าภรรยาหลวงบ้าง ข้าก็จะหลับตาข้างหนึ่ง ลืมตาข้างหนึ่งก็แล้วกัน”
“คุณหนูใจดีเกินไปแล้วเ้าค่ะ” ชางอิงบ่นกระปอดกระแปด ดวงตาค้อนคว่ำ
ซูอันหนิงหัวเราะชอบใจ เห็นคนอื่นโกรธแทนนางก็มีความสุขแล้ว คนผู้นั้นไม่จำเป็ต้องชอบนางก็ได้ ขอเพียงคนข้างกายเหล่านี้ชอบนางจริง ๆ ก็พอ
ถึงอย่างไร ต่างคนก็ต่างไม่ได้รักกัน...
นางมาที่โหลวเจียถังแห่งนี้ ก็เพื่อกินของอร่อยเท่านั้น
“เอาอาหารขึ้นชื่อมา !”
สามวันต่อมา ขณะกำลังนั่งอ่านนิยายเพลิน ๆ ลี่หนานก็วิ่งเข้ามาแจ้งข่าวด้วยสีหน้าเดือดดาล
“หวงจื่อเฟย ชุดที่หวงจื่อเฟยสวมออกไปเดินตลาดวันก่อน ถูกวางขายที่กวนอี้โหรวแล้วเพคะ !”
หนังสือที่อยู่ในมือหล่นตุบลงมา ซูอันหนิงนอนนิ่งตาค้างเหมือนกำลังครุ่นคิดหนักอยู่บนตั่งกุ้ยเฟย ไม่คาดคิดเลยว่ายุคสมัยนี้ก็มีผู้คนเชี่ยวชาญในด้านคัดลอกดัดแปลงเหมือนกัน แต่นางไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะทำได้เหมือนทุกตะเข็บ
“ขายดีหรือไม่ ?” นางเอ่ยถามออกมาอย่างเหนือความคาดหมาย
ชางอิงเ็ปใจแทบตาย แต่นายหญิงของนางกลับยังมีอารมณ์มาถามว่าขายดีหรือไม่ นางจึงตอบเสียงสะบัด “ต้องขายดีอยู่แล้วสิเ้าคะ คนแย่งกันซื้อราวกับแจกฟรี น่าเสียดายจะแย่แล้ว !”
[1] กว่านซื่อ คือผู้ดูแลร้าน