แสงอรุณยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษบางเบา ทำให้ห้องนอนเล็กๆ ของอาเฟยและเสี่ยวเหลียนเต็มไปด้วยแสงทองอ่อนๆ ที่อบอุ่น อาเฟยลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นที่ไม่เคยมีมาก่อน พลังปราณภายในของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่เสี่ยวเหลียนได้รวบรวมธาตุน้ำมาให้จากลุงหวังผู้มีพลังปราณบริสุทธิ์แห่งสายน้ำ
เขารู้สึกว่าลมปราณในร่างกายไหลเวียนได้อย่างราบรื่น เส้นลมปราณทั้งแปดสายหลักดูเหมือนจะกว้างขึ้นและแข็งแรงขึ้น แม้จะยังไม่ถึงขั้นปรมาจารย์ แต่เขาก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายและสามารถควบคุมลมปราณได้ดีขึ้นมากแล้ว การฝึกฝนที่เขาทำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาดูเหมือนจะเริ่มให้ผลอย่างชัดเจน
อาเฟยยืดแขนยืดขาเบาๆ สัมผัสถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกล้ามเนื้อ เขาไม่เคยรู้สึกแข็งแรงขนาดนี้มาก่อน ราวกับว่าร่างกายของเขากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทุกวัน เขามองไปที่ฝ่ามือของตนเอง สังเกตเห็นว่าผิวหนังดูแข็งแรงขึ้น และเส้นเลือดที่ปูดโปนออกมาเล็กน้อยบ่งบอกถึงพลังที่เพิ่มขึ้น
เสี่ยวเหลียนนอนซบอยู่ข้างกายสามี ใบหน้าอันงดงามของนางยังคงสงบเสงี่ยมในยามหลับใหล ผมยาวสีดำเป็นมันปรกคลุมไหล่เปลือยของนาง นางมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของอาเฟยด้วยความรักใคร่ปนความมุ่งมั่น ภารกิจของนางใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงธาตุสุดท้ายเท่านั้น... ธาตุทอง
นางลูบไล้แผงอกของอาเฟยเบาๆ นิ้วมือเรียวของนางเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยน สัมผัสถึงความอบอุ่นและจังหวะการเต้นของหัวใจที่มั่นคงของเขา นางรู้สึกถึงพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังของสามี มันแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผลจากการที่นางได้รวบรวมธาตุต่างๆ มาให้เขาอย่างลับๆ
ในใจของเสี่ยวเหลียน ความรู้สึกผิดบาปและความภาคภูมิใจปนเปกันอยู่ นางรู้ว่าสิ่งที่นางทำนั้นไม่ถูกต้องตามศีลธรรม แต่มันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตของสามีที่รัก นางได้เสียสละความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรีของตนเองเพื่อให้อาเฟยมีพลังเพียงพอที่จะเอาชนะศัตรูที่กำลังจะมา
"อาเฟย... เจ้าตื่นแล้วหรือ" นางกระซิบเสียงหวานพลางจุมพิตเบาๆ ที่คางของเขา ริมฝีปากอ่อนนุ่มของนางแตะต้องผิวหนังของอาเฟยอย่างอ่อนโยน
"อืม... เสี่ยวเหลียน เจ้าช่างเป็นภรรยาที่ดีที่สุดในโลกจริงๆ" อาเฟยยิ้มกว้าง ดวงตาของเขาเปิดออกช้าๆ และมองนางด้วยความรักใคร่ เขาไม่เคยสงสัยในความรักของนางเลยแม้แต่น้อย เขาเชื่อว่าความแข็งแกร่งที่เขาได้รับมานั้นเป็นผลจากความพยายามฝึกฝนของตนเอง และการดูแลเอาใจใส่ของภรรยาผู้เป็นที่รัก
เขาไม่รู้เลยว่าความก้าวหน้าของเขานั้นแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำรักของภรรยาที่มอบให้กับชายอื่นถึงสี่คนแล้ว เขาไม่รู้ว่าเสี่ยวเหลียนได้ใช้ร่างกายอันบริสุทธิ์ของนางเป็นเครื่องมือในการดูดซับธาตุต่างๆ จากบุรุษที่มีพลังปราณแข็งแกร่ง เพื่อนำมาถ่ายทอดให้กับเขาในยามที่ทั้งคู่ร่วมรักกัน
อาเฟยกอดเสี่ยวเหลียนเข้าหาอย่างอ่อนโยน สัมผัสถึงความนุ่มนวลของร่างกายนาง กลิ่นหอมธรรมชาติที่ลอยออกมาจากผมและผิวหนังของนางทำให้เขารู้สึกสงบและมีความสุข เขาไม่เคยคิดเลยว่าความหอมหวานนี้เคยถูกสัมผัสโดยชายอื่น
ขณะที่ทั้งสองกำลังหยอกล้อกันอยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ เสียงนั้นดังและต่อเนื่อง บ่งบอกถึงความเร่งด่วนของผู้มาเยือน
"นายท่าน... มีแขกมาขอพบขอรับ! เป็นบุรุษผู้หนึ่ง... เขาอ้างว่า..." เสียงของคนรับใช้ขาดหายไปอย่างประหลาด ราวกับว่าเขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไร หรือตกใจกับสิ่งที่เห็น
อาเฟยและเสี่ยวเหลียนมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่ค่อยมีแขกมาเยือนในช่วงนี้ โดยเฉพาะในยามเช้าตรู่เช่นนี้ อาเฟยรีบสวมเสื้อผ้าและเดินไปเปิดประตู เมื่อเขาเปิดประตูออกไป เขาก็ต้องตกตะลึงจนพูดไม่ออก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ กำยำราวกับรูปปั้นสลัก ยืนอยู่ตรงหน้าเขา บุรุษผู้นี้สูงกว่าอาเฟยเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ ไหล่กว้างหนาหนัก แขนขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่แข็งแกร่งจนเสื้อผ้าที่สวมใส่ดูคับแน่นไปหมด เสื้อผ้าธรรมดาที่เขาสวมใส่ดูเหมือนจะฉีกขาดได้ทุกเมื่อหากเขาเคลื่อนไหวแรงเกินไป
ดวงตาของเขาว่างเปล่า มองไปรอบๆ อย่างสับสนและไม่มีจุดหมาย แต่ใบหน้ามีความคล้ายคลึงกับอาเฟยอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะโครงหน้าและสันจมูกที่โด่งคม แม้จะมีอายุมากกว่าและผิวหนังหยาบกร้านจากการใช้ชีวิตที่ยากลำบาก แต่ก็ยังเห็นความคล้ายคลึงได้อย่างชัดเจน
ผิวหนังของเขาแทนด้วยแสงแดดและลมฝน มีรอยแผลเป็นเล็กๆ น้อยๆ กระจายอยู่ทั่วใบหน้าและแขน บ่งบอกถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้และความยากลำบาก ผมของเขายาวและรุงรัง ไม่ได้รับการดูแลมาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังคงดูหนาแน่นและแข็งแรง
"ท่าน... ท่านพ่อ!" อาเฟยอุทานเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า เขาจำบิดาที่หายสาบสูญไปในสงครามเมื่อสิบปีก่อนได้ทันที จางไท่ อดีตแม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผู้ที่เขาคิดว่าเสียชีวิตไปแล้วในสนามรบ
อาเฟยรีบวิ่งเข้าไปกอดบิดา ความดีใจและความตื่นเต้นท่วมท้นหัวใจของเขา เขาไม่เคยคิดว่าจะได้พบบิดาอีกครั้งในชีวิตนี้ น้ำตาไหลริน ความสุขและความประหลาดใจปนเปกันอยู่ในใจ
เสี่ยวเหลียนเดินออกมาจากห้อง นางสวมเพียงเสื้อคลุมบางเบาที่ปิดไม่มิดชิด เผยให้เห็นเส้นสายของร่างกายอันงดงามเล็กน้อย เมื่อสายตาของนางปะทะกับจางไท่ ร่างกายของนางก็พลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะความตกใจ แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดที่รุนแรงจนแทบจะฉุดรั้งวิญญาณ
พลังปราณทั้งสี่ธาตุที่รวบรวมมาได้ก่อนหน้านี้ ไม้จากบัณฑิตผู้ปราดเปรื่อง ไฟจากพ่อค้าผู้เร่าร้อน ดินจากชาวนาผู้หนักแน่น และน้ำจากลุงหวังผู้บริสุทธิ์ พลันปั่นป่วนอยู่ในเส้นลมปราณของนาง ราวกับแม่เหล็กที่ถูกดึงดูดเข้าหาขั้วที่แข็งแกร่งที่สุด
นางสัมผัสได้ถึงพลังงานที่มืดมิดและหนักแน่นอย่างยิ่งยวดแผ่ออกมาจากร่างของจางไท่ มันไม่ใช่แค่พลังปราณธรรมดา แต่มันคือพลังของธาตุทองแห่งความมืดที่บริสุทธิ์และเข้มข้นที่สุดเท่าที่นางเคยสัมผัสมา ธาตุทองแห่งความมืดนี้เป็นธาตุที่หายากยิ่ง เป็นผลจากการหลอมรวมธาตุทองบริสุทธิ์เข้ากับพลังแห่งความตาย ความมืดมิด และความเจ็บปวดจากการต่อสู้ที่ยาวนานนับสิบปี
กลิ่นอายบุรุษที่แผ่ออกมาจากจางไท่นั้นรุนแรงจนน่ากลัว มันไม่ใช่กลิ่นหอมของเครื่องหอมหรือกลิ่นเหงื่อที่น่ารังเกียจ แต่มันคือกลิ่นอายดิบๆ ของเหล็กและเลือดที่แห้งกรัง ผสมผสานกับกลิ่นดินปืนและสมุนไพรที่ใช้รักษาบาดแผล มันเป็นกลิ่นอายของบุรุษผู้ผ่านความตายมานับพันครั้ง กลิ่นอายแห่งอำนาจและความแข็งแกร่งที่กดดันจนเสี่ยวเหลียนรู้สึกเหมือนหายใจติดขัด
กลิ่นอายนี้ทำให้ร่างกายของนางร้อนผ่าวไปหมด ช่องทางรักของนางพลันรู้สึกถึงความตื่นตัวอย่างรุนแรง น้ำรักเริ่มซึมออกมาจากกลีบกุหลาบของนางอย่างควบคุมไม่ได้
ธาตุสุดท้าย! ภารกิจของข้าใกล้จะสำเร็จแล้ว!
ความตื่นเต้นท่วมท้นหัวใจของเสี่ยวเหลียน แต่นางก็ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้ใบหน้าอันอ่อนโยนและเป็นห่วงเป็นใย นางรีบเข้าไปประคองอาเฟยที่กำลังร้องไห้ด้วยความดีใจ
"ท่านพ่อ... ท่านกลับมาแล้วจริงๆ" อาเฟยโผเข้ากอดบิดา จางไท่กอดตอบอย่างเชื่องช้า ดวงตาว่างเปล่าของเขามองไปรอบๆ อย่างสับสน
จางไท่กลับมาแล้ว แต่เขาสูญเสียความทรงจำทั้งหมด จำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง เขาถูกพบโดยพ่อค้าที่เดินทางผ่านมาในสภาพที่บาดเจ็บสาหัสและเดินโซเซอยู่ใกล้ชายแดน
หลังจากที่จัดแจงให้จางไท่พักผ่อนแล้ว เสี่ยวเหลียนก็ขอให้อาเฟยเล่าเรื่องราวของบิดาให้ฟังอย่างละเอียด
"ท่านพ่อเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ" อาเฟยเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ "เมื่อสิบปีก่อน ท่านนำทัพเข้าต่อสู้กับชนเผ่าทางเหนือที่ดุร้าย การรบครั้งนั้นกินเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งมีข่าวลือว่าท่านถูกล้อมและเสียชีวิตในสนามรบ ร่างกายของท่านไม่เคยถูกพบ... ทุกคนคิดว่าท่านสละชีพไปแล้ว"
เสี่ยวเหลียนฟังอย่างตั้งใจ นางรู้ว่าการต่อสู้ที่ยาวนานและโหดร้ายเช่นนั้นคือเตาหลอมที่สมบูรณ์แบบสำหรับธาตุทอง
"ท่านพ่อเป็นผู้ฝึกปราณธาตุทองมาตั้งแต่เด็ก" อาเฟยกล่าวต่อ "พลังปราณของท่านแข็งแกร่งและเฉียบคมราวกับดาบศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งที่ข้าสัมผัสได้จากท่านตอนนี้... มันไม่ใช่ธาตุทองธรรมดา"
เสี่ยวเหลียนพยักหน้า นางเข้าใจดี
ธาตุทองเป็นธาตุแห่งความแข็งแกร่ง ความเด็ดขาด และความบริสุทธิ์ แต่เมื่อธาตุทองถูกบดขยี้ด้วยความสิ้นหวัง ความตาย และความมืดมิดในสนามรบ มันจะแปรสภาพเป็นธาตุทองแห่งความมืดซึ่งมีพลังทำลายล้างสูงกว่าและมีคุณสมบัติในการดูดซับพลังปราณอื่นได้ดีกว่า
จางไท่ต้องผ่านความทรมานแสนสาหัสในสิบปีที่ผ่านมา ร่างกายของเขาจึงได้หลอมรวมธาตุทองแห่งความมืดที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้
เสี่ยวเหลียนรู้สึกถึงความสงสารปนความปรารถนาอย่างรุนแรง นางรู้ว่าการดูดซับธาตุทองแห่งความมืดนี้จะทำให้อาเฟยแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด สามารถเอาชนะศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดได้อย่างแน่นอน แต่การจะทำเช่นนั้นได้... นางจะต้องเข้าใกล้บุรุษผู้เป็นบิดาสามีของนางเอง
จางไท่ถูกจัดให้อยู่ในห้องพักแขก เสี่ยวเหลียนดูแลเขาอย่างดีราวกับเป็นบิดาแท้ๆ นางคอยจัดหาอาหารและยาบำรุงเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนล้าของเขา ทุกครั้งที่นางเข้าใกล้ จางไท่จะส่งกลิ่นอายบุรุษที่รุนแรงออกมา กลิ่นอายนั้นทำให้เสี่ยวเหลียนรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยความร้อนระอุและโลหิต
วันรุ่งขึ้น ขณะที่เสี่ยวเหลียนกำลังจัดยาบำรุงอยู่ นางก็เดินผ่านห้องอาบน้ำที่อยู่ด้านหลังเรือนพัก นางได้ยินเสียงน้ำสาดกระเซ็นเบาๆ และเสียงหอบหายใจหนักๆ ของจางไท่
เขาอาบน้ำ...
ความอยากรู้อยากเห็นและแรงดึงดูดจากธาตุทองแห่งความมืดทำให้หัวใจของนางเต้นรัว นางรู้ว่าไม่ควร... แต่แรงผลักดันภายในที่สั่งให้นางต้องทำเพื่ออาเฟยนั้นแข็งแกร่งกว่าศีลธรรมใดๆ
นางค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้บานประตูไม้ที่ปิดไม่สนิท มีช่องว่างเล็กๆ ที่เกิดจากการบิดตัวของไม้ตามกาลเวลา นางค่อยๆ ชะโงกหน้ามองผ่านช่องว่างนั้นอย่างระมัดระวัง
ภาพที่เห็นทำให้นางแทบจะหยุดหายใจ ร่างกายของจางไท่ไม่ได้มีเพียงกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งตามแบบฉบับนักรบเท่านั้น แต่ทุกอณูของผิวหนังดูเหมือนจะเต็มไปด้วยพลังปราณที่อัดแน่น กล้ามเนื้อหน้าอกกว้างใหญ่และแข็งแกร่งราวกับเกราะเหล็ก หน้าท้องเป็นลอนสวยงามและแข็งกระด้าง รอยแผลเป็นนับไม่ถ้วนประดับอยู่บนแผ่นหลังกว้างและไหล่หนา บ่งบอกถึงประสบการณ์การต่อสู้ที่โหดร้ายและยาวนาน
กลิ่นอายบุรุษที่ลอยออกมาพร้อมกับไอน้ำร้อนนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม มันคือกลิ่นของความดิบและความเป็นชายที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง กลิ่นอายที่ทำให้สตรีทุกคนต้องสยบยอม เสี่ยวเหลียนรู้สึกว่าร่างกายของนางอ่อนยวบยาบ หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก
และสิ่งที่ทำให้นางต้องเบิกตากว้าง... คือท่อนเนื้อที่ห้อยต่องแต่งอยู่ระหว่างขาของเขา
มันใหญ่โตมโหฬารอย่างไม่น่าเชื่อ!
มันยังไม่ได้แข็งตัวเต็มที่ แต่ขนาดของมันก็ใหญ่เกินกว่าที่บุรุษทั่วไปจะมีได้ ความยาวของมันดูเหมือนจะเกินกว่าหนึ่งคืบมือ และความหนาของมัน... มันหนาและใหญ่ราวกับท่อนแขนที่แข็งแรงของบุรุษวัยฉกรรจ์
มันดำคล้ำและแข็งแกร่งราวกับโลหะที่ถูกหลอมด้วยไฟนับพันองศา เส้นเลือดที่ปูดโปนออกมาแม้ในยามที่มันยังอ่อนตัวอยู่ก็ดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ส่วนหัวของมันบานใหญ่และมีสีเข้มกว่าส่วนลำตัวเล็กน้อย
ธาตุทองแห่งความมืด... มันรวมอยู่ในนั้น!
เสี่ยวเหลียนรู้สึกว่าเลือดในกายของนางพลุ่งพล่านไปหมด แรงดึงดูดของธาตุทองแห่งความมืดนั้นรุนแรงกว่าธาตุใดๆ ที่นางเคยเผชิญมา ความร้อนผ่าวแล่นพล่านไปทั่วร่าง ช่องทางรักของนางพลันรู้สึกถึงความเปียกชื้นอย่างรุนแรง น้ำรักใสๆ ไหลซึมออกมาจากกลีบกุหลาบของนางจนเปียกชุ่มกางเกงชั้นในที่สวมอยู่
นางรู้สึกปากแห้งคอแห้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าอย่างฉับพลันทำให้สัญชาตญาณดิบของนางทำงาน นางเผลอเลียริมฝีปากของตนเองอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว ดวงตาของนางจ้องมองท่อนเนื้อขนาดมหึมานั้นอย่างไม่ละสายตา ราวกับถูกสะกดจิต
นี่คือขนาดของบุรุษผู้เป็นบิดาสามีของข้า... แม้ในยามที่มันยังหลับใหล มันก็ใหญ่กว่าของอาเฟยในยามที่แข็งตัวเต็มที่เสียอีก
ใบหน้าของเสี่ยวเหลียนแดงก่ำขึ้นทันที ความร้อนแผดเผาไหลเข้าสู่แก้มทั้งสองข้าง หน้าอกของนางชูชันขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม ลมหายใจเร่งรีบและหอบหายใจติดขัด ริมฝีปากแห้งผากจนนางต้องเลียเปียกอยู่เรื่อยๆ ปากของนางเผลอเปิดเล็กน้อย ลิ้นชมพูอ่อนๆ โผล่ออกมาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก
ความรู้สึกอยากลิ้มลองท่อนเนื้อมหึมานั้นเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในใจของนาง นางจินตนาการถึงรสชาติและความรู้สึกของมันในปาก ความเค็มของเหงื่อและกลิ่นอายบุรุษที่เข้มข้น นางรู้สึกว่าลิ้นของนางแสบร้อนและอยากสัมผัสกับผิวหนังที่แข็งแกร่งนั้น
น้ำรักของนางไหลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ จนเปียกชุ่มไปถึงต้นขา ความรู้สึกเปียกชื้นและลื่นไหลทำให้นางรู้สึกถึงความปรารถนาที่ไม่อาจต้านทาน นางอยากจะเข้าไปสัมผัส อยากจะรู้ว่าท่อนเนื้อนั้นจะใหญ่ขึ้นเท่าไหร่เมื่อมันแข็งตัวเต็มที่
ความรู้สึกผิดบาปพุ่งเข้าจู่โจม แต่มันก็ถูกกลืนกินด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยอาเฟยให้พ้นจากอันตราย นางจ้องมองท่อนเนื้อนั้นด้วยความปรารถนาที่บริสุทธิ์ในแง่ของการดูดซับธาตุ และความปรารถนาที่เร่าร้อนในแง่ของสตรี
ข้าต้องทำ... เพื่ออาเฟย!
เสี่ยวเหลียนถอยออกมาจากหน้าห้องอาบน้ำอย่างเงียบเชียบ หัวใจของนางเต้นรัวราวกับกลองศึก นางเดินกลับไปยังห้องของตนเองด้วยความคิดที่สับสนวุ่นวาย ร่างกายของนางยังคงสั่นสะท้านจากสิ่งที่เพิ่งเห็น
คืนนั้น... เสี่ยวเหลียนนอนไม่หลับ นางใช้เวลาทั้งคืนในการวางแผนอย่างลับๆ นางรู้ว่าจางไท่สูญเสียความทรงจำ เขาจึงไม่มีความยับยั้งชั่งใจหรือศีลธรรมใดๆ มาขวางกั้น
จางไท่สูญเสียความทรงจำ... เขาก็ไม่ต่างอะไรจากชายแปลกหน้าที่มีพลังธาตุที่ข้าต้องการ
นางจะต้องสร้างสถานการณ์ที่เหมาะสมเพื่อเข้าใกล้และดูดซับธาตุทองแห่งความมืดจากบิดาสามีให้ได้ นางจะต้องใช้เสน่ห์และร่างกายของนางเพื่อล่อลวงบุรุษผู้แข็งแกร่งผู้นี้ให้ตกหลุมพราง
นางลูบไล้ช่องทางรักของตนเองที่ยังคงเปียกชื้นอยู่ ความรู้สึกผิดบาปถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่ง
เพื่ออาเฟย... ข้าจะยอมเป็นสตรีที่ชั่วช้าที่สุดในใต้หล้า!
เสี่ยวเหลียนตัดสินใจแล้วว่านางจะใช้ความอ่อนแอของจางไท่ การสูญเสียความทรงจำ และความแข็งแกร่งของเขา ธาตุทองแห่งความมืด ให้เป็นประโยชน์
แผนการอันชั่วร้ายและเร่าร้อนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... นางจะต้องหาโอกาสที่เหมาะสมในการอยู่กับจางไท่ตามลำพัง และสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด... คือลำธารในป่าที่ห่างไกลจากสายตาผู้คน
นางรู้ว่าเมื่อท่อนเนื้อมหึมานั้นแข็งตัวเต็มที่ มันจะใหญ่โตน่าเกรงขามยิ่งกว่าที่เห็น และนางจะต้องเตรียมร่างกายของตนเองให้พร้อมรับมือกับขนาดที่น่าหวั่นไหวนั้น