วันเวลาเวียนผ่าน...ตั้งแต่เย่ฉีหายตัวไปจากนิกายมังกรนพเก้าตอนนี้ก็ผ่านมาได้เก้าเดือนแล้วนอกจากผู้อาวุโสระดับสูงของนิกายที่เป็นกังวลโดยเฉพาะพวกกู่หยาคนอื่นๆล้วนรู้เพียงว่าประมุขน้อยปิดด่านฝึกตนเท่านั้นอย่างไรก็ตามความกังวลนี้มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีแม้แต่ข่าวคราวของเย่ฉี
ถึงแม้ว่าหลี่หลิงเทียนจะรับหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ให้นิกายและบอกพวกกู่หยาไปแล้วก็ตามแต่ด้วยสถานที่ที่เย่ฉีมุ่งหน้าไปนั้นก็มีแต่ยิ่งทำให้พวกเขากังวลมากขึ้นทุกวันเศษซากดวงดาว...หรือจะเรียกให้ถูกก็คือซากของดาวบริวารที่ลอยเคว้งอยู่ในอวกาศรอบๆโลกมนุษย์ ในอคีตยุคของสี่จักรพรรดิตอนนั้นพวกเขานำพาโลกมนุษย์ขึ้นไปอยู่ในกลุ่มโลกระดับกลางแน่นอนว่าต้องมีดาวบริวารอย่างน้อยสี่ดวง!
แต่ภายหลังเมื่อโลกมนุษย์ตกต่ำสิ้นยุคของสี่จักรพรรดิดวงดาวเหล่านั้นก็ถูกทำลายลงโดยกลุ่มดาวไร้สังกัดบ้างโลกอื่นบ้าง และกระทั่งแยกตัวออกจากโลกมนุษย์ไปเองอาริยะธรรมของดวงดาวเหล่านั้นมีทั้งสูงและต่ำ ความเจริญก้าวหน้าก็มีแตกต่างกันแน่นอนว่าเมื่อมีดาวที่อ่อนแอก็ต้องมีดาวที่แข็งแกร่งเศษซากดวงดาวที่เย่ฉีมุ่งหน้าไปก็คือหนึ่งในนั้น
ดาวหมิงจูในอดีตดาวดวงนี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมากและเรียกได้ว่าพอๆกับโลกมนุษย์ในยุคของสี่จักรพรรดิเลยก็ว่าได้โชคดีที่จักรพรรดิหมิงโบราณนั้นสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ของดาวหมิงจูจึงทำให้พวกเขาเข้าร่วมกับโลกมนุษย์นักรบของดาวหมิงจูนั้นป่าเถื่อนและแข็งแกร่งอย่างมากแต่สุดท้ายในสงครามพวกเข้าก็ถูกดับทำลายลงและโดนกวาดล้างไปทั้งดวงดาวโดยกลุ่มดาวไร้สังกัดที่ถูกโลกอื่นชักใยอยู่ในเงามืด
หลังจากนั้นมาดาวหมิงจูก็ถูกทิ้งล้างเอาไว้พร้อมกับอาริยะธรรมชั้นสูงและมรดกมากมายจากคนรุ่นก่อนแน่นอนว่าบนซากดาวหมิงจูนั้นยังเต็มไปด้วยอันตรายและวิญญาณอาฆาตจำนวนมากไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายเพราะดาวหมิงจูนั้นอยู่ในเขตแดนของโลกมนุษย์จึงทำให้ผู้ฝึกตนจากโลกอื่นไม่สามารถเดินทางไปยังดาวหมิงจูได้แต่ในขณะเดียวกันผู้ฝึกตนของโลกมนุษย์ก็อ่อนแอเป็นอย่างมากจนเรียกได้ว่าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าไปเสี่ยงโชคบนดาวหมิงจูหากจะมีก็คงเป็นเหล่าคนชราจากยุคก่อนแต่เมื่ออยู่มาจนถึงตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีใครเต็มใจที่จะเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น
ดาวหมิงจูกลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามที่แสนอันตรายแต่เมื่อเวลาผ่านมาหลายยุคคนจากดาวดวงอื่นก็สามารถหาวิธีบุกฝ่าเข้ามาได้และนั่นจึงกลายเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติโลกมนุษย์มีคนเพียงไม่กี่คนที่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้คนเหล่านั้นถึงจะบุกฝ่าเข้ามาได้แต่กลับไม่สามารถออกไปได้แน่นนอนว่าคนเหล่านี้มาจากดาวไร้สังกัดเพราะดาวเหล่านั้นอยู่นอกเหนือจากเขตแดนโลก แต่เมื่อเข้ามาอยู่ภายในเขตแดนโลกมนุษย์แล้วก็เป้นเรื่องยากที่จะฝ่าออกไปได้
มันก็เหมือนกับระเบิดเวลาที่รอยคอยการระเบิดเมื่อเวลามาถึงและเขตแดนเปิดออกพวกเขาจะเคลื่อนไหวทันทีและด้วยความลึกลับนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาแข็งแกร่งมากแค่ไหนและได้รับสืบทอดมรดกของหมิงจูหรือไม่หากมองในมุมกลับกันคนเหล่านี้ก็เหมือนกับผู้ที่เดินทางออกจากบ้านเกิดตนเองมาฝึกฝนที่ที่ดาวหมิงจูแน่นอนว่ามีคนไม่มากที่สามารถรอดกลับไปได้ แต่คนที่ประสบความสำเร็จยามกลับไปยังบ้านเกิดเขาย่อมยืนอยู่บนจุดสูงสุดแน่นอน
ในขณะที่ภายในนิกายมังกรนพเก้าตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ที่โลกภายนอกกลับปั่นป่วนยิ่งกว่านับร้อยเท่าคนเฒ่าชราจากยุคก่อนไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไปเมื่อข่าวของงานชุมนุมครั้งนี้มาถึงท่ามกลางความตกใจนั้นยังแฝงเอาไว้ด้วยความหวาดกลัวและความตึงเครียดจนถึงขีดสุด!
ตั้งแต่ได้รับข่าวเมื่อแปดเดือนที่แล้วเหล่าคนที่หลบซ่อนเหล่านี้ล้วนจำเป็นต้องเดินออกมายังฉากหน้าเพื่อเตรียมการเรื่องทุกอย่างด้วยตนเองการจัดงานชุมนุมที่โลกมนุษย์เช่นนี้มันไม่ใช่เพียงพวกเขาเป็นเจ้าบ้านแต่ยังกล่าวได้อีกอย่างว่าครั้งนี้โลกมนุษย์ถึงคราววิกฤตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนการที่โลกระดับต่ำใบหนึ่งต้องเปิดรับผู้แข็งแกร่งจากทั่วทั้งจักรวาลเช่นนี้จะมีอะไรน่ายินดีกัน?ไม่ต้องกล่าวว่าเป็นถึงเจ้าบ้านเพราะลำพังพวกเขาก็ไม่มีกำลังพอที่จะออกเสียงแม้แต่ครึ่งคำเสียด้วยซ้ำ!
เป็นเพราะเหตุการณ์นี้จึงทำให้ขุมอำนาจทั้งหมดที่อยู่ในโลกมนุษย์ไม่ว่าจะในเงามืดหรือแสงสว่างจำเป็นต้องสามัคคีผนึกกำลังกันเพื่อเตรียมรับมือกับเรื่องนี้
สามวันก่อนการเปิดเขตแดนบรรพบุรุษตระกูลต้วนและชายชราอีกสามคนได้เดินทางมายังนิกายมังกรนพเก้าอย่างลับๆเพื่อขอเข้าพบกับหลี่หลิงเทียน
“ผู้อาวุโสเมื่อไหร่เขาจะกลับมา? นี่ก็เหลือเวลาอีกแค่สามวันแล้ว”
บรรพบุรุษตระกูลต้วนกล่าวออกมาอย่างคาดหวังส่วนหลี่หลิงเทียนผู้ถูกถามก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาและถอนหายใจเช่นกัน
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาตอนไหนความจริงเรื่องการชุมนุมครั้งนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนักแต่ยังไงก็ยังขึ้นอยู่กับเจ้านั่นอยู่ดี…แล้วพวกเจ้าเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?”
ชายชราทั้งสี่คนหันมาสบตากันก่อนจะถอนหายใจยาวเสียยิ่งกว่าหลี่หลิงเทียนนอกจากบรรพบุรุษตระกูลต้วนที่เป็นผู้ดูแลกฎเขตแดนของโลกมนุษย์ในยุคนี้แล้วคนอื่นๆก็ล้วนเป็นคนจากยุคเดียวกับเขาที่มีอำนาจและความแข็งแกร่งที่ทัดเทียมกันกับบรรพบุรุษตระกูลต้วน
“พวกเราได้ทำทุกสิ่งที่ทำได้อย่างดีที่สุดแล้วแต่เรื่องคราวนี้ใหญ่เกินกว่ากำลังของพวกเรามากเกินไป”
“ตอนนี้ยังไงก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้วนอกจากรอดูผลที่จะเกิดขึ้นทางข้าเองก็พยายามทำทุกอย่างแล้วเช่นกันอาจจะพอยื้อเวลาได้บ้าง”
ชายชราทั้งสี่มองหน้ากันอย่างปลดปลงก่อนจะกล่าวขอบคุณออกมาครั้งนี้ถือว่าโลกมนุษย์เผชิญปัญหาแล้วอย่างแท้จริงโชคดีที่มีหลี่หลิงเทียนอยู่ไม่เช่นนั้นก็เดาได้เลยว่าผลที่ออกมาต้องเลวร้ายอย่างแน่นอน
“ส่วนเด็กทั้งสองคนนั่นพวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงในเมื่อข้ารับพวกเขาเป็นศิษย์แล้วต่อให้เกิดอะไรขึ้นข้าก็จะรับรองความปลอดภัยของทั้งสองด้วยตัวเอง”
หลี่หลิงเทียนกล่าวออกมาขณะมองไปยังบรรพบุรุษตระกูลต้วนและชายชราผมขาวที่อยู่ด้านข้างของเขาเมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของชายชราทั้งสองก็เป็นประกายรีบกล่าวขอบคุณอีกยกใหญ่พูดคุยกันอีกเล็กน้อยทั้งสี่ก็เดินทางออกจากนิกายมังกรนพเก้าทันที
ภายในวิหารมังกรหลี่หลิงเทียนได้นั่งหลับตาลงครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็ช่วยไม่ได้ที่เขาจะต้องเป็นกังวลครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโลกมนุษย์ที่วุ่นวายแต่แดนสวรรค์เองก็ไม่น้อยหน้าโดยรวมแล้วสวรรค์ทั้งสิบมีหน้าที่ควบคุมดูแลโลกทั้งเก้าเช่นเดียวกับนรกทั้งสามสิบสามชั้นที่มีหน้าที่ลงทัณฑ์และกักขังผู้กระทำความผิดอย่างไรก็ตามเมื่อยุคสมัยผ่านไปความแข็งแกร่งของโลกอื่นๆก็ยิ่งมากขึ้นจนสุดท้ายในยุคนี้ขั้วอำนาจของจักรวาลก็ถูกแบ่งออกไปเป็นหกส่วน!หากเกิดอะไรขึ้นกับโลกมนุษย์จะทำให้ทั่วทั้งจักรวาลเสียสมดุลไปในทันทีและมันจะนำมาซึ่งสงครามอย่างแน่นอน
สัมผัสถึงเสียงเดินของคนสองคนหลี่หลิงเทียนก็ลืมตาขึ้นมองไปยังประตูทางเข้าวิหารหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีปรากฏตัวอย่างช้าๆก่อนจะหยุดอยู่ที่ด้านหน้าแล้วกล่าวทักทายออกมาด้วยความเคารพ
“คารวะท่านอาจารย์”
หลี่หลิงเทียนยิ้มอย่างอบอุ่นเมื่อมองไปยังทั้งสองพวกเขาก็คือต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงที่ตอนนี้ได้กลายเป็นศิษย์ของนิกายมังกรนพเก้าไปแล้วหลังจากที่กราบหลี่หลิงเทียนเป็นอาจารย์พวกเขาก็ได้รู้ถึงตัวตนอันยิ่งใหญ่ของราชันสวรรค์รวมไปถึงความลึกลับของเย่ฉีด้วยเช่นกันแม้ว่าจะไม่รู้ว่าเย่ฉีคือใครแต่ก็พอจะเดาได้ว่าเขาต้องไม่ต่ำต้อยไปกว่าหลี่หลิงเทียนอย่างแน่นอน
“การฝึกฝนของพวกเจ้าไปถึงระดับไหนแล้ว?”
“เรียนท่านอาจารย์ข้าสำเร็จขั้นที่สองเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตอนนี้เริ่มควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แล้ว”
ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกมาเป็นคนแรกทำให้ผู้เป็นอาจารย์พยักหน้าอย่างพอใจ
“ส่วนข้าต้อนนี้ยังติดอยู่ที่ขั้นแรกแต่ก็ใกล้จะไปถึงขั้นที่สองแล้ว”
“ดี!ไม่เสียแรงที่ข้ารับพวกเจ้าไว้เป็นศิษย์!ด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ในภายภาคหน้าพวกเจ้าจะต้องเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอนแต่ตอนนี้ให้พวกเจ้าวางเรื่องการฝึกฝนเอาไว้ก่อน”
หลี่หลิงเทียนกล่าวออกมาก่อนจะขยับมือเกิดเป็นลำแสงสองสายพุ่งออกไปจากแขนเสื้อทั้งสองคนคว้าจับลำแสงทั้งสองเอาไว้ก่อนจะมองไปยังวัตถุชิ้นเล็กบนฝ่ามืออย่างสงสัยมันดูคล้ายกับแผ่นผลึกหินสีขาวและด้านในก็มีเลือดหนึ่งหยดถูกผนึกไว้
“ท่านอาจารย์นี่คือ?”
“นั่นคือสิ่งล้ำค่าที่สุดที่อาจารย์จะสามารถมอบให้พวกเจ้าได้มันถูกเรียกว่าโลหิตแห่งหลี่!”
ดวงตาของทั้งสองคนเบิกกว้างขณะมองไปยังผู้เป็นอาจารย์ด้วยสายตาซับซ้อนพวกเขารู้ดีว่าสิ่งนี้ล้ำค่ามากแค่ไหนและอาจารย์ของพวกเขาก็ต้องจ่ายออกไปไม่น้อยเช่นกันในการมอบโลหิตทั้งสองหยดนี้ให้กับพวกเขา
“สิ่งที่ข้าให้เจ้าทั้งสองฝึกฝนมาตลอดเก้าเดือนก็คือทักษะลับของตระกูลหลี่...กายาเทพสวรรค์ประโยชน์ของทักษะนี้มีมากเหลือคณามันจะยกระดับร่างกายของพวกเจ้าให้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์สายเลือดตระกูลหลี่ทุกคนจะต้องฝึกฝนทักษะนี้ตั้งแต่อายุสามขวบและสาเหตุนั้นก็มีเพียงอย่างเดียว...เพื่อรับสืบทอดพลังของโลหิตแห่งหลี่!”
ดวงตาของทั้งสองคนสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อได้ฟังสิ่งที่หลี่หลิงเทียนพูดอย่างไรก็ตามเรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเขาคิด
“คนตระกูลหลี่ที่มีสายโลหิตไหวเวียนอยู่ในร่างกายเพียงสำเร็จขั้นแรกก็จะสามารถปรับแต่งร่างกายและรับสืบทอดพลังได้อย่างไรก็ตามสำหรับพวกเจ้านั้นเป็นไปได้ยากมาก!หยดโลหิตทั้งสองนั้นข้าได้ทำให้มันเจือจางลงเหลือเพียงหนึ่งในสิบของโลหิตแท้จริงแต่การที่พวกเจ้าจะสามารถทนรับพลังแห่งหลี่ได้นั้นก็ยากเย็นราวกับการปีนขึ้นสวรรค์!”
หลี่หลิงเทียนหยุดไปครู่หนึ่งและมองไปยังศิษย์ทั้งสองของเขาก่อนจะกล่าวออกมาอย่างจริงจัง
“ศิษย์ของข้าหลี่หลิงเทียนจะต้องไม่ธรรมดาสามัญ!ข้าจะไม่สืบทอดสิ่งต่างๆให้กับสายเลือดอื่น...หากพวกพวกเจ้าต้องการจะสานต่อเจตจำนงแห่งหลี่ก็ต้องมีสายเลือดของหลี่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายข้าจะไม่รับรองความปลอดภัยเพราะทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับตัวพวกเจ้าเองหากสำเร็จก็จะเป็นมัจฉาที่ข้ามผ่านประตูมังกรแต่หากล้มเหลวก็มีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่...เมื่อใดที่พวกเจ้ามีสายเลือดแห่งหลี่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายข้า!ราชันสวรรค์หลี่หลิงเทียนขอให้คำสัตย์ว่าจะถ่ายทอดทุกสิ่งที่ข้ามีให้กับพวกเจ้า!”