หลังจากวันที่ภาคินได้รับข้อความจาก RavenStorm ชีวิตของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด แม้ภายนอกทุกอย่างจะยังดูเหมือนเดิม ทั้งการตื่นเช้าไปมหาวิทยาลัย การนั่งเรียนในห้องวิศวะไฟฟ้าที่อาจารย์เปิดสไลด์วงจรไฟฟ้ายาวเหยียดจนหลายคนเริ่มหลับคาโต๊ะ การนั่งกินข้าวโรงอาหารกับบิ้ก ป๊อป บอย และนัท รวมถึงการกลับบ้านมาเล่นเกมตอนกลางคืน แต่ในใจของภาคินนั้นกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เพราะหลังจากที่เขาได้ผ่านสงครามจริง การเอาชีวิตรอดจริง และการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตจริงมาแล้ว เกม Realm of Victory ที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์จึงไม่ใช่ “เกม” สำหรับเขาอีกต่อไป แต่มันกลับกลายเป็นโลกที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่จริง ๆ โลกที่เขาเคยมีเพื่อนร่วมรบ เคยมีคนที่เชื่อใจ และเคยมีคนที่ต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องกันและกัน
คืนนั้นหลังจากกลับจากมหาวิทยาลัย ภาคินนั่งอยู่หน้าคอมเงียบ ๆ มือขวาจับเมาส์ ส่วนมือซ้ายพิงอยู่บนโต๊ะ เขามองรายชื่อเพื่อนออนไลน์อยู่พักใหญ่ ก่อนจะเห็นชื่อ RavenStorm เด้งขึ้นมา พร้อมข้อความที่ส่งเข้ามาทันทีว่า “คืนนี้ว่างไหม พวกเราจะซ้อมทีมกันหน่อย เพราะอีกไม่กี่สัปดาห์จะมีแข่งคัดเลือกมหาวิทยาลัย เราอยากลองให้นายเข้ามาเล่นด้วย แล้วดูว่าการเล่นจริงจังระดับทีมมันเป็นยังไง เพราะจากที่ดูรีเพลย์ทั้งหมดของนาย นายมีบางอย่างที่แตกต่างจากผู้เล่นทั่วไปมากจริง ๆ”
ภาคินอ่านข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ และตอบกลับไปว่า “ได้ครับ เดี๋ยวผมเข้า”
ไม่ถึงนาที เขาก็ถูกเชิญเข้าห้อง Discord เสียงพูดคุยดังขึ้นทันทีที่เข้าห้อง บางคนกำลังคุยเรื่องแผนการเล่น บางคนกำลังเปิดคลิปการแข่งขันต่างประเทศดู บางคนกำลังเถียงกันเรื่องฮีโร่เมต้าในแพตช์ล่าสุด ซึ่งบรรยากาศทั้งหมดทำให้ภาคินรู้สึกแปลกใหม่ เพราะที่ผ่านมาเขาเล่นกับกลุ่มเพื่อนเป็นหลัก แม้จะขึ้นแรงค์สูง แต่ก็ไม่เคยจริงจังถึงระดับ “ทีมแข่งขัน” แบบนี้มาก่อน
“อ้าว มาแล้วเหรอ KhinZ คนดังแห่งแรงค์” เสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมหัวเราะเบา ๆ
“คนนี้แหละที่ Raven บอกว่าโหดจัดจนอยากดึงมาลองทีม” อีกคนพูดเสริม
ภาคินยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบกลับว่า “สวัสดีครับ ฝากตัวด้วย”
RavenStorm จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ตามสไตล์ของเขาว่า “คืนนี้เราจะเล่นแบบจริงจังหน่อยนะ ลองจำลองการแข่งขันจริง ดูการสื่อสาร ดูการตัดสินใจ เพราะสิ่งที่เราสนใจไม่ใช่แค่ฝีมือยิงแม่นหรือกดสกิลเร็ว แต่เป็นเรื่องการอ่านเกมทั้งหมด ซึ่งจากที่ฉันดู นายมีเซนส์บางอย่างที่น่ากลัวมาก อย่างจังหวะเดินเกมหรือการคาดเดาการเคลื่อนไหวฝั่งตรงข้าม บางครั้งมันเหมือนนายรู้ล่วงหน้าว่าศัตรูจะทำอะไร”
ภาคินหัวเราะเบา ๆ พร้อมตอบว่า “อาจจะเล่นเยอะมั้งครับ เลยเดาทางออก”
แม้ปากจะตอบแบบนั้น แต่ในใจเขากลับรู้ดี ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นถูกต้อง เพราะเขาไม่ได้แค่ “เดา” แต่เขาเคยผ่านการต่อสู้จริงมาแล้ว การอ่านตำแหน่ง การคาดเดาทิศทาง การมองจังหวะบุกหรือถอย ทุกอย่างกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
เกมแรกเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาคินเลือกไวโอเรลตามเดิม ส่วน RavenStorm เล่นตำแหน่งป่า ขณะที่สมาชิกคนอื่น ๆ เล่นฮีโร่ตามแผนทีม ทุกอย่างดูเป็นระบบมากกว่าการเล่นแรงค์ธรรมดา ทั้งการนับเวลาบัฟ การเช็กตำแหน่งศัตรู และการสื่อสารแทบทุกวินาที ซึ่งภาคินเองก็เริ่มปรับตัวตามจังหวะทีมอย่างรวดเร็ว
“เมจหาย ระวังพุ่มล่างด้วย”
“ป่าอีกฝั่งเริ่มมังกรแล้ว”
“แครี่ถอยก่อน เดี๋ยวเปิดไฟต์ให้”
เสียงในห้อง Discord ดังต่อเนื่องตลอดเวลา แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนเริ่มเงียบลงทีละนิด คือการเล่นของภาคินที่แทบไม่มีข้อผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย
จังหวะหนึ่งของเกม ฝั่งตรงข้ามวางแผนซุ่มโจมตีตรงแม่น้ำกลาง โดยมีแท็งก์เปิดไฟต์และแอสซาซินเตรียมเข้าล้วงแนวหลัง ซึ่งเป็นจังหวะที่แม้แต่ผู้เล่นระดับสูงหลายคนยังอาจพลาดได้ แต่ภาคินกลับหยุดเดินก่อนเข้าพุ่มเพียงเสี้ยววินาที แล้วพูดออกมาสั้น ๆ ว่า “ถอยก่อน มีสามคนรออยู่”
ทั้งทีมชะงัก
RavenStorm รีบถอยตามทันที และไม่ถึงสองวินาทีต่อมา ฮีโร่ฝั่งตรงข้ามทั้งสามคนก็พุ่งออกมาจากพุ่มจริง ๆ
“เฮ้ย…”
“มึงรู้ได้ไงวะ”
“นี่มันโกงแล้ว”
เสียงในห้องดังขึ้นพร้อมกันทันที แต่ภาคินกลับตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “เดาจากแมพครับ”
แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่ความจริงคือเขาสัมผัสได้ถึง “จังหวะ” แบบเดียวกับตอนอยู่ในสนามรบ Realm of Victory เหมือนสมองของเขาเชื่อมโยงทุกอย่างได้รวดเร็วจนน่ากลัว ทั้งการหายไปของฮีโร่ฝั่งตรงข้าม เวลาของบัฟ ตำแหน่งครีป และรูปแบบการเดินเกม ทุกอย่างรวมกันจนเขามองภาพรวมออกแทบทั้งหมด
หลังจบเกมแรก ทีมของพวกเขาชนะด้วยเวลาที่เร็วมาก และภาคินก็ได้ MVP อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ไม่มีใครพูดเล่นอีกแล้ว เพราะทุกคนเริ่มมองออกว่าคนตรงหน้า “ไม่ธรรมดา” จริง ๆ
หนึ่งในสมาชิกทีมจึงพูดขึ้นว่า “KhinZ นายเคยคิดจริงจังเรื่องแข่งไหม เพราะถ้าฝึกเรื่องระบบทีมเพิ่มอีกนิดเดียว ฉันว่าระดับโปรลีกยังไหวเลย”
ภาคินเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนตอบกลับช้า ๆ ว่า “ไม่รู้สิครับ ผมแค่ชอบเล่นเกม”
RavenStorm จึงพูดต่อทันทีว่า “แต่บางครั้ง คนที่เหมาะกับการแข่งขันที่สุด ก็คือคนที่ไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่าอยากดังหรืออยากเป็นโปร เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดจริง ๆ คือพรสวรรค์และสัญชาตญาณ ซึ่งนายมีทั้งสองอย่าง”
หลังจากคืนนั้น ภาคินก็เริ่มเข้าซ้อมกับทีมบ่อยขึ้น จากเดิมที่เล่นกับเพื่อนเพื่อความสนุก กลายเป็นเริ่มมีการฝึกจริงจัง มีการดูรีเพลย์ย้อนหลัง วิเคราะห์ข้อผิดพลาด วางแผนการดราฟฮีโร่ รวมถึงฝึกการสื่อสารในทีม ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ชีวิตประจำวันของเขาเริ่มแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนกลางวันเรียน
ตอนเย็นทำรายงาน
กลางคืนซ้อมทีม
แต่แปลกที่ภาคินกลับไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะหลังจากผ่านสงครามจริงมาแล้ว ชีวิตแบบนี้กลับดูสงบเกินไปเสียด้วยซ้ำ
คืนหนึ่งหลังซ้อมเสร็จ เขาเดินออกมาที่ระเบียงห้องพัก มองแสงไฟของกรุงเทพฯ ที่ทอดยาวสุดสายตา ก่อนจะนึกถึงอีกโลกขึ้นมาเงียบ ๆ นึกถึงไซเรน่า นึกถึงอาเอลเรีย รวมถึงสงครามที่ยังไม่รู้บทสรุป
“ตอนนี้พวกนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ…”
ภาคินพึมพำเบา ๆ คนเดียว ก่อนยิ้มจาง ๆ และส่ายหน้า เพราะไม่ว่าจะคิดมากแค่ไหน ตอนนี้เขาก็กลับมาอยู่โลกเดิมแล้ว โลกที่มีครอบครัว มีเพื่อน และมีชีวิตอีกเส้นทางหนึ่งกำลังรออยู่
เส้นทางของ “การแข่งขัน” ที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น…