ท่ามกลางเปลวไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเงาร่างจำนวนนับไปถ้วนที่กำลังร้องโหยหวนและกระเสือกกระสนอยู่บนพื้นก็ค่อยๆ เงียบหายไป พร้อมกับการเคลื่อนไหวที่เริ่มหยุดชะงักลง
แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เสมอท่ามกลางเปลวไฟสีแดงสุกปลั่งที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ามีเงาร่างของเหล่าทหารม้าเกราะดำจำนวนไม่น้อยที่ยังคงมีชีวิตรอด
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกไฟเผาไหม้อย่างหนักแต่ชุดเกราะบนร่างก็ยังคงช่วยชีวิตพวกเขาไว้ได้ แม้ว่าโลหะจะนำความร้อนได้ดีแต่มันก็ไม่ใช่วัตถุไวไฟพวกเขาอาศัยคลื่นพลังอันตื้นเขินปกป้องร่างของตัวเองพลางกระทุ้งม้าศึกให้วิ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่ง และเสียงร้องคำรามด้วยความโมโหของหัวหน้าอัศวินที่อยู่ด้านหน้าก็เป็นเหมือนเข็มทิศชี้ทางไม่ให้พวกเขาต้องสูญเสียเส้นทางในการวิ่งท่ามกลางควันไฟที่หนาทึบนี้พวกเขาวิ่งทะยานไปยังเปลวเพลิงที่อยู่ด้านหน้า ก่อนจะกัดฟันกระทุ้งม้าให้กระโดดฝ่าทะเลเพลิงออกไป
เทียบกันแล้ว ราชาที่สวมมงกุฎทั้งสามคนค่อนข้างสบายกว่าเหล่าทหารธรรมดาอยู่มากเพราะข้างกายของพวกเขามีราชองครักษ์ถึงสองคนคอยคุ้มกันให้ถึงแม้ว่าราชองครักษ์จะมีระดับแค่สองดาวแต่เปลวเพลิงธรรมชาติแบบนี้ก็ไม่อาจทำอะไรพวกเขาได้ ราชองครักษ์ระดับสองดาวโคจรคลื่นพลังปกคลุมร่างของตัวเองและราชาก่อนจะพากันกระโจนฝ่าทะเลเพลิงและเขม่าควันไฟออกมา
ทุ่งหญ้าบนพื้นดินไม่อาจทำให้ไฟลุกไหม้ได้นานนักสิบนาทีผ่านไป ไฟก็เริ่มมอดลงเรื่อยๆ
ตอนนี้ ทหารม้าจำนวนพันห้าร้อยกว่าคน มีเหลือรอดจากการกระโดดฝ่าทะเลเพลิงมาได้แค่ห้าร้อยถึงหกร้อยคน
ในกองขี้เถ้าด้านหลังของพวกเขายังคงมีประกายไฟอยู่นักรบบางคนที่ยังไม่ตาย ร่างของพวกเขากระตุกขึ้นมาเป็นบางครั้ง บางร่างถูกเผาจนหงิกงอ แต่ก็ยังขยับตัวได้ตามสัญชาตญาณ ก่อนท้ายที่สุดลมหายใจสุดท้ายจะค่อยๆ หลุดลอยไป
ฉากนี้เป็นฉากที่น่าเศร้าสลดทั่วพื้นที่เต็มไปด้วยความมืดเข้าปกคลุม สภาพไม่ต่างอะไรกับนรกบนดิน ไม่มีใครกล้าหันไปมองภาพด้านหลังนั่นกลิ่นเนื้อย่างและกลิ่นไหม้ลอยอบอวลไปในอากาศ พวกเขาแทบจะแยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าซากดำๆ ตัวแข็งทื่อที่กองสุมๆ กันอยู่บนพื้นนั้นเป็นร่างของคนหรือว่าม้าศึกที่ตายไปบางครั้งก็ได้ยินเสียงบางอย่างระเบิดดัง ‘ปังๆๆ’ ขึ้นมานั่นเป็นเสียงของอวัยวะภายในที่พองตัวจนระเบิดออกมาในร่างของม้าศึกหรือคนที่ตายไปแล้วเพียงชั่วพริบตา เมือกข้นๆ สีขาวเจือสีแดงก็ระเบิดแล้วกระเด็นออกมาจากร่าง ประหนึ่งดอกไม้ไฟระเบิด
ถึงแม้ว่าเหล่าทหารม้าที่หนีตายออกมาได้จะเคยเห็นฉากนองเลือดในสนามรบมาแล้วหลายต่อหลายครั้งแต่ตอนนี้พวกเขาไม่กล้าหันกลับไปดูแต่ก็มีบางคนที่ไม่ทันระวังตัวจนเผลอกวาดสายตาไปมองฉากที่เหมือนนรกนั่น ทันใดนั้นพวกเขาก็พากันก้มลงอาเจียนออกมาทั้งน้ำหูน้ำตาบางคนถึงกับสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก ร่างสั่นเทาไม่หยุดราวกับว่าได้สูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองไปแล้ว น่ากลัวเกินไปแล้วน่าเวทนาเกินไปแล้ว! นี่คือนรกบนดินใช่หรือไม่
เมื่อหัวหน้าอัศวินมองย้อนกลับไปสีหน้าของเขาก็ปรากฏอารมณ์ที่หลากหลายขึ้นมา
เขาผู้นี้ผ่านศึกสงครามมาแล้วเป็นร้อยๆ ครั้ง อายุเพียงสิบหกปีก็เริ่มจับดาบบุกตะลุยในสงครามสิบกว่าปีต่อมา ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยากลำบากทำให้เขาได้เป็นอัศวินระดับสูงคนหนึ่งแห่งราชอาณาจักรเซนิทนอกจากจะมีรูปแบบชุดเกราะโลหะที่ไม่ซ้ำใครแล้วเขายังมีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการโดนไฟคลอกอีกด้วยคนอื่นอาจจะมองว่ามันน่าเกลียดน่ากลัว แต่สำหรับเขาแล้วนี่คือเหรียญตราเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาตลอดมาเขาเชื่อมั่นว่าตัวเองได้เรียนรู้กลศึกและอุบายสำคัญๆ ในสงครามอย่างถ่องแท้ไม่มีทางที่ตัวเองจะพลาดท่าเสียทีให้กับอาณาจักรเล็กๆ แถวชายแดนนี้ได้อย่างแน่นอน...แต่ใครจะรู้ว่าเขาไม่เพียงแค่พลาดท่าเล็กๆ แต่ยังพลาดท่าตกหลุมพรางของพวกมันครั้งยิ่งใหญ่อีกด้วย
“ทหารทุกคน...รวมตัว!” หัวหน้าอัศวินตะโกนสั่งรวมพลอย่างโมโหเสียงแตรถูกเป่าขึ้นอีกครั้ง
ในบรรดาทหารม้าจำนวนห้าหกร้อยคนที่เหลือรอด มีทหารม้าแค่สี่ร้อยคนที่ยังพร้อมรบอยู่ พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถรวมทัพได้อีกครั้งหนึ่งเสียงม้าศึกร้องออกมา หัวหน้าอัศวินหน้าบากใช้ปลายดาบชี้ไปที่ด้านหน้าพลางตะเบ็งเสียงออกมาอย่างเกรี้ยวกราดว่า “แก้แค้น” เสียงนี้ดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าจากนั้นเขาก็เป็นคนแรกที่ควบม้าพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูที่ถูกปล่อยออกมาหัวหน้าอัศวินควบม้าไปทางเนินเล็กๆ ที่อยู่ห่างไปไม่ถึงห้าสิบเมตร
ทหารม้าที่อยู่ด้านหลังทุกคนเริ่มควบม้าตามไปติดๆ
บนเนินเขาเล็กๆ ภายใต้ธงยักษ์ที่ปักลายสุนัขสองหัวคาบดาบและขวานมีร่างของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมืองแซมบอร์ดที่สวมชุดเกราะสีดำยืนอยู่ข้างกายของเขามีทหารแซมบอร์ดไม่ถึงห้าสิบคนคอยยืนคุ้มกัน พวกเขามองเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างชัดเจนสีหน้าของทหารเมืองแซมบอร์ดพลันตื่นตกใจ ถึงกับเกิดความวุ่นวายขึ้นในขบวนทัพ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าผู้บุกรุกจะยังเหลือรอดจากการโดนเผามากขนาดนี้เกรงว่าต่อให้คิดที่จะหนีก็คงสายไปเสียแล้ว
ผู้บุกรุกใช้เวลาเพียงสิบลมหายใจก็สามารถย่นระยะห่างที่มีไม่ถึงห้าสิบเมตรเข้ามาใกล้จนจวนจะถึงตัวได้
“ฆ่าพวกมัน! ตัดหัวพวกมัน!แล้วบุกเข้าไปในเมืองแซมบอร์ด ทำให้พวกเมืองแซมบอร์ดลิ้มรสว่า การโดนเผาทั้งเป็นมันเป็นอย่างไร!”
นี่เป็นสิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของหัวหน้าอัศวินหน้าบากและเหล่าทหารม้าสีดำทุกคน
พวกเขาเริ่มคลั่งขึ้นมาแล้ว
......
ติ๊งๆๆๆ!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลากลางวันแต่ภายใต้ร่มเงากลับมีประกายไฟปลิวว่อนไปทั่ว
เงาร่างสองสายทะยานขึ้นไปในอากาศจากนั้นก็เกิดแสงไฟวูบวาบสลับกันไปมากลางอากาศ
นี่เป็นการต่อสู้ตัดสินกันระหว่างนักดาบ
เพียงชั่วพริบตาที่ลอยอยู่กลางอากาศอัศวินดิ๊กได้ตวัดฟันดาบไปแล้วถึงยี่สิบสามครั้งในขณะที่แลมพาร์ดได้ฟันดาบออกไปแล้วยี่สิบหกครั้ง เมื่อพวกเขาผละออกจากกัน ผลของดาบที่แลมพาร์ดฟันออกไปถึงยี่สิบหกครั้งได้ปรากฏรอยแผลขึ้นมาสามที่ บริเวณไหล่ แขนและต้นขาของอัศวินดิ๊กรอยแผลเหล่านี้ลึกถึงสองนิ้วและมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด
ตึงๆๆๆ!
จากนั้น ความเงียบก็ปกคลุมไปชั่วขณะต้นไม้หนาที่อยู่บริเวณรอบๆ พวกเขาทั้งสองคนนับสิบต้นก็พลันล้มตึงลงมาลำต้นที่ถูกฟันปรากฏรอยฟันเนียนเรียบเสมอกัน นี่คือผลพวงของคลื่นดาบที่มองไม่เห็นที่เกิดขึ้นในระหว่างการปะทะกันของพวกเขา ในตอนแรกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกระทั่งสายลมพัดโชยเข้ามาทำให้ครึ่งท่อนบนของต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ค่อยๆ ไถลตัวตกลงมาที่พื้น
“ดาบดี!” ร่างผอมสูงของอัศวินดิ๊กค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆเขามองไปยังดาบยักษ์สีดำที่อยู่ในมือของแลมพาร์ด ดวงฉายแววประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง “คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าในอาณาจักรแซมบอร์ดจะมียอดฝีมือแบบเจ้าซ่อนตัวอยู่ดาบของเจ้าน่าจะหนักกว่าดาบของข้าประมานสี่สิบจิน (ยี่สิบกิโลกรัม)แต่ถึงอย่างนั้นกลับสามารถออกดาบได้มากกว่าถึงสามครั้งข้าต้องยอมรับว่าทักษะดาบของเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า!”
แลมพาร์ดร้องฮึ! ออกมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“ฮึๆๆ แต่น่าเสียดายจริงๆ นะต่อให้ทักษะดาบของเจ้าจะแข็งแกร่งกว่าข้า แต่มันก็ไม่ช่วยให้เจ้ารอดไปได้หรอกเพราะเจ้าได้เลือกสนามรบผิด...” ชายร่างผอมแสยะยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมโหดทันใดนั้น ประกายแสงสีเขียวก็ไหลออกมาจากต้นไม้ยักษ์โดยรอบก่อนจะลอยเข้าสู่ร่างของเขาจากนั้นไม่นานรอยแผลทั้งสามรอยที่แลมพาร์ดฝากไว้บนร่างของเขาก็ฟื้นฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็วและหายเป็นปกติเขายิ้มออกมาอย่างหยิ่งผยองก่อนจะโอ้อวดว่า “ข้าคือนักรบคลื่นพลังธาตุไม้ซึ่งเป็นธาตุที่มีความสามารถในการฟื้นฟูสูงที่สุดในบรรดาธาตุต่างๆตราบใดที่มีต้นไม้ ข้าก็สามารถดึงจิตวิญญาณของต้นไม้มารักษาบาดแผลของข้าได้ ต่อให้เจ้าจะฟันข้าสามสิบครั้งหรือสามร้อยครั้ง ข้าก็ยังฟื้นฟูตัวเองได้ส่วนเจ้า ถ้าโดนข้าฟันเพียงครั้งเดียว พลังของเจ้าก็จะค่อยๆ ลดลงทีละนิด ฮ่าๆๆรอจนเจ้าหมดแรงเมื่อไร ข้าก็จะตัดหัวเจ้าทันทีและหัวของเจ้าคือรางวัลเกียรติยศอันดับที่สามสิบเจ็ดของข้า”
“พล่ามมาก!” แลมพาร์ดพูดออกมาอย่างเย็นชาเขายืนนิ่งๆ บนร่างของเขามีสายฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่าง
“ฮึๆๆ เย็นชาจังนะ! ฮ่าๆๆข้าล่ะช้อบชอบ…ชอบที่จะตัดหัวพวกยอดฝีมือที่หยิ่งทระนงเย็นชาอย่างเจ้าเป็นที่สุด...” แน่นอนว่าที่ดิ๊กชายร่างผอมที่ดูเหมือนคนป่วยเป็นวัณโรคพูดออกมาก็เพราะต้องการบั่นทอนความมั่นใจของอีกฝ่ายทีละน้อย เขาหรี่ตาเล็กน้อยประกายแสงสีเขียวเล็กๆ จากต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ก็พุ่งเข้ามาปกคลุมร่างของเขาเรื่อยๆต้นไม้ที่อยู่รอบๆ เริ่มเหี่ยวเฉาลงอย่างเห็นได้ชัดแต่เปลวไฟคลื่นพลังสีเขียวบนร่างของดิ๊กกลับปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่นานคลื่นพลังของดิ๊กก็ขยายกว้างมากกว่าแลมพาร์ด เขาเลียริมฝีปากตัวเองอย่างช้าๆ“ต่อจากนี้ เจ้าก็ลองรับมือข้าให้ได้ก็แล้วกัน...”
เขาพูดพลางขยับดาบในมืออย่างช้าๆ
ประกายแสงสีเขียวเข้าปกคลุมตัวดาบและคลื่นพลังสีเขียวก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปหัวมังกรเสมือนจริงขึ้นมาปากของมังกรเขียวอ้าออกกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่อยู่ด้านในแรงกดดันทะลักออกมาไม่ขาดสาย ประหนึ่งว่ากำลังได้เผชิญหน้ากับมังกรจริงๆ
“ทักษะคลื่นพลัง...คลื่น...ดาบ...มัง...กร...เขียว!!!”
หัวมังกรสีเขียวขนาดยักษ์ที่อ้าปากกว้างก็พ่นคลื่นพลังออกมาก่อนที่คลื่นพลังจะรวมตัวกันกลายเป็นดาบขนาดยักษ์สีเขียวตัวดาบยาวสี่เมตรและดูเหมือนจริงมาก เสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างชัดเจนทุกที่ที่มันลอยผ่าน ก้อนหินบนพื้นจะแตกกระจุย ต้นไม้จะโค้งงอแม้กระทั่งฝุ่นก็ยังลอยคลุ้งขึ้นมาจากพื้นปลายดาบที่แหลมคมพลันพุ่งไปทางแลมพาร์ดอย่างรวดร็ว!
นี่เป็นทักษะคลื่นพลังระดับสูง
มันคือข้อได้เปรียบของนักรบที่เป็นอัศวินในราชอาณาจักรพวกเขาได้รับทรัพยากรและม้วนคัมภีร์คลื่นพลังที่ล้ำค่ามาฝึกฝนได้อย่างง่ายดายไม่เหมือนกับนักรบระดับสี่ดาวไร้สังกัด พวกเขาจะลำบากมากในการหาทรัพยากรมาเพิ่มพูนพลังตัวเอง
ทักษะคลื่นพลัง 'คลื่นดาบมังกรเขียว' นี้สามารถเพิ่มพลังการโจมตีให้แก่ดิ๊กถึงหนึ่งเท่า การโจมตีนี้เทียบเท่ากับพลังของนักรบระดับสี่ดาวขั้นปลาย...ช่างเป็นการเพิ่มพลังที่น่ากลัวมาก!
สีหน้าของแลมพาร์ดยังคงนิ่งสงบ
เขาปักดาบในมือลงกับพื้นก่อนที่กระแสไฟฟ้าบนร่างของเขาจะระเบิดออกมาด้านหลังของเขาปรากฏภาพหัวสิงโตสีทองที่เกรี้ยวกราดขึ้น เขายืนอยู่ที่เดิมพลางขยับนิ้วอย่างช้าๆเขากำหมัดด้านขวามือไว้ที่ระหว่างเอวและท้อง การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของเขาดูเหมือนจะมีเวทมนตร์มาปกคลุมจางๆ อย่างไม่น่าเชื่อสายฟ้าบนร่างของเขาหดลงไปที่หมัดข้างขวาอย่างรวดเร็วราวกับปลาวาฬกำลังดูดน้ำจากนั้นแสงสว่างสีเงินสดใสก็ปรากฏขึ้นมาบนหมัดของเขาแสงสว่างสีเงินเจิดจ้าจนแสบตา...
พระอาทิตย์บนท้องฟ้าถูกแสงสว่างสีเงินที่เจิดจ้านี้บดบัง
แม้แต่ยอดฝีมือระดับสี่ดาวอย่างดิ๊กยังต้องหลับตาลงเพราะทนแสงเจิดจ้านี้ไม่ไหว จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเย็นชาของฝ่ายตรงข้ามตะโกนขึ้นมาว่า...
“หมัด...สาย...ฟ้า!!!”
นี่เป็นทักษะคลื่นพลัง? ยอดฝีมือจากอาณาจักรบ้านนอกแบบนี้ ยังมีทักษะคลื่นพลังกับเขาด้วยเหรอ?
ดิ๊กแทบไม่อยากจะเชื่อ
วินาทีต่อมา เขาก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่รุนแรง พลังธาตุสายฟ้ามหาศาลกำลังพุ่งทะยานเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วในใจก็เริ่มนึกหวาดกลัวขึ้นมาเขาอัดคลื่นพลังในร่างของตัวเองทั้งหมดเข้าไปในคลื่นดาบมังกรเขียว เพียงพริบตา คลื่นดาบมังกรเขียวก็พลันขยายใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว
ตูมๆๆ!
สายฟ้าสีเงินนับไม่ถ้วนโจมตีไปที่คลื่นดาบมังกรเขียวที่ยาวกว่าห้าเมตร
จากนั้น...
แกร๊ก...แกร๊ก...แกร๊ก...!
เสียงปริแตกดังออกมาเบาๆ ในใจของดิ๊กก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีเขารับรู้ได้ว่าคลื่นดาบมังกรเขียวของเขากำลังจะแตกสลายเพราะทนการโจมตีของสายฟ้าสีเงินนี้ไม่ได้สุดท้ายดาบยักษ์ที่อัดแน่นไปด้วนคลื่นพลังธาตุไม้จำนวนมหาศาลก็ระเบิดออกมาทันทีดวงตาของเขาเบิกโพลงขณะที่จับจ้องไปที่ 'คลื่นดาบมังกรเขียว' ที่เป็นทักษะคลื่นพลังระดับสี่ของตัวเองระเบิดต่อหน้าต่อตา!
จากนั้นแสงสว่างสีเงินก็พุ่งเข้ามาหาเขาทันที
“ปะ....เป็นไปไม่ได้!?”
ดวงตาเบิกกว้างขึ้น เขาไม่อาจจับการเคลื่อนไหวใดๆ ได้
“เร็วมาก! ข้ามองไม่เห็นวิถีหมัดสายฟ้าของมันเลยแม้แต่กำปั้นของมันก็มองไม่เห็น...สมควรตาย...” ดิ๊กรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังหลุดออกจากร่างของตัวเองเขายกดาบขึ้นมา แล้วสร้างคลื่นดาบสีเขียว จากนั้นก็ตวัดฟันออกไปสกัดกั้นในขณะเดียวกันก็ถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อหลบหนีการโจมตีที่น่ากลัวนี้...ทว่าคลื่นดาบนั่นกลับไม่สามารถต้านทานพลังของแลมพาร์ดได้แม้แต่วินาทีเดียวมันแตกสลายไปทันทีที่ได้สัมผัสกับแสงสีเงินเพียงชั่วพริบตา ประกายแสงสีเงินก็พุ่งเข้ามาที่ร่างของเขา...
หลังจากนั้น ความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง
“ถ้าหัวใจของเจ้าถูกบดขยี้เจ้าจะยังใช้คลื่นพลังธาตุไม้ของเจ้าฟื้นฟูตัวเองได้ไหม?”
แลมพาร์ดถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาขณะที่มองไปยังใบหน้าซีดเซียวปนไม่อยากจะเชื่อของอีกฝ่ายแลมพาร์ดยังคงอยู่ในท่าปล่อยหมัด ทว่าหมัดขวาของเขากลับทะลวงหน้าอกของดิ๊กจนเป็นรูหมัดนี้ทะลุไปถึงด้านหลังของเขาอีกทั้งหัวใจของอีกฝ่ายก็เต้นตุบๆ อยู่ในมือของแลมพาร์ด
“ไม่...” ดวงตาของดิ๊กฉายแววสิ้นหวังออกมาพลังในร่างของเขเริ่มรั่วไหลออกไป
“เจ้าวางใจเถอะข้าไม่มีรสนิยมชอบสะสมหัวของศัตรูเช่นเจ้า” น้ำเสียงของแลมพาร์ดดังขึ้นมา
ใบหน้าของดิ๊กก็เผยสีหน้าเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกปากของเขาอ้าพะงาบๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
“แต่ว่า...ข้าชอบบดขยี้หัวใจของอีกฝ่ายมากกว่า” เมื่อแลมพาร์ดพูดจบมือของเขาก็กำแน่น หัวใจในมือแหลกเหลวในพริบตาก่อนที่เลือดจะไหลเยิ้มท่วมมือของเขาแล้วหยดลงสู่ผืนดิน
-----------------------------------