สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 122 ถอนรากถอนโคน

            หวังไคไท่หันมองตามอันเจิงที่เดินจากไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักเขายังไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุอะไร เห็นเพียงศพเกลื่อนกลาดอยู่ในชมรมสี่ทิศโดยเฉพาะคนสุดท้ายที่ถูกอันเจิงเด็ดหัวออกไปต่อหน้าต่อตาเขา

     

            หวังไคไท่หันกลับไปถามชวี่ลวนด้วยสีหน้าซีดเผือด“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมอันเจิงถึงมาฆ่าคนในชมรมสี่ทิศ?”

     

            ชวี่ลวนเพิ่งจะได้สติขึ้นมาตอนนี้เอง เขาใช้มือนวดขมับพลางเล่าเรื่องทั้งหมด

     

           เมื่อได้ยินว่าคนของชมรมสี่ทิศรับจ้างไปฆ่าคนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์หวังไคไท่จึงระเบิดความโมโหออกมา “หน่วยทหารรับพวกระยำแบบนี้มาได้อย่างไร!”

     

            ไกลออกไปมีเสียงใครบางคนพูดขึ้น“ต่างก็ทำเพื่อเงินทั้งนั้น ก็แค่เรื่องของเจียงหู ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร”

     

            หวังไคไท่ก้าวยาว ๆ เข้าไป พริบตาเดียวก็ลากเสื้อคนที่พูดแล้วยกขึ้นสูงด้วยมือข้างเดียว“เช่นนั้นให้ข้าบอกเจ้าก็แล้วกัน หลังจากเข้าหน่วยทหารพวกเจ้าทุกคนก็เป็นคนของหน่วยทหารแล้ว ต่อให้ตายก็ต้องเป็นผีของหน่วยทหาร ตอนนั้นข้ารับปากพวกเจ้าว่าจะไม่เอาเรื่องที่ทำความผิดพวกเจ้าก็น่าจะรู้แล้วว่าตัวเองควรเอาอะไรมาแลกกับการอภัยโทษนี้! แต่ดูจากตอนนี้ยังถือว่าอันเจิงฆ่าพวกเจ้าน้อยไป ข้าจะช่วยฆ่าเพิ่มอีกคน!”

     

            หวังไคไท่เหวี่ยงตัวคนคนนั้นลงบนพื้น หัวของเขากระแทกอย่างแรงแล้วแหลกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับแก้วที่แตกออก

     

            หวังไคไท่โยนร่างนั้นทิ้งไปด้านข้าง“นับจากวันนี้เป็นต้นไปข้าจะเป็นคนดูแลที่นี่เอง เมื่อฟ้าสว่างพวกเจ้าจะถูกนำตัวไปไว้ที่ค่ายทหารข้าจะอบรมทุกคนใหม่ หากใครไม่พอใจก็ตายไปซะ และหากทุกคนไม่พอใจข้าก็จะฆ่าทิ้งไม่ให้เหลือ”

     

            เขาหันกลับ “ไปเรียกทหารม้ามาลากตัวพวกระยำนี้ไปที่ค่ายและให้ผู้ตรวจการเฝ้าเอาไว้หากใครกล้าขัดคำสั่ง ฆ่าได้ไม่เว้น!”

     

            ทหารคนสนิทของเขารีบวิ่งออกไปทันทีคนเหล่านั้นราวกับตกตะลึง ไม่มีใครกล้าพูดจามั่วซั่วอีก

     

            “ส่วนเจ้าไปกับข้า!” หวังไคไท่หันไปมองเขม่นชวี่ลวนแล้วเดินจากไป

     

            ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเฉินไจ่เหยียนที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนและเพิ่งงีบไปครู่หนึ่งก็ถูกปลุกขึ้นมาเขารู้ดีว่าลูกน้องตัวเองรู้จักแยกแยะหากไม่ใช่เรื่องใหญ่โตก็คงไม่กล้ามาปลุกเขาตื่นในเวลานี้แน่ เพราะมันเป็นเวลาพักผ่อนอันน้อยนิดที่เขามีอยู่เมื่อเทียบเฉินไจ่เหยียนกับเสนาบดีคนเก่าอย่างห่าวผิงอันแล้ว ห่าวผิงอันเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีกว่าแต่จุดเด่นในตัวเฉินไจ่เหยียนที่ไม่มีใครสามารถเทียบได้ก็คือความขยัน

     

           นับตั้งแต่เขาได้ขึ้นมาเป็นเสนาบดีของหน่วยทหารไม่มีคืนไหนที่เขาจะหลับมากกว่าสี่ชั่วโมง

     

            เฉินไจ่เหยียนสวมเสื้อคลุมและเดินออกจากห้องหวังไคไท่ ฟางเต้าจือ ชวี่ลวน รวมไปถึงหม่าจื่อเวย รองเจ้ากรมคนใหม่ของหน่วยทหารทุกคนนั่งรออยู่ในห้องรับแขกแล้ว

     

            “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

     

            เฉินไจ่เหยียนก้าวเท้าเข้ามาอย่างเร่งรีบตอนที่เขานั่งลงบนเก้าอี้ ความง่วงนั้นก็หายไปหมดแล้ว

     

            สำหรับเรื่องต่าง ๆ ภายในหน่วยทหาร ราชามู่ฉางเยียนทรงมีอำนาจสูงสุดในการตัดสินพระทัยหลังจากทรงเลื่อนขั้นให้เฉินไจ่เหยียนเป็นเสนาบดี พระองค์ก็ทรงเลื่อนขั้นให้หม่าจื่อเวยลูกศิษย์ของห่าวผิงอันเป็นรองเจ้ากรมคนใหม่ของหน่วยทหาร ทรงจัดการเรื่องราวทั้งหมดภายในระยะเวลาอันสั้นทำให้แม้แต่ไทเฮาก็ทรงไม่อาจเข้ามาแทรกแซงได้ ฉะนั้นจนถึงตอนนี้ พระราชอำนาจในหน่วยทหารของราชามู่ฉางเยียนก็ยังมั่นคงอยู่

     

           แม่ทัพอินทรีเหล็กหวังไคไท่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในชมรมสี่ทิศอย่างละเอียด

     

            เฉินไจ่เหยียนขมวดคิ้วฟังเรื่องที่เล่ามาทั้งหมดจากนั้นสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที “ชมรมสี่ทิศก่อตั้งโดยเสนาบดีคนเก่าเพื่อใช้คนเหล่านั้นเป็นกองหนุนในสงครามแต่พวกเขามีที่มาไม่ค่อยดีนัก ส่วนใหญ่มักไม่ชอบให้ใครมาบงการและยังมีไม่น้อยที่ฝ่าฝืนคำสั่งในสนามรบตอนที่ท่านเสนาบดีคนเก่ายังอยู่ เขาเป็นคนดูแลชมรมนี้ด้วยตัวเองคนพวกนั้นถึงไม่กล้าบังอาจ ตอนนี้ข้าเป็นคนรับผิดชอบชมรมสี่ทิศแทนท่านเสนาบดีคนเก่าแต่หลังจากเขาจากไป ข้าก็ยังไม่มีเวลาเข้าไปดูแลเลย นึกไม่ถึงว่ามันจะลามปามมาถึงขั้นนี้”

     

            ชวี่ลวนคุกเข่าลง “ข้าน้อยผิดไปแล้วลงโทษข้าน้อยเถอะ”

     

            เฉินไจ่เหยียนส่ายหน้า“เจ้าก็มีเรื่องต้องรับผิดชอบมากมาย ทั้งความสัมพันธ์ของหน่วยทหารกับสำนักวรยุทธ์ชางอีกทั้งหมดนี้ก็ปล่อยให้เจ้าดูแลเพียงคนเดียวแล้วเจ้าจะมีเวลาไปดูแลชมรมสี่ทิศได้อย่างไร ข้าผิดเองที่ละเลยลืมคำนึงถึงชมรมสี่ทิศไปจริง ๆ”

     

            หวังไคไท่พูดขึ้น“เรื่องนี้ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน จะปล่อยให้ข่าวนี้ถูกแพร่งพรายออกไปไม่ได้เด็ดขาดหากมีคนรู้เรื่องนี้ขึ้นมาแล้วละก็ หน่วยทหารต้องลำบากแน่ ๆ”

     

           หม่าจื่อเวยรองเจ้ากรมของหน่วยทหารพูดขึ้น “แม่ทัพหวังพูดถูกแล้วตอนนี้ไทเฮาจับตาดูเราอย่างใกล้ชิด หากเรื่องนี้ถึงหูไทเฮาพวกเขาต้องเขียนฎีกาแล้วสั่งปิดหน่วยทหารของเราแน่นอน ทั้งผู้ที่เคยกระทำความผิดและผู้ที่กำเนิดจากชนชั้นต่ำยิ่งไปกว่านั้น ไทเฮาอาจทรงกล่าวอ้างว่าหน่วยทหารคิดก่อกบฏหากเราจัดการเรื่องนี้ไม่รอบคอบเกรงว่าจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

     

            ฟางเต้าจือพูดขึ้น“เดิมทีอยากจะรีบส่งคนพวกนั้นไปในสนามรบ แต่นึกไม่ถึงเลยว่า หลังจากที่กองทัพอัศวินเพลิงเหล็กเดินทางไปชายแดนที่ติดกับแคว้นโยวแคว้นโยวก็ถอนทัพทันที ซึ่งแปลกไปจากเดิมมาก ถึงแม้การสู้รบระหว่างสองแคว้นจะยังไม่จบแต่สถานการณ์ก็สงบลงมากแล้ว จึงไม่มีโอกาสส่งคนพวกนั้นไปสักที ตอนนั้นแถบชายแดนต้องการกองทัพหนุนเราก็ควรจะส่งคนพวกนั้นไปเสีย แต่ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการขอเพิ่มกำลังทหารที่ชายแดนอีกเลยฉะนั้นคนเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากการถูกทิ้ง”

     

           เฉินไจ่เหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง “ขังคนพวกนี้ไว้ในค่ายเถอะแม่ทัพหวังคิดได้รอบคอบมาก อย่าให้คนพวกนั้นโผล่หน้าออกมาได้อีกแม้แต่คนเดียวไม่อย่างนั้นพวกเราคงต้องแบกโทษหนักเอาไว้แน่”

     

            หวังไคไท่พยักหน้ารับคำ “โชคดีที่เกิดเรื่องในช่วงดึกหากเป็นช่วงเช้า เรื่องนี้ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่”

     

            เฉินไจ่เหยียนถามต่อ “ฝั่งชมรมสี่ทิศเป็นอย่างไรบ้าง?”

     

            หวังไคไท่ตอบ “ข้าคิดดูแล้วคนในชมรมสี่ทิศไม่ควรเก็บไว้แม้แต่คนเดียว ควรพาออกมาทั้งหมด เมื่อคืนเลือดนองไปทั่วพวกหมาบ้านั่นต้องดมมาจนเจอแน่ ก่อนข้าจะมาที่นี่ได้ส่งคนไปโรงจวี้ฉ่างแล้วบอกให้จวงเฟยเฟยมาหน่วยทหารแล้ว”

     

            ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้นจวงเฟยเฟยที่แต่งกายเป็นชายก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็ยกมือขึ้นคารวะ “ท่านเสนาบดีท่านรองเจ้ากรม ท่านแม่ทัพ”

     

            เฉินไจ่เหยียนโบกมือส่ง ๆ“เวลานี้ไม่ต้องมีพิธีรีตองแล้ว นั่งก่อนเถอะ เจ้ารู้เรื่องหมดแล้วสินะ?”

     

            จวงเฟยเฟยตอบโดยไม่ได้นั่งลง “ข้าน้อยรู้แล้วระหว่างทางได้ยินคนสนิทของแม่ทัพหวังไคไท่พูดถึง ข้าน้อยคิดวิธีรับมือมาหลายวิธีแต่ไม่รู้ว่าจะใช้ได้บ้างหรือไม่?”

     

            เฉินไจ่เหยียนพยักหน้า “ว่ามา”

     

            จวงเฟยเฟยรวบรวมความคิดทั้งหมดแล้วพูด“ข้าน้อยคิดว่า เราเก็บคนในชมรมสี่ทิศไว้ไม่ได้สักคน”

     

            “ข้าสั่งให้นำตัวคนทั้งหมดมาขังไว้ในค่ายและเฝ้าอย่างเข้มงวดแล้ว”หวังไคไท่พูด

     

            จวงเฟยเฟยส่ายหน้า “ความหมายข้าคือไม่ให้พวกเขามีชีวิตอยู่เลย”

     

            สีหน้าเฉินไจ่เหยียนเปลี่ยนทันที“นั่นเป็นร้อยชีวิตเชียวนะ”

     

            “ข้าน้อยรู้ว่านั่นคือร้อยชีวิตแต่หากเรื่องนี้แพร่ออกไปแล้วคนของไทเฮารู้เรื่องนี้ขึ้นมาละก็ถึงตอนนั้นคนที่ตายจะเป็นกี่ชีวิตกัน? คนของไทเฮาต้องบอกว่าหน่วยทหารคิดก่อกบฏการรวมตัวของคนที่เคยกระทำความผิดเหล่านั้น หากไม่ใช่ก่อกบฏแล้วจะเป็นอะไร?โทษของการกบฏ...หน่วยทหารคงต้องกลายเป็นขุมนรกแน่ข้าน้อยขอพูดตามตรง...ท่านเสนาบดีและท่านแม่ทัพที่รู้เรื่องนี้ไม่มีใครจะหนีพ้นแม้แต่คนเดียว โทษกบฏคือประหารเก้าชั่วโคตรเมื่อรวมทั้งหมดแล้วจะเป็นจำนวนคนเท่าไหร่กัน?”

     

            เมื่อนางพูดจบทุกคนต่างก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่มีใครคัดค้านแม้แต่คนเดียว

     

            จวงเฟยเฟยพูดต่อ “นี่เป็นเรื่องที่ควรตัดหากไม่ตัดจะต้องเจอกับหายนะแน่นอน ทุกท่านมีจิตใจเมตตาไม่อยากฆ่าคนเหล่านั้นแต่หากใต้เท้าทุกท่านเมตตาในตอนนี้ ภายหลังจะมีคนเดือดร้อนมากยิ่งกว่า”

     

            หลังจากในห้องเงียบเป็นเวลานานท่านรองเจ้ากรมหันไปพูดกับเฉินไจ่เหยียน “เรื่องนี้ก็ทำตามที่จวงเฟยเฟยพูดเถอะ พวกเรา...รับมันไม่ไหวแน่”

     

            เฉินไจ่เหยียนมองไปยังหวังไคไท่หวังไคไท่มองไปที่ฟางเต้าจือ หลังจากทั้งสองจ้องหน้ากันแล้วจึงพยักหน้า “งั้นก็ได้อีกประเดี๋ยวข้าจะพาพวกเขาออกมาทั้งหมด จากนั้นก็ฆ่าเสีย”

     

            จวงเฟยเฟยพยักหน้า “ไม่ใช่ข้าน้อยใจดำ ในค่ายทหารดูเหมือนจะปลอดภัยทว่ามากคนมากปาก คนในหน่วยทหารมีมากมาย หากสักคนในนี้เป็นไส้ศึกของไทเฮาแล้วเห็นทหารม้าพาคนของชมรมสี่ทิศเข้าไปในค่ายละก็พวกเขาต้องสงสัยและหาวิธีสืบเรื่องนี้จนได้”

     

            นางมองไปที่หวังไคไท่“รบกวนท่านแม่ทัพไปจัดการตั้งแต่ตอนนี้ พาคนกลับชมรมสี่ทิศทั้งหมดแล้วให้ผู้ตรวจการลงมือฆ่าซะหลังจากตายแล้วก็นำมาใส่ในรถม้าของโรงจวี้ฉ่าง เมื่อฟ้าสางรถม้าจะออกเดินทางทันทีข้าน้อยสั่งให้รถม้าเข้าไปรอในชมรมสี่ทิศตอนฟ้าสางแล้วข้าบอกพวกเขาว่าเป็นสาขาใหม่ของโรงจวี้ฉ่าง”

     

            หวังไคไท่พยักหน้า “งั้นก็ตกลงตามนี้ผู้ตรวจการทุกคนเชื่อใจได้ เรื่องนี้ข้าก็ปล่อยให้ผู้ตรวจการไปจัดการแล้วกัน”

     

            เฉินไจ่เหยียนกล่าวสรุป “ในเมื่อตัดสินใจแล้วงั้นก็รีบจัดการเลย จวงเฟยเฟย เจ้าไปจัดการเรื่องในโรงจวี้ฉ่าง หวังไคไท่เจ้าไปจัดการฝั่งของชมรมสี่ทิศ”

     

            จวงเฟยเฟยยกมือคารวะ “ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้เมื่อผู้ตรวจการจัดการเสร็จแล้ว คนของโรงจวี้ฉ่างจะเข้าไปทันที เมื่ออาทิตย์ขึ้นรถม้าของโรงจวี้ฉ่างก็จะเดินทางออกจากเมืองหลวง ต้องไม่มีใครสงสัยแน่”

     

            หวังไคไท่กล่าวต่อ “คนสนิทของข้าจะเก็บกวาดในชมรมทั้งหมดเอง”

     

            เฉินไจ่เหยียนหันไปพูดกับทั้งสองคน“ก่อนอาทิตย์ขึ้นต้องจัดการให้เสร็จทั้งหมด”

     

            หวังไคไท่ลุกขึ้น“งั้นข้าไปจัดการเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน”

     

            ฟางเต้าจือลุกขึ้นตาม “ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”

     

            ทั้งสองทำความเคารพเฉินไจ่เหยียนจากนั้นก็กอดไหล่กันจากไป สองคนนี้เป็นหมากตัวสำคัญในหน่วยทหาร หากไม่มีเขาทั้งสองคาดว่าหน่วยทหารก็คงวุ่นวายไม่น้อย เฉินไจ่เหยียนตั้งมั่นในใจ หากอำนาจยังอยู่ในมือเขาอย่างไรก็ต้องจบเรื่องนี้ลงให้ได้เพราะหากเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไป คนของหน่วยทหารคงไม่มีใครรอดชีวิตแน่

     

            หม่าจื่อเวยเอ่ยถามขึ้น “แล้วเราจะจัดการอันเจิงที่เป็นเจ้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อย่างไร?เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเขา หากจัดการไม่ได้คาดว่าต้องเป็นภัยร้ายสำหรับทุกคนแน่”

     

            จวงเฟยเฟยรู้สึกหม่นหมองในใจทันที นางรู้ว่าความหมายที่หม่าจื่อเวยสื่อออกมาคืออะไรฉะนั้นนางจึงอดเสียใจไม่ได้ หากเมื่อครู่นางไม่บอกให้กำจัดคนในชมรมสี่ทิศคาดว่าหม่าจื่อเวยคงไม่คิดจะลงมือกับอันเจิง

     

            ไม่รอให้เฉินไจ่เหยียนพูดจวงเฟยเฟยก็พูดขึ้นก่อน “ทางอันเจิงไม่มีปัญหา ข้ารับประกันได้”

     

            หม่าจื่อเวยหรี่ตามองจวงเฟยเฟยแวบหนึ่ง“ข้าเชื่อใจความซื่อสัตย์ของเจ้า แต่เจ้าจะเอาอะไรมารับประกัน?ใช้เพียงแค่ปากพูดรึ หรือจะรับประกันด้วยบ้านของเจ้า? จวงเฟยเฟย ต่อให้เจ้าจะใช้ชีวิตตัวเองมารับประกันการเก็บอันเจิงไว้ก็ไม่ได้ทำให้คนอื่นสบายใจหรอก”

     

            เขามองไปที่เฉินไจ่เหยียน “ใต้เท้าในเมื่อเรื่องก็มาถึงขั้นนี้ อย่างไรเสียการฆ่าครั้งใหญ่ก็เปิดฉากแล้วข้าคิดว่าควรกำจัดให้สะอาดไปในทีเดียวเลย หากพวกข้าต้องตายกันหมดในราชสำนักจะมีใครกล้าต่อต้านไทเฮาอีก? ใครจะยังรักษาความปลอดภัยของราชาได้?ในเมื่อคนในชมรมสี่ทิศตายได้ อย่างนั้นอันเจิงก็ตายได้แต่เราจะตายไม่ได้ หากคนของหน่วยทหารตายไป ราชาก็จะทรงสูญเสียทั้งหมด”

     

            สีหน้าเฉินไจ่เหยียนเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องเขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “เรื่องของอันเจิง...ตอนนี้ปล่อยเขาไปก่อนเถอะท่านเสนาบดีคนเก่าให้ความสำคัญกับเขามาก พวกเราทำลายชมรมสี่ทิศของท่านเสนาบดีไปแล้วอย่าทำลายความตั้งใจของเขาอีกเลย”

     

            หม่าจื่อเวยอ้าปากราวกับอยากจะพูดอะไรต่อเฉินไจ่เหยียนโบกมือ “เรื่องนี้พอแค่นี้ก่อน เจ้าไปจับตาดูที่ชมรมสี่ทิศด้วยตัวเองเถอะ”

     

            หม่าจื่อเวยถอนหายใจยาว ก่อนจะขอตัวจากไป

     

            จวงเฟยเฟยยกมือคารวะ“อย่างนั้นข้าน้อยขอตัว”

     

            เฉินไจ่เหยียนพยักหน้า จากนั้นก็ถามขึ้น“ห้วยเฉิงเป็นอย่างไรบ้าง?”

     

            จวงเฟยเฟยตอบกลับด้วยสีหน้าราบเรียบ “ดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้วหมอมาดูอาการ บอกว่าบางทีเขาอาจจะฟื้นในอีกไม่นานนี้”

     

            “เจ้าก็...ระวังตัวให้มาก ๆไทเฮาอาจลงมือทำอะไรก็ได้ จะให้ดีส่งเขาออกนอกเมืองหลวงจะปลอดภัยกว่า...เจ้าไปเถอะข้าจะพักผ่อนสักหน่อย อีกเดี๋ยวจะต้องเข้าราชสำนักแล้ว”

     

            จวงเฟยเฟยก้มหน้า “ข้าน้อยขอตัว”

     

            นางออกจากหน่วยทหารไป หลังจากขึ้นรถม้าเรียบร้อยคนบังคับรถม้าจึงถามขึ้น “ฮูหยิน เราจะกลับบ้านเลยหรือไม่?”

     

            จวงเฟยเฟยส่ายหน้า “ไม่ ไปสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์”