แสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าและสายลมยามเย็นก็เริ่มโหมกระหน่ำลงมาจากภูเขาแต่กลับมีเสียงดังก้องตีนเขาเสียงนั้นบ่งบอกได้ถึงความโกรธอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ที่ส่งเสียงดังนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากแม่ทัพก็อบลินที่นำกลุ่มของก็อบลินรวมตัวกันที่แนวป่าขอบตีนเขาหลังจากที่ก็อบลินตัวนั้นได้ตะโกณออกมาดังๆด้วยความคับแค้นใจก็มีแม่ทัพอีกคนก้าวเข้ามาตบไหล่มันอย่างเห็นใจ
“พอเถอะอาสุ เจ้าทำดีที่สุดแล้ว”
“ข้าต้องฆ่าพวกมัน ฆ่า ฆ่า” เมื่อเห็นแม่ทัพก็อบลินอาสุยังคงระงับความโกรธแค้นไว้ไม่อยู่แม่ทัพอีกคนก็ก้าวเข้ามา
“พอ อาสุ เราต้องนำพี่น้องของเรากลับไปหาองค์ราชาเราไม่มีเวลาโกรธพวกมนุษย์”
“ใช่อาสุ เรายังมีชีวิตอยู่เรายังสามารถฆ่าพวกมันได้ตอนนี้พาพี่น้องของเรากับไปยังเมืองหลวงก่อน” ด้วยการเตือนสติทำให้แม่ทัพอาสุกลับมาได้สติอีกครั้ง
“ขอบคุณพวกท่านที่เตือนสติข้า”
“ไม่เป็นไร ” ในขณะเดียวกันก็อบลินที่ส่งไปสอดแนมทางถอยก็กลับมาถึงและตรงมารายงานยังพวกเขาทั้งสาม
“เรียนท่านแม่ทัพอาวุ ทางหนีทั้งสองทางได้ถูกระเบิดปิดหมดแล้วตอนนี้เหลือเพียงช่องเขาเสียงโศกเท่านั้น”
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไปพักก่อนเถอะเอานี้น้ำ” แม่ทัพอาวุได้ยื่นน้ำที่เขาถือไว้ให้กับก็อบลินสอดแนม พวกเขาสามตนเดินออกมาไกลจากกองทหารของตัวเองก่อนที่จะเริ่มประชุม
“ท่านแม่ทัพอาวุโสเซเรียสข้าว่าเห็นทีงานนี้พวกเราคงไม่พ้นความตายเป็นแน่แท้” แม่ทัพอาวุได้กล่าวกับแม่ทัพอาวุโสเซเรียส
“ใช่แล้ว งานนี้พวกเราส่วนใหญ่ไม่รอดแน่ๆ พวกมันจงใจปล่อยพวกเราเพื่อที่พวกมันจะได้ปิดฉากพวกเราที่ช่องเขาเสียงโศกอย่างแน่นอน” เมื่อฟังความคิดของทั้งสองแม่ทัพแม่ทัพอาสุได้ของอาสาอยู่เพื่อให้ทั้งสองได้หนีกลับไปยังเมืองหลวงของพวกเขา
“โฮ๊ะ โฮ๊ะ โฮ๊ะ อาสุน้อยเจ้านั้นไม่ควรมาตายอยู่ตรงนี้เจ้านั้นเป็นอัจฉริยะด้านการวางแผนข้ารู้ดี ผู้เฒ่าคนนี้จะระวังหลังไว้ให้พวกเจ้าเองเหล่าเด็กๆที่จะเป็นอนาคตให้กับอาณาจักรอาซามของพวกเรา”
“ท่านผู้เฒ่า”x2
“ไม่ต้องมากังวลกับข้า ข้าอยู่มานานเกินไปแล้วเพื่อนๆของข้านั้นคงเหงาจะแย่แล้ว คงได้เวลาที่ข้าจะได้ไปหาพวกเขาซักทีน่าเสียดายที่ข้าไม่อาจจะเอาไวน์ดีๆไปฝากพวกเขาน่าเสียดายจริงๆ ไปพวกเจ้าไปคัดเอาตนที่มีครอบครัว เป็นลูกคนเดียว กำลังจะแต่งงานให้นำขบวนไปก่อนตามมาด้วยพวกที่ยังมีญาติพี่น้องกับพวกทหารใหม่ตามสำคัญ ” แม่ทัพเฒ่าได้มองไปยังแม่ทัพหนุ่มทั้งสองก่อนที่จะกล่าวกับพวกเขา
“เอาละเด็กเอ๋ย ข้าจะถามพวกเจ้าสงครามนี้ใครเป็นคนผิดพูดให้ข้าฟังสิ”
“พวกมนุษย์ พวกมันผิดแน่นอน พวกมันไล่บรรพบุรุษออกจากบ้านของพวกเราแล้วพวกมันยังไล่ล่าและฆ่าพวกเราอย่างไร้ศีลธรรม” แม่ทัพเฒ่าได้แต่ถอนหายใจพลางสายหัว
“พวกเจ้ายังเยาว์นัก เอาละข้าจะตอบพวกเจ้าเอง คนที่ผิดคือพวกเราทั้งคู่ ใช่ ผิดกันทั้งคู่นั้นแหละ” แม่ทัพเฒ่าถอนหายใจ
“ทำไมกันละครับ”x2
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า คงจะเป็นเพราะความจำเป็นนะเด็กน้อย ความจำเป็น” แม่ทัพเฒ่าพูดพลางเอามือลูบหัวแม่ทัพทั้งสองอย่างเอ็นดูประหนึ่งเขากำลังลูบหัวลูกหลานตัวน้อยก็ไม่ปาน
“ความจำเป็นมันต้องขนาดที่ต้องไล่ฆ่าพวกเราเลยหรือท่าน ต้องขนาดที่พวกมันได้ที่ดินไปแล้วพวกมันก็ยังไม่พอใจและต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนั้นหรือ”
“เด็กน้อยเอ๋ย ด้วยความกลัวมันทำให้บางคนที่จำเป็นทำในสิ่งที่โหดร้ายที่สุดได้แน่นอน” แม่ทัพเฒ่าเงียบไปพักนึงเหมือนหวนคิดถึงชีวิตของตน
“เด็กน้อยเอ๋ยข้าทำสงครามปกป้องดินแดนของพวกเรามาตั้งแต่พ่อของเจ้ายังไม่เกิดเสียอีกทุกปี ทุกปีรำสงครามอาบเลือดมากมายได้เห็นตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงบัดนี้ อาา น่าคิดถึงเสียจริง บางครั้งความจริงนั้นไม่พูดไปมันจะดีกว่า ความจริงบางครั้งก็น่ากลัวเหมือนกันนะพวกเจ้าว่าไหม โฮ๊ะๆๆ” แม่ทัพเฒ่าถอนหายใจเงียบๆและโอบกอดแม่ทัพทั้งสอง
“เจ้าเด็กน้อย เจ้าอยากหลุดจากสงครามอันไร้ที่สิ้นสุดนี้หรือไม่ เจ้าอยากจบสงครามนี้หรือไม่”
“ขะ ข้า”
“เอาละเหล่าเด็กน้อยข้าจะใบ้ให้พวกเจ้า มีสองทางที่มันจะจบลงการทำลายศัตรูให้สิ้นซาก ทางนั้นจะยากหน่อยแต่ก็น้อยกว่าอีกทาง ทางนี้นั้นยากมาก ยากมากจริงๆ ทางนั้นก็คือการสร้างสันติ ใช่มีเพียงสันติเท่านั้นที่จะทำให้พวกเราจบเรื่องเศร้ามากมายนี้ได้ อาา เสียเวลามากแล้วพวกเจ้าไปกันเถอะแล้วฝากบอกเจ้าเด็กน้อยนากาซด้วยนะว่าข้าคงไม่ได้ไปหาเขาแล้ว” สองแม่ทัพหันหลังกลับไปและเดินไปได้เล็กน้อยแม่ทัพเฒ่าก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง
“อนาคตขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้วไม่ว่าพวกเจ้าจะเลือกอะไร ผลลัพธ์มันจะเป็นเหมือนที่พวกเจ้าเลือก เมื่อพวกเจ้าเลือกแล้วจงอย่าหันกลับมามองข้างหลังและอย่าเสียใจ เอาละพวกเจ้าไปได้แล้ว” แม่ทัพเฒ่าว่าพลางโบกมือไล่สองแม่ทัพไปก่อนที่จะพูดกับตัวเอง
“น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจยุติการหลั่งเลือดนี้ได้ น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ เพื่อนเอ๋ยเพื่อเผ่าพันธุ์ของพวกเรา พวกเราทำถูกแล้วใช่ไหมที่ทำแบบนั้นลงไป…..”