ตอนที่ 5 : กฎเหล็กแห่งหอโอสถ์
เวลาล่วงเลยผ่านไปเพียงสองชั่วยาม
หน้าหอโอสถ์ ความโกลาหลจากการแย่งชิงเศษยาคลุกโคลนได้แปรเปลี่ยนเป็ความบ้าคลั่งรูปแบบใหม่
เหล่าเศรษฐีและขุนนางที่พลาดหวังจากการแย่งชิง ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา พวกเขาเร่งส่งบ่าวไพร่กลับจวนไปกว้านเอาทรัพย์สมบัติออกมาจนหมดคลัง
บัดนี้ หีบทองคำและไข่มุกเม็ดงามถูกลำเลียงมาวางกองสุมกันหน้าประตูหอจนสูงเป็ูเาเลากา แสงสีทองส่องประกายบาดตาแข่งกับแสงตะวันยามบ่าย ทว่าบานประตูไม้ของหอกลับปิดสนิทไร้การตอบรับ
เศรษฐีบางคนเนื้อตัวยังเปรอะเปื้อนโคลนตม แต่ก็ยังยืนชะเง้อคอรอคอยอย่างมีความหวัง
กระทั่งเงาร่างสีแดงชาดปรากฏขึ้นที่ระเบียงชั้นสองอีกครั้ง
เม่ยหลินกวาดตามองกองูเาทองคำเบื้องล่างด้วยสายตาที่เ็ายิ่งกว่าน้ำแข็ง ก่อนที่เสียงอันกังวานและแฝงด้วยปราณกดดันจะดังก้องไปทั่วทั้งถนน
"หอโอสถ์มิใช่โรงรับจำนำ ขยะสีทองพวกนี้ไม่มีค่าพอให้ข้าต้องชายตามอง"
คำกล่าวของนางทำเอาเศรษฐีทั้งหลายหน้าม้าน ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าปริปากด่าทอ เม่ยหลินไม่ปล่อยให้พวกเขาสับสน นางประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงประดุจประกาศิตจาก์
"ผู้ใดปรารถนาโอสถของข้า จงจำ 'กฎสามข้อ' นี้ไว้ให้ขึ้นใจ!
ข้อที่หนึ่ง... หอโอสถ์ไม่รับเงินตรา รับเพียงของวิเศษล้ำค่า หรือ ความลับทางการเมืองที่ข้าพึงพอใจเท่านั้น!
ข้อที่สอง... ข้ารับรักษาและมอบโอสถเพียง วันละหนึ่งคนและข้าจะเป็ผู้คัดเลือกด้วยตนเอง
และข้อที่สาม... หากผู้ใดบังอาจใช้อำนาจข่มขู่หรือบีบบังคับ หอโอสถ์จะสลักชื่อมันลงบัญชีดำชั่วชีวิต ไม่ว่าชาตินี้มันจะใกล้ตายเพียงใด ข้าก็จะไม่ยื่นมือเข้าช่วย!"
สิ้นเสียงประกาศ ฝูงชนต่างสูดลมหายใจเข้าลึก กฎเกณฑ์โอหังถึงเพียงนี้ ไม่เคยมีผู้ใดในแผ่นดินกล้าตั้งมาก่อน
ยังไม่ทันที่เสียงฮือฮาจะสงบลง เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นและเสียงชุดเกราะกระทบกันก็ดังกึกก้อง กองทหารเกราะเหล็กนับร้อยนายแหวกฝูงชนเข้ามาอย่างอุกอาจ นำโดยเสนาบดีกรมคลัง ‘จ้าวซิ่น’ ขุนนางกังฉินผู้มีอำนาจล้นฟ้า และเป็หนึ่งในสุนัขรับใช้ที่คอยหนุนหลังตระกูลเม่ย
จ้าวซิ่นที่ใบหน้าซีดเซียวจากโรคหอบหืดเรื้อรัง นั่งอยู่บนเสลี่ยง ชี้หน้าด่าทอเม่ยหลินอย่างจองหอง
"นังอสรพิษโอหัง แผ่นดินนี้เป็ของราชสำนัก เ้าเปิดร้านในเมืองหลวงกลับกล้าตั้งกฎฏ ไม่เห็นหัวขุนนางเช่นข้า! ทหาร! บุกเข้าไปจับตัวนังปีศาจนี่มาให้ข้า แล้วยึดโอสถระดับนภาทั้งหมดกลับไปที่จวนเดี๋ยวนี้!"
ฝูงชนแตกตื่นถอยหนี ทหารเกราะเหล็กนับร้อยชักดาบพุ่งทะลวงเข้าหาประตูหอโอสถ์หมายจะพังทลายให้สิ้นซาก
เม่ยหลินที่ยืนอยู่บนระเบียงไม่ได้ถอยหนี นางเพียงแค่มองจ้าวซิ่นด้วยสายตาที่ประหนึ่งมองดูศพ
"กฎข้อที่สาม ผู้ใดใช้กำลังบังคับ ถือเป็การรนหาที่ตาย"
ริมฝีปากใต้หน้ากากเงินขยับยิ้มเย็นเยียบ มือเรียวขาวผ่องสะบัดเบาๆ กลางอากาศเพียงหนึ่งครั้ง ไร้ซึ่งแสงสี ไร้ซึ่งเสียงะเิ มีเพียงสายลมบางเบาที่พัดผ่านกองทหารเท่านั้น
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
พริบตาเดียว ร่างของทหารเกราะเหล็กนับร้อยที่กำลังวิ่งกรูกันเข้ามา พลันชะงักงันและล้มตึงกระแทกพื้นราวกับใบไม้ร่วง อาวุธหลุดร่วงจากมือ ฟองสีขาวขุ่นทะลักออกจากปาก ร่างกายชักกระตุกอย่างรุนแรงโดยไม่อาจส่งเสียงร้องได้แม้แต่ครึ่งคำ!
ปราณพิษไร้สีไร้กลิ่น ทำลายลมปราณและสยบกองทหารทั้งกองร้อยในชั่วพริบตา
ฝูงชนที่มุงดูต่างล้มลุกคลุกคลานหนีตายด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
จ้าวซิ่นดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า ความเย่อหยิ่งเมื่อครู่มลายหายสิ้น เขารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นปราดเข้าสู่เส้นชีพจร ลำคอของเขาตีบตันจนหายใจไม่ออก ร่างอ้วนท้วนร่วงหล่นจากเสลี่ยง กระแทกพื้นดินอย่างแรง
เม่ยหลินก้าวเดินลงมาจากชั้นสอง ฝีเท้าของนางแ่เบาทว่าหนักอึ้งในความรู้สึกของศัตรู นางหยุดยืนเบื้องหน้าจ้าวซิ่นที่กำลังตะเกียกตะกายกุมลำคอตัวเอง ดิ้นทุรนทุรายอยู่แทบเท้าของนาง
"ทะ... ท่าน... เถ้าแก่หลิน... ไว้ชีวิต... ข้าคือเสนาบดี" จ้าวซิ่นเค้นเสียงอย่างยากลำบาก
"ตำแหน่งของเ้า ไม่มีค่าพอให้ข้าต้องละเว้น" เม่ยหลินกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินเพียงสองคน
"แต่ข้ารู้... ว่าภายใต้สาบเสื้อของเ้า ซุกซ่อนบัญชีส่วยลับที่ตระกูลเม่ยใช้ติดสินบนเ้ามาตลอดสองปีเอาไว้"
จ้าวซิ่นสะดุ้งเฮือก ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง ความลับที่เขาซ่อนไว้ใกล้ตัวที่สุดเพื่อใช้เป็ไพ่ตายในการต่อรองกับตระกูลเม่ย เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงล่วงรู้ได้
"ส่งมันมา แล้วข้าจะมอบยาถอนพิษที่ยื้อชีวิตเ้าไปได้อีกครึ่งปี หรือจะยอมตายตรงนี้ แล้วให้ข้าค้นศพเ้าแทน จงเลือกเอา"
จ้าวซิ่นไม่มีทางเลือก เมื่อความตายจ่ออยู่ที่คอหอย เขาตัวสั่นเทา ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ ดึงสมุดบันทึกปกดำที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อส่งให้นางอย่างจำยอม
เม่ยหลินรับสมุดบัญชีมาเก็บไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะดีดยาลูกกลอนสีเทาเม็ดหนึ่งเข้าปากจ้าวซิ่น
"ไสหัวไปและจำไว้ เสนาบดีจ้าว พลังชีวิตที่เหลือของเ้าอยู่ในกำมือข้า หากตระกูลเม่ยเคลื่อนไหวอันใด ข้าจะต้องรู้เป็คนแรก"
จ้าวซิ่นหอบหายใจอย่างตะกละตะกลามเมื่ออากาศกลับเข้าสู่ปอด เขารีบโขกศีรษะลงกับพื้นจนเืซิบ ไร้ซึ่งคราบของขุนนางผู้ยิ่งใหญ่
"ขะ... ข้าน้อยเข้าใจแล้ว ข้าน้อยจะไม่ลืมพระคุณ!"
เม่ยหลินหมุนตัวเดินกลับเข้าหอโอสถ์ ทิ้งร่างของทหารนับร้อยและเสนาบดีผู้สูญสิ้นศักดิ์ศรีไว้เื้ั
‘เม่ยอิง... หมากตัวแรกของเ้าตกอยู่ในมือข้าแล้ว บัลลังก์ฮูหยินที่เ้าใช้อำนาจเงินตราและอำนาจสร้างขึ้นมา... ข้าจะค่อยๆ สับมันให้แหลกละเอียดทีละชิ้น’