มือของจางหลินยังคงค้างอยู่ที่ประตูเป็เวลานาน เขามองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องได้อย่างชัดเจน
ดวงตาของเขาว่างเปล่าราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ได้พังทลายลงอย่างยับเยิน!
ทว่าเสียงกระทบของเนื้อภายในห้องก็ค่อยๆแ่ลง ก่อนจะได้ยินเสียงของชายหนุ่มพูดขึ้น “หากจางหลินได้มาเห็นภาพนี้ มันจะแสดงสีหน้าแบบไหนออกมากันนะ... ข้าล่ะอยากรู้ จริงๆ”
ชิงเยว่ที่กำลังหอบหายใจก็ตอบกลับมาด้วยเสียงคราง “พี่หยาง ท่านจะพูดเื่นี้เพื่ออะไร? ถึงอย่างไรเขาเองก็ไม่ได้สนใจข้าอยู่แล้ว”
คำๆนั้นทำให้ชายหนุ่มะเิเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน มือของมันค่อยๆขยับไปยังเนินหิมะขาวโพลนก่อนจะออกแรงบีบอย่างแรง “แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น หากจางหลินได้มาเห็นลีลาที่เร่าร้อนของเ้า ข้าเกรงว่าแม้แต่จางหลินก็คงคลั่งไคล้ไม่แพ้กัน”
“อา~ พี่หยาง อย่าแกล้งข้าเลย” ชิงเยว่เอ่ยตอบด้วยเสียงสั่นจากความเสียวซ่าน
ชายหนุ่มดูเหมือนจะพึงพอใจเป็อย่างยิ่งที่ได้ยินน้ำเสียงที่น่าหลงใหลของชิงเยว่ “จางหลินหนอจางหลิน ช่างเป็ชายที่น่าสงสารจริงๆ หากมันรู้เื่นี้ขึ้นมามันคงจะเจ็บใจและอาจจะฆ่าตัวตายไปเลยก็ได้ ฮ่าๆๆๆ”
“ขยะพรรค์นั้น ท่านจะไปสนใจอะไร…” ชิงเยว่ยังคงกล่าวขณะเปล่งเสียงที่วาบหวิว นางไม่มีความเห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อยแม้จะมีการกล่าวถึง ‘จางหลิน’ ที่เป็คู่หมั้นของนางและกำลังจะเข้าพิธีมงคลสมรสในอีกสามวันข้างหน้า...
จางหลินยืนอยู่ท่ามกลางฟ้าฝนโหมกระหน่ำราวกับว่าเขาเป็รูปปั้นไร้ชีวิต เพียงแต่ใบหน้าไม่มีความโกรธแค้นปรากฏให้เห็น
แม้เสียงครวญครางจะยังดังอยู่ แต่จางหลินก็ไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว ราวกับว่าในห้วงความคิดของเขา ทุกอย่างพลันเงียบสงัด
ภาพลักษณ์ที่อ่อนโยนและเอาใจใส่ของชิงเยว่ในความทรงจำของเขา ได้พังทลายลงต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีวันหวนกลับ!
เขาก้มลงมองปิ่นหยกในมือ ปิ่นหยกชิ้นนี้เขาตั้งใจหลอมมันขึ้นมาเป็เวลาสามวันเต็มๆเพื่อเป็ของขวัญในการแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้น
จางหลินหัวเราะแ่เบา แต่เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความสุข แต่เป็เสียงของคนที่เพิ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้อย่างแจ่มแจ้ง
แกร๊ก…
เขาบีบปิ่นหยกแน่น และปล่อยให้มันแหลกละเอียดในมืออย่างไร้ความรู้สึก
เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าปล่อยให้สายฝนชะล้างความรู้สึกที่อัดอั้นในใจ และค่อยๆเผยรอยยิ้มที่ว่างเปล่าออกมา “นี่น่ะหรือ…ตัวตนที่แท้จริงของชิงเยว่?”
แต่เนื่องจากเสียงฝนโปรยปราย ทำให้ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงพึมพำของเขา
แม้ว่าจิตใจของเขาจะแตกสลายเป็เสี่ยงๆ แต่ถึงกระนั้นเขากลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว ซ้ำยังมีรอยยิ้มไม่แยแสบนใบหน้าราวกับว่าเขาได้ปลดเปลื้องภาระอันยิ่งใหญ่
หลังจากนั้นเขาคว้าร่มไม้ขึ้นมาและหันหลังเดินกลับไปยังตระกูลจางด้วยความรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยว “จิตใจมนุษย์ยากจะหยั่งถึงจริงๆ…”
โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำที่เลวทรามต่ำช้าในครั้งนี้ของชิงเยว่ เป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้ชายผู้ถูก์ทอดทิ้งต้องเข้าสู่ยุทธภพและทำให้โลกแห่งการต่อสู้ต้องสั่นะเื!
ครืด~
จู่ๆประตูตำหนักก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นเรือนร่างที่งดงามภายใต้เสื้อคลุมบางๆของชิงเยว่ที่ยื่นหน้าออกมามองรอบๆด้วยความระมัดระวัง “เมื่อครู่นี้ข้าหูฝาดไปหรือ?”
แต่จู่ๆนางก็มองเห็นบางสิ่งบางอย่างตกอยู่ในพงหญ้า นั่นคือปิ่นหยกที่แตกละเอียดเป็เสี่ยงๆ…
.
.
.
จางหลินเดินผ่านเส้นทางสัญจรหลักด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า ทุกฝีก้าวของเขาให้ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวราวกับว่าเขาอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางฝูงชนที่กำลังพลุกพล่าน
ในเมื่อสถานการณ์ได้เป็ไปอย่างที่เขาเห็น ฉะนั้นเขาไม่มีความจำเป็ที่จะต้องอาลัยอาวรณ์กับมัน
แม้ว่าการถูก่ชิงคนรักจะถือว่าเป็การหยามเกียรติบุรุษอย่างถึงที่สุด แต่การจะ่ชิงคนชั่วช้าเช่นนั้นกลับมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อตัวของเขาและตระกูลจาง
หากเป็คนทั่วไปการพบเจอฉากนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ใครคนหนึ่งเป็บ้าได้!
แต่ดูเหมือนว่าจางหลินจะมีภูมิคุ้มกันที่ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไป บางทีอาจจะเป็เพราะเขาถูกกดดันจากคำว่าชายที่ถูก์ทอดทิ้งมาตลอดหลายปี
ขณะที่เขากำลังจะเดินเข้าสู่ตรอกซอยเพื่อกลับไปยังตระกูลจาง เขาบังเอิญมองเห็นร่างของชายชราที่กำลังนั่งหลบฝน โดยที่ในมือของชายชรามีตำราเก่าแก่ถืออยู่ และเขาบังเอิญเห็นป้ายข้างๆที่เขียนไว้ว่า【ดูดวงแม่นยำที่สุดในปฐี!】
จางหลินอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าและขบคิดเมื่อเห็นคำอธิบายของป้ายไม้เก่าแก่
‘มีหมอดูที่ไหนกล้าการันตีว่าเป็หมอดูที่แม่นยำที่สุดในปฐี?’
‘ดูจากรูปลักษณ์ของเขา เขาคงเป็ได้แค่เพียงชายแก่นักต้มตุ๋นเท่านั้น’
จางหลินส่ายหน้าไม่สนใจ แต่ขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินต่อไปเพื่อกลับไปยังตำหนักตระกูลจาง จู่ๆชายชรากลับเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะเอ่ยทักทายว่า “นายน้อยจาง ท่านไม่ควรออกมาเดินเล่นตากฝนในเวลานี้ อีกสามวันก็จะถึงพิธีแต่งงานของท่านแล้วมิใช่หรือ?”
ฝีเท้าของจางหลินหยุดชะงักเมื่อมีการกล่าวถึง ‘พิธีแต่งงาน’ ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความรู้สึกที่เดียวดาย เขามองกลับไปยังชายชราด้วยใบหน้าที่ปกติ และเอ่ยด้วยรอยยิ้มแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน “ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่ห่วงใย แต่จางผู้นี้รู้สึกเบื่อหน่ายเลยออกมาเดินเล่นเท่านั้น”
ชายชรารู้สึกได้ถึงระลอกคลื่นความผันผวนของอารมณ์ เขามองไปยังหมู่เมฆมืดครึ้มและแสงจันทร์พลางเอ่ยอย่างเลื่อนลอย “ยุทธภพไม่ยุติธรรม ์ไร้ความปรานี ต่อให้จะเป็คนดีแต่ก็ไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าจะได้รับการตอบแทนกลับมาด้วยความดี... ในเมื่อเป็เช่นนี้การเป็คนดีจะได้อะไร?”
ประโยคนั้นราวกับฟ้าผ่า เมื่อมันดังก้องในจิตใต้สำนึกของจางหลินทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้านไปครู่หนึ่ง
ชายชราเบือนสายตาไปหาจางหลินพลางกล่าวราวกับกำลังแนะนำ “ความสงบและความสันโดษเป็เื่ที่ดี ทว่าแม้ต้นไม้้าความสงบแต่ลมไม่เคยหยุดพัด ดีไม่ดีลมนั้นอาจจะทำให้ต้นไม้ทั้งต้นโค่นล้มลงมาก็เป็ได้…”
ก่อนที่จู่ๆน้ำเสียงของชายชราจะหนักอึ้งราวกับว่าแต่ละพยางค์ของเขาเป็การตอกย้ำให้ฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของจางหลิน “หากไม่้าให้ต้นไม้หักโค่นก็แค่ต้องทำให้ต้นไม้ใหญ่เพียงพอ ที่ลมจะไม่สามารถส่งผลกระทบอะไรได้! แต่ถ้าหากยังไม่รีบทำให้ต้นไม้ใหญ่ ดีไม่ดีแม้แต่รากของมันก็อาจจะถูกถอนไปจนหมดสิ้น!”
แม้คำพูดของชายชราจะดูเหมือนว่ากำลังเอ่ยลอยๆ แต่จางหลินที่ได้ยินกลับรู้สึกราวกับว่า ชายชราคนนี้รู้เบื้องลึกเื้ัของเขาทุกอย่าง แม้ว่าเขาจะไม่เคยพูดเื่นี้ออกมาเลยก็ตาม!
ชายชราคนนี้กำลังแนะนำเขาอยู่!
สีหน้าของจางหลินเริ่มเปลี่ยน เขาตัดสินใจถามด้วยเสียงทุ้ม “ท่านผู้เฒ่า ท่านเป็ใครกันแน่?”
ชายชรายิ้มและลูบเคราอย่างใจเย็น “ข้าเป็หมอดูที่ดูดวงแม่นที่สุดในปฐี ทีนี้เ้าเชื่อในฝีมือดูดวงของข้าแล้วหรือยัง?”
จางหลินหรี่ตาลงเล็กน้อย ความสงสัยและความระมัดระวังปรากฏให้เห็นผ่านกิริยาท่าทางของเขา
ชายชราไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา เขาพูดเพียงแค่ว่า “เ้า้าความช่วยเหลือหรือไม่? แค่เ้าเอ่ยปากร้องขอ ข้าก็พร้อมจะช่วยเหลือเ้าในทันที”
จางหลินตอบกลับโดยไม่ต้องคิดและรีบประสานมือ “ข้าขอรับไว้แค่ความหวังดี… จางผู้นี้ต้องขอตัวก่อน”
จากนั้นเขาก็เดินหนีกลับไปยังตระกูลจาง แต่ในใจเขาก็อดคิดไม่ได้ว่า ‘ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่นักต้มตุ๋นอย่างที่ข้าคิด’
เมื่อร่างของจางหลินหายไปจากระยะสายตา ชายชราอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเ็ปเมื่อััได้ถึงความไร้ซึ่งหนทางภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ “ฮ่าย~ ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก ใครจะคาดคิดว่าเขาจะต้องมาพบเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายั้แ่อายุยังน้อย หากมิใช่ว่าเขามีดาวมฤตยูเป็เ้าเรือนคงจะถูกจิตมารกลืนกินไปแล้ว”
“เป็ถึงผู้ที่มีชะตาเหนือฟ้า แต่ชะตานั้นกลับถูกใครบางคนผนึกไว้… หากผนึกนั้นถูกคลาย ทั่วทั้งยุทธภพคงจะกลับหัวกลับหางเป็แน่แท้…” ชายชราส่ายหน้าพลางบ่นพึมพำด้วยดวงตาที่ดูเหมือนจะมองผ่านอดีต ปัจจุบันและอนาคตได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เขาก้มลงอ่านตำราและเอนหลังพิงเก้าอี้โยกตามเดิม