หลังจากนั่งลงภายในรถหรูของตน เฉินอันหลานก็หยิบกระดาษจดที่อยู่ของคนครอบครองเซรุ่มตามที่หลินฉ่าวเจ๋อให้ไว้ขึ้นมาดู แล้วก็ประจักษ์ได้ในตอนนั้นว่าเหตุใดมันถึงดูคุ้นตาเขาเสียเหลือเกิน เพราะที่อยู่ในแผ่นกระดาษก็คือบ้านที่รีโนเวทใหม่หลังนั้น บ้านตรงข้ามบ้านเขา… คนที่มีเซรุ่มอยู่ในมืออยู่บ้านตรงข้ามกับเขา
‘บ้านตรงข้าม?’
เฉินอันหลานรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาในทันที บ้านตรงข้ามเป็นของสามีภรรยาคู่นั้นไม่ใช่เหรอ?
‘ครืน ครืน ——’
แต่ในตอนที่เฉินอันหลานกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดอันแสนคับข้องใจอยู่ จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่น เมื่อล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นเหลยจินจึงกดรับสาย เฉินอันหลานบังคับรถให้แล่นออกสู่ถนนใหญ่ไปพร้อมกับการพูดคุยโทรศัพท์
“มีอะไร?”
(คุณชายสาม คุณชายรองมาครับ ตอนนี้กำลังนั่งรออยู่ในห้องรับแขก)
“พี่รอง?” เฉินอันหลานขมวดคิ้ว เอ่ยตอบกลับไป “ฉันรู้แล้ว ให้เขานั่งรอก่อนละกัน อีกครึ่งชั่วโมงฉันก็ถึง”
หลังจากวางสาย เฉินอันหลานก็รีบเร่งขับรถกลับบ้านด้วยความรวดเร็วสูงสุด ตอนที่ขับมาถึง เขาก็พบเหลยจินยืนรออยู่หน้าประตูบ้านอยู่แล้ว เฉินอันหลานโยนกุญแจรถให้เหลยจิน จากนั้นก็เดินตรงไปยังห้องรับแขกทันที
“พี่รอง”
“คุณชายสามกลับมาแล้วเหรอ?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงของเฉินหยินชิง เฉินอันหลานก็รู้ได้ในทันทีว่าที่อีกฝ่าย มาหาตนในวันนี้จะต้องมีเรื่องไม่ดีอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ เพียงแค่เดินเข้าไปในห้องรับแขก ก่อนจะรินน้ำชาให้กับเฉินหยินชิง
“พี่รอง ดื่มชาก่อนครับ”
เฉินหยินชิงรับถ้วยชามา ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
“ไปไหนมา กลับมาซะดึกเชียว?”
“ไปหาเพื่อนมาครับ”
“เพื่อนของนายอยู่ในถังเหล้าเหรอ?”
เฉินหยินชิงทำจมูกฟุดฟิด สูดดมกลิ่นที่ติดอยู่บนตัวอีกฝ่ายและพบว่าเป็นกลิ่นเหล้าฉุกกึก
“อันหลาน คืนพรุ่งนี้จะต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านด้วยนะ รู้แล้วใช่ไหม?” เฉินหยินชิงไม่ได้เซ้าซี้ถามเรื่องที่มาของกลิ่นเหล้าต่อ เขายกชาขึ้นดื่มก่อนจะค่อย ๆ ปรายตามองน้องชายของตัวเองอย่างรอคำตอบ
“รู้แล้วครับ” เฉินอันหลานที่นั่งลงบนโซฟาตรงข้ามตอบกลับพี่ชาย
“คงจะไม่ได้มีเรื่องด่วนอะไรใช่ไหม?”
“ไม่มีครับ”
“ป่วยล่ะ?”
“...ก็ไม่มีครับ”
“งั้นก็ดี” เฉินหยินชิงจ้องมองน้องชายอยู่เนิ่นนานด้วยสายตาสำรวจตรวจสอบราวกับต้องการจับพิรุธ จากนั้นเขาก็ถามเฉินอันหลานขึ้นอีกครั้ง “ยาระงับรอบนี้อยู่ได้นานแค่ไหน?”
เฉินอันหลานลังเลเล็กน้อย แต่ก็ตอบกลับไป
“ประมาณสิบวันครับ”
“ไม่ได้ คงได้ถูกพ่อกับแม่จับได้ก่อนแน่”
“ผมรู้ครับ เพราะงั้นผมถึงได้ตามหาที่อยู่ของเซรุ่มเผื่อเอาไว้”
“อันหลาน” เฉินหยินชิงวางถ้วยชาในมือลง จากนั้นก็ปรายตามองน้องชายด้วยแววตาลุ่มลึกก่อนพูดขึ้น “ครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนายเลยก็ได้นะ ถ้าฉีดเซรุ่มต้านยาระงับภายในร่างกายไปซะแล้วกลับมาเป็นตัวเองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
เฉินอันหลานเงียบไปชั่วขณะ
“นายคงจะไม่ได้อยากใช้ยาระงับไปตลอดชีวิตหรอกนะ?”
“พี่รอง เราค่อยพูดเรื่องนี้กันวันหลังนะครับ”
“ถ้าพูดกันหลังจากนี้ ฉันกลัวว่าจะไม่มีน้องชายคนนี้ให้พูดด้วยแล้วน่ะสิ”
เฉินหยินชิงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้จะพูดประชดประชันแต่ทุกพยางค์ที่กล่าวออกมาจากใจจริงและเต็มไปด้วยความหมาย ถึงแม้ว่ายาระงับจะเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนได้ แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนประกอบในตัวยาที่สามารถทำลายระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย การใช้เป็นระยะเวลานานอาจจะทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เฉินอันหลานรู้ว่าเฉินหยินชิงหวังดีต่อตัวเอง ดังนั้นจึงไม่ได้เก็บเอาคำพูดเสียดสีมาใส่ใจเท่าไรนัก หลังจากที่เงียบไปพักใหญ่ก็ได้ตอบกลับไป
“ผมขอคิดดูก่อนละกันครับ”
“ไปคิดดูก่อนก็ได้ แต่ในช่วงสองสามวันระหว่างนี้ฉันจะหาหมอมาตรวจสุขภาพของนายก็แล้วกัน”
“ทำไมครับ?”
“เพื่อร่างกายของนายเอง” เฉินหยินชิงพูดต่อไป “อันหลาน ฉันและพี่ใหญ่เข้าใจความคิดของนายดี แต่กับบางเรื่องก็ ‘ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้’ ร่างกายของนายก็เหมือนกันนายเองก็หลอกลวงมันอยู่ทุกวัน...” คุณชายรองตระกูลเฉินถอนหายใจเบา ๆ “คืออย่างนี้ ไม่ช้าก็เร็วสักวันนายก็ต้องมีครอบครัว ถึงตอนนั้นนายจะคุยกับพ่อแม่ยังไง จะคุยกับคู่ชีวิตของนายยังไง?”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดของพี่ชาย ใบหน้าของเฉินอันหลานก็เปลี่ยนสี
“พี่รอง...”
“อย่าหาว่าพี่รองของนายใจร้ายเลยนะ เพราะคำพูดเหล่านี้พี่ใหญ่เขาพูดกับนายไม่ลง คนอื่น ๆ ก็พูดไม่ได้ มีแค่ฉันเท่านั้น” เฉินหยินชิงสูดลมหายใจเข้าลึก รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่พูดออกมามันโหดร้ายสำหรับน้องชายของเขามากแค่ไหน แต่ถ้าเขาไม่พูดน้องชายคนนี้ก็จะไม่กล้าเผชิญกับความเป็นจริง และเอาแต่เลี่ยงปัญหาไปตลอด
“แต่ถ้าตราบใดที่มีความหวังที่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติร่างกายของนายได้ พี่รองคนนี้ก็พร้อมที่จะสละทุกอย่างทำทุกทางเพื่อให้นายได้สมปรารถนา แต่ความจริงมันอยู่ตรงหน้าแล้ว… ไม่มีความหวังอะไรทั้งสิ้น พี่ใหญ่และพี่รองไม่ได้ต้องการให้นายต้องทำงานหนักมากมายขนาดนี้ พวกเราหวังแค่ให้นายได้ใช้ชีวิตในชาตินี้ให้มีความสุข นายเข้าใจพี่รองใช่ไหม?”
“พ่อกับแม่บอกให้พี่และพี่ใหญ่มาพูดให้ผมเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ใช่ไหม?”
“นายอยากฟังความจริงหรือเรื่องโกหกล่ะ?”
“ความจริง”
เฉินหยินชิงจ้องมองเฉินอันหลานนานหลายวินาทีก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดขึ้นอย่างไม่คิดปิดบัง
“ใช่ จุดประสงค์ที่เรียกนายกลับบ้านครั้งนี้ก็เพื่อจะได้หารือกันเรื่องของนาย”
“พี่กับพี่ใหญ่ก็ยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัวเลยนี่ครับ?”
“อันหลาน นายน่าจะเข้าใจเหตุผลดี ทุกคนเป็นห่วงนาย นายก็รู้ว่าเพราะอะไรเราถึงทำแบบนี้ ...”
“เพราะผมเป็นโอเมก้า?”
เฉินหยินชิงกำลังจะอ้าปาก แต่ก็ถูกอีกฝ่ายโต้กลับมาจนทำให้เขาไม่สามารถพูดออกไปได้อีก
“ผมเข้าใจแล้ว” เฉินอันหลานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ให้กับความจริงอันเจ็บปวด ในตอนที่ปรายตาไปมองเฉินหยินชิง แววตาของเขาก็กลับมาสุขุมและเงียบงันตามปกติแล้ว “คืนพรุ่งนี้ผมจะไปให้ตรงเวลาครับ วางใจได้”
“อันหลาน”
“ไม่ต้องพูดปลอบใจผมหรอกครับ เมื่อกี้พี่ก็พูดแล้ว ว่าผมน่าจะเข้าใจเหตุผลดี”
เฉินหยินชิงเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นทีเล่นทีจริง
“ในใจของนายคงจะไม่ได้กำลังคิดอยากทำร้ายพ่อตัวเองหรอกนะ?”
เฉินอันหลานหันมองพี่ชายโดยไม่ได้พูดอะไร
“มีบางครั้งที่ฉันเองก็คิดแบบนี้” เฉินหยินชิงเลิกคิ้วสูง ยกถ้วยชาขึ้นดื่มอีกครั้งแล้วพูดต่อ “แต่เขาเป็นพ่อ นายกับฉันต่างก็เคารพเขา ถ้าเขาตัดสินใจยังไง สุดท้ายก็เพื่อตัวนาย เพื่อวงศ์ตระกูล เข้าใจใช่ไหม?”
“เข้าใจครับ”
“อีกไม่นานพี่ใหญ่กับฉันก็จะได้รับการสืบทอดและครอบครองทุกอย่าง พวกเราจะพานายกลับมาอยู่ด้วยกัน ถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครมาบีบบังคับให้นายทำเรื่องที่ไม่ชอบได้อีกแล้ว”
เฉินอันหลานยิ้มออกมาอย่างขมขื่น รู้ทั้งรู้ว่าเฉินหยินชิงนั้นหวังดีต่อตัวเองมาก แต่กลับไม่สามารถทำใจให้รู้สึกคล้อยตามคำพูดของเขาได้เลย
เมื่อเข้าสู่หัวข้อสนทนานี้ทีไร ในใจของทั้งสองคนต่างรู้สึกไม่ค่อยดีเสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ต่อ เฉินอันหลานได้แต่รอให้เฉินหยินชิงดื่มชาจนหมดถ้วย จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปส่งพี่ชายคนรอง เมื่อรถของเฉินหยินชิงจากไปแล้ว ภายในใจของเขากลับมีแต่ความว่างเปล่า โดยไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกอย่างไร
“คุณชายสามครับ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว กลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถอะครับ”
“เหลยจิน”
“ครับ คุณชายสาม”
“ถ้าให้นายอยู่กับคนที่นายไม่ชอบไปตลอดชีวิต นายจะยอมไหม?”
“ไม่ยอมครับ อยู่กับคนที่ไม่ชอบไปตลอดชีวิต ยังไงก็เป็นทุกข์ครับ”
‘เป็นทุกข์?’
เฉินอันหลานไม่กล้าคิดถึงอนาคตต่อจากนี้อีก เดิมทีเขามีแค่เหลียงลั่วหยิน เพียงคนเดียว ถึงแม้ว่าเมื่อพ่อกับแม่รู้เรื่องของพวกเขา พวกท่านจะต้องคัดค้านอย่างแน่นอนก็ตาม แต่เมื่อมีเหลียงลั่วหยินอยู่ อย่างน้อยเขาก็ยังมีความกล้าและเหตุผลมากพอที่จะเกลี้ยกล่อมให้ตัวเองฮึดสู้ แต่เมื่อเหลียงลั่วหยินจากไป เขาจะเอาอะไรไปต่อต้านพ่อกับแม่ ต่อต้านกับโชคชะตาของตัวเอง?
...คนเราก็ต้องมีทางเดินชีวิตเป็นของตัวเอง...
นี่เป็นคำพูดที่ลานเซลอตเคยพูดกับเขา คำพูดฟังดูง่ายแต่จะให้ทำมันยาก เขาเป็นลูกชายของตระกูลเฉิน ชีวิตเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่และตระกูลให้มา เขามีสิทธิ์อะไรไปมีชีวิตเพื่อตัวเอง? ขนาดพี่ใหญ่และพี่รองที่เป็นความภาคภูมิใจของพ่อและแม่ก็ยังต้องมีชีวิตเพื่อวงศ์ตระกูล และต้องทำงานอย่างหนักเพื่อธุรกิจของตระกูลไม่ใช่เหรอ?
พี่ใหญ่และพี่รองต่างก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ใช้ชีวิตของตัวเองสักนิด เขาจะเป็นคนเดียวที่ใช้สิทธิพิเศษนั้นได้อย่างไร?
“แต่มันก็ไม่เป็นไรนี่ครับ ไม่เหมาะสมกันก็หย่ากัน ไม่จำเป็นต้องบังคับฝืนใจตัวเองนี่ครับ”
“นายพูดว่าไงนะ?”
“ผมบอกว่าถ้าไม่เหมาะสมกันก็หย่ากันได้ครับ”
เฉินอันหลานหรี่ตาทั้งสองข้างลง
เมื่อเหลยจินเห็นสายตาแบบนั้นของคุณชายสามก็รีบถอยหลังไปสองก้าวเพื่อรักษาระยะห่างเอาไว้ในทันที
“เหลยจิน ฉันเพิ่งรู้ว่านายก็เป็นคนที่รู้เรื่องคนหนึ่งเหมือนกันนะ”
“...ใช่ ใช่เหรอครับ?”
“ใช้ชีวิตได้อย่างเข้าใจ”
“...” เหลยจินพูดไม่ออก ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกขนลุกแปลก ๆ กับการที่พบว่าจู่ ๆ สภาพจิตใจของคุณชายสามก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉินอันหลานกวักมือเรียกเขา เหลยจินจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปหา
ด้วยความที่อีกฝ่ายนั้นเคร่งขรึมกว่าเฉินหยินชิง เหลยจินจึงยิ่งหวั่นเกรงกับความใจดีที่ได้รับอย่างฉับพลันนี้ ถ้าเฉินอันหลานทำดีต่อเขา...นั้นย่อมหมายความว่ากำลังมีเรื่องน่าลำบากใจรอเขาอยู่!
“มานี่!”
“ครับ!”
เฉินอันหลานเอ่ยปากเรียกเป็นครั้งที่สอง เหลยจินไม่กล้าอืดอาดอีกและรีบรุดมาตรงหน้าเจ้านายทันที เฉินอันหลานจ้องมองเหลยจินนานหลายวินาทีก่อนจะยกขาข้างหนึ่งเตะป๊าบไปบนก้นของเขาโดยไม่พูดไม่จา เหลยจินไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมา และก็ไม่กล้าลูบก้นของตัวเองอีกด้วย ได้แต่ย่อขาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดไปพลาง และแอบพิจารณาสีหน้าของเฉินอันหลานไปพลาง
“เตะนี้เพื่อบอกนายว่า ต่อไปให้พูดน้อย ๆ ถ้าไม่ได้อนุญาตให้นายพูด”
“ขะ… เข้าใจแล้วครับ...”
“เรื่องบาวดี้ยังไม่จบ นายรู้ใช่ไหม?”
“ผมได้ส่งคนออกไปตามหาแล้วครับ”
“ยังมีอะไรอีกไหม?”
“ไม่ ไม่มีแล้วครับ”
เฉินอันหลานกวักมือเรียกเหลยจินที่ค่อย ๆ เขยิบออกห่างให้ขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบบอก
“วางเรื่องของบาวดี้ลงก่อน พรุ่งนี้เช้านายช่วยไปซื้อของขวัญมาให้ฉันชิ้นหนึ่ง ฉันต้องใช้”
เหลยจินพยักหน้า
“จริงสิ เจ้าของบ้านตรงข้ามเป็นใคร นายเคยเจอเขาไหม?”
“ไม่เคยเจอเลยครับ... ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เดี๋ยวผมลองไปสอบถามให้นะครับ?”
“พรุ่งนี้ฉันไม่ใช้นายดีกว่า”
เฉินอันหลานปรายตามองไปทางบ้านที่อยู่ตรงข้าม และก็เห็นว่าม่านหน้าต่างบนชั้นสองนั้นยังคงถูกเลื่อนปิดไว้อย่างแน่นหนา ไม่เผยให้เห็นช่องว่างใด ๆ แม้แต่แสงไฟเล็ดลอดออกมาก็ไม่เห็น… เฉินอันหลานหรี่ตาทั้งสองข้างลงอีกครั้ง ก่อนชำเลืองมองไปทางเหลยจินด้วยความหงุดหงิดใจแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไป
เหลยจินไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นไปยั่วโมโหเฉินอันหลานตรงไหนตอนไหน นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก เขาจึงได้แต่เอามือลูบก้นที่เจ็บปวดของตัวเองป้อย ๆ แล้วเดินกะเผลกตามเข้าไป
※※※※※※※※※※
เช้าวันต่อมา เหลยจินได้ซื้อของขวัญถุงเล็กและถุงใหญ่มาวางในห้องรับแขกเพื่อรอเฉินอันหลานลงมาตรวจสอบ เฉินอันหลานจับของพวกนั้นพลิกไปพลิกมา ของส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นของล้ำค่าทั้งสิ้น มีทั้งยาสมุนไพร เครื่องประดับหยก อุปกรณ์เครื่องครัวราคาแพง และอีกสารพัดอย่างมากมาย
เฉินอันหลานดึงส้อมแหลม ๆ ออกมาจากกล่องอุปกรณ์เครื่องครัวแล้วชี้มันไปที่ลำคอของเหลยจินโดยไม่พูดไม่จา อีกเพียงนิดเดียวปลายส้อมก็จะเสียบเข้าไปในเนื้อของเหลยจินได้แล้ว
“นายซื้ออะไรมา จะเอาไปฆ่าใครเหรอ?”
“นี่... นี่เป็นของที่มีราคาแพงทั้งนั้นเลยนะครับ”
“ครอบครัวนายชอบเอาของแบบนี้ให้เป็นของขวัญงั้นสิ?”
ส้อมในมือของเฉินอันหลานไล้ขึ้นสูง คอของเหลยจินก็ยืดตามไปหลายเซนติเมตร เพราะกลัวว่าจะถูกส้อมคม ๆ แทงตายก่อนได้แก่
“วันปีใหม่พวกเราก็ให้สิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญครับ ยาสมุนไพรบำรุงร่างกาย… แล้วก็หยกมงคล จะวางไว้ในห้องรับแขกหรือว่าห้องครัวก็ดีทั้งนั้นครับ ราคานี่จัดว่าแพงมาก คนส่วนใหญ่ก็มักจะเอาของแบบนี้ให้เป็นของขวัญครับ”
เฉินอันหลานแทบอยากจะทิ่มส้อมเข้าเนื้อของเหลยจินให้รู้แล้วรู้รอด
ถ้าจะให้คนไปซื้อมาใหม่มันก็คงจะไม่ทันกาลแล้ว สุดท้ายคุณชายตระกูลเฉินจึงทำได้เพียงแค่เลือกของขวัญไม่กี่อย่างที่คิดว่าใช้ได้ออกมา จากนั้นก็สั่งให้เหลยจินนำไปส่งให้เพื่อนบ้านที่อยู่บ้านตรงข้าม
“ไปกดกริ่ง”
“ครับ”
เหลยจินวางถุงของขวัญเหล่านั้นลง แล้วเดินไปกดกริ่ง
ไม่นาน ประตูก็ถูกเปิดออกโดยคนคุ้นหน้าคุ้นตา
“อันหลาน? นายมาได้ยังไง?”
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเจียงหยางที่เขาไปเยี่ยมเยียนที่โรงพยาบาลเมื่อสองสามวันก่อน
เฉินอันหลานชำเลืองมองเจียงหยางครั้งหนึ่ง ก่อนมองเข้าไปในบ้านอีกครั้ง
“คุณพักอยู่ที่นี่เหรอ?” เขาถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เปล่า ๆ …ไม่ใช่ แล้วนายมาได้ยังไงล่ะ?”
“ผมมาหาเจ้าของบ้าน”
“บังเอิญจังเลย ฉันเองก็มาหาเจ้าของบ้านเหมือนกัน”
“คนที่คุณมาหาเป็นใคร?....”
“ต้องขอโทษด้วยนะครับหัวหน้าหยาง ที่ทำให้คุณต้องรอนาน นายน้อยของเรากำลังลงมา... คุณชายเฉิน?”
ยังไม่ทันที่เฉินอันหลานจะถามจบ เสียงอันคุ้นเคยก็ดังออกมาจากภายในบ้าน เมื่อเฉินอันหลานหันไปมองก็ได้ประจักษ์ว่า เสียงอันคุ้นเคยนั้นเป็นของหมิงจวงที่เขาเจอในโรงแรมเมื่อวาน
“โอ๊ะโอ๋ คุณชายสามก็มาด้วยเหรอครับเนี่ย?”
วินาทีต่อจากนั้นเว่ยเชียนเฉินก็เดินตามหลังหมิงจวงออกมาพร้อมกับน้ำเสียงที่ทั้งกวนประสาทและน่าเอือมระอา อีกฝ่ายยังคงใส่ชุดหนังสีดำตัวยาวตามเคย เช่นเดียวกับสายตากระหยิ่มยิ้มย่องกวนประสาทที่ใช้มองมาทางเฉินอันหลาน
สายลับหนุ่มขมวดคิ้วเป็นปมแน่น
เล่ม 5 วางขายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 จ้า