ตอนที่ 67 หนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งแดนมฤตยู (2)
ตอนที่ 67 หนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งแดนมฤตยู (2) กาติรัสตอบสนองในพริบตา เร่งเคลื่อนกายรุดหน้าออกไปทางปากถ้ำ สีหน้าทะมึนปรากฏหยาดเหงื่อผุดขึ้น ครั้นนั้นเพราะความมาดมั่นจนนำไปสู่หายนะ ครั้งนี้จะประมาทไม่ได้อีกเป็นอันขาด สถานที่แห่งนี้มิใช่ดินแดนทั่วไป ไม่ควรประมาทแม้เพียงเสี้ยววินาที!! แม้กาติรัสจะเข้าไปในถ้ำส่วนลึกแต่ด้วยความเร็วดุจลมกรด อีกสามร้อยเมตรก็จะถึงปากถ้ำ ผืนธรณีเริ่มสะเทือนเบาบางพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้จำนานมาก ยิ่งนานมาผืนปฐพียิ่งสั่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆดั่งฟ้าถล่ม ในที่สุดกาติรัสก็มายืนอยู่ ณ ปากถ้ำ ในครรลองสายตา ต้นไม้น้อยใหญ่ต่างสั่นไหวอย่างรุนแรง เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้นำพาไปสู่ความโกลาหลนิรันดร์กาล ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจนยากจะยืนให้อยู่ กาติรัสกลับยืนสงบมั่นคงดุจขุนเขาตั้งตระหง่าน นัยน์ตาดุจราชันทอดมองโลกหล้ากวาดมองโดยรอบอย่างทรนง คิ้วพลันขมวดมุ่น “เยอะเสียจริง” ใบหน้าเคร่งเครียดเหนือประมาณ บรรยากาศโดยรอบพลันบิดเบี้ยวตามแรงกดดันที่ชายหนุ่มแผ่ออกมาอย่างไม่รู้ตัว เรือนร่างน้อยใหญ่พลันปรากฏขึ้นในครรลองสายตา เส้นขนสีขาวดุจหิมะปกคลุมทั่วทั้งร่าง นัยน์ตาทรงพลังไร้ซึ่งความหวาดหวั่นกลับแฝงด้วยความเคียดแค้นที่ล้ำลึก ท่ามกลางหิมะและต้นไม้หนาทึบ เงาร่างของพวกมันยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น กาติรัสพลันคิ้วขมวดเป็นปม ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่ง หัวใจกลับเต้นถี่ระรัวราวกระเด็นออกจากอก สภาพจิตใจของเขาล้วนแกร่งกล้าดุจปราการเหล็กไร้พ่าย เนื่องด้วยชาติภพที่แล้ว ภายใต้อำนาจพลังของ “จักรพรรดิผู้สรรสร้าง” ตัวตนของเขาก็ถูกเชิดชูดุจพระเจ้าเพียงนึกคิดล้วนสรรสร้างทุกอย่างได้ดั่งใจนึก แต่ว่าครั้งนี้นั้นต่างกัน หลังจากชายหนุ่มได้ลองประมือกับหมาป่าเหมันต์เพียงหนึ่งตัว เขาไม่แม้กระทั่งจะสามารถเอาเปรียบเหนือมันได้ ความมั่นใจอันสูงล้ำก็ได้ถูกสะบั้นลง คราวนี้ ต่อหน้ากองทัพหมาป่าเหมันต์นับพัน แรงกดดันที่ถาโถมเข้าหาทำให้รู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้อง ด้วยเกียรติอันสูงศักดิ์ที่ตนรักษาเยี่ยงชีวิต ด้วยความทรนงราวกับอยู่ในสายเลือด ต่อหน้าความตายอันนิรันดร์ ความเหย่อยิ่งพลันถูกกลืนหายไปกว่าครึ่ง กาติรัสกัดฟันฝืนกล่าว “ต้องหนี…” ความทรนงและเหย่อยิ่งสมควรฝังรากลึกลงไปจนสุดขั้ววิญญาณ คราหนึ่งเคยทอดตามองทั่วโลกหล้าได้อย่างทรนง ทุกย่างก้าวล้วนสร้างแรงกดดันให้ทุกผู้คน หนึ่งมือโบกสบัดพลันสร้างภูเขาซากศพได้ในพริบตา คาดไม่ถึงเลยว่าชายหนุ่มจำเป็นต้องกล้ำกลืน ยอมถอยหนีต่อศัตรูที่มุ่งหมายเอาชีวิตตน เดซี่พยักหน้าเบาๆ “บางครั้งความยืดหยุ่นก็จำเป็นสินะเจ้าคะ” “ครั้งหนึ่งข้าเคยฉีกกฏชะตาฟ้าฝืนลิขิตสวรรค์” กาติรัสกัดฟันดัง กรอดๆ กล่าวแล้วความเจ็บใจยิ่งพุ่งพล่านดั่งไฟลาม ชายหนุ่มหันกายกลับ ฝ่ามือเริ่มร่ายท่าทางราวกับร่ายมนต์ มิติว่างคล้ายเปิดออก เป็นดินแดนอนันตกาล แม้มิติโดยรอบจะเกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงจนทำให้ดินแดนอนันตกาลไม่สามารถใช้ออกได้อยู่ชั่วอึดใจ ทว่า ต่อหน้าสมบัติสวรรค์ย่อมไม่สามารถตัดสินได้ด้วยสามัญสำนึก พลังการฟื้นตัวของมันอยู่เหนือขอบเขตจินตนาการของผู้คน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องทุ่มสุดตัวเท่านั้น” ทันใดนั้นเอง หนึ่งร่างทะยานเข้ามาดุจลมกรดพลางกู่คำรามต่ำ กาติรัสตอบสนองในทันทีพลันเบี่ยงกายหลบ ฟึ่บ! เสียงสายลมวาบผ่านให้ความรู้สึกเย็นเยียบ เรือนร่างใหญ่โตพุ่งผ่านก่อนสองเท้าหน้าจะกดลงพื้นสุดแรงเพื่อลดแรงพุ่งตัว มันสูงราวสิบสองเมตร เป็นสัดส่วนที่เด่นชัดกว่าหมาป่าเหมันต์อื่น แข็งแกร่งและทรงพลัง!! เนื่องด้วยการเสียสมาธิทำให้ดินแดนอนันตกาลยังไม่ส่งสิ่งมีชีวิตใดออกมา “จ่าฝูง…” ทั่วร่างสั่นสะท้าน แววตาแกร่งกล้าเกิดสั่นไหว กาติรัสไม่กล้าจะแบ่งสมาธิไปกับส่วนอื่นอีก ทุกวินาทีต่อจากนี้ย่อมหมายถึงความตาย!! กาติรัสจับด้ามราชันพิษกลืนโลกาไว้แน่น หวังโต้ตอบฉับพลัน หมาป่าเหมันต์เบื้องหน้าแตกต่างจากตัวอื่นราวฟ้ากับเหว แผลเป็นปรากฏทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะบาดแผลเล็กน้อยหรือบาดแผลลึก รอยตัดยาวทแยงซ้ายทำให้ตาขวาของมันสูญเสียการมองเห็น ทว่า แรงกดดันที่มันแผ่ออกมานั้นทำให้รู้สึกเย็บเยียบทั่วทั้งร่าง แผลเป็นกลับทำให้หมาป่าเหมันต์เบื้องหน้าดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น บ่งบอกว่ามันมีประสบการณ์มากเพียงใด มันแยกคมเขี้ยวออก จ่าฝูงของหมาป่าเหมันต์ไม่ได้กระโจนเข้าหากาติรัสในทันที มันกู่คำรามเสียงต่ำ ภาษาอันคุ้นเคยก็ได้เล็ดลอดออกมา “พวกมนุษย์อันต่ำช้า” กาติรัสไม่ได้ประหลาดใจเท่าไหร่นัก สัตว์อสูรที่สื่อสารกับมนุษย์ได้นั้นมีอยู่มากและเขาก็พบมามากเกินคณานับเช่นกัน “มนุษย์? อย่าเอาข้าไปเปรียบกับมนุษย์ทั่วไป” กาติรัสกล่าวเสียงแข็ง สายตาเพ่งเล็งหมาป่าเหมันต์เบื้องหน้าไม่กระพริบ ไม่คิดลดสมาธิสนใจอย่างอื่นแม้แต่น้อย ภายใต้ความกดดันและสถานการณ์เป็นตาย สุ้มเสียงนุ่มนวลก็ได้ดังขึ้น “นายท่านไม่สามารถเอาชนะมันได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” จ่าฝูงของหมาป่าเหมันต์ตัวนี้นั้นฉลาดเป็นอย่างมาก นอกจากมันจะสามารถทำความเข้าใจถ้อยคำของชายหนุ่มได้แล้ว มันยังสามารถพูดคุยเป็นภาษามนุษย์ได้อีกด้วย คำกล่าวของชายหนุ่ม ยิ่งทำให้หมาป่าเหมันต์ตัวนี้ระวังตนมากขึ้น การจู่โจมของมันเคยฉุดพรากมนุษย์เลเวลแสนมาแล้ว ทว่า ต่อหน้ามนุษย์ที่ดูเยาว์วัยผู้นี้ มันกลับหลบการจู่โจมนี้ไปได้ เนื่องจากความสามารถในการปกปิดพลังของกาติรัสอยู่ในระดับสูงล้ำกระทั่งหมาป่าเหมันต์ยังอดคิดไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว เลเวลของมนุษย์เบื้องหน้าจะสูงส่งถึงเพียงใด หากแต่เมื่อได้ลองหยั่งเชิงด้วยตัวเองแล้ว มันกลับพบว่า มนุษย์เบื้องหน้าไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คิด คงมีเพียงแค่ความเร็วเท่านั้นที่อาจทัดเทียมหากแต่พลังกายของมันย่อมไม่อาจกระทำให้จ่าฝูงผู้นี้บาดเจ็บได้ ไม่ทราบว่ามนุษย์เบื้องหน้าใช้วิธีการใดในการปกปิดพลัง แต่นั่นไม่ได้สลักสำคัญอีกต่อไป กาติรัสขบคิด ไม่ทราบว่าจ่าฝูงตัวนี้ว่องไวถึงเพียงใดถึงขนาดทิ้งห่างฝูงหมาป่าเหมันต์นับพันได้ไกลถึงเพียงนี้ ดูแล้วความเร็วของมันคงไม่ด้อยไปกว่าข้าเป็นแน่ หนึ่งคนหนึ่งหมาป่าจับจ้องกันอยู่นานไม่มีฝ่ายใดกล้าขยับกาย ท้ายสุดแล้ว ความอดทนของหมาป่าเหมันต์ก็มาถึงจุดสิ้นสุด หนึ่งร่างพุ่งกระโจนเข้าหาปรารถนาฉีกร่างของมนุษย์เบื้องหน้าเป็นพันๆชิ้น ความเคียดแค้นทอประกายผ่านคู่แววตา มันเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมไร้ปราณี แม้ร่างกายของหมาป่าเหมันต์ตัวนี้จะใหญ่โตยิ่ง แค่การกระโจนเข้าหาเหยื่อคราเดียวก็บดบังหนทางหลบหนีเสียมิด แต่หากจะวัดกันด้านความเร็ว ชายหนุ่มกลับมีเปรียบอยู่เล็กน้อย กาติรัสพลันเบี่ยงกายหลบได้อย่างฉิวเฉียด ความเร็วมันมีเปรียบกว่าข้า!! หมาป่าเหมันต์เร่งจู่โจมต่อในทันที ปากอ้ากว้างจนสุดกรามหวังตะครุบเหยื่อพร้อมขย้ำ ทว่า ไม่ว่าจะพยายามจู่โจมด้วยวิธีใดหรือใช้เล่ห์กลหลอกล่อ จ่าฝูงตนนี้กลับยังไม่ได้สัมผัสตัวเหยื่อแม้เพียงปลายเส้นผม!! คมเขี้ยวเผยอออก การจู่โจมพลันชะงักงัน แม้จ่าฝูงผู้นี้จะถ่วงเวลาให้ฝูงของตนได้สำเร็จ ทว่า เกียรติยศของหมาป่าเหมันต์กลับป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ในฐานะผู้นำฝูงที่เป็นแกนนำหมาป่าเหมันต์มากว่าหลายสิบปี มันกลับไม่สามารถชิงเอาเปรียบด้านความเร็วกับมนุษย์รุ่นเยาว์เบื้องหน้า!! ทันใดนั้นเอง เส้นขนสีเงินพลันกระเพื่อมเป็นระลอกทั่วทั้งร่าง กลิ่นอายของจ่าฝูงตัวนี้แปรเปลี่ยนไปจากเดิม กาติรัสพลันขมวดคิ้วเป็นปม สีหน้าเคร่งเครียดกว่าเก่าก่อน ในขณะนี้ความรู้สึกมีเปรียบเล็กน้อยราวกับมลายหายไปต่อหน้าต่อตา สัญชาตญาณเริ่มกรีดร้องถึงภัยอันตราย แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานยังมีเกียรติภูมิและเส้นสุดท้ายของตนเอง ทว่า ชายหนุ่มได้ล้ำเส้นสุดท้ายของมันไปแล้ว เป็นการปลุกปลั่นนักล่าให้ตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์ สภาวะนี้นั้นเรียกว่าสภาวะล่าเหยื่อเป็นความสามารถที่แท้จริงของหมาป่าเหมันต์ กาติรัสถอยหลังครึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว สีหน้าตื่นตัวอย่างที่สุด กรรร ความเร็วครานี้มิอาจทัดเทียมกันได้อีกแล้ว เพียงพริบตา เรือนร่างสูงใหญ่พลันปรากฏอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มราวภูติผี ดวงตาเบิกโพลงกว้าง อุ้งมือขวาตะปบเข้าหน้าท้องอย่างจัง ส่งร่างของชายหนุ่มลอยล่องกระเด็นเข้าตัวถ้ำดุจสายอัสนีพุ่งผ่าน บึ้ม บึ้ม บึ้ม บังเกิดเสียงดังดุจระเบิดขึ้นหลายคราเนื่องด้วยร่างกายที่พุ่งกระเด็นออกไปพลันชนเข้ากับก้อนน้ำแข็งที่ขวางกั้นจำนวนมาก แม้จะชนก้อนน้ำแข็งไปกว่าสิบก้อน ความเร็วก็ไม่มีวี่แววว่าจะลดลงแม้แต่น้อย บึ้ม! ท้ายที่สุด กาติรัสพลันชนเข้ากับใจกลางของก้อนน้ำแข็งยักษ์ที่สูงติดเพดาน เรือนร่างนั้นร่วงหล่นสู่พสุธา ตุบ ชายหนุ่มตกกระทบพื้นไร้สิ้นการเคลื่อนไหวใดๆ เพียงพริบตา ฝ่ามือพลันค้ำจุนพื้นเพื่อพยุงร่างตน ใบหน้ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยแรงอาฆาต จักรพรรดิผู้นี้กลับถูกหยามเกียรติ!! แม้ในสถานการณ์เป็นตาย ความภาคภูมิและหยิ่งทรนงอันฝังลึกลงกระดูกดำ แม้จะถูกจู่โจมเข้าอย่างจังกลับปรากฏหยดโลหิตไหลซึมออกมาเพียงมุมปาก เพียงสิบลมหายใจ บาดแผลพลันถูกรักษาหายขาดโดยสมบูรณ์ ฟิ้ว เสียงสายลมวาบผ่าน เบื้องหน้าปรากฏเรือนร่างสูงใหญ่ราวสิบสองเมตร “น่าเหลือเชื่อนักไม่แม้กระทั่งบาดเจ็บ” จ่าฝูงของหมาป่าเหมันต์จับจ้องชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยแววตาอันคมกล้า อุ้งเท้าที่ตบใส่มันกลับสั่นเทาและรู้สึกชาไปทั่ว ไม่ทราบว่าเมื่อครู่นี้ได้ตบเข้ากับมนุษย์คนหนึ่งหรือตบเข้ากับภูเขาเหล็กกล้ากันแน่ สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือก้อนน้ำแข็งด้านหลังของกาติรัส เขาได้พุ่งชนก้อนน้ำแข็งไปมากกว่าสิบก้อน ความเร็วล้วนไม่ลดลงแม้แต่น้อย ทว่า ก้อนน้ำแข็งก้อนนี้นอกจากจะไม่ถูกทำลาย มันกลับไม่มีแม้กระทั่งรอยแตกร้าว ทันใดนั้นเองราวกับมีคู่สายตาของเทพมรณะจับจ้อง กาติรัสพลันเย็นวาบทั่วทั้งร่าง ปรากฏหยาดเหงื่อพร่างพรายทั่วแผ่นหลังและใบหน้า สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่จ่าฝูงของหมาป่าเหมันต์ เหตุการณ์เบื้องหน้าราวกับนรกบนดิน จ่าฝูงเยี่ยงหมาป่าเหมันต์กลับยืนแข็งทื่อประดุจถูกสาป แววตาของมันนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าจับจ้องไปยังเบื้องหลังของกาติรัสราวกับห้วงเวลาหยุดไหลผ่าน ชายหนุ่มที่หาญกล้าต่อกรทุกสิ่งแม้เส้นชีวิตจะถูกแขวนอยู่บนความตายผู้นี้กลับไม่หาญกล้าพอที่จะหันหลังไปมอง!! ในช่วงเวลานั้นเองที่สัมผัสของเดซี่ได้ค้นพบว่าสิ่งมีชีวิตนับหมื่นที่กำลังเคลื่อนกายเข้ามา เริ่มสลายหายไปอย่างรวดเร็วดุจโรคระบาด ภูติน้อยจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นนายด้วยความใสซื่อหวังจะกล่าวออกอย่างยินดี แต่ทว่า เพียงพริบตาที่ได้หันหลังไปมอง ภูติแห่งจักรพรรดิที่สูงส่งพลันเกิดขนลุกชู่ทั่วทั้งร่าง ภายในก้อนน้ำแข็งยักษ์สูงเทียมเพดานถ้ำพลันปรากฏตัวตาคู่มโหฬารจับจ้องสองสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าของมันไม่ละสายตา ประหนึ่งดวงตาของเทพมรณะก็มิปาน ในขณะนี้กาติรัสที่เพิ่งสังเกตว่าตนนั้นกำลังนั่งทับบางสิ่ง หนึ่งมืออันสั่นเทาคว้าหยิบสิ่งของใต้ร่างตนขึ้นมา สิ่งของนั้นปรากฏว่าเป็นเศษชิ้นส่วนของแผ่นศิลาที่ปกคลุมไปด้วยอักขระ เป็นแท่นศิลาเดียวกับที่ผนึกชิ้นส่วนดาบราชันพิษกลืนโลกาของเขาไว้ไม่ผิดแน่ ราวกับสวรรค์กลั่นแกล้ง แสงตะวันกลับทอแสงเข้ามาถึงในถ้ำส่วนลึกได้อย่างน่าประหลาด ลำแสงนั้นตกลง ณ ชิ้นส่วนศิลาที่กาติรัสถืออยู่อย่างพอดิบพอดี ถ้าหากสังเกตดูให้ถี่ถ้วนนั้นพลันปรากฏข้อความหนึ่ง “ยอมก้าวเดินผ่านประตูยมโลกเพื่อพบเจอพญามัจจุราช ย่อมดีกว่าการดึงศาสตราต้องสาปของจักรพรรดิ” ท้ายคำเหล่านี้กลับมีตัวอักษรที่เล็กยิ่งกว่า “อย่าคิดปลุกมันให้ตื่น” หลังอ่านจบ ฝ่ามืออันสั่นเทาจนยากจะคุมให้อยู่ ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะถือชิ้นส่วนศิลานั้นไว้ได้อีกต่อไป เศษชิ้นส่วนศิลาพลันตกกระทบเข้ากับผืนธรณีอย่างจัง ท่ามกลางความเงียบงันประดุจป่าช้า เสียงตกกระทบนี้กลับดังกึกก้องอย่างที่สุด ตึก… ช่วงเวลาที่ผ่านไปเพียงสิบลมหายใจ สำหรับชายหนุ่มแล้ว มันกลับยาวนานดุจสิบปี ทันใดนั้นเอง สายตาของเทพปีศาจก็ได้ทอดมองหมาป่าเหมันต์เบื้องหน้าปรารถนาจะกลืนกิน กึกกึกกึก… บางสิ่งบางอย่างเล็ดลอดออกมาจากก้อนน้ำแข็ง มันดูราวกับหลอดเลือดที่ใหญ่กว่าของมนุษย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากหลอดเลือดปรากฏขึ้นในครรลองสายตา กาติรัสได้แต่นั่งมองมันอย่างโง่งม หมาป่าเหมันต์ไม่แม้กระทั่งจะขยับตัว แม้จะเป็นแค่เพียงการสบตาหากแต่มันรู้สึกราวกับถูกมีดนับล้านทิ่มแทงโดยไม่มีอะไรขวางกั้น ในขณะนี้เองที่หลอดเลือดปริศนานั้นได้กระทบเข้ากับตัวของหมาป่าเหมันต์ สวบ!! หลอดเลือดแปรเปลี่ยนเป็นหอกแหลมพุ่งเข้าใส่เนื้อหนังของมัน หลอดเลือดปริศนานั้นพุ่งทะลวงได้อย่างง่ายดายดุจทะลวงผ่านเต้าหู้ เพียงพริบตาเดียว ฮวบ!! ดวงตาของกาติรัสเบิกโตกว้างปานถลน สามารถนับได้ด้วยนิ้วมือที่จักรพรรดิผู้นี้ตื่นตะลึงถึงขีดสุด เรือนร่างที่แข็งแกร่งและทรงพลังของหมาป่าเหมันต์ ยามนี้กลับผอมแห้งติดกระดูก ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาดั่งไร้โลหิต ทันใดนั้นเองที่หลอดเลือดปริศนาได้เคลื่อนกายออกมา กาติรัสตื่นตะลึงจนลืมหายใจ หมาป่าเหมันต์ผู้เป็นจ่าฝูงซึ่งมีเลเวลสูงล้ำถึงแสนกว่า มันกลับตกตายได้อย่างง่ายดายต่อหน้าหลอดเลือดปริศนาเบื้องหน้า เป็นพลังอำนาจที่คนธรรมดามิอาจจินตนาการ!! ในห้วงความนึกคิดอันทรนงกลับถูกปัดเป่าจนหมดสิ้น เหลือเพียงแค่คำว่า “หนี” ทว่า ร่างกายนั้นกลับแข็งทื่อประดุจถูกสาป หลอดเลือดที่เคลื่อนกายมาถึง มันอยู่ห่างจากกาติรัสแค่เพียงเอื้อมมือ ในขณะนั้นเองที่เทพปีศาจราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่มิอาจดูดกลืน ดวงเนตรมโหฬารสูงใหญ่ราวสามสิบเมตรพลันกระพริบตาหนึ่ครา บึ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม ..สเตตัสปัจจุบัน... ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์เลเวล:6,944 พลังกาย:923,145 พลังเวทย์:1,993,201 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ