Pioneer Era

    ตอนที่ 60 บอสใหญ่แห่งถ้ำดอกบัวเฮเดสปรากฏตัวแล้ว !

    ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย

    ***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]

    “นั่นตัวเชี่ยอะไรเนี่ย!? ”

    ถึงจะมองเห็นไม่ชัดเพราะอยู่ไกล แต่ยังพอรับรู้ได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังมุ่งตรงไปทางที่พำนักของเทพเจ้าโนอาร์

    สิ่งนั้นมีสีขาวและมีขนาดใหญ่โตราวกับภูเขา

    “แย่ละสิ”

    ถึงจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่จะให้ยืนมองดูเฉย ๆ จากที่ปลอดภัยเช่นนี้ ผมรู้สึกทำใจรับไม่ได้

    ผมคือลูกชายของผู้กล้า [แบร์ไรต์]

    ของชนเผ่าสิงโต

    เป็นเด็กน้อยผู้โง่เขล่าที่อยากเดินตามรอยเท้าผู้กล้าของท่านพ่อ

    ถ้าเป็นท่านพ่อ เวลาแบบนี้คงรีบหาทางกลับเมืองหลวงในทันทีอย่างไม่มีลังเลแน่นอน

    แต่ว่า...

    "จะให้กลับไปภายในไม่กี่ชั่วโมงมันก็…"

    ถ้าเดินเท้ากลับไปที่เมืองหลวง จะต้องใช้เวลาราวยี่สิบถึงสามสิบวันเต็ม

    ถ้าขี่อสรพิษ [เกล-อาบอก] ที่เร็วที่สุดในทวีป จะต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวัน



    สรุปคือไม่มีทางกลับไปได้ในทันทีตอนนี้

    “พวกเขากำลังต่อสู้…”

    แสงจากหอคอยเพลิงที่เอาไว้รับมือศึกกลางคืนที่เมืองหลวง กำลังถูกไล่จุดส่องสว่างขึ้นมาแล้ว

    นั่นแปลว่าพวกเขากำลังเตรียมทำศึกครั้งใหญ่อยู่

    “ชิ! ”

    ผมเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจ

    อยากจะช่วยเหลือเมืองหลวง ช่วยเหลือทุกคนในเผ่าพันธ์ุ

    แต่ผมในตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง?

    "คงเหลือแค่วิธีนี้วิธีเดียว… "

    นั่นคือการยอมไปก้มหัวขอร้องพวกเผ่าอสูรกาย

    ถ้าเป็นพวกมันที่มีสิ่งประดิษฐ์แปลกประหลาดมากมาย จะต้องมีวิธีกลับไปเมืองหลวงภายในหนึ่งวันแน่นอน

    “มาเร็ว [ควอตซ์] ”

    “กี๊ส~”

    อสรพิษเกล็ดสีขาวใสดั่งแร่ควอตซ์อันงดงามกำลังขานเสียงตอบรับคำสั่งของผม

    มันคาบดาบของท่านพ่อทั้งสองเล่มมาให้อย่างรวดเร็ว

    ดาบสีขาวเฮเดสกับดาบสีดำที่ท่านพ่อยึดมาจากเผ่าอสูรกายถูกนำขึ้นมาเหน็บตรงเอว

    ชุดเกราะเบาสีขาวถูกสวมใส่ทับลงบนร่างกายที่เต็มไปด้วยขนสีทอง

    จัดแต่งตัดแผงคอส่วนเกินที่เกะกะออก

    เอาละ ตอนนี้พร้อมที่จะออกรบแล้ว!

    “ไปกันเถอะ! ”

    หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ผมก็รีบวิ่งไปทางที่พำนักของพวกเผ่าอสูรกายในทันที



    “... นี่พวกแก”

    “พวกเรารู้อยู่แล้วละว่านายจะทำอะไร”

    ที่ทางออกของหอพัก มีคนยืนรออยู่เป็นจำนวนมาก

    พวกเขาต่างสวมชุดของนักรบ ราวกับว่ากำลังจะออกไปสู่สนามรบเช่นนั้น

    ดูเหมือนว่าเจ้าซุนไกท์ โทแพช วานาดิไนต์ และคนอื่น ๆ ร่วมหนึ่งร้อยชีวิตที่อยู่ในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ ต่างจะทนดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้เหมือนกัน

    “จะหาทางไปเมืองหลวงสินะ? งั้นให้พวกเราไปด้วยสิ”

    เจ้าซุนไกท์เปิดปากพูดออกมาเช่นนั้น

    “งั้นรอตรงนี้ เดียวถ้าได้เรื่องอะไรแล้วจะกลับมาแจ้งให้”

    “ได้เลย”

    ผมตัดสินใจว่าจะไปก้มหัวขอร้องพวกเผ่าอสูรกายคนเดียวพอ

    งานที่ต้องถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีเช่นนี้ มีผมทำคนเดียวพอแล้ว

    พอวิ่งออกมากอยู่กลางทางเดินนอกอาคารได้สักพัก ก็เริ่มตระหนักความจริงบางอย่าง

    “ว่าแต่ควรไปข้อร้องกับใครฟะ…”

    นั่นคือใครมีอำนาจมากพอที่จะเคลื่อนไหวกองทัพเผ่าอสูรกายให้มาช่วยพวกเราได้?

    ผมไม่รู้เลย

    “ช่วยไม่ได้ ไปหาเจ้าพวกนั้นก่อนแล้วกัน บางทีอาจจะพอรู้อะไรบ้าง”

    ดังนั้นผมเลยเลือกที่จะไปหาพวกลี่แทน

    เหมือนประชดดีนะ ยิ่งอยากตีตัวออกห่าง แต่กลับยิ่งมีเหตุการณ์ทำให้ต้องเข้าหา

    พอถึงหอพักของพวกเผ่าอสูรกาย ผมก็เรียกพวกเธอลงมาเพื่ออธิบายสถานการณ์ทุกอย่างให้ฟัง

    แต่คำตอบที่ได้รับกลับน่าเศร้าสลดใจเป็นอย่างมาก

    “ไม่มีทางทำได้ภายในหนึ่งวันแน่นอนค่ะ แต่จะหาทางช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ดูค่ะ”

    แฟตคือคนที่ให้คำตอบอันน่าเศร้าเช่นนั้นกับผม

    แม้แต่พวกเผ่าอสูรกายก็ยังไม่ไหวหรือ?

    “ขอบคุณมาก…”

    สุดท้ายเลยทำได้แต่กล่าวขอบคุณอย่างเศร้าใจออกไป



    ในตอนนั้นเอง---

    “ดิฉันกลับมาแล้วค่ะนายท่าน”

    เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง

    ผมรีบหันกลับไปมองเจ้าของเสียงนั้นในทันที

    สตรีสวมชุดเมดสีดำ ผมสีเงินถักเปียคู่ยาว และมีใบหูกระต่าย คนที่มีน้ำเสียงกับหน้าตาเหมือนท่านเทพโนอาร์อย่างไม่มีผิดเพียนคนนี้ คือ [กลัทโทนี่ย์] หนึ่งในสาวกของเทพโนอาร์

    ท่านกลับมาแล้ว! แถมยังมาได้จังหวะดีราวกับละครน้ำเน่าอีกด้วย!

    “ทำหน้าแบบนั้น ไม่ทราบว่ามีอะไรจะให้ดิฉันช่วยหรือเปล่าคะนายท่าน? ”

    ตอนนี้ผมทำสีหน้าแบบไหนอยู่นะ?

    ดีใจที่ท่านเทพกลับมา?

    ดีใจที่ท่านเทพยังไม่ตาย?

    หรือว่าดีใจที่เห็นแสงแห่งความหวังอันริบหรี่?

    เอาเป็นว่าผมกำลังดีใจ

    เพราะคิดว่าถ้าเป็นสาวกของเทพเจ้า จะต้องทำอะไรบางอย่างได้แน่นอน

    “ผมอยากไปเมืองหลวง ตอนนี้เลย พอจะหาทางได้หรือเปล่าครับ? ”

    “ได้สิค่ะ”

    ด้วยเหตุนี้ ผมและทุกคนจึงหาทางมาเมืองหลวงได้สำเร็จ

    และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่เจ้าพวกลี่เองก็ขอตามมาเพื่อช่วยผมด้วยอีกแรงหนึ่งในฐานะของ [เพื่อน]

    เอาเถอะ คงได้แต่หวังว่าไม่ไปกัดกับคนในเมืองหลวงเข้าให้ละนะ...



    ***กลับมาที่ปัจจุบัน

    "มาถึงแล้ว… สุดยอด… "

    ตอนนี้พวกเรากำลังยืนอยู่ตรงหน้าหอคอยโนอาร์

    ท่านกลัทโทนี่ย์พาพวกเรามาหน้าโรงเรียน ตรงตำแหน่งที่เคยเกิดแสงสว่างลึกลับส่งไปถ้ำดอกบัวเฮเดส

    พอมาถึงตำแหน่ง ท่านกลัทโทนี่ย์ก็พึมพำบางอย่างออกมา พร้อมกับมีแสงสว่างสีแดงเจิดจ้าขึ้น

    รู้ตัวอีกที พวกผมก็มาโผล่ที่นี่ ที่เมืองหลวงไปแล้ว



    จุดที่พวกเราถูกส่งมา คือลานกว้างสำหรับใช้จัดงานบูชาเทพเจ้าโนอาร์

    มันเป็นลานหินกว้างที่ถูกปูอย่างมีระเบียบ มีต้นไม้ใหญ่เปลือกสีฟ้าที่ถูกคว้านเนื้อออกทำเป็นศาลาสำหรับกราบไหว้บูชาเทพเจ้า และมีรั้วเชือกฟางหนาสีน้ำตาลขึงล้อมลานเอาไว้

    ที่ใจกลางลานหินสีเทา จะมีแท่นบูชาทรงกลมผิวเรียบยกสูงขึ้นมาราวครึ่งเมตรอยู่แท่นหนึ่ง

    มันเป็นแท่นที่ว่ากันว่าถูกมอบให้มาจากเทพเจ้าโนอาร์เมื่อหนึ่งพันปีที่แล้ว

    และพวกเรากำลังยืนอยู่บนแท่นที่ว่านี้กัน



    "ตกลงมีประตูมิติโบราณอยู่หน้าโรงเรียนจริง ๆ ด้วยสินะคะ"

    "เอาไว้ไปแจ้งอาจารย์กันทีหลังเถอะ ดอง~"

    พวกลี่หันไปมองรอบตัว ก่อนจะพูดออกมาเช่นนั้น

    จะเอาเรื่องแท่นบูชานี้ไปบอกพวกผู้ใหญ่ในเผ่าอสูรกายอย่างนั้นหรือ?

    ต้องห้าม… แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลานั้น

    ที่ต้องรีบจัดการ คือรับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้ต่างหาก



    ตัวตนของภูเขาสีขาวที่เคลื่อนตัว แท้ที่จริงคือเจ้าเฮเดสนั่นเอง

    ในโลกนี้มีเฮเดสที่ตัวใหญ่ขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ?

    แล้วเด็กอย่างเราจะทำอะไรสัตว์ยักษ์แบบนี้ได้?

    "ทุกคนมากันครบแล้วนะไพไรต์"

    "..."

    ผมหันกลับไปมองบนแท่นบูชา

    ทุกคนร่วมหนึ่งร้อยชีวิตมารวมตัวกันที่ลานกว้างนี้กันแล้ว

    เนื่องจากมีคนจำนวนมาก หลายคนเลยเดินกระจายลงมายืนอยู่รอบลานหินแทน

    หากไม่นับพวกโทแพชกับพวกลี่ พวกที่เหลือจะนับว่าเป็นกำลังรบได้หรือเปล่า?

    ผมหันกลับไปมองเจ้าเต่ายักษ์อีกรอบ

    เต่ายักษ์ที่เหมือนดั่งภูเขาสีขาว เจ้าสิ่งนั้นกำลังเคลื่อนตัวตัดผ่านเมืองมาทางหอคอยโนอาร์เป็นเส้นตรง

    บ้านเรือนอาคารที่ขวางทาง เหล่านักรบที่พยายามง้างธนูโจมตี ล้วนแต่เป็นได้แค่ก้อนกรวดข้างทางสำหรับมันเท่านั้น

    ไม่มีใครที่สามารถหยุดมันได้

    ไม่ไหว…

    มองยังไงก็ไม่มีทางเอาชนะตัวแบบนั้นได้

    "... ทุกคน กระจายกำลังไปบอกทุกคนให้มาที่นี่ พวกเราจะอพยพคนที่ยังหนีไม่ทันมาที่นี่ แล้วพาพวกเขากลับไปที่โรงเรียนกัน ถ้ามีคนสงสัยมากเรื่อง ให้อ้างชื่อผมกับท่านเทพไปได้เลย "

    สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้ คือการอพยพผู้คนที่ยังตกค้างอยู่ในเมืองเท่านั้น

    นี่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ที่ผมจะทำได้ในฐานะของลูกชายผู้ของผู้กล้าแล้ว



    " แล้วจะให้พวกเราทำอะไรบ้างดอง? "

    " เออ… สำหรับพวกเจ้านั้น…"

    จะให้พวกเผ่าอสูรกายทำอะไรดีนะ?

    ถ้าส่งไปอพยพผู้คน คงได้มีเรื่องปวดหัวตามมาแน่

    "ตามพวกเรามา ขอบอกให้รู้ก่อน ว่ายังมีอีกหลายคนที่เกลียดเผ่าอสูรกายอย่างพวกเจ้าอยู่นะ"

    "เข้าใจแล้วดอง"

    อสูรแสงหัวเขียวตอนรับด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ก่อนจะจับผ้าคลุมสีเทาตัวยาวของเธอเอาไว้แน่น ราวกับจะบอกให้รู้ว่า "พวกฉันพร้อมแล้วดอง! "

    "ดีละ งั้นทุกคนเริ่มลงมือตามแผนได้! "



    "ทุกคนไปรวมตัวที่ลานบูชาเทพเจ้าโนอาร์เดียวนี้! "

    "ท่านเทพเปิดเส้นทางหนีให้พวกเราแล้ว รีบหนีไปที่นั่นกันเถอะค่ะ! "

    เสียงตะโกนของผมกับโทแพชดังไปทั่วเมืองของส่วนทิศใต้

    เมืองที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนคับคั่ง แทบจะกลายเป็นเมืองร้างในเวลานี้

    บ้านต้นไม้และบ้านดินที่แทรกสอดเข้าไปตามร่มเงาของไม้ใหญ่ในผืนป่า กลายเป็นอาคารที่ไร้ซึ่งผู้คน

    แสงสีแดงของคบเพลิงตามถนน ชวนดูวังเวงราวกับป่าช้า

    ผู้คนที่พากันออกมาย่ำเท้ายามราตรี ไม่ใช่เสียงอย่างมีชีวิตชีวาคนเมือง แต่เป็นเสียงของผู้คนที่กำลังเศร้าโศกที่ต้องทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน

    ความหดหู่เช่นนั้นกำลังแผ่กระจายไปทั่วทุกมุมของเมืองหลวงพวกเรา



    ผมได้สอบถามสถานการณ์จากคนที่เหลือ และได้ความว่าคนส่วนใหญ่พากันหนีไปทางทิศตะวันตกกันหมดแล้ว

    คนที่เหลืออยู่ในเมือง ส่วนใหญ่จะมีแต่พวกที่ทำใจทิ้งบ้านไม่ลง กับพวกที่คิดว่านักรบของพวกเขาสามารถเอาชนะเจ้าสัตว์ร้ายได้

    แต่ผลลัพธ์มันไม่ใช่เช่นนั้น

    แนวหน้าแตกพ่าย ชะตากรรมของสามผู้กล้าที่นำทัพยังไม่รู้แน่ชัด แถมเฮเดสยักษ์ยังบุกเข้ามาในเขตเมืองสำเร็จ

    ทุกคนจึงเริ่มตื่นตระหนกและรู้ตัวว่าคิดผิดที่ยังเลือกอยู่ในเมืองต่อ

    อาจเป็นโชคดีในโชคร้าย ที่พอทุกคนพบกับความสิ้นหวัง ในหัวของพวกเขาเลยหันไปหวังพึ่งเทพเจ้าแทน

    ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงพากันมุ่งหน้าตรงมาที่หอคอยโนอาร์กันตั้งแต่แรก และนั่นทำให้การอพยพรวดเร็วมากกว่าที่คิด



    "ทำไมถึงมีเผ่าอสูรกายอยู่ที่นี่!? อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ! ”

    “โอ๊ย!? ”

    เสียงโวยวายอะไร…

    อสูรเขาคู่ [พรุน] กำลังถูกผู้หญิงของชนเผ่าหนูคนหนึ่งปัดมือออกอย่างรุนแรง

    “ช่วยหนูด้วยค่ะ! ตรงนี้มีเผ่าอสูรกายอยู่คนหนึ่ง มันกำลังจะจับหนูกินแล้ว! ”

    “เปล่านะ ฉันไม่ได้…”

    พรุนเริ่มแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา

    ร่างกายที่ใหญ่โตสองเมตรครึ่งของเธอ คงทำให้ชนเผ่าตัวเล็ก ๆ อย่างชนเผ่าหนูรู้สึกหวาดกลัว

    แถมยิ่งเป็นเผ่าของศัตรูที่ไม่ควรมาอยู่ในเมืองหลวง เลยยิ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวตกใจมากขึ้นเป็นเท่าตัว

    ให้ตายสิ ไม่ควรพามาตั้งแต่แรกจริง ๆ

    “ถอยไป! ”

    พรุนถูกผู้ชายเผ่าสิงโตจำนวนสิบคนกรูเข้าใส่จากรอบทิศทาง

    ในมือของพวกเขามีอาวุธถืออยู่ด้วย

    พอเห็นบรรยากาศเริ่มทำท่าจะไม่ดี พรุนจึงยอมเดินออกมา แล้วไปยืนอยู่ข้างโทแพชเหมือนกับคนอื่น ๆ ในกลุ่มของเธอ

    ดูท่าความคิดที่จะให้เผ่าของเรากับเผ่าอสูรหันมาจับมือเข้าหากัน ยังคงอีกยาวไกลแฮะ…



    “ซุนไกท์ อีกนานไหมกว่าจะอพยพคนไปทั้งหมดได้! ”

    “มีคนเยอะมาก คงใช้เวลาอีกนานพอดูเลยละไพไรต์! ”

    แถวของผู้อพยพนั้นมีราวประมาณหนึ่งแสนคน

    ถึงลานบูชาเทพเจ้าโนอาร์จะมีขนาดใหญ่ แต่มันไม่มากพอที่จะรับจำนวนคนมากขนาดนี้

    อย่างว่า ปกติเวลาทำพิธียังให้คนเข้าร่วมได้ไม่ถึงหนึ่งพันคนเลย

    “แย่แล้วไพไรต์ ทิศทางของเจ้าเฮเดสมัน---”

    “เห็นแล้ว! "

    เป้าหมายของเฮเดสขนาด 60 เมตร คือหอคอยโนอาร์จริง ๆ

    แถมตำแหน่งของแท่นบูชายังตั้งอยู่ในเส้นทางของมันอีก

    จะมีวิธีไหนพอถ่วงเวลามันได้หรือเปล่านะ…

    ผมหันไปมองดูพวกพ้องเผ่าอสูรกายที่ขอตามมาช่วย

    บางทีถ้าเป็นเจ้าพวกนี้…

    “ลี่--- [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] แห่งเผ่าอสูรแสง ได้โปรดช่วยใช้พลังของพวกเธอถ่วงเวลามันให้หน่อยจะได้หรือเปล่า? ”

    ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ใครมันจะพูดออกไปได้ฟะ

    เพราะว่ามันคือคำขอร้องที่เอาแต่ได้

    แต่เดิมแล้วพวกเธอไม่จำเป็นต้องยื่นมือมาช่วยปัญหาที่เป็นของเผ่าพวกเราเลย แต่พวกเธอกลับยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่เรียกร้องอะไรจากพวกผมสักอย่าง

    แล้วจะให้ผมบากหน้าไปขอร้องให้พวกเธอเสี่ยงอันตรายแทนได้ยังไงกัน?

    ผมหันไปทางสาวกของท่านเทพโนอาร์

    ผมทำให้ร่างจำแลงของท่านเทพตายไปถึงสองครั้ง แล้วนี่จะบอกว่าให้ท่านช่วยไปตายครั้งที่สามเพื่อถ่วงเวลาให้กับพวกเราอพยพเช่นนั้นหรือ?

    ไม่… ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ต่อให้เป็นแค่ร่างจำแลงของเทพเจ้า แต่ท่านก็มีความรู้สึกเหมือนกันไม่ใช่หรือ?

    คิดสิ… คิดสิไพไรต์ มันต้องมีวิธีบางอย่างเหลืออยู่บ้างสิ!



    “... แสงจากคบเพลิง”

    เฮเดสคือสิ่งมีชีวิตที่ชอบสิ่งของมีประกายแสงแวววาว

    แสงสีแดงจากยอดหอคอยโนอาร์คงเป็นที่หมายตาของมัน

    งั้นถ้าหากว่ามีแสงไฟที่ใหญ่กว่ามาหันเหความสนใจของมันละ?

    “เมือง… เมืองที่ไร้ผู้คนก็ไม่ใช่เมืองอีกต่อไป...”

    บ้านเมืองนะ หากยังมีชีวิตอยู่ จะสร้างขึ้นมาใหม่ตอนไหนก็ได้ไม่ใช่หรือยังไง?

    ดังนั้นเมืองที่ไม่มีคนอยู่ มันก็แค่เศษไม้ขนาดใหญ่ที่นำมาสุมรวมกันเท่านั้นมิใช่หรือ?

    “ดีละ… ลี่! ถ้าเป็นเธอทำได้ใช่ไหม? ใช้ [พลังแห่งปาฏิหาริย์] ของเธอสร้างลูกไฟลูกใหญ่นะ? ”

    “เออ… ทำได้อยู่ แต่จะให้ทำไปทำไมหรือดอง? ”

    “เธอช่วยเผาเมืองตรงทิศตะวันออกให้ที จะได้หันเหความสนใจของเจ้าเฮเดสยังไงละ”

    “... แน่ใจนะดอง? ”

    “เดียวผมรับผิดชอบเอง ได้โปรดช่วยทำลายเพื่อช่วยทุกคนด้วย! ”

    “ให้ยิงถล่มใส่เจ้านั่นไม่ง่ายกว่าหรือดอง? ”

    อสูรแสงตัวน้อยชี้ไปที่เฮเดสที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้

    ภูเขาสีขาวขนาดมหึมานั้น กำลังเข้ามาใกล้ตรงนี้มากขึ้นทุกทีแล้ว

    “แล้วเธอแน่ใจหรือว่าเอามันลงภายในการโจมตีเดียวได้? ถ้าฆ่ามันไม่ได้ จะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้มันอาละวาดได้นะ? ”

    “เออ… ไม่แน่ใจเหมือนกันดอง จริงอยู่ว่าตอนฝึกเคยลบภูเขาออกไปทั้งลูกมาแล้ว แต่ตอนนั้นฉันต้องรวมพลังถึงครึ่งชั่วโมงเลยละดอง”

    “งั้นไม่มีเวลามากพอทำแบบนั้นหรอก”

    เพราะศัตรูของพวกเราน่าจะมาถึงตรงนี้ภายในสิบห้านาทีเท่านั้น

    “... สรุปคือไม่เหลือทางเลือกอื่นสินะดอง”

    “ใช่ ดังนั้นฝากด้วยนะลี่”



    ร่างของอสูรแสงตนหนึ่งกำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

    ระดับเพดานบินของเธออยู่ที่สิบเมตรเหนือพื้นดิน

    แสงสว่างที่เรืองรองที่ส่องออกมาจากปีกบนร่างของสตรีตัวน้อยผมสีเขียวบนฉากหลังสีดำผืนใหญ่ยามราตรี ภาพนั้นกำลังขโมยสายตาของทุกคนให้ไปจับจ้องที่เธอพร้อมกัน

    “ทุกคนห้ามทำร้ายเธอ! เรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ล้วนแต่เป็นความคิดของผมทั้งสิ้นครับ! ”

    ผมหันไปบอกทุกคนให้รับรู้ ว่าการโจมตีที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เกิดขึ้นจากฝีมือของผมเอง

    ไม่อย่างงั้นคงได้มีคนคว้าเอาธนูมายิงใส่ยัยนี่จากข้างหลังแน่นอน

    แสงสว่างจากปีกของเธอเริ่มเคลื่อนตัวไหลรวมไปสู่ปลายยอดของปีก

    แสงสีขาวเริ่มกลายเป็นแสงสีฟ้าที่สวยงาม

    แสงนั้นแผ่กระจายออกไปในอากาศเหนือหัวของเธอ พร้อมกับที่เกิดกระแสลมพัดขึ้นสูง

    กระแสลมเริ่มหมุนวนรอบตัวเธอรุนแรงขึ้น

    เป็นสายลมที่รุนแรงจนกรีดผิวของผู้ชมที่กำลังยืนรายล้อมอยู่ตรงนี้

    แล้วเปลวไฟดวงใหญ่ก็ถูกจุดขึ้นมาที่เหนือหัวของเธอ

    ไม่สิ มันไม่ใช่เปลวไฟ

    มันเป็นลูกบอล

    เป็นบอลเพลิงขนาดเล็กขนาดหนึ่งกำมือ

    ลูกบอลสีเหลืองแดงก้อนนั้นค่อย ๆ ก่อตัวใหญ่มากขึ้น มากขึ้นตามเวลาที่ไหลผ่านไป

    ในช่วงเวลานั้นเอง ที่เฮเดสได้หยุดเคลื่อนไหวลง

    มันหยุดเลื้อย แล้วยืดหัวออกมาจับจ้องบอลไฟนั้นด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

    อสูรลี่ค่อย ๆ สะสมพลังอย่างใจเย็นถึงสิบนาทีจนกระทั้งขนาดของลูกบอลไฟมีมากถึงห้าสิบเมตร

    เป็นบอลลูกใหญ่สีแดงที่แผ่ไอร้อนราวกับพระสุริยะที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้า

    “เหลือเชื่อ...”

    ถึงพอจะทราบว่าพวกอสูรกายใช้พลังประหลาดราวกับปาฏิหาริย์ได้ แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีพลังถึงขั้นสร้างของแบบนี้ขึ้นมาได้จากความว่างเปล่า

    “สุริยะร่วงโรย---”

    ผมได้ยินเสียงของเธอพึมพำลอยออกมาตามอากาศ ก่อนที่พระอาทิตย์ดวงนั้นถูกทิ้งลงสู่โลก

    แล้วทุกสิ่งทุกอย่างของเมืองพื้นที่ทิศตะวันออกก็ถูกย้อมให้กลายเป็นโลกสีแดงของทะเลเพลิงไปสิ้น