ยอดสายลับโอเมก้า [จบแล้ว]

    ตอนที่ 90 เยี่ยมเยียนโอดิน (ประกาศวันวางขายเล่ม 5)

    หลังจากนั่งลงภายในรถหรูของตน เฉินอันหลานก็หยิบกระดาษจดที่อยู่ของคนครอบครองเซรุ่มตามที่หลินฉ่าวเจ๋อให้ไว้ขึ้นมาดู แล้วก็ประจักษ์ได้ในตอนนั้นว่าเหตุใดมันถึงดูคุ้นตาเขาเสียเหลือเกิน เพราะที่อยู่ในแผ่นกระดาษก็คือบ้านที่รีโนเวทใหม่หลังนั้น บ้านตรงข้ามบ้านเขา… คนที่มีเซรุ่มอยู่ในมืออยู่บ้านตรงข้ามกับเขา


    ‘บ้านตรงข้าม?’


    เฉินอันหลานรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาในทันที บ้านตรงข้ามเป็นของสามีภรรยาคู่นั้นไม่ใช่เหรอ?


    ‘ครืน ครืน ——’


    แต่ในตอนที่เฉินอันหลานกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดอันแสนคับข้องใจอยู่ จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่น เมื่อล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นเหลยจินจึงกดรับสาย เฉินอันหลานบังคับรถให้แล่นออกสู่ถนนใหญ่ไปพร้อมกับการพูดคุยโทรศัพท์


    “มีอะไร?”


    (คุณชายสาม คุณชายรองมาครับ ตอนนี้กำลังนั่งรออยู่ในห้องรับแขก)


    “พี่รอง?” เฉินอันหลานขมวดคิ้ว เอ่ยตอบกลับไป “ฉันรู้แล้ว ให้เขานั่งรอก่อนละกัน อีกครึ่งชั่วโมงฉันก็ถึง”


    หลังจากวางสาย เฉินอันหลานก็รีบเร่งขับรถกลับบ้านด้วยความรวดเร็วสูงสุด ตอนที่ขับมาถึง เขาก็พบเหลยจินยืนรออยู่หน้าประตูบ้านอยู่แล้ว เฉินอันหลานโยนกุญแจรถให้เหลยจิน จากนั้นก็เดินตรงไปยังห้องรับแขกทันที


    “พี่รอง”


    “คุณชายสามกลับมาแล้วเหรอ?”


    เมื่อได้ยินน้ำเสียงของเฉินหยินชิง เฉินอันหลานก็รู้ได้ในทันทีว่าที่อีกฝ่าย มาหาตนในวันนี้จะต้องมีเรื่องไม่ดีอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ เพียงแค่เดินเข้าไปในห้องรับแขก ก่อนจะรินน้ำชาให้กับเฉินหยินชิง


    “พี่รอง ดื่มชาก่อนครับ”


    เฉินหยินชิงรับถ้วยชามา ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก


    “ไปไหนมา กลับมาซะดึกเชียว?”


    “ไปหาเพื่อนมาครับ”


    “เพื่อนของนายอยู่ในถังเหล้าเหรอ?”


    เฉินหยินชิงทำจมูกฟุดฟิด สูดดมกลิ่นที่ติดอยู่บนตัวอีกฝ่ายและพบว่าเป็นกลิ่นเหล้าฉุกกึก


    “อันหลาน คืนพรุ่งนี้จะต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านด้วยนะ รู้แล้วใช่ไหม?” เฉินหยินชิงไม่ได้เซ้าซี้ถามเรื่องที่มาของกลิ่นเหล้าต่อ เขายกชาขึ้นดื่มก่อนจะค่อย ๆ ปรายตามองน้องชายของตัวเองอย่างรอคำตอบ


    “รู้แล้วครับ” เฉินอันหลานที่นั่งลงบนโซฟาตรงข้ามตอบกลับพี่ชาย


    “คงจะไม่ได้มีเรื่องด่วนอะไรใช่ไหม?”


    “ไม่มีครับ”


    “ป่วยล่ะ?”


    “...ก็ไม่มีครับ”


    “งั้นก็ดี” เฉินหยินชิงจ้องมองน้องชายอยู่เนิ่นนานด้วยสายตาสำรวจตรวจสอบราวกับต้องการจับพิรุธ จากนั้นเขาก็ถามเฉินอันหลานขึ้นอีกครั้ง “ยาระงับรอบนี้อยู่ได้นานแค่ไหน?”


    เฉินอันหลานลังเลเล็กน้อย แต่ก็ตอบกลับไป


    “ประมาณสิบวันครับ”


    “ไม่ได้ คงได้ถูกพ่อกับแม่จับได้ก่อนแน่”


    “ผมรู้ครับ เพราะงั้นผมถึงได้ตามหาที่อยู่ของเซรุ่มเผื่อเอาไว้”


    “อันหลาน” เฉินหยินชิงวางถ้วยชาในมือลง จากนั้นก็ปรายตามองน้องชายด้วยแววตาลุ่มลึกก่อนพูดขึ้น “ครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนายเลยก็ได้นะ ถ้าฉีดเซรุ่มต้านยาระงับภายในร่างกายไปซะแล้วกลับมาเป็นตัวเองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”


    เฉินอันหลานเงียบไปชั่วขณะ


    “นายคงจะไม่ได้อยากใช้ยาระงับไปตลอดชีวิตหรอกนะ?”


    “พี่รอง เราค่อยพูดเรื่องนี้กันวันหลังนะครับ”


    “ถ้าพูดกันหลังจากนี้ ฉันกลัวว่าจะไม่มีน้องชายคนนี้ให้พูดด้วยแล้วน่ะสิ”


    เฉินหยินชิงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้จะพูดประชดประชันแต่ทุกพยางค์ที่กล่าวออกมาจากใจจริงและเต็มไปด้วยความหมาย ถึงแม้ว่ายาระงับจะเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนได้ แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนประกอบในตัวยาที่สามารถทำลายระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย การใช้เป็นระยะเวลานานอาจจะทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เฉินอันหลานรู้ว่าเฉินหยินชิงหวังดีต่อตัวเอง ดังนั้นจึงไม่ได้เก็บเอาคำพูดเสียดสีมาใส่ใจเท่าไรนัก หลังจากที่เงียบไปพักใหญ่ก็ได้ตอบกลับไป


    “ผมขอคิดดูก่อนละกันครับ”


    “ไปคิดดูก่อนก็ได้ แต่ในช่วงสองสามวันระหว่างนี้ฉันจะหาหมอมาตรวจสุขภาพของนายก็แล้วกัน”


    “ทำไมครับ?”


    “เพื่อร่างกายของนายเอง” เฉินหยินชิงพูดต่อไป “อันหลาน ฉันและพี่ใหญ่เข้าใจความคิดของนายดี แต่กับบางเรื่องก็ ‘ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้’ ร่างกายของนายก็เหมือนกันนายเองก็หลอกลวงมันอยู่ทุกวัน...” คุณชายรองตระกูลเฉินถอนหายใจเบา ๆ “คืออย่างนี้ ไม่ช้าก็เร็วสักวันนายก็ต้องมีครอบครัว ถึงตอนนั้นนายจะคุยกับพ่อแม่ยังไง จะคุยกับคู่ชีวิตของนายยังไง?”


    ทันทีที่ได้ยินคำพูดของพี่ชาย ใบหน้าของเฉินอันหลานก็เปลี่ยนสี


    “พี่รอง...”


    “อย่าหาว่าพี่รองของนายใจร้ายเลยนะ เพราะคำพูดเหล่านี้พี่ใหญ่เขาพูดกับนายไม่ลง คนอื่น ๆ ก็พูดไม่ได้ มีแค่ฉันเท่านั้น” เฉินหยินชิงสูดลมหายใจเข้าลึก รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่พูดออกมามันโหดร้ายสำหรับน้องชายของเขามากแค่ไหน แต่ถ้าเขาไม่พูดน้องชายคนนี้ก็จะไม่กล้าเผชิญกับความเป็นจริง และเอาแต่เลี่ยงปัญหาไปตลอด


    “แต่ถ้าตราบใดที่มีความหวังที่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติร่างกายของนายได้ พี่รองคนนี้ก็พร้อมที่จะสละทุกอย่างทำทุกทางเพื่อให้นายได้สมปรารถนา แต่ความจริงมันอยู่ตรงหน้าแล้ว… ไม่มีความหวังอะไรทั้งสิ้น พี่ใหญ่และพี่รองไม่ได้ต้องการให้นายต้องทำงานหนักมากมายขนาดนี้ พวกเราหวังแค่ให้นายได้ใช้ชีวิตในชาตินี้ให้มีความสุข นายเข้าใจพี่รองใช่ไหม?”


    “พ่อกับแม่บอกให้พี่และพี่ใหญ่มาพูดให้ผมเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ใช่ไหม?”


    “นายอยากฟังความจริงหรือเรื่องโกหกล่ะ?”


    “ความจริง”


    เฉินหยินชิงจ้องมองเฉินอันหลานนานหลายวินาทีก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดขึ้นอย่างไม่คิดปิดบัง


    “ใช่ จุดประสงค์ที่เรียกนายกลับบ้านครั้งนี้ก็เพื่อจะได้หารือกันเรื่องของนาย”


    “พี่กับพี่ใหญ่ก็ยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัวเลยนี่ครับ?”


    “อันหลาน นายน่าจะเข้าใจเหตุผลดี ทุกคนเป็นห่วงนาย นายก็รู้ว่าเพราะอะไรเราถึงทำแบบนี้ ...”


    “เพราะผมเป็นโอเมก้า?”


    เฉินหยินชิงกำลังจะอ้าปาก แต่ก็ถูกอีกฝ่ายโต้กลับมาจนทำให้เขาไม่สามารถพูดออกไปได้อีก


    “ผมเข้าใจแล้ว” เฉินอันหลานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ให้กับความจริงอันเจ็บปวด ในตอนที่ปรายตาไปมองเฉินหยินชิง แววตาของเขาก็กลับมาสุขุมและเงียบงันตามปกติแล้ว “คืนพรุ่งนี้ผมจะไปให้ตรงเวลาครับ วางใจได้”


    “อันหลาน”


    “ไม่ต้องพูดปลอบใจผมหรอกครับ เมื่อกี้พี่ก็พูดแล้ว ว่าผมน่าจะเข้าใจเหตุผลดี”


    เฉินหยินชิงเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นทีเล่นทีจริง


    “ในใจของนายคงจะไม่ได้กำลังคิดอยากทำร้ายพ่อตัวเองหรอกนะ?”


    เฉินอันหลานหันมองพี่ชายโดยไม่ได้พูดอะไร


    “มีบางครั้งที่ฉันเองก็คิดแบบนี้” เฉินหยินชิงเลิกคิ้วสูง ยกถ้วยชาขึ้นดื่มอีกครั้งแล้วพูดต่อ “แต่เขาเป็นพ่อ นายกับฉันต่างก็เคารพเขา ถ้าเขาตัดสินใจยังไง สุดท้ายก็เพื่อตัวนาย เพื่อวงศ์ตระกูล เข้าใจใช่ไหม?”


    “เข้าใจครับ”


    “อีกไม่นานพี่ใหญ่กับฉันก็จะได้รับการสืบทอดและครอบครองทุกอย่าง พวกเราจะพานายกลับมาอยู่ด้วยกัน ถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครมาบีบบังคับให้นายทำเรื่องที่ไม่ชอบได้อีกแล้ว”


    เฉินอันหลานยิ้มออกมาอย่างขมขื่น รู้ทั้งรู้ว่าเฉินหยินชิงนั้นหวังดีต่อตัวเองมาก แต่กลับไม่สามารถทำใจให้รู้สึกคล้อยตามคำพูดของเขาได้เลย


    เมื่อเข้าสู่หัวข้อสนทนานี้ทีไร ในใจของทั้งสองคนต่างรู้สึกไม่ค่อยดีเสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ต่อ เฉินอันหลานได้แต่รอให้เฉินหยินชิงดื่มชาจนหมดถ้วย จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปส่งพี่ชายคนรอง เมื่อรถของเฉินหยินชิงจากไปแล้ว ภายในใจของเขากลับมีแต่ความว่างเปล่า โดยไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกอย่างไร


    “คุณชายสามครับ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว กลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถอะครับ”


    “เหลยจิน”


    “ครับ คุณชายสาม”


    “ถ้าให้นายอยู่กับคนที่นายไม่ชอบไปตลอดชีวิต นายจะยอมไหม?”


    “ไม่ยอมครับ อยู่กับคนที่ไม่ชอบไปตลอดชีวิต ยังไงก็เป็นทุกข์ครับ”


    ‘เป็นทุกข์?’


    เฉินอันหลานไม่กล้าคิดถึงอนาคตต่อจากนี้อีก เดิมทีเขามีแค่เหลียงลั่วหยิน เพียงคนเดียว ถึงแม้ว่าเมื่อพ่อกับแม่รู้เรื่องของพวกเขา พวกท่านจะต้องคัดค้านอย่างแน่นอนก็ตาม แต่เมื่อมีเหลียงลั่วหยินอยู่ อย่างน้อยเขาก็ยังมีความกล้าและเหตุผลมากพอที่จะเกลี้ยกล่อมให้ตัวเองฮึดสู้ แต่เมื่อเหลียงลั่วหยินจากไป เขาจะเอาอะไรไปต่อต้านพ่อกับแม่ ต่อต้านกับโชคชะตาของตัวเอง?


    ...คนเราก็ต้องมีทางเดินชีวิตเป็นของตัวเอง...


    นี่เป็นคำพูดที่ลานเซลอตเคยพูดกับเขา คำพูดฟังดูง่ายแต่จะให้ทำมันยาก เขาเป็นลูกชายของตระกูลเฉิน ชีวิตเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่และตระกูลให้มา เขามีสิทธิ์อะไรไปมีชีวิตเพื่อตัวเอง? ขนาดพี่ใหญ่และพี่รองที่เป็นความภาคภูมิใจของพ่อและแม่ก็ยังต้องมีชีวิตเพื่อวงศ์ตระกูล และต้องทำงานอย่างหนักเพื่อธุรกิจของตระกูลไม่ใช่เหรอ?


    พี่ใหญ่และพี่รองต่างก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ใช้ชีวิตของตัวเองสักนิด เขาจะเป็นคนเดียวที่ใช้สิทธิพิเศษนั้นได้อย่างไร?


    “แต่มันก็ไม่เป็นไรนี่ครับ ไม่เหมาะสมกันก็หย่ากัน ไม่จำเป็นต้องบังคับฝืนใจตัวเองนี่ครับ”


    “นายพูดว่าไงนะ?”


    “ผมบอกว่าถ้าไม่เหมาะสมกันก็หย่ากันได้ครับ”


    เฉินอันหลานหรี่ตาทั้งสองข้างลง


    เมื่อเหลยจินเห็นสายตาแบบนั้นของคุณชายสามก็รีบถอยหลังไปสองก้าวเพื่อรักษาระยะห่างเอาไว้ในทันที


    “เหลยจิน ฉันเพิ่งรู้ว่านายก็เป็นคนที่รู้เรื่องคนหนึ่งเหมือนกันนะ”


    “...ใช่ ใช่เหรอครับ?”


    “ใช้ชีวิตได้อย่างเข้าใจ”


    “...” เหลยจินพูดไม่ออก ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกขนลุกแปลก ๆ กับการที่พบว่าจู่ ๆ สภาพจิตใจของคุณชายสามก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉินอันหลานกวักมือเรียกเขา เหลยจินจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปหา


    ด้วยความที่อีกฝ่ายนั้นเคร่งขรึมกว่าเฉินหยินชิง เหลยจินจึงยิ่งหวั่นเกรงกับความใจดีที่ได้รับอย่างฉับพลันนี้ ถ้าเฉินอันหลานทำดีต่อเขา...นั้นย่อมหมายความว่ากำลังมีเรื่องน่าลำบากใจรอเขาอยู่!


    “มานี่!”


    “ครับ!”


    เฉินอันหลานเอ่ยปากเรียกเป็นครั้งที่สอง เหลยจินไม่กล้าอืดอาดอีกและรีบรุดมาตรงหน้าเจ้านายทันที เฉินอันหลานจ้องมองเหลยจินนานหลายวินาทีก่อนจะยกขาข้างหนึ่งเตะป๊าบไปบนก้นของเขาโดยไม่พูดไม่จา เหลยจินไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมา และก็ไม่กล้าลูบก้นของตัวเองอีกด้วย ได้แต่ย่อขาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดไปพลาง และแอบพิจารณาสีหน้าของเฉินอันหลานไปพลาง


    “เตะนี้เพื่อบอกนายว่า ต่อไปให้พูดน้อย ๆ ถ้าไม่ได้อนุญาตให้นายพูด”


    “ขะ… เข้าใจแล้วครับ...”


    “เรื่องบาวดี้ยังไม่จบ นายรู้ใช่ไหม?”


    “ผมได้ส่งคนออกไปตามหาแล้วครับ”


    “ยังมีอะไรอีกไหม?”


    “ไม่ ไม่มีแล้วครับ”


    เฉินอันหลานกวักมือเรียกเหลยจินที่ค่อย ๆ เขยิบออกห่างให้ขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบบอก


    “วางเรื่องของบาวดี้ลงก่อน พรุ่งนี้เช้านายช่วยไปซื้อของขวัญมาให้ฉันชิ้นหนึ่ง ฉันต้องใช้”


    เหลยจินพยักหน้า


    “จริงสิ เจ้าของบ้านตรงข้ามเป็นใคร นายเคยเจอเขาไหม?”


    “ไม่เคยเจอเลยครับ... ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เดี๋ยวผมลองไปสอบถามให้นะครับ?”


    “พรุ่งนี้ฉันไม่ใช้นายดีกว่า”


    เฉินอันหลานปรายตามองไปทางบ้านที่อยู่ตรงข้าม และก็เห็นว่าม่านหน้าต่างบนชั้นสองนั้นยังคงถูกเลื่อนปิดไว้อย่างแน่นหนา ไม่เผยให้เห็นช่องว่างใด ๆ แม้แต่แสงไฟเล็ดลอดออกมาก็ไม่เห็น… เฉินอันหลานหรี่ตาทั้งสองข้างลงอีกครั้ง ก่อนชำเลืองมองไปทางเหลยจินด้วยความหงุดหงิดใจแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไป


    เหลยจินไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นไปยั่วโมโหเฉินอันหลานตรงไหนตอนไหน นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก เขาจึงได้แต่เอามือลูบก้นที่เจ็บปวดของตัวเองป้อย ๆ แล้วเดินกะเผลกตามเข้าไป


     


    ※※※※※※※※※※


     


    เช้าวันต่อมา เหลยจินได้ซื้อของขวัญถุงเล็กและถุงใหญ่มาวางในห้องรับแขกเพื่อรอเฉินอันหลานลงมาตรวจสอบ เฉินอันหลานจับของพวกนั้นพลิกไปพลิกมา ของส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นของล้ำค่าทั้งสิ้น มีทั้งยาสมุนไพร เครื่องประดับหยก อุปกรณ์เครื่องครัวราคาแพง และอีกสารพัดอย่างมากมาย


    เฉินอันหลานดึงส้อมแหลม ๆ ออกมาจากกล่องอุปกรณ์เครื่องครัวแล้วชี้มันไปที่ลำคอของเหลยจินโดยไม่พูดไม่จา อีกเพียงนิดเดียวปลายส้อมก็จะเสียบเข้าไปในเนื้อของเหลยจินได้แล้ว


    “นายซื้ออะไรมา จะเอาไปฆ่าใครเหรอ?”


    “นี่... นี่เป็นของที่มีราคาแพงทั้งนั้นเลยนะครับ”


    “ครอบครัวนายชอบเอาของแบบนี้ให้เป็นของขวัญงั้นสิ?”


    ส้อมในมือของเฉินอันหลานไล้ขึ้นสูง คอของเหลยจินก็ยืดตามไปหลายเซนติเมตร เพราะกลัวว่าจะถูกส้อมคม ๆ แทงตายก่อนได้แก่


    “วันปีใหม่พวกเราก็ให้สิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญครับ ยาสมุนไพรบำรุงร่างกาย… แล้วก็หยกมงคล จะวางไว้ในห้องรับแขกหรือว่าห้องครัวก็ดีทั้งนั้นครับ ราคานี่จัดว่าแพงมาก คนส่วนใหญ่ก็มักจะเอาของแบบนี้ให้เป็นของขวัญครับ”


    เฉินอันหลานแทบอยากจะทิ่มส้อมเข้าเนื้อของเหลยจินให้รู้แล้วรู้รอด


    ถ้าจะให้คนไปซื้อมาใหม่มันก็คงจะไม่ทันกาลแล้ว สุดท้ายคุณชายตระกูลเฉินจึงทำได้เพียงแค่เลือกของขวัญไม่กี่อย่างที่คิดว่าใช้ได้ออกมา จากนั้นก็สั่งให้เหลยจินนำไปส่งให้เพื่อนบ้านที่อยู่บ้านตรงข้าม


    “ไปกดกริ่ง”


    “ครับ”


    เหลยจินวางถุงของขวัญเหล่านั้นลง แล้วเดินไปกดกริ่ง


    ไม่นาน ประตูก็ถูกเปิดออกโดยคนคุ้นหน้าคุ้นตา


    “อันหลาน? นายมาได้ยังไง?”


    คนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเจียงหยางที่เขาไปเยี่ยมเยียนที่โรงพยาบาลเมื่อสองสามวันก่อน


    เฉินอันหลานชำเลืองมองเจียงหยางครั้งหนึ่ง ก่อนมองเข้าไปในบ้านอีกครั้ง


    “คุณพักอยู่ที่นี่เหรอ?” เขาถามขึ้นด้วยความสงสัย


    “เปล่า ๆ …ไม่ใช่ แล้วนายมาได้ยังไงล่ะ?”


    “ผมมาหาเจ้าของบ้าน”


    “บังเอิญจังเลย ฉันเองก็มาหาเจ้าของบ้านเหมือนกัน”


    “คนที่คุณมาหาเป็นใคร?....”


    “ต้องขอโทษด้วยนะครับหัวหน้าหยาง ที่ทำให้คุณต้องรอนาน นายน้อยของเรากำลังลงมา... คุณชายเฉิน?”


    ยังไม่ทันที่เฉินอันหลานจะถามจบ เสียงอันคุ้นเคยก็ดังออกมาจากภายในบ้าน เมื่อเฉินอันหลานหันไปมองก็ได้ประจักษ์ว่า เสียงอันคุ้นเคยนั้นเป็นของหมิงจวงที่เขาเจอในโรงแรมเมื่อวาน


    “โอ๊ะโอ๋ คุณชายสามก็มาด้วยเหรอครับเนี่ย?”


    วินาทีต่อจากนั้นเว่ยเชียนเฉินก็เดินตามหลังหมิงจวงออกมาพร้อมกับน้ำเสียงที่ทั้งกวนประสาทและน่าเอือมระอา อีกฝ่ายยังคงใส่ชุดหนังสีดำตัวยาวตามเคย เช่นเดียวกับสายตากระหยิ่มยิ้มย่องกวนประสาทที่ใช้มองมาทางเฉินอันหลาน


    สายลับหนุ่มขมวดคิ้วเป็นปมแน่น


     เล่ม 5 วางขายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 จ้า


     

    คล้ายกับเรื่องยอดสายลับโอเมก้า [จบแล้ว] ที่คุณอ่าน