มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 190 จอมมารปะทะธรรมบาล

    บทที่190จอมมารปะทะธรรมบาล

     

            ฮุ่ยจวินเดินทางมุ่งสู่แดนตะวันออกร่วมกับบุรุษชราในชุดคลุมไว้ทุกข์การเดินทางของมันราบรื่นไร้อุปสรรค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบุรุษชรา อีกส่วนเป็นเพราะเหตุการณ์ฟ้าเปิดที่เขาเถาหมิงซาน

             

            เหตุการณ์ดังกล่าวอาจนับเป็นความโชคดีของชายหนุ่มและใครอีกหลายคนแต่เป็นความโชคร้ายของเหล่าผู้ฝึกญาณรวมถึงหลงผิง สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตตกอยู่ท่ามกลางกลีบบัวแห่งวจนะยุทธ์ที่หมุนวนหากเป็นวจนะยุทธ์ธรรมดาร่างที่อัดแน่นไปด้วยพลังญาณของนางยังพอทานทนได้ แต่นี่คือวจนะยุทธ์ในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะยุทธ์คือวจนะยุทธระดับสูงที่ถูกใช้ออกด้วยตัวตนระดับธรรมบาล เช่นนั้นพลังทำลายล้างจึงสูงส่ง!

             

            ดีที่ธรรมบาลยุทธ์หวังจับตัวนางมิได้ต้องการฆ่าแรงระเบิดออกของพลังจึงมีเพียงเจ็ดส่วน พลังเจ็ดส่วนนี้เพียงพอให้ดรุณีน้อยที่ร้ายกาจอย่างหลงผิงสิ้นฤทธิ์

             

            ตูมมม

             

            เสียงกึกก้องของพลังแห่งวจนะยุทธ์ที่ระเบิดออกแสงเจิดจ้าแผ่รัศมีไปทั่วอาณาเขตกลืนกินรัศมีเป็นเวิ้งใหญ่ ต้นไม้ล้มครืนระเนระนาดโขดหินน้อยใหญ่กระจุยกระจายไม่เหลือชิ้นดี ผ้าคลุมผืนบางบนใบหน้าขาดหวิ่นปลิวว่อน ร่างดรุณีสะคราญโฉมเผยมุมที่ปกปิดให้เห็นเพียงครึ่งใบหน้าของร่างที่ลอยละลิ่วกลางอากาศ ก็ยิ่งทำให้ธรรมบาลยุทธ์หัวคิ้วกดลึกยิ่งกว่าเดิมใบหน้าครึ่งนั้นช่างดูคุ้นเคยราวกับว่ามันได้เห็นที่ไหน!

             

            ธรรมบาลยุทธ์พินิจมองร่างที่หมุนเคว้ง หากนางหมุนอีกครึ่งรอบวงหน้าเต็มใบย่อมปรากฏให้เห็นซึ่งมันนิ่งมองรอครึ่งรอบนั่น ทว่าอีกครึ่งใบหน้ากำลังจะปรากฏ ชุดนักพรตเก่าโทรมผืนหนึ่งก็โบกสะบัดพริบตาเดียวก็มาโอบรับร่างของหลงผิง มิทันให้ธรรมบาลยุทธ์ได้มองเห็น ร่างของบุรุษที่คล้ายอยู่ในช่วงวัยกลางคนผู้หนึ่งได้ปรากฏขึ้นก่อนแล้ว

             

            ธรรมบาลยุทธ์เห็นผู้มาสีหน้าก็ปรากฏแววความจริงจังขึ้น

            “โผล่หัวมาซักทีนะ อวิ๋นเซี่ยวซุน!”

             

            อวิ๋นเซี่ยวซุนโอบรับร่างศิษย์รักด้วยความทนุถนอมผนึกพลังธรรมชาติก่อเกิดพลังปาฏิหาริย์ช่วยฟื้นฟูอาการให้หลงผิง จากนั้นเคลื่อนฝ่ามือก่อเกิดภาพมหัศจรรย์ไท่จี๋พาร่างที่บาดเจ็บสาหัสของหลงผิงให้ลอยละลิ่วเข้าสู่ป่าใหญ่หลบออกจากรัศมีของพวกมันทว่าเขาเถาหมิงซานแห่งนี้เต็มไปด้วยคนของวิหารยุทธ์ พอเกิดการต่อสู้ เสียงที่กึกก้องกัมปนาทเหล่านี้ได้ดึงดูดพวกมันมาแล้ว พวกมันจึงลอบติดตามร่างที่ลอยเคว้งออกไปของหลงผิง หวังไปติดตามจับตัวนางมาเพื่อสร้างผลงานต่อท่านธรรมบาลยุทธ์ของพวกตน

             

            “เจ้าช่วยนางไม่ได้หรอก ที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยคนของข้า"

             

            อวิ๋นเซี่ยวซุนจึงยิ้มและตอบว่า

            “ขอเพียงมิใช่ระดับธรรมบาล ผู้ใดในที่นี้ยากจะสร้างความลำบากแก่นางได้"

             

            ธรรมบาลยุทธ์คิดแล้วก็เห็นว่าคำกล่าวของอวิ๋ยเซี่ยวซุนมิเกินเลยไปมันได้สู้กับดรุณีน้อยนางนั้นมาแล้ว จึงรู้สรรพคุณของนางดี แม้นางบาดเจ็บสาหัส แต่เมื่อครู่ก็ได้รับการฟื้นฟูหากเพียงนางขยับแขนได้ คนของตนก็มิต่างจากแมงเม่าที่บินเข้าหากองไฟ

            “เช่นนั้นข้าจัดการเจ้าก่อน ค่อยไปจับกุมตัวนางก็ยังไม่สาย”

             

            อวิ๋นเซี่ยวซุนหยิบขลุ่ยไม้ไผ่เลาหนึ่งที่เหน็บบนสายคาดเอวขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปาก

            “ข้ายอมรับในพลังฝีมือของเจ้า แต่จะจัดการข้านั้นไม่ง่ายดาย"

             

            “จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนอย่าได้ผยองไป เจ้าในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนเมื่อก่อนข้าย่อมยอมรับในวาจาเมื่อครู่ของเจ้า แต่บัดนี้จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนเหลือเพียงแค่ชื่อและคำเล่าลือแล้ว"

             

            อวิ๋นเซี่ยวซุนยังคงยิ้มอยู่

            “เหลือเพียงแค่ชื่อจริงหรือไม่ เหตุใดจึงมิลองพิสูจน์มัวพร่ำวาจาอยู่ได้"

             

            ธรรมบาลยุทธ์แม้รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่เหมือนเดิมเนื่องเพราะอาการบาดเจ็บที่เกิดจากการประหัตถ์ประหารกับมหาเทวะเทียนหมิงแต่ขึ้นชื่อว่าจอมมารแห่งปฐพี จอมมารที่ต่อกรกับมหาเทวะเทียนหมิงแล้วยังรอดชีวิตได้จอมมารที่สามารถสร้างบาดแผลให้กับมหาเทวะเทียนหมิง เช่นนั้นมันจะประมาทได้อย่างไร แม้มันมั่นใจว่าจะชนะแต่มันก็มิกล้าผลีผลาม!

             

            ขลุ่ยไม้ไผ่เลาหนึ่งที่แสนธรรมดา แต่หากได้บรรเลงท่วงทำนองออกมาแม้แต่ระดับมหาเทวะยังต้องพลาดพลั้ง เช่นนั้นธรรมบาลยุทธ์จึงระแวดระวังขลุ่ยไม้ไผ่ที่จ่ออยู่ริมฝีปากของอวิ๋นเซี่ยวซุนเป็นที่สุดแต่ในทางตรงข้าม มันก็ได้ถ่ายทอดคำสั่งต่อคนของตน การไล่ล่าหลงผิงเพียงให้ติดตามจับตาดูอยู่ห่างๆเท่านั้น หากมีใครพลาดท่าไปแล้วก็อย่าได้เปิดเผยตัวตน

             

            ที่มันสั่งคนของตนเช่นนี้ เพราะมันต้องการมิให้ดรุณีน้อยนางนั้นคลาดสายตาคนของตนที่ติดตามก่อนหน้าพลาดท่าไม่เป็นไร แต่คนที่มันพึ่งสั่งการเมื่อครู่ต้องติดตามและหลบเลี่ยงจนกว่ามันจะจัดการอวิ๋นเซี่ยวซุนและติดตามไปได้

             

            พอสั่งการเสร็จสรรพ พอคนของมันผู้นั้นปลีกตัวไปธรรมบาลยุทธ์ก็ลงมือ ที่มันเลือกลงมือในตอนนี้ เวลานี้ และจังหวะนี้เพราะมิให้อวิ๋นเซี่ยวซุนมีโอกาสได้ขัดขวางคนของมัน

             

            หนึ่งการลงมือครานี้คือพลังวจนะยุทธ์เต็มสิบส่วนไม่ออมรั้งมันมิได้หวังคร่าตัวอวิ๋นเซี่ยวซุนเหมือนกับหลงผิง วิญญาณของอวิ๋นเซี่ยวซุนคือสิ่งที่มันต้องการเช่นนั้นวจนะยุทธ์ในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะยุทธ์จึงถูกปลดปล่อยอย่างต่อเนื่อง

             

            แสงเจิดจ้าที่เคลื่อนผ่านตัวกลางอย่างร่างกายแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณกลบแสงสีฟ้าครามบนผืนนภาจนหมดสิ้น อานุภาพอาจเป็นสองรองแค่มหาเทวะ หัวคิ้วของอวิ๋นเซี่ยวซุนจึงปรากฏความตรึงเครียด

             

            รอจนคลื่นพลังบรรลุถึง ท่วงทำนองเพลงขลุ่ยจึงถูกบรรเลงสภาพโดยรอบจึงคล้ายถูกหยุดด้วยเวลา เสียงนำพา เวลาหยุดยั้ง สุญญากาศกวาดล้าง ปะทะซึ่งหน้ากับวจนะยุทธ์ของธรรมบาลยุทธ์จนอาณาบริเวณบังเกิดความครืนครั่น

             

            กระแสลมทั่วอาณาบริเวณหมุนวน พยัพเมฆที่แยกออกถูกกวาดม้วนราวประสบพายุลูกใหญ่เกิดภาพอันน่าอัศจรรย์ใจผสมกับความน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง คนของวิหารยุทธ์ที่อยู่ใกล้จอมยุทธ์จากที่อื่นที่ติดตามฟ้าเปิดจนมาเห็นเหตุการณ์ ทุกคนต่างพากันหลบลี้หนีห่างเพราะเกรงจะถูกลูกหลงจากพลังอันปั่นป่วนเกรี้ยวกราดพรากชีวิตอย่างไม่รู้ตัว

             

            เมื่อปลดปล่อยพลังโจมตีอย่างต่อเนื่องออกไปธรรมบาลยุทธ์ค่อยได้ตื่นตระหนกในใจ ตื่นตระหนกต่อความจริงที่น่าพรั่นพรึง อวิ๋นเซี่ยวซุนตอนนี้มีสภาพร่างกายที่สาหัสสะสมมิสมบูรณ์เต็มที่แต่พอได้ประสบกับเพลงขลุ่ยเลานั้น มันค่อยได้รู้ว่าระดับพลังนอกรีตของมารปฐพีลึกล้ำยากหยั่งถึงความมั่นใจที่จะชนะเริ่มลดทอน ผลเป็นตายยากประเมินได้

             

            มันประเมินค่าอวิ๋นเซี่ยวซุนต่ำไปจริงๆ!

             

            ธรรมบาลยุทธ์ครุ่นคิดในจิตใจอย่างตรึงเครียด

            “ดีที่มันบาดเจ็บสาหัสอยู่มิเช่นนั้นไหนเลยเราจะต้านรับเพียงหนึ่งเพลงขลุ่ยของมันได้”

             

            ตอนที่เห็นอวิ๋นเซี่ยวซุนประหัตถ์ประหารกับมหาเทวะเทียนหมิงอย่างคู่คี่ก้ำกึ่งตอนนั้นมันยังคิดว่าเป็นเพราะมหาเทวะออมมือ แต่พอได้ลองสู้ด้วยตัวเอง มันค่อยได้รู้ว่านั่นเป็นความคิดที่น่าหัวร่ออย่างแท้จริง

             

            ทว่าต่อหน้าอวิ๋นเซี่ยวซุน ต่อหน้าขลุ่ยไม้ไผ่อันแสนธรรมดาเลานั้นมันมิอาจหัวล่อได้เลย!

             

            “เจ้าอ่อนแอลงอย่างที่คิด"

            ธรรมบาลยุทธ์คำรามปลุกใจให้ฮึกเหิม ทั้งยังหวังกดข่มศัตรูตรงหน้าหลังจากปลดปล่อยพลังโจมตีระลอกแรก มันก็คว้าเอาไม้เหมาะมือแท่งหนึ่ง ร่ายรำเพลงทวนโดยใช้ไม้ท่อนดังกล่าวแทนทวนปลดปล่อยเคล็ดวิชาสรรพวุธหมื่นทิศ อาศัยพลังรังสีรูปทวนที่ยาวกว่ากระบี่ กวาดม้วนจู่โจมในระยะที่เพิ่มสูงขึ้นความดุดันรวดเร็วก็มากกว่า มุ่งหมายหาจุดตายของอวิ๋นเซี่ยวซุนอย่างละลานตายากจับทิศทาง!

             

            “ก็ใช่ว่าเจ้าจะเอาชัยเหนือข้าได้ง่ายดาย"

            อวิ๋นเซี่ยวซุนตอบกลับพร้อมหมุนควงขลุ่ยไม้ไผ่ในมือขลุ่ยที่แสนธรรมดา ทำจากไม้ไผ่ที่ไม่ล้ำค่า ทว่าเพียงตวัดออกกลับดูมิแตกต่างจากอาวุธฟ้าประทาน

             

            วาดฟันเป็นดาบ มันก็คือดาบพิฆาตสวรรค์

             

            ตวัดออกเป็นกระบี่ มันก็คือกระบี่ทัณฑ์ปฐพี

             

            ไม่ว่าจะใช้ออกลักษณะใดก็เป็นอาวุธชั้นเลิศในรูปแบบนั้นนำพาพลังญาณ ผสานกับพลังธรรมชาติ ก่อเกิดวายุจันทร์เสี้ยวจำนวนนับมิถ้วนโหมมุ่งปะทะรังสีทวนจากทั่วสารทิศ!

             

            เปรี้ยง!!!!!!!

             

            เสียงสนั่นราวอัสนีบาตรผ่าฟาดไปทั่วอาณาบริเวณปานว่าเขาเถาหมิงซานกำลังพังทลายย่อยยับ กระแสพลังอันน่าหวาดหวั่นรุนแรงกวาดม้วนไปทุกแห่งหนพลังจากการปะทะส่งให้อวิ๋นเซี่ยวซุนและธรรมบาลยุทธ์ล้วนแยกจาก คนทั้งสองต่างถลาถอยกรูดคืนกลับหลังไปไกลบนตัวของอวิ๋นเซี่ยวซุนปรากฏชุดนักพรตขาดหวิ่นเป็นทางหลายแห่ง บาดแผลตัดเฉือนทำเอาโลหิตต้องหยาดไหลก่อเกิดบาดแผลบนกายภายนอกเพิ่มพูนอาการบาดเจ็บแก่มันอีกไม่น้อย

             

            ทางด้านธรรมบาลยุทธ์หยุดยืนได้ก็ทำตัวสงบไร้เรื่องราวร่างกายไม่มีบาดแผลดั่งเช่นอวิ๋นเซี่ยวซุน มันยืนมือไพร่หลังทำหน้านิ่งขึมมองอวิ๋นเซี่ยวซุนไม่กล่าววาจาที่มันไม่กล่าวไม่ใช่ว่ามันวางตนว่าเหนือกว่า แต่มันมิอาจกล่าววาจาออกมาได้ เพราะโลหิตอันหวานเลี่ยนได้จ่ออยู่ที่ลำคอแล้ว

             

            ถูกพลังอันลึกล้ำของอวิ๋นเซี่ยวซุน ร่างภายในของธรรมบาลยุทธ์จึงบอบซ้ำเลือดลมภายในปั่นป่วน โลหิตแทบกระอักเป็นธารน้ำ แต่มันรักษาท่าทีจึงฝืนกล้ำกลืนโลหิตลงไปในใจยังตื่นตระหนกต่อเนื่อง

            “จะชนะมันไม่ง่ายอย่างที่คิด”

             

            ต่างฝ่ายล้วนบาดเจ็บทั้งคู่ ต่างฝ่ายต่างมองหาวิธีที่จะชนะซึ่งกันหนึ่งต่อหนึ่งระหว่างพวกมันตอนนี้คู่คี่ก้ำกึ่งเป็นอย่างมาก สู้กันถึงสามวันสามคืนก็ยังไม่ปรากฏผลแพ้ชนะอาการบาดเจ็บก็ยิ่งเพิ่มพูน โดยเฉพาะอวิ๋นเซี่ยวซุนที่มีอาการบาดเจ็บสาหัสสะสมมาเนิ่นนานจึงดูคล้ายจะเพลี่ยงพล้ำได้ตลอดเวลา

             

            แต่กระนั้นธรรมบาลยุทธ์ก็ยังหาโอกาสทำให้มันเพลี่ยงพล้ำมิได้

             

            สู้กันสามวันเต็ม ผลชนะไม่ปรากฏ ผลแพ้ไม่ถามหาดูไปแล้วทั้งสองคงสู้กันจนออกผลเสมอและสิ้นฤทธิ์ไปข้าง สิ่งนี้ทำให้อวิ๋นเซี่ยวซุนพอใจได้อยู่เพราะมันสามารถช่วยหลงผิงให้หลบพ้น และดึงเวลาให้เหล่าผู้ฝึกญาณหลบหนีในช่องทางลับได้ไกลขึ้นทว่าธรรมบาลยุทธ์กลับร้อนรน ผลสัมฤทธิ์ที่มันวาดฝันสูงส่งและหอมหวานมาก แต่สิ่งนั้นกำลังจะหลุดลอยไปจากตรงหน้า

             

            ผลเสมอกำลังจะเกิดขึ้น พละกำลังสุดขีดกำลังถูกต่างฝ่ายต่างใช้ออกจังหวะนี้อวิ๋นเซี่ยวซุนเตรียมล่าถอย ในชั่วพริบตามันกลับมิอาจล่าถอย มันสู้ตัวต่อตัวกับธรรมบาลยุทธ์ยังอาจหนีได้แต่ตอนนี้เบื้องหน้ามิใช่มีเพียงธรรมบาลยุทธ์

             

            ในชั่ววินาทีสำคัญ ธรรมบาลคาถากลับปรากฎกายเหนือความคาดหมาย!

            .

            .

            .

             

            ใต้ฟ้าสีครามที่ทอทอดผ่าแยก เสียงพัดพริ้วโบกสะบัดของชุดคลุมแดงดังพรึ่บตามแรงลมร่างบุรุษที่องอาจยืนตระหง่านท่ามกลางขุนเขาซึ่งทอดยาว ท่วงท่าอันเหียมหาญดั่งเทพสงครามแววตาที่คมวาวเจิดจ้ายิ่งกว่าห้วงจักรวาลมหรณพ ปานแดงรูปดวงอาทิตย์บนหน้าผากที่ร้อนลวกแผดผลาญเหนือสรรพสิ่งใดมันปรากฏจากห้วงอันเวิ้งว้าง แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยห้วงคำนึง มันกวาดสายตาคู่นั้นมองภาพของทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยแววของความรำลึกถึง

             

            “นานเท่าไหร่แล้วที่ข้าไม่มีโอกาสได้กลับยังโลกแห่งแสงสว่างนี้"