เ้าของเสียงที่ทำให้วินใ คือเสียงเคาะกระจกของป้าแม่บ้านที่จะเข้ามาทำความสะอาดร้านตามเวลาปกติ แต่เคาะเท่าไหร่ชายทั้งคู่ในร้านก็ไม่ได้ยิน จึงต้องเคาะเสียงดัง ลุงเดินไปเปิดประตูและพูดขอโทษที่ไม่ได้เปิดให้ พร้อมแนะนำป้าแม่บ้านให้วินรู้จัก ก่อนวินจะพูดขอโทษ ที่เพิ่มภาระให้ป้า
“ผมขอโทษที่ทำพื้นเปื้อนขนาดนี้นะครับป้า เดี๋ยวผมช่วยถูพื้นดีกว่าครับ”
วินกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบด้ามไม้ถูพื้นที่ป้าแม่บ้านถือไว้ข้างตัว แต่หญิงตรงหน้าปัดป้องด้วยความอ่อนโยน และปฏิเสธวินด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“ไม่เป็อะไรหรอกหนู หน้าที่ป้าอยู่แล้ว”
ป้าตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม วินรู้สึกเกรงใจจึงซื้อขนมปังและน้ำอย่างละหนึ่งให้ป้า พร้อมซื้อขนมและอาหารแห้งถุงใหญ่ เผื่อไว้ไปกินที่ห้องของตน แม้หญิงกลางคนจะไม่ได้ร้องขอ แต่เพื่อความสบายใจของชายรุ่นลูกเธอจึงไม่ปฏิเสธที่จะรับไว้
วินยกมือไหว้ทั้งคู่ก่อนลา แบกร่างกายที่เหนื่อยล้าเดินออกจากร้านสะดวกซื้อ เพื่อกลับไปยังที่พัก เสื้อที่เคยแห้งก็เปียกชุ่มเพราะเหงื่อ ระหว่างสองข้างทางมีแสงสลัว ๆ จากไฟตามทางเพียงน้อยนิด ไม่พอให้ชายหนุ่มมองเห็นทางได้สะดวก
“เวลาที่ป้าเข้ามาทำความสะอาด ก็น่าจะใกล้เช้าแล้ว แต่ทำไมโดยรอบยังรู้สึกว่ามืดอยู่เลยนะ”
ด้วยความมืดและเป็ซอยเปลี่ยว วินจึงล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายเพื่อจะเปิดโหมดไฟฉาย แต่ก็ต้องใเพราะมือถือสุดรักดันหายไป วินลุกลี้ลุกลนค้นหาไปทั่ว ทั้งกระเป๋ากางเกง กระเป๋าสะพายแต่ก็ไม่พบวี่แววมือถือแสนรัก ที่ตั้งใจมุ่งมั่นตรากตรำทำงานตลอดระยะเวลาหลายเดือน เพื่อเก็บเงินซื้อมา วันนี้กลับหายไปเสียแล้ว เสียงถอนหายใจดังเฮือกใหญ่
“เฮ้อ... วันนี้ฉันถอนหายใจบ่อยจนนับไม่ถ้วน วินเอ้ยเซ่อซ่าทำตกไว้ที่ไหนนะ ราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ ซะด้วย ทำงานตั้งหลายเดือนกว่าจะได้มา”
ชายหนุ่มยืนคอตก ท้อแท้กับชีวิต เงินในกระเป๋าก็แทบจะไม่เหลือ เจอผีหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า โทรศัพท์สุดรักยังมาหาย ซวยซ้ำซวยซ้อนจริง ๆ
“พี่กำลังหานี่อยู่หรือเปล่าครับ”
เด็กชายวัยประถม เดินถือบางอย่างในมือมาให้วิน ครั้นวินก้มมองดูดี ๆ ก็เผลอโผเข้ากอดเด็กรุ่นน้องอย่างดีใจ กอดรัดเขย่าตัวเด็กรุ่นน้องราวกับคนสนิทเพราะเด็กชายตรงหน้าถือโทรศัพท์แสนรักมาให้
“เดี๋ยวเ้าแกละก็ช้ำตายพอดีโยม”
พระภิกษุรูปหนึ่งยืนยิ้มอยู่หลังทั้งสอง อายุท่านราว ๆ 30 ปี พอวินลองสังเกตดูเด็กที่กอด ก็พอเดาได้ว่าคงเป็เด็กวัด เพราะสะพายย่ามสีเหลืองพร้อมไว้ผมแกละ
“พอดีหลวงพี่ท่านเดินบิณฑบาตอยู่แถวนี้แล้วเจอ เห็นพี่ยืนหาของอยู่พอดี พอเปิดดูภาพหน้าจอก็เหมือนพี่เด๊ะ เลยให้ผมวิ่งเอามาคืนให้”
“พี่ขอบคุณมากนะ ถ้าไม่ได้น้องพี่แย่แน่”
วินพูดขอบคุณเด็กน้อยมัดผมแกละ ก่อนเดินไปหาหลวงพี่พร้อมยกมือไหว้ท่วมหัว หันมองถุงขนมที่ซื้อมาในตอนแรก จึงอยากนำของบางส่วนพร้อมน้ำที่ซื้อมาถวายหลวงพี่ แม้วินจะเหลือเงินติดตัวไม่มาก แต่ในใจก็ยังอยากถวายจตุปัจจัย ให้พระสงฆ์ตรงหน้าอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็ขนม อาหารแห้ง และเงินบางส่วนฝากเด็กน้อยใส่ให้หลวงพี่ในย่าม
“ตั้งใจรับพรนะ อยากอุทิศส่วนบุญให้ใคร ก็นึกถึงเขาไว้ในใจ”
วินนั่งยองเตรียมตัวรับพร ไม่รู้จะมอบบุญนี้ให้เ้ากรรมนายเวรที่ไหน นึกถึงก็แต่เพียงครอบครัวและผีสาว ครอบครัวเป็สิ่งเดียวที่นึกถึงได้ และผีสาวก็คอยโผล่มาช่วยอยู่ตลอด จึงนึกพูดชื่อทุกคนในใจ
“ขอมอบอุทิศส่วนบุญกุศลทั้งหมดนี้ให้แก่ ครอบครัวที่พลัดพรากของผมสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวในจิตใจที่ผมมี และขออุทิศให้ นางสาวจันทร์หอม วิชุดา ขอให้เธอไม่เ็ปเหมือนตอนยังมีชีวิตด้วยเทอญ สาธุ….”
วินหลับตารับพรอย่างสงบ เสียงให้พรของหลวงพี่ดังก้องกังวานราวกับเสียงระฆัง ลมโกรกพัดเย็นสบายมาเรื่อย ๆ ไม่ขาดสาย ทั้งเย็นกายและสบายใจในเวลาเดียวกัน
เสียงให้พรที่ดังก่อนหน้าเริ่มเบาลง หูของชายหนุ่มอื้ออึง คล้าย
มีน้ำเข้าหู จึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาดู พบกลุ่มม่านหมอกสีขาวค่อย ๆ ลอยมาบดบังหลวงพี่ ท่ามกลางความมืด ไม่นานก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีหมอกแม้แต่น้อย
วินเหมือนหลุดเข้ามาในใจกลางพายุหมอก บดบังสายตาจนชายหนุ่มมองไม่เห็นอะไรนอกจากสีขาวขุ่น ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่นาน แม้หูอื้อแต่กลับได้ยินเสียงลมพัดคล้ายเสียงผิวปากดังชัดเจน ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกใจหวิวอีกครั้ง
หนาวเย็นะเืคล้ายโดนเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงิั
ชายหนุ่มเหมือนตกอยู่ในภวังค์ กึ่งหลับกึ่งตื่นคล้ายกับอยู่ในความฝัน
เห็นภาพผุดเข้ามาในความคิด ในภาพคล้ายฝันนั้นปรากฏเหตุการณ์ต่าง ๆ เรียงทับซ้อนกันราวกับกำลังดูภาพยนตร์เื่หนึ่ง เป็มุมมองบุคคลที่ 3 และวินก็เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เป็เหตุการณ์เสมือนจริงแทบแยกไม่ออกว่าความฝันหรือความจริงกันแน่
เห็นรูปพรรณสัณฐานเป็ชายร่างใหญ่แผ่นหลังกว้าง ร่างกายกำยำล่ำสัน ผิวสีแทน สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำ กางเกงยีนส์สีน้ำทะเลแบบพับขา ลงยันต์อักขระเต็มสองท่อนแขน ไม่แน่ก็อาจจะเต็มทั่วแผ่นหลังด้วยซ้ำ เพราะตาเนื้อวินสังเกตเห็นปลายยอดของยันต์ 9 แถวที่โผล่ขึ้นมาบริเวณหลังคอ ราวกับจอมขมังเวทย์ไม่มีผิด กำลังอุ้มบางอย่างคล้ายร่างคนออกมาจากท้ายรถ ร่างนั้นถูกห่อด้วยผ้าขาวดิบ มัดมือมัดเท้าด้วยเชือกไนล่อนสีเขียวใบไม้ ยกร่างนั้นก่อนเอาหินผูกถ่วงน้ำ ทิ้งลงในแม่น้ำใหญ่เป็สถานที่เดียวกันกับที่วินดูจากในข่าว
วินรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือร่างของผีสาวที่คุ้นเคย ทุกอย่างทำด้วยความใจเย็นดูชำนาญและรวดเร็วราวกับเป็เื่ปกติคุ้นเคย
ส่วนวินนั้นยืนมองจากพุ่มไม้ แอบมองพฤติกรรมของชายปริศนาตรงหน้า ที่กำลังจะเดินขึ้นรถ แต่มือเ้ากรรมของวินดันไปเกี่ยวโดนกับกิ่งไม้จนเป็แผล เผลอร้องออกมาด้วยความเจ็บก่อนจะก้มหมอบลงไปเพราะกลัวจะถูกจับได้ เสียงนั้นทำให้ชายร่างใหญ่หยุดชะงักไปชั่วขณะ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ก่อนจะเดินขึ้นรถและขับหนีหายไป วินไม่เห็นใบหน้าชายคนในฝัน เห็นเพียงรูปร่างและลักษณะภายนอก
เมื่อชายร่างใหญ่ขับรถลับสายตาไป ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาใต้เงาร่มไม้ใหญ่ แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์สาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้ใบไม้
ตรงมายังั์ตา วินจึงเอามือขวายกชูขึ้นเพื่อปังแสง ก่อนจะเห็นว่ามีรอยแผลที่หลังมือ คล้ายถูกบางอย่างขีดข่วนเหมือนเหตุการณ์คล้ายฝันก่อนหน้าและตามเนื้อตัวก็มีร่องรอยาแรอยเล็ก ๆ เต็มตัวไปหมด
วินพยุงตัวลุกขึ้นยืน เดินเก็บสัมภาระที่กองอยู่ตามพื้น เพื่อที่จะกลับห้องพักของตน ้ากลับไปนั่งทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งคืนั้แ่ฟ้ามืดจนฟ้าสาง เดินโซซัดโซเซราวกับคนเมาเพราะความเหนื่อยล้า
ครั้นเดินมาถึงหน้าหอพักของตน สภาพภายนอกเป็ตึกสามชั้นที่ทรุดโทรมราวกับตึกร้าง ทั้งคราบน้ำ คราบสกปรกและเถาวัลย์เต็มทั่วตึก ทุกครั้งที่กลับมายังหอพัก ก็เหมือนได้มาเที่ยวโบราณสถาน อายุนับ 100 ปี ไม่มีผิด ดูเก่ามากจนขนลุก เ้าของที่นี่ไม่ได้ซ่อมแซมหรือดูแลแม้แต่น้อย แต่เงินในกระเป๋าของวินก็คงไม่สามารถไปอยู่หอพักที่แพงกว่านี้ได้
ลุงยามที่สะลึมสะลือคล้ายคนเมา โบกมือทักทายเด็กหนุ่มอยู่ในป้อมยามที่ดูเก่าไม่แพ้ตึกข้างหลัง ทั้งที่โดยปกติแล้ววินไม่เคยได้ยินแม้เสียงพูดของลุงยามสักแอะ แต่วันนี้ดูผิดแปลกไป โบกมือทักทายดูเป็กันเอง
วินยิ้มอ่อนตอบรับไม่ได้พูดอะไรกับลุงยามมากนัก เพราะความเหนื่อยล้า ก้มหน้าก้มตาเดินมุ่งไปยังห้องของตนที่อยู่บนชั้นสอง
มือหนุ่มกำลังไขเปิดลูกบิดประตูบานเก่าห้องของตน แต่หูขวาได้ยินคล้ายเสียงทุบประตูดังเป็จังหวะ วินไม่ได้ใส่ใจคิดเพียงว่าเป็เื่ปกติ แต่เสียงนั้นยังคงทุบดังอยู่เรื่อย ๆ ด้วยความรำคาญกับความหงุดหงิด จึงเดินหาต้นตอของเสียง ก่อนจะมาหยุดยืนที่หน้าห้องต้องสงสัย
ซึ่งเป็ห้องริมสุดของชั้นสอง ซึ่งห่างจากห้องของวินเพียงห้าห้อง ลูกบิดประตูถูกคล้องด้วยโซ่ หน้าประตูมีแผ่นฝาไม้ตีเป็กากบาทไขว้ แผ่นอักขระยันต์แปะเต็มแผ่นประตู
วินเอาหูแนบอิงกับประตูเพื่อฟังเสียง แต่เสียงทุบนั้นหายไป ครั้นวินจะหันหลังเดินกลับเพราะห้องนี้เหมือนถูกปิดตาย คงไม่มีใครอยู่ข้างในนั้นได้ แต่เสียงทุบประตูก็ยังดังอีกรอบและได้ยินเสียงแหบแห้งพูดขอให้ช่วย
“ช่วยฉันด้วย อย่าพึ่งไป”
คล้ายเสียงหญิงสาว เสียงไม่มีเรี่ยวแรง วินไม่รอช้าเรียกถาม
“มีคนอยู่ในนั้นใช่ไหมครับ”
ไร้เสียงตอบกลับใด ๆ มีเพียงเสียงขูดอะไรบางอย่าง ก่อนจะมีกระดาษลอดออกมาจากช่องใต้ประตู เป็กระดาษที่เขียนด้วยตัวหนังสือสีแดงคล้ายเื ใจความสำคัญคือ…
“ฉันถูกขัง ช่วยฉันด้วย”
“คุณรอผมก่อนนะ ผมจะตามคนมาช่วย”
ชายหนุ่มะโบอกคนในห้อง เมื่อแน่ใจแล้วว่ามีคนติดอยู่ในห้องนี้ วินคว้าโทรศัพท์กดโทรหาเ้าของหอพักด้วยความรีบ แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ ครั้นจะวิ่งลงไปหาคนให้มาช่วยคงไม่ทันการณ์
วินชำเลืองดูซ้ายขวา ก่อนจะหาของแข็งมาทุบโซ่นี้ออก ไม่นานโซ่พร้อมลูกบิดร่วงหล่นลงพื้น ไม่รีรอกระชากประตูบานเก่าด้วยความแรง ทั้งถีบทั้งดึงเต็มกำลัง ด้วยความเก่าและความผุของไม้ที่ตีทับประตูไม่นานก็เปิดออกมาได้
กลิ่นคาวเืเหม็นคลุ้งและกลิ่นอับคล้ายขยะเปียกที่ทับถมมานาน ปะทะเข้าจมูกชายหนุ่มแทบล้มทั้งยืน กลิ่นเน่าเหม็นจนเกินบรรยาย ยิ่งเดินเข้าไปเท่าไหร่กลิ่นเหม็นยิ่งโชยแรงขึ้นเรื่อย ๆ ภายหน้าคือห้องที่มืดแม้จะเป็ตอนเช้าแล้วก็ตาม เพราะไม่มีช่องแสงหรือช่องลมราวกับห้องปิดตาย ร้อนอบอ้าวไม่มีอากาศถ่ายเท
ยื่นมือขวาไปเปิดสวิทช์ไฟ เมื่อทั้งห้องสว่างขึ้นวินถึงกับต้องผงะเมื่อเห็นซากขยะที่ห่อใส่ถุงดำกองเนินสูงเกือบถึงเพดานห้อง เป็แหล่งรวมสิงสาราสัตว์ชั้นดี ระหว่างที่ยืนอนาถใจกับห้องตรงหน้า แผ่นกระดาษขอความช่วยเหลือที่วินได้อ่านก่อนหน้า ปลิวลอยมาตกอยู่กลางพื้นห้อง
วินจึงนึกขึ้นได้ว่าจุดประสงค์คือต้องช่วยเธอ แต่ในห้องนี้ไม่พบสิ่งมีชีวิตใดนอกจากหนูที่วิ่งเต็มทั่วห้องจนวินขนลุก และร่องรอยขีดข่วนบนผนังห้องรอยคล้ายเกิดจากเล็บมนุษย์
ชายหนุ่มได้แต่แปลกใจว่าคนทั้งคนจะหาไม่เจอเลยหรือ และตอนนั้นเอง เสียงแว่วในหูวินก็ดังขึ้น
“ฉันอยู่นี่ อยู่ในโอ่งั”