สาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง

    ตอนที่ 57 เจ้านกขี้บ่น

    ตอนที่ 57  เจ้านกขี้บ่น

     

    ด้านของเพ่ยอิง...

    เธอกำลังมีความสุขอยู่กับตั๋วเงินห้าพันตำลึงทอง ซึ่งก็คือเงินค่าตะเกียงที่เธอไม่แม้แต่จะได้ทำขึ้นมาเลยสักอันเดียว แต่คนสั่งกลับใจถึงจ่ายเงินมาล่วงหน้าเสียเต็มจำนวนตั้งแต่ที่ยังไม่ได้เห็นของ

    และตอนนี้เพ่ยอิงก็กำลังปั่นจักรยานของตัวเองที่เธอใช้ปั่นอยู่เป็นประจำไปหาจินฟางที่ตอนนี้น่าจะกำลังสอนคนงานที่เพิ่งจะมาถึงเมื่อวานให้ทำงานเป็นกันอยู่ ซึ่งคนงานของจินฟางนั้นก็มีทั้งคนที่ฝึกปราณและไม่ได้ฝึกปราณ 

    เพราะมีงานหลายอย่างที่ต้องใช้คนที่ฝึกปราณ และก็มีงานหลายอย่างเช่นกันที่ไม่ต้องใช้แรงงานคนที่ฝึกปราณ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นคนงานชายที่มีความแข็งแรงและมีความบึกบึนอยู่พอสมควร

    แต่จะว่าไปแล้วนะคนงานที่ฝึกปราณตอนนี้ก็มีมาก สัตว์ที่มีพลังวิญญาณที่จะต้องนำมาเลี้ยงคนงานนั้นก็มีเพียงแค่พวกกุ้ง หอย ปู ปลา เท่านั้น แต่ก็นะ ในมิติมีอยู่แค่เพียงเท่านั้นนี่นา 

    อีกอย่างการที่ครอบครัวของเธอให้คนงานทุกคนได้กินอาหารที่มีพลังวิญญาณกันทุกอาทิตย์นั้นก็นับว่าไม่มีเจ้านายจวนไหนทำเช่นนี้อีกแล้ว เพียงเท่านี้คนงานในปกครองทั้งหมดก็เทิดทูลเจ้านายมากพออยู่แล้ว

    เพ่ยอิงปั่นจักรยานไปคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งมาถึงโรงทดลองสร้างสารพัดอย่างของจินฟางโดยที่เธอไม่ทันรู้ตัว

    “จินฟางมาคุยกับข้าหน่อย” เธอเอ่ยเรียกจินฟางที่ตอนนี้กำลังสอนคนงานใหม่อย่างขะมักเขม้นเพื่อมาบอกข่าวดี

    แล้วอีกอย่างหนึ่งการทำตะเกียงนี้เธอให้จินฟางช่วยจัดการให้ เพราะอย่างไรเสียวิธีการทำทุกอย่างจินฟางมีความชำนาญอยู่แล้ว 

    “เจ้ามีอะไรหรือ” จินฟางที่เดินแยกตัวออกมาจากพวกคนงานแล้วเอ่ยถามขึ้น

    “พอดีว่า...” 

    แล้วเพ่ยอิงก็ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่ที่เธอได้คุยกับท่าน หยางสือให้กับจินฟางฟังเกี่ยวกับการซื้อขายตะเกียงที่เธอยังไม่แม้แต่จะได้ทำขึ้นมาสักอันหนึ่ง อีกทั้งยังมีการบอกแผนในอนาคตที่จะทำตะเกียงออกไปขายอีกด้วย

    “นี่เจ้าหางานมาให้ข้าทำอีกแล้วหรือ” จินฟางกล่าวออกมาหลังจากที่เพ่ยอิงอธิบายทุกอย่างออกมาให้ฟังจบ

    “เอาน่า ๆ ไม่ใช่ว่าข้าจะให้เจ้าทำเปล่า ๆ สักหน่อย เอาอย่างนี้ดีกว่า ธุรกิจทำตะเกียงขายนี้เรามาเป็นหุ้นส่วนกันคนละครึ่งดีกว่า เจ้ามีหน้าที่ทำขึ้นมาอย่างเดียว ส่วนหน้าที่อื่น ๆ ข้าจะจัดการเอง เจ้าว่าดีหรือไม่” 

    “อืม อย่างนั้นก็ได้” 

    “เช่นนั้นเราก็มาเริ่มจากการออกแบบกันก่อนเถิด” 

    เพ่ยอิงก็ได้นำดินสอและกระดาษออกมาร่างรูปแบบของตะเกียงที่จะทำ โดยมีลักษณะเป็นทรงกระบอก ด้านบนมีห่วงให้ใช้มือถือหรือแม้กระทั่งใช้ตะขอมาเกี่ยวได้ ส่วนด้านในนั้นก็จะมีหลอดไฟหลอดเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง เมื่อวาดภาพร่างเสร็จแล้วก็ได้ให้ จินฟางสร้างออกมาให้เธอดูก่อนหนึ่งอัน

    “ข้าว่ามันจะเรียบง่ายไปหน่อยหรือไม่” จินฟางเอ่ยถาม

    “เจ้าจะเอาอะไรมาก นี่ข้าขายไปแค่อันละห้าสิบตำลึงทองเองนะ” 

    “แต่มันก็ควรที่จะทำให้ออกมาให้สมกับราคาห้าสิบตำลึงทองนะข้าว่า”

    “อะ ก็ได้” 

    เมื่อถูกจินฟางแย้งในด้านของรูปลักษณ์ที่เพ่ยอิงออกแบบออกมาอย่างเรียบง่าย ครั้งนี้เพ่ยอิงจึงตั้งในออกแบบออกมาให้มีรูกลักษณ์แปลกตาและน่ามองยิ่งขึ้น ซึ่งก็มีความคล้ายคลึงกับบ้านเถาวัลล์หลังน้อย

    “แบบนี้สิถึงจะสมราคา” จินฟางกล่าวชม “แต่เจ้านี่ก็ช่างคิดนะทั้งที่นำหินปราณไปเข้าโรงประมูลได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำได้เจ้าก็ไม่ทำ แต่เจ้ากลับมาทำเรื่องยุ่งยากเช่นนี้” 

    “ทำเช่นนั้นได้ที่ไหนกันเล่า ขนาดตอนที่ข้าเอาสมุนไพรฉือเป่ยกับเห็ดหลินจือที่มีพลังวิญญาณไปขาย ข้ายังเกือบทำให้ตัวเองและครอบครัวเดือดร้อนเลย” เพ่ยอิงกล่าวถึงอดีตที่ตนเองได้ทำเรื่องผิดพลาดออกไป

    “เจ้าจะกลัวอะไร ตอนนี้เรามีทั้งไป๋หู่และชินหลงอยู่ด้วยนะ แล้วไม่แน่ว่าในแหวนมิติของหลี่เว่ยก็อาจจะมีสัตว์เทพเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัวด้วย” 

    “ข้ารู้ แต่การเอาหินปราณมาทำตะเกียงเช่นนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำเช่นนั้น แต่เราก็สามารถทำออกมาขายได้เรื่อย ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเราเอาหินปราณมาทำตะเกียง เพราะผลของต้นป๋อหลี่หรือต้นผลแก้วมันปิดกั้นปราณที่หินปราณแผ่ออกมาไม่ให้คนรับรู้ อีกทั้งวิธีการหลอมละลายกระจกที่นำมาทำหลอดไฟที่ทำมาจากผลแก้วก็ยุ่งยากไม่ใช่น้อย” เพ่ยอิงอธิบายออกมาให้จินฟางฟังเสียยืดยาว

    “จริงของเจ้า เพราะคงไม่มีใครสามารถทำให้แก้วที่ครอบหินปราณด้านในแตกได้เป็นแน่” 

    “ใช่ไหมล่ะ แล้วอีกอย่างหนึ่งนะ เราก็นำหินปราณออกไปประมูลบ่อย ๆ ก็ไม่ได้ เพราะมันอาจจะทำให้ผู้คนสงสัยในที่มาที่ไป” 

    “อืม...” จินฟางทำท่าทางคิดไปตามคำพูดของเพื่อนสาว

    “แล้วการทำหลอดไฟแต่ละอันออกมา ก็ใช้หินปราณแค่เพียงนิดหน่อยเท่านั้น เพียงแค่หินปราณขนาดเท่ากำปั้นเด็กก็ไม่รู้ว่าจะทำโคมไฟออกมาได้สักกี่พันกี่หมื่นอันแล้ว” 

    “ที่เจ้ากล่าวมานั้นก็ถูกทุกอย่าง” จินฟางกล่าวออกไปอย่างเห็นด้วย

    “แล้วเจ้าอย่าลืมทำมันออกมาใช้เองด้วยล่ะ” เพ่ยอิงเอ่ยเสริมออกไป เพราะตอนนี้หินเรืองแสงที่ให้ส่องสว่างในทุก ๆ ที่จะใช้หินปราณเป็นก้อน ๆ เข้าไปวางไว้เท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นการสิ้นเปลืองเอามาก ๆ 

    แต่หลังจากที่จินฟางนำหินปราณมาครอบด้วยผลแก้วแล้วก็ปรากฏว่าทำให้แสงสว่างส่องได้สว่างมากขึ้นเยอะเลยทีเดียว ทั้งที่ใช้หินปราณเพียงน้อยนิดเท่านั้น 

    หากทำเช่นนี้แล้วเธอจะได้เก็บหินปราณพวกนั้นมาใช้งานได้อีกมากมายนัก

    หลังจากที่ส่งรถฟักทองให้กับท่านหยางสือและพูดคุยตกลงซื้อขายตะเกียง จนทำให้เพ่ยอิงคิดจะเปิดกิจการขึ้นมาใหม่อีกสักหนึ่งอย่างเมื่อตอนบ่ายของวันนี้ จนเธอต้องมาปรึกษาหารือกับจินฟาง เพื่อพูดคุยและตกลงเรื่องการทำตะเกียงขาย

    ในเย็นวันนี้หลังจากจัดการเรื่องการทำตะเกียงขึ้นมาเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น เพ่ยอิงก็ได้ให้คนไปตามหลี่เว่ยให้มาหาที่บ้านของ จินฟางที่มาสร้างอยู่ใกล้กับโรงทดลองสร้างสารพัดอย่างของเขา

    เพ่ยอิงกับจินฟางก็ได้ช่วยกันเล่าสาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ได้ตายลงไปแล้ววิญญาณหลุดมาอยู่ในร่างของคนอื่นเช่นนี้ไม่เพียงเท่านั้นทั้งคู่ยังบอกถึงการมีอยู่ของทั้งกำไลมิติและสร้อยมิติให้หลี่เว่ยฟังอีกด้วย

    เพราะหลังจากกลับมาจากเมืองหลวง เพ่ยอิงกับจินฟางก็ยุ่งจนหัวหมุนตลอด จนไม่ได้มีเวลามาพูดคุยกับหลี่เว่ยสักเท่าไรนัก

    หลังจากหลี่เว่ยได้รู้ว่าเพื่อนทั้งสองคนมีของวิเศษที่มีมิติติดตัวมาด้วยก็ทำให้เขาตกตะลึงขึ้นมาทันที จึงเป็นเหตุให้เขาต้องยกมือข้างที่สวมแหวนเถาวัลย์ขึ้นมาดู เพราะบางทีแหวนที่เขามีอยู่ อาจจะเป็นแหวนมิติขึ้นมาบ้างก็ได้

    เมื่อเพ่ยอิงกับจินฟางเห็นดังนั้นก็รีบบอกถึงวิธีการเข้าไปในแหวนมิติทันที

    ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นจริงดังที่คาดการณ์เอาไว้ มันเป็นแหวนมิติจริง ๆ เพ่ยอิงจึงคิดถึงตอนที่ให้จินฟางพาเข้าไปในสร้อยมิติแล้วมิติของพวกเขาเกิดการผสานเข้าด้วยกัน

    เธอจึงลองให้หลี่เว่ยทำเช่นนั้นดูบ้างเผื่อว่ามิติของทั้งสามคนจะผสานเข้าด้วยกัน โดยการให้ทั้งสามคนจับมือกันแล้วให้หลี่เว่ยพาทุกคนเข้าไปในแหวนมิติ

    แต่ปรากฏว่าเธอกับจินฟางก็ยังเข้าไปในมิติไม่ได้ ทั้งคู่จึงได้ลองคิดขึ้นมาใหม่ว่าในวันนั้นพวกเขาทำอย่างไรกันไปบ้าง แต่ช่วยกันคิดอย่างไรก็คิดได้แค่เพียงลองจับมือกันเท่านั้น จนกระทั่งทุกคนถอดใจแล้วว่าที่มิติของเธอกับของจินฟางผสานเข้าด้วยกันนั้นคงเป็นเรื่องบังเอิญเสียมากกว่า

    แล้วในขณะนั้นเองเพ่ยอิงก็ดันคิดขึ้นมาได้ว่า ในวันนั้นเธอคิดขึ้นมาในใจด้วยว่าอยากเข้าไปในสร้อยคอของจินฟาง บางทีมันอาจจะเป็นเพราะเหตุผลนั้นก็เป็นได้ เธอจึงได้ให้ทุกคนช่วยกันทดลองกันใหม่ โดยที่ครั้งนี้ให้ทุกคนคิดขึ้นมาในหัวด้วยว่าอยากจะเข้าไปในแหวนมิติของหลี่เว่ย

    ซึ่งผลที่ปรากฏออกมาก็คือ เกิดเป็นประตูสีรุ้งขึ้นมาอย่างเช่นในวันที่มิติในกำไลของเธอผสานเข้ากับมิติในสร้อยคอของจินฟางในวันนั้น แต่ที่ต่างจากในครั้งนั้นก็ตรงที่ ประตูมิติที่เกิดขึ้นมาในครั้งนี้ มีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงสองเท่าเลยทีเดียว

    “ประตูมิติใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิมถึงสองเท่าเลยทีเดียว” จินฟางเอ่ยขึ้นมา

    “ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปกันเถิด ข้าอยากเห็นด้านในแล้ว” เพ่ยอิงกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น

    หลังจากที่เพ่ยอิงกล่าวจบทุกคนก็พากันก้าวเท้าข้ามประตูมิติเข้ามาทันที และเมื่อทั้งสามคนได้เดินเข้ามาด้านในแล้วนั้น พวกเขาก็ได้เข้ามาโผล่ตรงรอยต่อของเขตแดนที่เพิ่งจะเพิ่มเข้ามาใหม่ และดูเหมือนว่ามิติที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นั้นมันจะมาเชื่อมต่อออกไปด้านข้างระหว่างมิติของเพ่ยอิงและจินฟาง

    “ดู ๆ ไปแล้วเหมือนว่าทั้งสามมิตินี้เคยเป็นมิติเดียวกันมาก่อนเลยนะ” จินฟางเอ่ยขึ้นมาตามสิ่งที่ตนเองคิด

    “หรือจริง ๆ แล้วมันเคยเป็นมิติเดียวกันมาก่อน แต่ถูกแยกออกจากกันด้วยเหตุผลบางอย่าง” เพ่ยอิงเอ่ยขึ้นมาสมทบ

    “ไม่แน่ว่าอาจจะยังมีชิ้นส่วนของมิติอื่น ๆ อยู่อีกก็ได้” หลี่เว่ยเอ่ยออกความเห็นขึ้นมาบ้าง เพราะเนื่องจากเขาได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างมาจากทั้งจินฟางและเพ่ยอิงแล้ว จึงทำให้เขาตามคนอื่นได้ทัน

    “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องมีคนอื่น ๆ นอกจากเราทะลุมิติมาอีกด้วยน่ะสิ” เพ่ยอิงว่า

    “โชคดีที่พวกเราทั้งสามคนเป็นเพื่อนกันแล้วก็รู้จักกันมาก่อน ถ้าหากเป็นอย่างที่เพ่ยอิงว่า เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าคนที่ครอบครองมิติส่วนที่เหลือจะเป็นคนอย่างไร” จินฟางเอ่ยออกมาตามความคิด

    “แล้วก็ใช่ว่าจะบังเอิญถึงขนาดที่ผู้ครอบครองมิติที่เหลือจะเป็นคนรู้จักของพวกเราด้วย” หลี่เว่ยกล่าว

    "จะว่าไปก่อนที่พวกเจ้าจะตาย พวกเจ้าเคยได้สร้อยกับแหวนมาก่อนหรือเปล่า” เพ่ยอิงเอ่ยถามในข้อสงสัยของตนเอง

    “ได้สิ/ได้” ทั้งจินฟางและหลี่เว่ยตอบออกมาพร้อมกัน

    “หรือว่าเจ้าก็ด้วย” หลี่เว่ยถาม

    “ข้าได้มาจากร้านขายของเก่าร้านหนึ่งในย่านการค้าแถวบ้าน ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุสองเดือน” เพ่ยอิงเอ่ยบอกกับเพื่อนทั้งสองไปตามความจริง

    “ของข้าน้องสาวเป็นคนซื้อมามอบให้เป็นของขวัญวันเกิดก่อนข้าตายหนึ่งเดือน” หลี่เว่ยเล่าในส่วนของตนเองออกมา

    “ของข้ามีคนฝากไปให้เพื่อนอีกทีหนึ่งก่อนวันที่ข้าจะตายสามวัน แต่ยังไม่ทันได้ให้ข้าก็ตายเสียก่อน แล้วก็ไม่คิดว่ามันจะตามมาด้วยเช่นนี้” จินฟางเล่าออกมาให้ฟังเป็นคนที่สาม

    “เรื่องนี้มันต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ๆ” 

    “ใช่ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเราคนก่อนได้ตายไปแล้ว เอาเป็นว่าเรื่องนั้นช่างมันก่อนเถิด แต่ตอนนี้ข้าอยากรู้แล้วว่าสัตว์เทพตัวต่อไปจะที่จะต้องมาทำพันธะสัญญากับหลี่เว่ยจะเป็นอะไร” เพ่ยอิงกล่าว

    “จริงสินะ มีมิติก็ต้องมาพร้อมกับสัตว์เทพ” จินฟางเอ่ยเสริม

    “ใช่ ข้าเรียกไป๋หู่มาแล้ว เดี๋ยวเราให้ไป๋หู่พาไปกันเถอะจะได้รวดเร็ว” 

    “ข้าก็เรียกชินหลงมาแล้วด้วยเช่นกัน” เพ่ยอิงกับจินฟางกล่าวออกไปไม่ทันไรหนึ่งเสือหนึ่งมังกรก็พากันวิ่งและบินแข่งกันมาให้เห็นไกลๆ 

    “ข้าถึงก่อน ฮ่า ๆ ๆ” ชินหลงเอ่ยออกมาอย่างผู้ชนะ

    “ใครว่า ข้ามาถึงก่อนต่างหาก” ไป๋หู่เถียงออกมาอย่างไม่ยอมแพ้เช่นเคย

    “หยุดเลยพวกเจ้าทั้งสอง พวกเจ้านี่แข่งกันได้ทุกเรื่องเสีย    จริง ๆ” 

    เพ่ยอิงบ่นออกมา เพราะเมื่อทั้งสองตัวมารวมตัวอยู่ด้วยกันทีไร ก็ไม่มีวันไหนที่ทั้งคู่จะไม่ทะเลาะกัน

    “เอาละ ๆ เราไปหาสัตว์เทพที่จะมาเป็นคู่พันธะสัญญาของหลี่เว่ยกันดีกว่า” จินฟางเอ่ยเสริม

    “อืม เช่นนั้นเราก็ไปกันเถอะ” เพ่ยอิงกล่าวจบก็ขึ้นไปขี่บนหลังของเจ้าไป๋หู่ทันที

    “หลี่เว่ยเจ้าก็ขึ้นมาขี่หลังของชินหลงกับข้าทางนี้” 

    แล้วหลังจากนั้นทั้งไป๋หู่และชินหลงก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่พวกมันรู้สึกถึงกลิ่นอายของสัตว์เทพตนอื่นอยู่เข้มข้นที่สุดทันที

    “กลิ่นอายเช่นนี้ข้าว่าจะต้องเป็นเจ้านกขี้บ่นแน่ ๆ” ไป๋หู่กล่าวออกมาให้ชินหลงฟัง เมื่อมันเริ่มรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่ชัดเจนขึ้น

    “ไม่ผิด ข้าก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับเจ้า” ชินหลงเอ่นเสริม

    “ข้าต้องโดนนางบ่นจนหูชาแน่ ๆ โทษฐานที่ทำให้นางมามีความผิดร่วมกันเช่นนี้ ทั้งที่นางไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย” ไป๋หู่กล่าวขึ้นมาราวกับว่าพูดคุยกับคนเอง

    “เจ้ามันก็ต้องสมควรโดนนางบ่นอยู่แล้ว” ชินหลงเอ่ยขึ้นมาสมทบ

    “เจ้าก็ระวังตัวเองไว้ให้ดีเถิด เจ้าเองก็คอยยุยงส่งเสริมและช่วยข้าคิดแผนขโมยยาวิเศษเม็ดนั้นมาด้วยไม่น้อย” แล้วหลังจากนั้นก็เข้าสู่การถกเถียงประชันฝีปากกันอีกรอบ 

    หลังจากที่ทั้งสามคนทนฟังเจ้าไป๋หู่และเจ้าชินหลงเถียงกันไปเถียงกันมาไปตลอดทาง จนในที่สุดก็มาถึงสถานที่ที่เป็นปากเหวแห่งหนึ่ง

    “นางน่าจะอยู่ใต้หุบเหวแห่งนี้” ไป๋หู่เอ่ยบอกทุกคน

    “จากที่ข้าได้ฟังพวกเจ้าทั้งสองตัวเถียงกันมาตลอดทาง ก็พอจะจับใจความได้ว่าสัตว์เทพตนนั้นน่าจะเป็นสัตว์เทพประเภทนก และเป็นนกตัวเมียด้วยใช่หรือไม่” จินฟางเอ่ยถามขึ้นมา

    “ใช่แล้ว นางเป็นนกที่ขี้บ่นเอามาก ๆ แต่ที่นางบ่น ๆ ทั้งหมดนั้นพวกข้าก็รู้ดีว่านางหวังดี” ชินหลงเอ่ยตอบจินฟาง

    “เช่นนั้นเราจะลงไปข้างล่างนั่นอย่างไรดีล่ะ ดูท่าแล้วด้านล่างนั่นท่าจะมืดเอามาก ๆ” หลี่เว่ยเอ่ยถามขึ้น เมื่อเขาก้มลงไปมองแล้วแต่ไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยนอกจากความมืดมิด ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากตกลงไปแล้วล่ะก็คงจะหาศพไม่เจอเป็นแน่

    “ก็ไม่เห็นจะยาก ก็ให้ชินหลงพาบินลงไปสิ ส่วนเรื่องแสงสว่างก็ง่ายมาก ๆ” เมื่อจินฟางกล่าวจบ เขาก็เรียกหินเรืองแสงขนาดใหญ่เท่ากับลูกฟุตบอลขึ้นมาหนึ่งก้อนให้หลี่เว่ยดู แล้วหลังจากนั้นเขาก็ได้ทำการโยนหินเรืองแสงก้อนนั้นลงไปด้านล่างทันที

    ซึ่งหินเรื่องแสงที่โยนลงไปนั้นก็ส่องสว่างลงไปด้านล่างเรื่อย ๆ จนกระทั่งลงไปสักพักหนึ่งก็เหมือนว่าหินเรืองแสงก้อนนั้นจะลงไปถึงด้านล่างแล้ว และจากที่เห็นก็คงลึกน่าดูเลยทีเดียว เพราะจากหินเรืองแสงก้อนใหญ่ที่ส่องสว่างได้กว้างขวางนั้น ตอนนี้ทั้งสามคนเห็นมานอนนิ่งอยู่ใต้หุบเหวคล้ายกับแสงของหิ่งห้อยตัวเล็ก ๆ เท่านั้น

    “โชคดีนะ ที่หินปราณก้อนนั้นไม่แตกไปด้วยทั้งที่ลึกมากขนาดนี้” จินฟางว่า

    “ชินหลง ต้องรบกวนเจ้าแล้วล่ะ” จินฟางเอ่ยบอกสัตว์เทพในพันธะของตัวเอง

    ส่วนเพ่ยอิงกับไป๋หู่นั้นก็ต้องขึ้นไปขี่บนหลังของชินหลงด้วยเช่นกัน เพราะเจ้าไป๋หู่เป็นเสือที่บินไม่ได้

     

    คล้ายกับเรื่องสาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง ที่คุณอ่าน