ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย
***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]
“นั่นตัวเชี่ยอะไรเนี่ย!? ”
ถึงจะมองเห็นไม่ชัดเพราะอยู่ไกล แต่ยังพอรับรู้ได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังมุ่งตรงไปทางที่พำนักของเทพเจ้าโนอาร์
สิ่งนั้นมีสีขาวและมีขนาดใหญ่โตราวกับภูเขา
“แย่ละสิ”
ถึงจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่จะให้ยืนมองดูเฉย ๆ จากที่ปลอดภัยเช่นนี้ ผมรู้สึกทำใจรับไม่ได้
ผมคือลูกชายของผู้กล้า [แบร์ไรต์]
ของชนเผ่าสิงโต
เป็นเด็กน้อยผู้โง่เขล่าที่อยากเดินตามรอยเท้าผู้กล้าของท่านพ่อ
ถ้าเป็นท่านพ่อ เวลาแบบนี้คงรีบหาทางกลับเมืองหลวงในทันทีอย่างไม่มีลังเลแน่นอน
แต่ว่า...
"จะให้กลับไปภายในไม่กี่ชั่วโมงมันก็…"
ถ้าเดินเท้ากลับไปที่เมืองหลวง จะต้องใช้เวลาราวยี่สิบถึงสามสิบวันเต็ม
ถ้าขี่อสรพิษ [เกล-อาบอก] ที่เร็วที่สุดในทวีป จะต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวัน
สรุปคือไม่มีทางกลับไปได้ในทันทีตอนนี้
“พวกเขากำลังต่อสู้…”
แสงจากหอคอยเพลิงที่เอาไว้รับมือศึกกลางคืนที่เมืองหลวง กำลังถูกไล่จุดส่องสว่างขึ้นมาแล้ว
นั่นแปลว่าพวกเขากำลังเตรียมทำศึกครั้งใหญ่อยู่
“ชิ! ”
ผมเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจ
อยากจะช่วยเหลือเมืองหลวง ช่วยเหลือทุกคนในเผ่าพันธ์ุ
แต่ผมในตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง?
"คงเหลือแค่วิธีนี้วิธีเดียว… "
นั่นคือการยอมไปก้มหัวขอร้องพวกเผ่าอสูรกาย
ถ้าเป็นพวกมันที่มีสิ่งประดิษฐ์แปลกประหลาดมากมาย จะต้องมีวิธีกลับไปเมืองหลวงภายในหนึ่งวันแน่นอน
“มาเร็ว [ควอตซ์] ”
“กี๊ส~”
อสรพิษเกล็ดสีขาวใสดั่งแร่ควอตซ์อันงดงามกำลังขานเสียงตอบรับคำสั่งของผม
มันคาบดาบของท่านพ่อทั้งสองเล่มมาให้อย่างรวดเร็ว
ดาบสีขาวเฮเดสกับดาบสีดำที่ท่านพ่อยึดมาจากเผ่าอสูรกายถูกนำขึ้นมาเหน็บตรงเอว
ชุดเกราะเบาสีขาวถูกสวมใส่ทับลงบนร่างกายที่เต็มไปด้วยขนสีทอง
จัดแต่งตัดแผงคอส่วนเกินที่เกะกะออก
เอาละ ตอนนี้พร้อมที่จะออกรบแล้ว!
“ไปกันเถอะ! ”
หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ผมก็รีบวิ่งไปทางที่พำนักของพวกเผ่าอสูรกายในทันที
“... นี่พวกแก”
“พวกเรารู้อยู่แล้วละว่านายจะทำอะไร”
ที่ทางออกของหอพัก มีคนยืนรออยู่เป็นจำนวนมาก
พวกเขาต่างสวมชุดของนักรบ ราวกับว่ากำลังจะออกไปสู่สนามรบเช่นนั้น
ดูเหมือนว่าเจ้าซุนไกท์ โทแพช วานาดิไนต์ และคนอื่น ๆ ร่วมหนึ่งร้อยชีวิตที่อยู่ในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ ต่างจะทนดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้เหมือนกัน
“จะหาทางไปเมืองหลวงสินะ? งั้นให้พวกเราไปด้วยสิ”
เจ้าซุนไกท์เปิดปากพูดออกมาเช่นนั้น
“งั้นรอตรงนี้ เดียวถ้าได้เรื่องอะไรแล้วจะกลับมาแจ้งให้”
“ได้เลย”
ผมตัดสินใจว่าจะไปก้มหัวขอร้องพวกเผ่าอสูรกายคนเดียวพอ
งานที่ต้องถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีเช่นนี้ มีผมทำคนเดียวพอแล้ว
พอวิ่งออกมากอยู่กลางทางเดินนอกอาคารได้สักพัก ก็เริ่มตระหนักความจริงบางอย่าง
“ว่าแต่ควรไปข้อร้องกับใครฟะ…”
นั่นคือใครมีอำนาจมากพอที่จะเคลื่อนไหวกองทัพเผ่าอสูรกายให้มาช่วยพวกเราได้?
ผมไม่รู้เลย
“ช่วยไม่ได้ ไปหาเจ้าพวกนั้นก่อนแล้วกัน บางทีอาจจะพอรู้อะไรบ้าง”
ดังนั้นผมเลยเลือกที่จะไปหาพวกลี่แทน
เหมือนประชดดีนะ ยิ่งอยากตีตัวออกห่าง แต่กลับยิ่งมีเหตุการณ์ทำให้ต้องเข้าหา
พอถึงหอพักของพวกเผ่าอสูรกาย ผมก็เรียกพวกเธอลงมาเพื่ออธิบายสถานการณ์ทุกอย่างให้ฟัง
แต่คำตอบที่ได้รับกลับน่าเศร้าสลดใจเป็นอย่างมาก
“ไม่มีทางทำได้ภายในหนึ่งวันแน่นอนค่ะ แต่จะหาทางช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ดูค่ะ”
แฟตคือคนที่ให้คำตอบอันน่าเศร้าเช่นนั้นกับผม
แม้แต่พวกเผ่าอสูรกายก็ยังไม่ไหวหรือ?
“ขอบคุณมาก…”
สุดท้ายเลยทำได้แต่กล่าวขอบคุณอย่างเศร้าใจออกไป
ในตอนนั้นเอง---
“ดิฉันกลับมาแล้วค่ะนายท่าน”
เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
ผมรีบหันกลับไปมองเจ้าของเสียงนั้นในทันที
สตรีสวมชุดเมดสีดำ ผมสีเงินถักเปียคู่ยาว และมีใบหูกระต่าย คนที่มีน้ำเสียงกับหน้าตาเหมือนท่านเทพโนอาร์อย่างไม่มีผิดเพียนคนนี้ คือ [กลัทโทนี่ย์] หนึ่งในสาวกของเทพโนอาร์
ท่านกลับมาแล้ว! แถมยังมาได้จังหวะดีราวกับละครน้ำเน่าอีกด้วย!
“ทำหน้าแบบนั้น ไม่ทราบว่ามีอะไรจะให้ดิฉันช่วยหรือเปล่าคะนายท่าน? ”
ตอนนี้ผมทำสีหน้าแบบไหนอยู่นะ?
ดีใจที่ท่านเทพกลับมา?
ดีใจที่ท่านเทพยังไม่ตาย?
หรือว่าดีใจที่เห็นแสงแห่งความหวังอันริบหรี่?
เอาเป็นว่าผมกำลังดีใจ
เพราะคิดว่าถ้าเป็นสาวกของเทพเจ้า จะต้องทำอะไรบางอย่างได้แน่นอน
“ผมอยากไปเมืองหลวง ตอนนี้เลย พอจะหาทางได้หรือเปล่าครับ? ”
“ได้สิค่ะ”
ด้วยเหตุนี้ ผมและทุกคนจึงหาทางมาเมืองหลวงได้สำเร็จ
และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่เจ้าพวกลี่เองก็ขอตามมาเพื่อช่วยผมด้วยอีกแรงหนึ่งในฐานะของ [เพื่อน]
เอาเถอะ คงได้แต่หวังว่าไม่ไปกัดกับคนในเมืองหลวงเข้าให้ละนะ...
***กลับมาที่ปัจจุบัน
"มาถึงแล้ว… สุดยอด… "
ตอนนี้พวกเรากำลังยืนอยู่ตรงหน้าหอคอยโนอาร์
ท่านกลัทโทนี่ย์พาพวกเรามาหน้าโรงเรียน ตรงตำแหน่งที่เคยเกิดแสงสว่างลึกลับส่งไปถ้ำดอกบัวเฮเดส
พอมาถึงตำแหน่ง ท่านกลัทโทนี่ย์ก็พึมพำบางอย่างออกมา พร้อมกับมีแสงสว่างสีแดงเจิดจ้าขึ้น
รู้ตัวอีกที พวกผมก็มาโผล่ที่นี่ ที่เมืองหลวงไปแล้ว
จุดที่พวกเราถูกส่งมา คือลานกว้างสำหรับใช้จัดงานบูชาเทพเจ้าโนอาร์
มันเป็นลานหินกว้างที่ถูกปูอย่างมีระเบียบ มีต้นไม้ใหญ่เปลือกสีฟ้าที่ถูกคว้านเนื้อออกทำเป็นศาลาสำหรับกราบไหว้บูชาเทพเจ้า และมีรั้วเชือกฟางหนาสีน้ำตาลขึงล้อมลานเอาไว้
ที่ใจกลางลานหินสีเทา จะมีแท่นบูชาทรงกลมผิวเรียบยกสูงขึ้นมาราวครึ่งเมตรอยู่แท่นหนึ่ง
มันเป็นแท่นที่ว่ากันว่าถูกมอบให้มาจากเทพเจ้าโนอาร์เมื่อหนึ่งพันปีที่แล้ว
และพวกเรากำลังยืนอยู่บนแท่นที่ว่านี้กัน
"ตกลงมีประตูมิติโบราณอยู่หน้าโรงเรียนจริง ๆ ด้วยสินะคะ"
"เอาไว้ไปแจ้งอาจารย์กันทีหลังเถอะ ดอง~"
พวกลี่หันไปมองรอบตัว ก่อนจะพูดออกมาเช่นนั้น
จะเอาเรื่องแท่นบูชานี้ไปบอกพวกผู้ใหญ่ในเผ่าอสูรกายอย่างนั้นหรือ?
ต้องห้าม… แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลานั้น
ที่ต้องรีบจัดการ คือรับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้ต่างหาก
ตัวตนของภูเขาสีขาวที่เคลื่อนตัว แท้ที่จริงคือเจ้าเฮเดสนั่นเอง
ในโลกนี้มีเฮเดสที่ตัวใหญ่ขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ?
แล้วเด็กอย่างเราจะทำอะไรสัตว์ยักษ์แบบนี้ได้?
"ทุกคนมากันครบแล้วนะไพไรต์"
"..."
ผมหันกลับไปมองบนแท่นบูชา
ทุกคนร่วมหนึ่งร้อยชีวิตมารวมตัวกันที่ลานกว้างนี้กันแล้ว
เนื่องจากมีคนจำนวนมาก หลายคนเลยเดินกระจายลงมายืนอยู่รอบลานหินแทน
หากไม่นับพวกโทแพชกับพวกลี่ พวกที่เหลือจะนับว่าเป็นกำลังรบได้หรือเปล่า?
ผมหันกลับไปมองเจ้าเต่ายักษ์อีกรอบ
เต่ายักษ์ที่เหมือนดั่งภูเขาสีขาว เจ้าสิ่งนั้นกำลังเคลื่อนตัวตัดผ่านเมืองมาทางหอคอยโนอาร์เป็นเส้นตรง
บ้านเรือนอาคารที่ขวางทาง เหล่านักรบที่พยายามง้างธนูโจมตี ล้วนแต่เป็นได้แค่ก้อนกรวดข้างทางสำหรับมันเท่านั้น
ไม่มีใครที่สามารถหยุดมันได้
ไม่ไหว…
มองยังไงก็ไม่มีทางเอาชนะตัวแบบนั้นได้
"... ทุกคน กระจายกำลังไปบอกทุกคนให้มาที่นี่ พวกเราจะอพยพคนที่ยังหนีไม่ทันมาที่นี่ แล้วพาพวกเขากลับไปที่โรงเรียนกัน ถ้ามีคนสงสัยมากเรื่อง ให้อ้างชื่อผมกับท่านเทพไปได้เลย "
สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้ คือการอพยพผู้คนที่ยังตกค้างอยู่ในเมืองเท่านั้น
นี่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ที่ผมจะทำได้ในฐานะของลูกชายผู้ของผู้กล้าแล้ว
" แล้วจะให้พวกเราทำอะไรบ้างดอง? "
" เออ… สำหรับพวกเจ้านั้น…"
จะให้พวกเผ่าอสูรกายทำอะไรดีนะ?
ถ้าส่งไปอพยพผู้คน คงได้มีเรื่องปวดหัวตามมาแน่
"ตามพวกเรามา ขอบอกให้รู้ก่อน ว่ายังมีอีกหลายคนที่เกลียดเผ่าอสูรกายอย่างพวกเจ้าอยู่นะ"
"เข้าใจแล้วดอง"
อสูรแสงหัวเขียวตอนรับด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ก่อนจะจับผ้าคลุมสีเทาตัวยาวของเธอเอาไว้แน่น ราวกับจะบอกให้รู้ว่า "พวกฉันพร้อมแล้วดอง! "
"ดีละ งั้นทุกคนเริ่มลงมือตามแผนได้! "
"ทุกคนไปรวมตัวที่ลานบูชาเทพเจ้าโนอาร์เดียวนี้! "
"ท่านเทพเปิดเส้นทางหนีให้พวกเราแล้ว รีบหนีไปที่นั่นกันเถอะค่ะ! "
เสียงตะโกนของผมกับโทแพชดังไปทั่วเมืองของส่วนทิศใต้
เมืองที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนคับคั่ง แทบจะกลายเป็นเมืองร้างในเวลานี้
บ้านต้นไม้และบ้านดินที่แทรกสอดเข้าไปตามร่มเงาของไม้ใหญ่ในผืนป่า กลายเป็นอาคารที่ไร้ซึ่งผู้คน
แสงสีแดงของคบเพลิงตามถนน ชวนดูวังเวงราวกับป่าช้า
ผู้คนที่พากันออกมาย่ำเท้ายามราตรี ไม่ใช่เสียงอย่างมีชีวิตชีวาคนเมือง แต่เป็นเสียงของผู้คนที่กำลังเศร้าโศกที่ต้องทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน
ความหดหู่เช่นนั้นกำลังแผ่กระจายไปทั่วทุกมุมของเมืองหลวงพวกเรา
ผมได้สอบถามสถานการณ์จากคนที่เหลือ และได้ความว่าคนส่วนใหญ่พากันหนีไปทางทิศตะวันตกกันหมดแล้ว
คนที่เหลืออยู่ในเมือง ส่วนใหญ่จะมีแต่พวกที่ทำใจทิ้งบ้านไม่ลง กับพวกที่คิดว่านักรบของพวกเขาสามารถเอาชนะเจ้าสัตว์ร้ายได้
แต่ผลลัพธ์มันไม่ใช่เช่นนั้น
แนวหน้าแตกพ่าย ชะตากรรมของสามผู้กล้าที่นำทัพยังไม่รู้แน่ชัด แถมเฮเดสยักษ์ยังบุกเข้ามาในเขตเมืองสำเร็จ
ทุกคนจึงเริ่มตื่นตระหนกและรู้ตัวว่าคิดผิดที่ยังเลือกอยู่ในเมืองต่อ
อาจเป็นโชคดีในโชคร้าย ที่พอทุกคนพบกับความสิ้นหวัง ในหัวของพวกเขาเลยหันไปหวังพึ่งเทพเจ้าแทน
ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงพากันมุ่งหน้าตรงมาที่หอคอยโนอาร์กันตั้งแต่แรก และนั่นทำให้การอพยพรวดเร็วมากกว่าที่คิด
"ทำไมถึงมีเผ่าอสูรกายอยู่ที่นี่!? อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ! ”
“โอ๊ย!? ”
เสียงโวยวายอะไร…
อสูรเขาคู่ [พรุน] กำลังถูกผู้หญิงของชนเผ่าหนูคนหนึ่งปัดมือออกอย่างรุนแรง
“ช่วยหนูด้วยค่ะ! ตรงนี้มีเผ่าอสูรกายอยู่คนหนึ่ง มันกำลังจะจับหนูกินแล้ว! ”
“เปล่านะ ฉันไม่ได้…”
พรุนเริ่มแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา
ร่างกายที่ใหญ่โตสองเมตรครึ่งของเธอ คงทำให้ชนเผ่าตัวเล็ก ๆ อย่างชนเผ่าหนูรู้สึกหวาดกลัว
แถมยิ่งเป็นเผ่าของศัตรูที่ไม่ควรมาอยู่ในเมืองหลวง เลยยิ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวตกใจมากขึ้นเป็นเท่าตัว
ให้ตายสิ ไม่ควรพามาตั้งแต่แรกจริง ๆ
“ถอยไป! ”
พรุนถูกผู้ชายเผ่าสิงโตจำนวนสิบคนกรูเข้าใส่จากรอบทิศทาง
ในมือของพวกเขามีอาวุธถืออยู่ด้วย
พอเห็นบรรยากาศเริ่มทำท่าจะไม่ดี พรุนจึงยอมเดินออกมา แล้วไปยืนอยู่ข้างโทแพชเหมือนกับคนอื่น ๆ ในกลุ่มของเธอ
ดูท่าความคิดที่จะให้เผ่าของเรากับเผ่าอสูรหันมาจับมือเข้าหากัน ยังคงอีกยาวไกลแฮะ…
“ซุนไกท์ อีกนานไหมกว่าจะอพยพคนไปทั้งหมดได้! ”
“มีคนเยอะมาก คงใช้เวลาอีกนานพอดูเลยละไพไรต์! ”
แถวของผู้อพยพนั้นมีราวประมาณหนึ่งแสนคน
ถึงลานบูชาเทพเจ้าโนอาร์จะมีขนาดใหญ่ แต่มันไม่มากพอที่จะรับจำนวนคนมากขนาดนี้
อย่างว่า ปกติเวลาทำพิธียังให้คนเข้าร่วมได้ไม่ถึงหนึ่งพันคนเลย
“แย่แล้วไพไรต์ ทิศทางของเจ้าเฮเดสมัน---”
“เห็นแล้ว! "
เป้าหมายของเฮเดสขนาด 60 เมตร คือหอคอยโนอาร์จริง ๆ
แถมตำแหน่งของแท่นบูชายังตั้งอยู่ในเส้นทางของมันอีก
จะมีวิธีไหนพอถ่วงเวลามันได้หรือเปล่านะ…
ผมหันไปมองดูพวกพ้องเผ่าอสูรกายที่ขอตามมาช่วย
บางทีถ้าเป็นเจ้าพวกนี้…
“ลี่--- [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] แห่งเผ่าอสูรแสง ได้โปรดช่วยใช้พลังของพวกเธอถ่วงเวลามันให้หน่อยจะได้หรือเปล่า? ”
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ใครมันจะพูดออกไปได้ฟะ
เพราะว่ามันคือคำขอร้องที่เอาแต่ได้
แต่เดิมแล้วพวกเธอไม่จำเป็นต้องยื่นมือมาช่วยปัญหาที่เป็นของเผ่าพวกเราเลย แต่พวกเธอกลับยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่เรียกร้องอะไรจากพวกผมสักอย่าง
แล้วจะให้ผมบากหน้าไปขอร้องให้พวกเธอเสี่ยงอันตรายแทนได้ยังไงกัน?
ผมหันไปทางสาวกของท่านเทพโนอาร์
ผมทำให้ร่างจำแลงของท่านเทพตายไปถึงสองครั้ง แล้วนี่จะบอกว่าให้ท่านช่วยไปตายครั้งที่สามเพื่อถ่วงเวลาให้กับพวกเราอพยพเช่นนั้นหรือ?
ไม่… ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ต่อให้เป็นแค่ร่างจำแลงของเทพเจ้า แต่ท่านก็มีความรู้สึกเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
คิดสิ… คิดสิไพไรต์ มันต้องมีวิธีบางอย่างเหลืออยู่บ้างสิ!
“... แสงจากคบเพลิง”
เฮเดสคือสิ่งมีชีวิตที่ชอบสิ่งของมีประกายแสงแวววาว
แสงสีแดงจากยอดหอคอยโนอาร์คงเป็นที่หมายตาของมัน
งั้นถ้าหากว่ามีแสงไฟที่ใหญ่กว่ามาหันเหความสนใจของมันละ?
“เมือง… เมืองที่ไร้ผู้คนก็ไม่ใช่เมืองอีกต่อไป...”
บ้านเมืองนะ หากยังมีชีวิตอยู่ จะสร้างขึ้นมาใหม่ตอนไหนก็ได้ไม่ใช่หรือยังไง?
ดังนั้นเมืองที่ไม่มีคนอยู่ มันก็แค่เศษไม้ขนาดใหญ่ที่นำมาสุมรวมกันเท่านั้นมิใช่หรือ?
“ดีละ… ลี่! ถ้าเป็นเธอทำได้ใช่ไหม? ใช้ [พลังแห่งปาฏิหาริย์] ของเธอสร้างลูกไฟลูกใหญ่นะ? ”
“เออ… ทำได้อยู่ แต่จะให้ทำไปทำไมหรือดอง? ”
“เธอช่วยเผาเมืองตรงทิศตะวันออกให้ที จะได้หันเหความสนใจของเจ้าเฮเดสยังไงละ”
“... แน่ใจนะดอง? ”
“เดียวผมรับผิดชอบเอง ได้โปรดช่วยทำลายเพื่อช่วยทุกคนด้วย! ”
“ให้ยิงถล่มใส่เจ้านั่นไม่ง่ายกว่าหรือดอง? ”
อสูรแสงตัวน้อยชี้ไปที่เฮเดสที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้
ภูเขาสีขาวขนาดมหึมานั้น กำลังเข้ามาใกล้ตรงนี้มากขึ้นทุกทีแล้ว
“แล้วเธอแน่ใจหรือว่าเอามันลงภายในการโจมตีเดียวได้? ถ้าฆ่ามันไม่ได้ จะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้มันอาละวาดได้นะ? ”
“เออ… ไม่แน่ใจเหมือนกันดอง จริงอยู่ว่าตอนฝึกเคยลบภูเขาออกไปทั้งลูกมาแล้ว แต่ตอนนั้นฉันต้องรวมพลังถึงครึ่งชั่วโมงเลยละดอง”
“งั้นไม่มีเวลามากพอทำแบบนั้นหรอก”
เพราะศัตรูของพวกเราน่าจะมาถึงตรงนี้ภายในสิบห้านาทีเท่านั้น
“... สรุปคือไม่เหลือทางเลือกอื่นสินะดอง”
“ใช่ ดังนั้นฝากด้วยนะลี่”
ร่างของอสูรแสงตนหนึ่งกำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
ระดับเพดานบินของเธออยู่ที่สิบเมตรเหนือพื้นดิน
แสงสว่างที่เรืองรองที่ส่องออกมาจากปีกบนร่างของสตรีตัวน้อยผมสีเขียวบนฉากหลังสีดำผืนใหญ่ยามราตรี ภาพนั้นกำลังขโมยสายตาของทุกคนให้ไปจับจ้องที่เธอพร้อมกัน
“ทุกคนห้ามทำร้ายเธอ! เรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ล้วนแต่เป็นความคิดของผมทั้งสิ้นครับ! ”
ผมหันไปบอกทุกคนให้รับรู้ ว่าการโจมตีที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เกิดขึ้นจากฝีมือของผมเอง
ไม่อย่างงั้นคงได้มีคนคว้าเอาธนูมายิงใส่ยัยนี่จากข้างหลังแน่นอน
แสงสว่างจากปีกของเธอเริ่มเคลื่อนตัวไหลรวมไปสู่ปลายยอดของปีก
แสงสีขาวเริ่มกลายเป็นแสงสีฟ้าที่สวยงาม
แสงนั้นแผ่กระจายออกไปในอากาศเหนือหัวของเธอ พร้อมกับที่เกิดกระแสลมพัดขึ้นสูง
กระแสลมเริ่มหมุนวนรอบตัวเธอรุนแรงขึ้น
เป็นสายลมที่รุนแรงจนกรีดผิวของผู้ชมที่กำลังยืนรายล้อมอยู่ตรงนี้
แล้วเปลวไฟดวงใหญ่ก็ถูกจุดขึ้นมาที่เหนือหัวของเธอ
ไม่สิ มันไม่ใช่เปลวไฟ
มันเป็นลูกบอล
เป็นบอลเพลิงขนาดเล็กขนาดหนึ่งกำมือ
ลูกบอลสีเหลืองแดงก้อนนั้นค่อย ๆ ก่อตัวใหญ่มากขึ้น มากขึ้นตามเวลาที่ไหลผ่านไป
ในช่วงเวลานั้นเอง ที่เฮเดสได้หยุดเคลื่อนไหวลง
มันหยุดเลื้อย แล้วยืดหัวออกมาจับจ้องบอลไฟนั้นด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
อสูรลี่ค่อย ๆ สะสมพลังอย่างใจเย็นถึงสิบนาทีจนกระทั้งขนาดของลูกบอลไฟมีมากถึงห้าสิบเมตร
เป็นบอลลูกใหญ่สีแดงที่แผ่ไอร้อนราวกับพระสุริยะที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้า
“เหลือเชื่อ...”
ถึงพอจะทราบว่าพวกอสูรกายใช้พลังประหลาดราวกับปาฏิหาริย์ได้ แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีพลังถึงขั้นสร้างของแบบนี้ขึ้นมาได้จากความว่างเปล่า
“สุริยะร่วงโรย---”
ผมได้ยินเสียงของเธอพึมพำลอยออกมาตามอากาศ ก่อนที่พระอาทิตย์ดวงนั้นถูกทิ้งลงสู่โลก
แล้วทุกสิ่งทุกอย่างของเมืองพื้นที่ทิศตะวันออกก็ถูกย้อมให้กลายเป็นโลกสีแดงของทะเลเพลิงไปสิ้น