นั่นไม่ใช่ภาพวาดแต่มันคือโลกมายาที่ไม่สมจริงและไม่เหมือนความเป็นจริง
พวกเขาทั้งสามคนกระโดดลงไปตาม ๆ กันมือซ้ายของอันเจิงหยิบดาบนิลกาฬออกมาแล้วยื่นขึ้นไปด้านบน ปลายดาบสั้นปักเข้าที่หน้าผาทำให้ร่างร่วงลงมาช้าลง จากนั้นอันเจิงก็ยื่นมือชี้ไปยังด้านหน้ากระดิ่งแก้วจึงพุ่งออกไปด้วยความเร็วแล้วหยุดลงที่ตรงหน้าของตู้โซ่วโซ่ว ทันใดนั้นกระดิ่งแก้วก็ขยายใหญ่มากขึ้นทำให้ร่างของตู้โซ่วโซ่วหล่นลงบนกระดิ่งแก้ว
“มารดามันเถอะ...อุจจาระจะราดอยู่แล้วเชียว”
ตู้โซ่วโซ่วนั่งลงบนกระดิ่งแก้วแล้วใช้มือลูบท้อง จากนั้นก็ยื่นมือไปคว้าตัวอันเจิงพวกเขาทั้งสองคนจึงขึ้นมาอยู่บนกระดิ่งแก้ว เมื่อเงยหน้าขึ้นพวกเขาทั้งสองคนจึงเห็นถางไทเช้อที่ในมือกำลังถือร่มคันหนึ่ง แล้วค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมาจากด้านบนอย่างช้าๆ
ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น“เจ้าหมอนี่พกของมาเยอะเหมือนพร้อมเปิดประมูลตลอดเวลา...พวกเราฆ่าชิงทรัพย์ดีหรือไม่”
อันเจิงยิ้มพร้อมพูด “เจ้าสู้เขาไหวรึ?”
ตู้โซ่วโซ่วยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเท้าคาง“ข้าจะใช้พลังทางจิตจัดการเขาซะ...”
เมื่อถางไทเช้อเห็นอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วนั่งอยู่บนกระดิ่งแก้วเขาจึงหุบร่มในมือ จากนั้นร่างก็ร่วงหล่นลงบนกระดิ่งแก้วอย่างรวดเร็ว หลังจากหันมามองอันเจิงคำถามแรกที่เขาถามก็คือ “เจ้าจะขายของชิ้นนี้หรือไม่?”
อันเจิงส่ายหน้า“หากข้ายังอยู่มันต้องอยู่กับข้า”
ถางไทเช้อขานรับหลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ถามขึ้นอีกครั้ง “เจ้าจะปล่อยเช่าหรือไม่?”
อันเจิงเขม่นหน้าเขาแวบหนึ่ง
พวกเขาทั้งสามคนมองลงไปยังด้านล่าง มันคือผืนป่ากว้างใหญ่ที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดถึงแม้ตอนนี้พวกเขาจะยังห่างจากต้นไม้ในผืนป่ามากแต่ก็เห็นได้ชัดว่าต้นไม้มีขนาดใหญ่จนทำให้รู้สึกใจสั่น ต้นไม้ที่เล็กที่สุดน่าจะต้องใช้สองคนโอบถึงจะมิดอันเจิงมองไกลออกไป ห่างจากผืนป่าไปไกลมีเทือกเขาที่สูงตระหง่านอยู่เหมือนเทือกเขาที่ระบายด้วยหมึกดำจาง ๆ ซึ่งเห็นได้เพียงเลือนรางเท่านั้น
เขาชี้มือออกไปกระดิ่งแก้วที่มีพวกเขาทั้งสามคนนั่งอยู่ก็พุ่งตรงไปยังด้านหน้า
ถางไทเช้อนั่งขัดสมาธิลงบนกระดิ่งแก้วจากนั้นก็ยื่นมือไปลูบมัน “ของชิ้นนี้ดูไม่เหมือนของวิเศษทั่วไปเลยนะ เหมือนมีความพิเศษที่แปลกมาก...แต่มีพลังอยู่ในระดับสูงด้วยพละกำลังที่เจ้ามีตอนนี้ไม่อาจใช้พลังของมันได้อย่างเต็มที่”
อันเจิงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที“เรามาพูดเรื่องตรงหน้านี้ก่อนเถอะ โลกมายาของคนคนนี้ดูจะใหญ่จนน่าแปลกเกินไปแล้ว”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งถางไทเช้อจึงพูดขึ้น “โดยส่วนใหญ่แล้ว โลกมายาจะถูกสร้างขึ้นจากความแค้นที่ไม่อาจปล่อยวางของผู้บ่มเพาะพลังวัตรระดับสูงแล้วกลายเป็นห้องว่างเล็ก ๆ ที่แปลกประหลาด ห้องว่างนี้จะไม่ใหญ่มากแต่กลับดูน่ากลัวก็เหมือนห้องผีที่เด็ก ๆ มักจะเข้าไปเล่นเป็นประจำ มันไม่เป็นอันตรายใด ๆ เพราะก็เป็นเพียงความหวาดกลัวเท่านั้นแต่เจ้าของโลกมายาแห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ ไม่แน่ว่าหลายปีมานี้ เขาอาจควบคุมโลกมายานี้อยู่ตลอดก็ได้”
“แตกแขนง”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งอันเจิงก็พูดขึ้น“การแบ่งแยกนิสัยของตัวเอง ส่วนหนึ่งอยู่ในโลกจริงอีกส่วนก็อยู่ในโลกมายาที่ตัวเองสร้างขึ้นฉะนั้นโลกมายาของเจ้าหมอนี่ถึงใหญ่ขนาดนี้ เป็นไปได้ว่าหลายสิบปีมานี้เขามีความคิดเรื่องเดียวกันตลอด”
ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น “อย่างนั้นเขาคงหวาดระแวงไม่น้อย”
ขณะกำลังพูดอยู่นั้น ผืนป่าด้านล่างก็มีไฟพ่นออกมาเป็นระลอกราวกับเป็นไอจากบ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่ แล้วพ่นออกมาในปริมาณมากอันเจิงบังคับกระดิ่งแก้วให้หลบไปด้านข้างได้ทัน ทว่าเพิ่งหลบได้ ไฟที่เหมือนกันไม่มีผิดก็พ่นขึ้นมาอีกครั้งหากอันเจิงตอบสนองช้าละก็ พวกเขาทั้งสามคนต้องถูกไฟเผาแน่นอน
ราวกับในผืนป่ามีมังกรที่สามารถพ่นไฟได้ซ่อนอยู่จำนวนนับไม่ถ้วนแล้วพวกมันก็เงยหน้าพ่นไฟขึ้นมาบนฟ้าอันเจิงและพวกเขาลอยอยู่กลางอากาศอย่างไม่มั่นคงราวกับเรือเล็กที่ลอยอยู่กลางทะเลที่มีคลื่นโหมกระหน่ำ เปลวไฟพ่นออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนคนคนนั้นไม่ชอบให้พวกเขาเข้าใกล้ตัวเองเช่นนี้
“เจ้าเห็นรึยัง?”
อันเจิงนึกอะไรได้อย่างกะทันหัน“ถึงแม้โลกมายาของคนคนนี้ใหญ่มาก ของทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เสมือนจริงและสามารถจินตนาการของที่น่ากลัวขึ้นมาฆ่าพวกเราอย่างง่ายดาย แต่ไม่ว่าจะเป็นอสูรร้ายก่อนหน้านี้หรือเป็นเปลวไฟเหล่านี้ก็ตาม มันเพียงแค่บีบให้เราถอยหลังไปเท่านั้น”
ถางไทเช้อพยักหน้า “เขาไม่อยากฆ่าคน”
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งอันเจิงจึงพูดขึ้น “และนั่นก็หมายความว่า เขาฆ่าคนมานับไม่ถ้วน”
สีหน้าของถางไทเช้อเปลี่ยนไปทันที“หาก...หากเป็นเหมือนที่เจ้าพูดเมื่อครู่ นี่ก็คือการแบ่งแยกนิสัยของคนคนหนึ่งและสิ่งเดียวที่เป็นไปได้จากการคาดเดานี้ก็คือ ในโลกจริงเขาฆ่าคนมานับไม่ถ้วน และเป็นคนที่เย็นยะเยือกและเลือดเย็นแต่ในโลกมายานี้ เขาอยากเป็นคนดีคนหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นคนที่ไม่ฆ่าใครเลย”
“ฉะนั้น...”
อันเจิงขมวดคิ้ว “หากเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเราไม่มีทางเจอคนคนนี้ได้ เขาอยู่โลกมายาที่แสนกว้างใหญ่ของตัวเองตลอด หากเขาต้องการละก็ทั้งชีวิตของเราก็ต้องติดอยู่ในนี้ เหมือนการแสดงในตอนแรก...ถึงพวกเราฉีกฉากหลังของเวทีออกแต่มันก็เป็นเพียงการก้าวเข้าสู่อีกที่หนึ่งเท่านั้นเอง เมื่อนึกถึงภาพวาดนั้นพวกเราก็แค่เข้าไปในภาพวาด ต่อให้พวกเราจะทำลายที่นี่อีกครั้งแต่ก็ต้องตกเข้าสู่อีกที่หนึ่งอยู่ดีเพราะการทำลายแต่ละที่ของพวกเราต้องช้ากว่าความคิดของเขาอยู่แล้ว”
“เจ้าคิดจะทำอย่างไร?” ถางไทเช้อถาม
อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็นั่งลง “แข่งควบคุมจิตใจกับเขาสักหน่อย นี่คือโลกมายาของเขาความเป็นไปได้ที่ข้าจะทำสำเร็จมีน้อยมาก เพราะเขาเป็นเจ้าถิ่นในโลกมายานี้ทุกอย่างในที่นี้ล้วนเกิดขึ้นจากความคิดของเขาทั้งนั้น การที่ข้าจะควบคุมที่นี่แทนยากยิ่งกว่าปีนขึ้นฟ้าเสียอีก”
ถางไทเช้อพยักหน้ารับ “ใช่แล้วแต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีวิธีอื่นแล้วล่ะ”
อันเจิงหลับตาลง “ปกป้องตัวข้าด้วย”
ในขณะที่อันเจิงกำลังหลับตาลงทันใดนั้นก็ราวกับเวลาหยุดเดิน กระดิ่งแก้วที่ล่องลอยอยู่ก็หยุดอยู่กลางอากาศอย่างกะทันหันทำให้ตู้โซ่วโซ่วและถางไทเช้อแทบจะร่วงลงไปจากนั้นก็ตามมาด้วยท้องฟ้าที่เปลี่ยนสี...โดยมีกระดิ่งแก้วเป็นตัวแบ่งแยกท้องฟ้าด้านหน้าของกระดิ่งแก้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ราวกับท้องฟ้าที่ไม่มีดวงดาวส่วนท้องฟ้าด้านหลังกลับสว่างไสวอย่างไม่มีที่เปรียบ สว่างจนทำให้จิตใจผ่องใส
ท้องฟ้าแยกออกจากกัน
ถางไทเช้อกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากจากนั้นก็ก้มหน้ามองอันเจิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ “เขาคือตัวประหลาดอะไรกันแน่?”
ตู้โซ่วโซ่วยักไหล่แล้วแสดงสีหน้าประมาณว่าเจ้าเคยเจอของประหลาดมามากหรืออย่างไรกัน
ถางไทเช้อพูดขึ้น“นี่เป็นโลกมายาของคนอื่นเชียวนะทำไมเขาถึงสามารถควบคุมอำนาจครึ่งหนึ่งได้ในระยะเวลาอันสั้น? นี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้เลยสักนิดก็เหมือนเจ้ามาบ้านข้า แล้วบิดาข้าก็รู้สึกว่าเจ้าเป็นบุตรชายแท้ ๆ ของเขาแทนข้าส่วนภรรยาข้าก็รู้สึกว่าคนที่เป็นสามีนางคือเจ้า แต่ไม่ใช่ข้าเหมือนทุกอย่างเปลี่ยนมาเป็นของเจ้าแทนถึงแม้การเปรียบเทียบนี้จะไม่เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นเสียทีเดียว แต่...มันเป็นแบบที่ข้าพูดไม่มีผิด”
ตู้โซ่วโซ่วพูดพลางยิ้ม“เมื่อเจ้าพูดแบบนี้แล้ว รู้สึกดีชะมัดเลย”
ถางไทเช้อกลอกตา “อันเจิงเป็นใครกันแน่?”
“อันเจิงก็คืออันเจิง เป็นอันเจิงที่ใต้หล้านี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น”
ขณะที่พวกเขาทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้นท้องฟ้าที่สว่างไสวด้านหลังก็เริ่มเคลื่อนที่ไปด้านหน้าแล้วส่วนท้องฟ้าสีดำด้านหน้าก็เริ่มถอยไปด้านหลัง ท้องฟ้าทั้งสองสีเริ่มเคลื่อนไหวส่วนถางไทเช้อและตู้โซ่วโซ่วก็มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ไม่กล้าส่งเสียงรบกวนอันเจิง
ผ่านไปหลายวินาทีดูเหมือนท้องฟ้าที่สว่างไสวเริ่มใหญ่มากขึ้นไม่น้อยส่วนท้องฟ้าสีดำก็เริ่มต้านทานไม่ไหว ขณะนี้เอง เหมือนเจ้าของโลกมายานี้เริ่มโมโห เมฆสีดำหนาจึงปรากฏขึ้น
เหมือนก้อนเมฆสีดำจะนำมาซึ่งคลื่นลมโหมกระหน่ำแล้วกลายเป็นเส้นตรงอย่างเป็นระเบียบ
อันเจิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนกระดิ่งแก้วขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้นท้องฟ้าทางด้านสีขาวก็ปรากฏก้อนเมฆสีขาวขนาดใหญ่ ฝั่งเมฆสีดำมีคลื่นลมแรงซัดเข้ามาส่วนเมฆสีขาวขนาดใหญ่ก็กลายเป็นคลื่นลมเช่นกัน ราวกับทั้งสองด้านเกิดการแย่งชิงครู่หนึ่งซึ่งเป็นพลังที่มหาศาลราวกับผืนฟ้าสามารถทลายลงได้ตลอดเวลา
คลื่นลมทั้งสองฝั่งปะทะกันอย่างแรงโดยไม่มีใครยอมใคร
เป็นเช่นนี้อยู่หลายวินาทีจากนั้นท้องฟ้าก็เกิดแสงที่แปลกประหลาด ราวกับยากที่จะเลือกผู้ควบคุมจากนั้นท้องฟ้าสีดำก็เริ่มถอยหลังอย่างช้า ๆ
ถางไทเช้อมองไปยังท้องฟ้าจากนั้นก็ถอนหายใจ“นี่น่ากลัวยิ่งกว่าเก่าอีกนะเนี่ย...พลังวัตรที่อันเจิงมีต้องต่ำกว่าเจ้าของโลกมายานี้แน่นอนแต่เขาสามารถควบคุมโลกมายาของคนอื่นได้ อีกทั้งการควบคุมยังมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้พลังวัตรหรือจิตใจควบคุมโลกมายานี้แต่อย่างไรต้องแข็งแกร่งกว่าอันเจิงอยู่แล้ว อีกทั้งด้วยพลังที่อันเจิงมีในตอนนี้การจะสร้างโลกมายายังเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
ตู้โซ่วโซ่วเอ่ยอย่างโอ้อวด “เขาใจใหญ่ ใหญ่จนสามารถกลืนฟ้ากลืนดินได้เลยทีเดียว”
ถางไทเช้อพยักหน้า “เจ้าพูดมีเหตุผลมาก”
ขณะที่พวกเขาทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้นท้องฟ้าก็เปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อย ๆ ก้อนเมฆสีดำกลายเป็นคลื่นใหญ่ แล้วมีทหารสวมชุดเกราะจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ด้านบนพวกเขาขี่เยาโซ่วนานาชนิด และยืนอยู่บนคลื่นที่กำลังซัดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
อันเจิงขมวดคิ้วอีกครั้งจากนั้นก้อนเมฆสีขาวก็กลายเป็นคลื่นที่มีทหารสวมชุดเกราะสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนเช่นกันพวกเขาทุกคนสวมชุดสีขาวที่ดูสง่างามและเหมือนกันไม่มีผิด ทุกคนล่องลอยอยู่กลางอากาศท้องฟ้าทั้งสองฝั่งปะทะกัน เช่นเดียวกับสงครามระหว่างทหารสวมชุดเกราะจำนวนมากหากดูจากจำนวนแล้ว ทหารชุดเกราะสีดำมีจำนวนมากและได้เปรียบกว่า อย่างน้อยจำนวนของฝ่ายสีดำก็มากกว่าฝ่ายสีขาวหลายเท่าแล้วส่วนเยาโซ่วที่ฝ่ายสีดำใช้ก็ดูดุร้ายและน่ากลัวมากกว่าด้วย
ทหารสวมชุดเกราะสีขาวดูบริสุทธิ์และสง่าผ่าเผย
ถึงแม้จำนวนจะน้อยกว่าแต่ฝีมือการต่อสู้น่ากลัวกว่ามาก เพียงแค่พุ่งเข้าไปก็สามารถจัดการทหารชุดดำด้านหน้าพร้อมเยาโซ่วได้แล้วทหารชุดขาวเดินไปด้านหน้าอย่างเป็นระเบียบ แม้ว่าทหารชุดดำจะมีจำนวนมากกว่าแต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาอยู่ดีการต่อสู้ของทหารชุดขาวเหมือนกองทัพที่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดีถึงแม้จำนวนจะน้อยกว่า แต่ก็ดุดันอย่างไม่มีอะไรต้านทานได้
ทหารสวมชุดดำกำลังจะแพ้แล้วเมฆสีดำจึงปล่อยพายุที่รุนแรงออกมา จากนั้นดวงจันทร์สีดำก็ปรากฏ
ดวงจันทร์เปล่งแสงสีดำลงไปบนตัวของทหารสวมชุดเกราะดำและเยาโซ่วจากนั้นพวกมันก็เปลี่ยนเป็นร้ายกาจมากขึ้น หลังจากคำรามแล้วก็พุ่งเข้ามาพร้อมกลิ่นอายสังหาร
ทหารสวมชุดเกราะสีขาวถูกแรงกดดันมหาศาลทำให้ต้องถอยหลังไปอย่างเป็นระเบียบ
เมฆสีขาวเคลื่อนไหวจากนั้นพายุขนาดใหญ่ก็ปรากฏ พายุสีดำและพายุสีขาวปะทะกันทำให้คนที่เห็นเหตุการณ์เกิดความรู้สึกหวาดกลัว
ขณะที่พายุสีขาวกำลังม้วนไปด้านหน้าทันใดนั้น ดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ ดวงจันทร์สีดำและดวงอาทิตย์อยู่ตรงข้ามกัน ลำแสงรอบ ๆก็เริ่มวุ่นวายมากขึ้น จากนั้นทหารสวมชุดสีขาวและชุดเกราะบนตัวก็เริ่มประกายลำแสงสีขาวไปรอบด้านหลังจากนั้น เยาโซ่วและทหารที่สวมชุดสีดำก็เริ่มสลายไปทหารสวมชุดเกราะสีขาวมีประมาณหนึ่งแสนคน แต่กำลังทำให้ทหารสวมชุดเกราะสีดำจำนวนสี่ถึงห้าแสนคนสลายไป
ทหารสวมชุดเกราะสีขาวและชุดเกราะบนตัวเปล่งแสงประกายมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเมฆสีขาวก็มีขนาดใหญ่อย่างไม่อาจห้ามได้ ขณะเดียวกันดวงอาทิตย์ก็สว่างมากขึ้น ส่วนดวงจันทร์สีดำก็ขนาดเล็กลงเรื่อย ๆราวกับหลังจากที่ดวงอาทิตย์สว่างขึ้น เงาดำก็ต้องหดตัวลงจนมีขนาดเล็กที่สุด
ในที่สุด ดวงจันทร์สีดำก็หายไปแล้วเมฆดำก็แตกซ่าน
อันเจิงลืมตาขึ้นอย่างกะทันหันแล้วยื่นมือทั้งสองออกไปด้านหน้าจากนั้นก็เหมือนคว้าอะไรบางอย่างที่อยู่กลางอากาศแล้วลากไปด้านข้าง “เปิดออก!”
บนท้องฟ้า ทหารสวมชุดเกราะสีขาวรวมตัวกันอยู่ที่หนึ่งและกลายเป็นฝ่ามือขนาดใหญ่จากนั้นก็ลากท้องฟ้าที่กำลังจะสลายไปด้านข้าง...ไม่นานก็เกิดเสียงดังราวกับอะไรบางอย่างฉีกขาดท้องฟ้าที่มืดมิดขาดออก ผืนป่าและต้นไม้ด้านล่างหายไป ราวกับมีน้ำสาดเข้ามาล้างมันจนสะอาด
ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทะเลทราย เทือกเขาพื้นที่ว่างเปล่าและโรงละครหายไปทั้งหมด
ท้องฟ้ากำลังแปรปรวนนั่นแสดงให้เห็นว่าสมองของคนคนนี้กำลังวุ่นวาย
อันเจิงลุกขึ้นด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ“พวกเราไปดูกัน ว่าเขาคือใครกันแน่”