เช้าแรก ณ เมืองอิ๋นเทียนสืออวิ๋นตื่นนอนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าชายหนุ่มออกจากห้องนอน เพื่อไปล้างหน้าล้างตาก่อนเดินออกมายังลานกว้างที่รถม้าพามาส่งเมื่อวานยืนบิดขี้เกียจไปมาครู่หนึ่งก็พบลู่ตงหั่วเดินมากับชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาในมือคนผู้นั้นมีตะกร้าใส่ผักและไข่อีกหลายฟอง
“ต่อไปนี้ให้เจ้ารับหน้าที่ดูแลคุณหนูทั้งเรื่องอยู่เรื่องกิน”ลู่ตงหั่วบอก
เรื่องอยู่พอเข้าใจแต่เรื่องกินนั้น...“หมายความว่าข้าจะต้องทำครัวเองหรือ” เขาเคยแต่ทำอาหารให้ตัวเองกินเรื่องจะทำอาหารให้คุณหนูแสนเรื่องมากนางนั้นไม่เคยอยู่ในหัว
“เป็นคำสั่งของนายท่านหากคนที่มากับคุณหนูเป็นสาวใช้ นางก็คงไม่ลำบากเรื่องนี้กระมัง”
แน่หรือว่าคุณหนูจะไม่ตกที่นั่งลำบากหากคนที่ถูกส่งมาเป็นคนของหลางรั่วอิ๋ง
“เวลาเมียข้าจะเข้าเมืองเจ้าค่อยฝากนางซื้อของที่จะใช้ เจ้าคงเห็นห้องครัวห้องน้ำแล้วกระมัง”
สืออวิ๋นพยักหน้าพร้อมถาม “นายท่านกำชับสั่งให้ท่านดูแลคุณหนูแบบนี้หรือ”
แค่นายท่านส่งคุณหนูมาลำบากในถิ่นกันดารเขาก็คิดว่านางเกินจะรับไหวแล้วนี่ยังต้องให้เขากับนางจัดการเรื่องอาหารการกินในแต่ละมื้อเองอีก
“ก็ใช่น่ะสิข้าจะโกหกเจ้าเพื่ออะไร” ลู่ตงหั่วบอกสีหน้าหงุดหงิดรำคาญใจ “ถ้าขาดอะไรก็ให้มาบอกข้า ข้าจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ อย่าลืมว่าข้ากับเจ้าก็เป็นแค่ลูกจ้างอย่าสงสัยอะไรให้มากความนักเลย เช้านี้เป็นวันแรกข้ากับเมียเตรียมสำรับมาให้เจ้าก่อน ส่วนของในตะกร้าเจ้าก็เอาไว้ทำกินมื้อต่อไปหากเจ้าทำงานได้ ข้าก็มีค่าจ้างให้เหมือนกับคนงานอื่นๆไว้ตอนนั้นอยากซื้อหาอะไรเพิ่มค่อยมาบอก ข้าจะเป็นธุระซื้อหามาให้”
นายท่านกว่างฝูส่งคุณหนูมาลำบากเงินค่าแรงของเขาก็ยังจะต้องเจียดซื้อของกินอยู่เองนี่คือการกระทำของคนเป็นอาหลานกันหรือไร
สืออวิ๋นกล่าวขอบคุณแล้วรับตะกร้าผักหันกายเดินกลับเข้าโรงเรือนเก็บเมล็ดถั่วชายหนุ่มแบ่งอาหารกินบางส่วน แล้วจัดสำรับวางไว้บนโต๊ะสำหรับคุณหนูเฟิ่งเหยาที่ยังไม่ตื่นกินเสร็จก็ออกจากโรงเรือนเพื่อสำรวจดูรอบบริเวณ ระหว่างนั้นเขาพบคนงานชายสองคนคนหนึ่งแนะนำตัวว่าชื่ออาหวั่ง อาหวั่งบอกสิ่งที่สืออวิ๋นจะต้องทำเมื่ออยู่ที่นี่ และทิ้งท้ายให้เขาเริ่มงานวันรุ่งขึ้น
แต่คนงานอีกคนกลับถามเขาว่า“แล้วคุณหนูจากเมืองหลวงล่ะนางจะไม่ลงมาข้างล่างหน่อยหรือ”
สืออวิ๋นพยายามไม่ถือสากับความไร้มารยาทของคนงานหนุ่มที่กล้าถามถึงคุณหนูเฟิ่งเหยาในเชิงต่อว่าเรื่องนางเกียจคร้าน
“นางเพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อวานสมควรได้พักผ่อน หน้าที่ต่างๆ มอบหมายให้ข้าก่อน” แล้วสืออวิ๋นก็เดินตามอาหวั่งไปดูไร่รั้งท้ายด้วยคนงานรุ่นหนุ่มที่มองเข้าไปในโรงเรือนเก็บเมล็ดถั่วด้วยแววตาเหมือนมีลับลมคมใน
อาหวั่งพาสืออวิ๋นเดินดูไร่ถั่วหลายแปลงที่เรียงรายสลับกับร่องน้ำสำหรับใช้รดต้นถั่วในฤดูแล้งผืนดินกว้างใหญ่ สีเขียวของใบถั่วสลับกับดอกสีเหลืองตัดกับท้องฟ้ายามเช้าทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่นได้ไม่น้อย
นี่สินะแหล่งกำเนิดของเมล็ดถั่วเกินครึ่งของจำนวนเมล็ดถั่วที่ถูกส่งไปยังถูหยางเพื่อให้เขากับเหล่าคนงานใช้เครื่องบีบอัดจนออกมาเป็นน้ำมันไว้ผลิตขายในร้านหวงเสียงเป่าจู่ๆ ชายหนุ่มก็คิดถึงมารดาที่อยู่ลำพังในบ้านสกุลหวงหวังว่าซู่หงกับเสี่ยวกุ่ยจะช่วยดูแลนางแทนเขาอย่างน้อยก็เป็นเพื่อนคุยให้คลายเหงา
“เจ้ากับคุณหนูต้องดูแลไร่ถั่วประมาณสิบหมู่[1]เริ่มตั้งแต่เตรียมดินลงเมล็ดและดูแลจนกว่าจะได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ”
อาหวั่งเรียกสติสืออวิ๋นให้ออกจากภวังค์ความคิด
“ข้าจะพยายามเพียงแต่เท่าที่รู้มาจะเก็บเกี่ยวเมล็ดถั่วได้ต้องใช้เวลาถึงห้าเดือนมิใช่หรือพี่อาหวั่งหรืออย่างเร็วสุดก็สี่เดือน” จากสามเดือนตามคำสั่งให้พวกเขาอยู่ที่นี่จะเปลี่ยนเป็นจนเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างไร
“ก็ใช่น่ะสิ ทำไมหรือ”ดวงตาคนถามใสซื่อไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ
อืม...อาหวั่งคงจะไม่รู้เรื่องระยะเวลาที่เขาต้องอยู่ที่นี่กระมัง
“ไม่มีอะไรท่านพูดต่อเถอะ ข้าจะเก็บเกี่ยวความรู้จากท่านให้มาก”
ชายหนุ่มรุ่นน้องดูเป็นคนนอบน้อมเข้าหาคนอาหวั่งที่รู้แค่ว่าสองนายบ่าวจากเมืองหลวงมาไถ่โทษในความผิดบางอย่างก็ให้รู้สึกเอ็นดูเป็นพิเศษ
“จะปลูกถั่วได้ต้องเริ่มจากการเตรียมดินก่อนเจ้าพร้อมจะทำงานแล้วหรือ” หัวหน้าคนงานออกคำสั่งกับเขาแล้วว่าต้องให้สืออวิ๋นทำงานให้เร็วที่สุดตามความคิดเขาถึงจะลงมือเร็วปานใด ก็ไม่น่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนฤดูหนาวแน่เพราะแปลกใจกับคำสั่ง จึงถามออกไป แต่อีกฝ่ายบอกแค่ว่าเป็นคำสั่งของนายท่าน
“ข้าพร้อม” เริ่มปลูกเร็วก็อาจจะได้ผลผลิตเร็ว สืออวิ๋นแสดงความกระตือรือร้น
อาหวั่งสั่งชายหนุ่มที่ชื่อต้าฉีให้ย้อนไปเอาจอบที่โรงเก็บเครื่องมือมาให้สืออวิ๋นระหว่างรอชายหนุ่มก็มองมือของตัวเองที่เคยจับแต่เครื่องบีบอัดเมล็ดถั่วเรื่องทำไร่ทำนาล้วนไม่เคยแตะต้อง แต่เขาเชื่อว่าทุกสิ่งจะสำเร็จต้องอาศัยความพยายาม
อาหวั่งเดินนำสืออวิ๋นไปถึงเกือบสุดเขตของที่ดินอาหวั่งหนักใจแทนชายหนุ่มที่ต้องปลูกต้นถั่วบนที่ดินซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรวดปนดินที่ดินบริเวณนี้ไม่เคยมีใครใช้เพื่อปลูกต้นถั่วมาก่อนแต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของลู่ตงหั่ว เขาก็ทำได้แค่ให้คำแนะนำสืออวิ๋นอย่างดีที่สุด
“ที่ดินแถบนี้ปลูกถั่วได้เกือบทั้งปีเว้นฤดูหนาวที่อากาศค่อนข้างเย็น บางปีหนักหน่อยมีหิมะตกหากเจ้ามาเร็วกว่านี้สักเดือนจะดีไม่น้อย จะได้ไม่ลำบากเรื่องน้ำรดต้นถั่วเท่าไรหลังโรงเก็บเมล็ดถั่วสักครึ่งลี้มีธารน้ำจากภูเขาและพวกเราก็ขุดทางผันน้ำเข้ามาใช้ในไร่อย่างที่เจ้าเห็น” อาหวั่งชี้ไปยังร่องน้ำที่เห็นอยู่ใกล้ๆและมีอีกหลายร่องทิ้งช่วงห่างกันไป
“เจ้าต้องเริ่มด้วยการพลิกดินพวกนี้ขึ้นมาตากแดดสักเจ็ดวันแล้วข้าจะพาหว่านปุ๋ยไถกลบทำให้ดินพร้อมลงเมล็ดพันธุ์”
สืออวิ๋นรับคำอย่างแข็งขันชายหนุ่มลงจอบแรกบนดินแข็งจนแขนสะท้าน แต่เขาก็กัดฟันขุดต่อไปชาวไร่รุ่นพี่เห็นถึงความตั้งใจไม่โอดครวญของเขาจึงกล่าวให้กำลังใจ “ทนเอาหน่อย ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะสามารถพลิกที่ดินผืนนี้จนมีต้นถั่วงอกงาม”ส่วนจะเก็บเกี่ยวได้หรือไม่ก็ให้เป็นเรื่องของฟ้าดินลิขิตก็แล้วกัน
“ขอบคุณน้ำใจพี่อาหวั่งข้ากับคุณหนูได้อาศัยน้ำใจหนนี้จะไม่ลืมบุญคุณพี่อาหวั่งอาจจะได้ยินคำเล่าลือต่างๆ ที่ไม่ดีของพวกข้าแต่ข้าขอยืนยันด้วยชีวิตว่าเรื่องหลายเรื่องบนโลกนี้ไม่ได้เป็นอย่างคำคนกล่าวหา”
คนตายส่งกลิ่นเหม็นหนึ่งลี้แต่คนเป็นส่งกลิ่นเหม็นหมื่นลี้ไม่แน่คำโป้ปดด้านร้ายของคุณหนูกับเขาอาจจะมาถึงที่ไร่ก่อนหน้าแล้วก็เป็นได้
“ข้าเชื่อเจ้า” สอนงานเบื้องต้นแล้วอาหวั่งก็กลับไปดูแลแปลงถั่วในความรับผิดชอบของตน
สืออวิ๋นก้มหน้าหลังสู้ฟ้าหน้ามองดินค่อยๆ ลงจอบขุดดินบริเวณแปลงปลูกของตัวเองไปเรื่อยๆเพราะอยากให้งานคืบหน้าจึงไม่สนว่าเข้ายามเที่ยงวันแล้วกระทั่งได้ยินเสียงเรียกของใครคนหนึ่ง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองย้อนกลับไปทางโรงเรือนเก็บเมล็ดถั่วที่ตั้งตระหง่านเห็นแต่ไกลท่ามกลางดวงอาทิตย์ร้อนแรง มีจุดสีชมพูเจิดจ้าเด่นชัดมองเห็นในระยะไกลคนงานในไร่หลายคนเงยหน้าจากงานที่ทำมองไปยังเจ้าของแพรผ้าสีชมพูที่ขยับเคลื่อนไหวตัดกับสีเขียวของเหล่าต้นถั่วนับแสนต้น
“สืออวิ๋น...สืออวิ๋น”หวงเฟิ่งเหยาใส่อารมณ์เรียกน้ำเสียงกดข่มพร้อมจะเอาเรื่องคนที่ทำให้นางต้องออกมาเดินตากแดดเที่ยวตามหาตัวเขาเสียทั่วกว่านางจะรู้ว่าเขาอยู่แถวนี้ก็ต้องเสียเวลาเสียน้ำลายถามพวกคนงานไปหลายคน
“ข้าอยู่นี่ขอรับ”ชายหนุ่มขานรับ แต่อีกคนไม่ขยับตัวมาหา
“ข้าเรียกเจ้าเจ้าก็ต้องมาหาข้าสิ” เจ้าของชุดกระโปรงสีชมพูสดป้องปากตะโกนกลับไปท่ามกลางแดดร้อน ใบหน้าสวยหวานยับยู่ ท้องส่งเสียงร้องครวญครางเพราะรู้สึกหิว
สืออวิ๋นวางจอบลงในขณะที่คนงานบางคนเลิกสนใจว่านายบ่าวที่มาจากเมืองหลวงจะเป็นเช่นไรต่อชายหนุ่มเดินลัดเลาะแปลงต้นถั่วไปหาหวงเฟิ่งเหยา กว่าจะถึงตัวก็ใช้เวลาหลายอึดใจ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้มันยามไหน”
เจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่ที่ยืนค้ำร่างเล็กจนแทบจะบังแสงอาทิตย์เจิดจ้าจนมิดเงยหน้ามองฟ้าแล้วบอกเวลาคร่าวๆ “กลางๆ ยามอู่”
“แล้วสำรับยามเช้าของข้าอยู่ที่ไหน!”คนโมโหหิวชักสีหน้าบูดบึ้ง เมื่อเวลาล่วงเลยจนถึงยามเที่ยงวัน
“ในครัวด้านหลังของโรงเก็บถั่ว”
“แล้วข้าจะรู้ไหมเล่าว่าเจ้าวางสำรับไว้ในนั้น”หน้าที่ของบ่าวคือส่งสำรับไปให้นายบนห้อง เรื่องน้ำล้างหน้าก็ด้วยต่อไปนางคงต้องสั่งให้เขาตักใส่อ่างยกไปวางไว้หน้าห้องให้เป็นกิจวัตร
“ในเมื่อรู้แล้วท่านก็กลับไปกินเสียเถอะ ป่านนี้คงชืดหมดแล้ว ท่านลุงลู่นำมาเผื่อสองมื้อส่วนมื้อค่ำข้าจะทำให้กิน ข้านำของแห้งจากบ้านมามากพอจะทำกินได้หลายมื้อ”
“ข้าต้องกินฝีมือเจ้าเนี่ยนะ”นางถามราวกับไม่เชื่อหู
“หรือคุณหนูจะทำเอง”ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้เบาแรง เอาเวลาไปทำอย่างอื่น
“ข้าไม่ใช่คนใช้”คิ้วเรียวเริ่มขดแทบจะเป็นวง
“ถ้าอย่างนั้นก็เลิกบ่นอย่าลืมว่าพวกเรามาที่นี่เพราะเหตุใด”
คนเอาแต่ใจชะงักเล็กน้อยเมื่อถูกขัดใจแต่แล้วนางก็หาเรื่องระบายอารมณ์ต่อ
“ต่อไปนี้เจ้าต้องยกสำรับไปให้ข้าบนห้องเหมือนอย่างที่เสี่ยวกุ่ยเคยทำ”
หืม...นี่นางคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่จะไม่ตื่นจากความฝันมาพบความจริงว่าตัวเองไม่ได้อยู่บ้านสกุลหวงแล้วหรือไร แต่ก่อนนางยังเคยไปยกสำรับเองที่ครัวเหตุใดการรู้จักช่วยเหลือตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ถึงได้บกพร่องขึ้นมากะทันหัน
“ทำไมพออยู่ไกลตาจะไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับแม่เจ้าแล้วหรือ” นางทำปากยื่นทวงถามสัญญา
นี่มันเวลาใดกันแล้วนางยังจะมาหาเรื่องให้เขาปวดหัวอีกหรือ ความเหนื่อยล้าจากการขุดดินทำให้หน้าสืออวิ๋นเครียดเคร่ง
สาวน้อยเท้าสะเอวแหงนคอตั้งบ่า“อย่าทำหน้าแบบนี้ใส่ข้านะ”
“ข้าไม่ได้ทำมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ คนเหนื่อยๆ จะให้ยิ้มระรื่นอีกหรือ” เหนื่อยกายยังมิพอ ยังมาเจอคนกวนประสาทอีก
“ข้าจะฟ้องเหนียงเซียง”
เด็กไม่รู้จักโต...สืออวิ๋นคิดแต่ไม่กล่าวกระไร เกรงจะเป็นการต่อความยาวสาวความยืดเสียมากการจากบ้านสกุลหวงของเขากับคุณหนูมีคนอาลัยอาวรณ์อยู่เพียงสามคนเท่านั้น มารดาเขาซู่หงกับเสี่ยวกุ่ย
‘เจ้าต้องดูแลคุณหนูดีๆแค่มีเจ้าอยู่กับนาง แม่ก็วางใจ’
ในตอนนั้นคุณหนูก็ได้ยินคำขอของมารดาเขานางเปิดม่านรถม้าแล้วยื่นมือออกมากุมมือมารดาเขาที่กำลังสั่นด้วยเหตุกังวลกับการพรากจาก
‘อย่าห่วงไปเลยข้าทนได้’
‘บ่าวจะรอคุณหนูกลับมานะเจ้าคะ’
ปากนางบอกทนได้และมารดาเขาก็เฝ้ารอนางกลับไปอย่างคนร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแต่นางจะสมบูรณ์ได้อย่างไรหากนางยังทำทุกสิ่งให้เป็นเรื่องยากไม่มีน้ำอดน้ำทน
หวงเฟิ่งเหยาจ้องหน้าสืออวิ๋นต้องการเอาชนะเขาให้ได้นางแพ้หลางรั่วอิ๋งกับหลางเชียนอิงมาหลายยกแล้วนางขอชนะเขาเพื่อสะสมกำลังใจสักคราสองคราจะไม่ได้เชียวหรือ!
“คุณหนูจะให้ข้าทำอย่างไร”เขาอ่อนแรงกับการขุดดินและอ่อนอกอ่อนใจกับนางยิ่ง
ฮ่าๆนางชนะแล้ว! เด็กสาวเชิดหน้าขึ้น
“สำรับอยู่ที่ไหนเจ้าก็นำทางข้าไป อย่าลืมว่าข้าเพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อวาน หากเจ้าไม่ดูแลข้าแล้วใครจะทำ ข้าต้องการเวลาปรับตัว”
หวังว่านางจะใช้เวลาปรับตัวไม่นาน...สืออวิ๋นยกแขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่ไหลย้อยตามหน้าผากและตอนนี้สาวน้อยตรงหน้าเขาก็เหงื่อไหลไคลย้อยจนหน้านวลขาวที่กำลังแดงก่ำเพราะแดดงอง้ำยิ่งกว่าเดิม
[1]หนึ่งไร่ไทยเท่ากับ๒.๔ หมู่