โอสถทิพย์นั้นสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้วถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็การฟื้นฟูพลังิญญา การเสริมสร้างปราณโลหิตหรือการแสวงหาหนทางทะลวงพันธนาการแห่งการฝึกตน ล้วนต้องอาศัยพลังจากโอสถทิพย์ทั้งสิ้น
มนุษย์ยอมตายเพื่อทรัพย์สิน นกยอมตายเพื่ออาหาร โอสถทิพย์สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรนั้นมีค่าเหนือยิ่งกว่าอาหารประทังชีวิตทั่วไปเสียอีก
แม้เฉินฉางอันจะไม่เคยเห็นด้วยตาตนเอง แต่การใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างมาหลายปี เขาก็เคยได้ยินมาว่าโอสถขั้นสูงบางชนิดที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายเต๋า เพียงแค่กลืนลงไปเพียงเม็ดเดียว ก็สามารถทำให้ปุถุชนธรรมดาทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับสิบขั้นร้อยจุดรวบรวมิญญาได้ในพริบตา
หรือกระทั่งก้าวข้ามเข้าสู่ขอบเขติญญากลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถย้ายูเาถมทะเลได้ด้วยการยกมือดุจปลาหลีฮื้อกระโจนข้ามประตูั*[1]
คุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนก้าวเข้าสู่ขอบเขติญญาั้แ่เมื่อสามปีก่อน โอสถที่นางจะหลอมในตอนนี้ย่อมต้องล้ำค่าและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ทั่วทั้งตระกูลจี ไม่ว่าจะเป็ข้ารับใช้กว่าสามร้อยคนต่างต้องทำงานง่วนกันมานานกว่าหนึ่งปี บ้างรับหน้าที่ปลูกหญ้าิญญาและสมุนไพริญญา บ้างรับหน้าที่ดูแลและฝึกฝนสัตว์ิญญาและยังมีผู้รับหน้าที่รวบรวมไอสังหารห้าธาตุเพื่อหลอมสร้างเตาโอสถ...
เฉินฉางอันรับหน้าที่ปลูกสมุนไพริญญาที่มีชื่อว่า ‘ดอกมู่หลานม่วง’ ซึ่งเป็งานที่หนักหนาสาหัสยิ่ง ดอกมู่หลานม่วงเดิมทีก็บอบบางและดูแลยากอยู่แล้ว ยังต้องคอยเติมปุ๋ยตามเวลาและปริมาณที่กำหนดจะประมาทไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ลมแรงไปก็ไม่ได้ ฝนหนักไปก็ไม่ได้ แดดจ้าเกินไปก็ไม่ได้เช่นกัน ในระหว่างที่ดอกมู่หลานม่วงกำลังเติบโต ยังต้องคอยระแวดระวังนกกระเรียนเซียนและกวางิญญาที่ถูกเลี้ยงไว้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้แอบเข้ามาขโมยกิน
โชคดีที่ชาติก่อนเฉินฉางอันเรียนจบจากคณะการแพทย์แผนจีน มีความเชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรม อีกทั้งยังเป็คนไม่เกียจคร้าน
ภายใต้การดูแลเอาใจใส่อย่างดีของเขา ดอกมู่หลานม่วงสิบกว่าต้นที่เขาปลูกจึงเติบโตอย่างงดงามและส่วนใหญ่ก็สุกงอมเต็มที่แล้ว
เมื่อวานนี้ผู้ดูแลใหญ่สูงสุดตระกูลจีได้ออกคำสั่งว่าคุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนกำลังจะเปิดเตาหลอมโอสถ จึงสั่งให้เฉินฉางอันเก็บเกี่ยวดอกมู่หลานม่วงที่สุกเต็มที่เตรียมไว้ั้แ่เช้าตรู่ของวันนี้ ทว่าเฉินฉางอันกลับฝึกฝนอยู่ที่หลังเขาจนลืมตัว จนเผลอลืมเื่การเก็บเกี่ยวดอกมู่หลานม่วงไปเสียสนิท
ในฐานะข้ารับใช้ ภายในตระกูลจีและตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง คุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนคือท้องฟ้าเหนือหัวของทุกคน คืออำนาจเด็ดขาดที่ไม่อาจสั่นคลอน การทำให้คุณหนูใหญ่ต้องล่าช้าในการหลอมโอสถต่อให้ตายร้อยครั้งก็ไม่อาจชดใช้ความผิดได้!
เป็อย่างที่คาดไว้ เมื่อเฉินฉางอันเร่งรีบมาถึงสวนสมุนไพร เขาก็เห็นผู้ดูแลสามที่ร่างกายอวบอ้วนกำลังยืนอยู่เหนือสวนสมุนไพร สองมือไขว้หลัง ใบหน้าแก่ชรานั้นมืดมนถึงขีดสุด
รอบกายของผู้ดูแลสามมีกลุ่มองครักษ์ที่ดูน่าเกรงขามนับสิบคน ทุกคนสวมชุดรัดกุมสีดำขยับดาบยาวที่ห้อยอยู่ตรงเอวด้วยท่าทางข่มขวัญ
"เฉินฉางอัน วันนี้เป็วันที่คุณหนูใหญ่จะเปิดเตาหลอมโอสถ เ้ากล้าดีอย่างไรถึงแอบเกียจคร้าน! ในฐานะข้ารับใช้ตระกูลจี เ้าเกิดมาเพื่ออุทิศชีวิตให้คุณหนูใหญ่ เมื่อคุณหนูใหญ่สั่งให้เ้าปลูกดอกมู่หลานม่วง ดอกมู่หลานนี้ก็คือชีวิตของเ้า!"
แม้กลุ่มองครักษ์เหล่านี้จะเกิดมาเป็ข้ารับใช้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขอบเขตสามัญระดับสองขั้นโลหิตหลอมรวมปราณ อย่าว่าแต่เฉินฉางอันที่ยังไม่ทะลวงขอบเขตเลย ต่อให้เขาจะทะลวงผ่านไปได้ก็คงยากที่จะสู้คนจำนวนมากได้เพียงลำพัง อีกอย่างเื่ในวันนี้เป็ความประมาทของตัวเฉินฉางอันเอง ต่อให้เื่นี้ไปถึงหูคุณหนูใหญ่ เขาก็เป็ฝ่ายผิดจริง ๆ
เมื่อเห็นเฉินฉางอันไม่โต้ตอบ ผู้ดูแลสามก็ยังคงรุกรานต่อไป
"สมุนไพรอยู่ คนอยู่ หากดอกมู่หลานม่วงถูกทำลาย เ้าเฉินฉางอันก็ต้องเอาชีวิตเข้าแลก!"
แม้เฉินฉางอันจะมาสายไปบ้าง แต่สิ่งของที่ต้องเตรียมสำหรับการเปิดเตาหลอมโอสถนั้นมีมากมายหลายอย่าง ลำพังแค่การเก็บเกี่ยวสมุนไพรอย่างดอกมู่หลานม่วงช้าไปชั่วครู่ย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อการหลอมโอสถทิพย์ของคุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนอย่างแน่นอน
ทว่าผู้ดูแลสามผู้นี้เป็คนประเภทที่ชอบรังแกผู้อ่อนแอและมีความละโมบไม่สิ้นสุด เขามักจะทำตัวกร่างใหญ่โตภายในจวนตระกูลจีอยู่เสมอ เื่ในครั้งนี้เกรงว่าคงไม่จบลงง่าย ๆ
"ผู้ดูแลสามโปรดวางใจ จะไม่มีครั้งต่อไปอีก..."
"ครั้งต่อไป? หึ! ทำให้คุณหนูใหญ่ต้องล่าช้าในการเปิดเตาหลอมโอสถ ตัวเ้ายังจะได้รับโอกาสให้เห็นดวงอาทิตย์ของวันพรุ่งนี้อยู่อีกหรือไม่ก็ยังไม่แน่"
ผู้ดูแลสามถือแส้ม้าในมือ พลางลูบหน้าท้องกลมโตของตนเอง สายตาที่เต็มไปด้วยความละโมบจ้องเขม็งไปที่เฉินฉางอัน
"ได้ยินมาว่าหลายปีมานี้ เ้าเก็บออมเงินไว้ไม่น้อยเลยนี่..."
ก่อนที่ผู้ดูแลสามจะพูดจบ เฉินฉางอันก็ขมวดคิ้วแน่นทันที มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจความหมายของผู้ดูแลสาม?
ทว่าเงินสิบตำลึงที่ซ่อนอยู่แนบกายนี้ คือเงินเก็บที่เขาประหยัดอดออมมานานกว่าสิบปีในฐานะข้ารับใช้ตระกูลจี การจะกินให้อิ่มท้องไปวัน ๆ ก็นับว่ายากแล้ว การสะสมเงินมาสิบปีจนได้ไม่ถึงสิบตำลึงนั้นคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเฉินฉางอัน เพราะกลัวว่าเงินเหล่านี้จะถูกข้ารับใช้คนอื่นขโมยไป ตลอดหลายปีมานี้เฉินฉางอันจึงทำเพียงแค่ซ่อนมันไว้ในอกเสื้อพกติดตัวไว้ตลอดเวลา...
ความอุตสาหะนับสิบปีรวมกับมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ จึงพอจะซื้อโสมร้อยปีเพื่อช่วยให้เขาฝึกฝนทะลวงขอบเขตได้ หากต้องส่งมอบมันออกไปชั่วชีวิตนี้เขาย่อมยากที่จะมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้อีก
ัมีเกล็ดผกผัน… ผู้ใดบังอาจแตะต้องย่อมมีแต่ความตาย
ตาเฒ่านี่รนหาที่ตายนัก!
เมื่อมองดูใบหน้าอันละโมบของผู้ดูแลสาม เฉินฉางอันก็รู้ดีว่าต่อให้เขาจะยอมควักเงินทั้งหมดออกมา ผู้ดูแลสามก็คงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ อยู่ดี
เฉินฉางอันที่เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมมีนิสัยไม่เกรงกลัวฟ้าดิน เขาสาบานได้เลยว่า… ตาเฒ่านี่จะต้องเป็คนแรกที่ต้องตายด้วยน้ำมือของเขา
"ผู้ดูแลสาม... ท่านเองก็รู้ดีว่าดอกมู่หลานม่วงนี้เก็บเกี่ยวช้าไปเพียงครู่เดียว ย่อมไม่ทำให้การเปิดเตาหลอมโอสถของคุณหนูใหญ่ต้องล่าช้า"
เฉินฉางอัน้าให้ผู้ดูแลสามรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะถูกข่มขู่ได้ง่าย ๆ หากถูกบีบคั้นจนเกินไป เขาก็ไม่เกรงกลัวที่จะนำเื่นี้ไปถึงหูคุณหนูใหญ่
ในตระกูลจีหากไม่มีความดุดันอยู่บ้าง เกรงว่าคงถูกคนอื่นกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก...
แววตาของผู้ดูแลสามวาวโรจน์ด้วยความเ็า เขาสะบัดมือวูบเดียวองครักษ์นับสิบคนที่อยู่ข้างกายก็ก้าวเท้าขึ้นมาพร้อมกัน มือเอื้อมจับด้ามดาบยาวที่เอวล้อมกรอบเฉินฉางอันไว้ทุกทิศทาง จากนั้นเขาก็มองไปยังเฉินฉางอันที่แสดงท่าทางเด็ดเดี่ยว ใบหน้าแก่ชรานั้นมืดมนถึงขีดสุด
ทั่วทั้งตระกูลจีมีข้ารับใช้คนใดบ้างที่เห็นเขาแล้วไม่ทำตัวเหมือนหนูเจอแมว ก็คงมีเพียงเ้าเด็กนี่ที่ทำตัวไม่กลัวฟ้าดิน บังอาจขัดคำสั่งและต่อต้านเขาครั้งแล้วครั้งเล่า วันนี้คงต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบเสียบ้าง
"เ้าพูดได้ไม่เลว ดอกมู่หลานม่วงเก็บช้าไปครู่เดียว ต่อให้เื่นี้ไปถึงหูคุณหนูใหญ่ อย่างมากก็แค่ถูกลงโทษโบยสักครั้งเท่านั้น ทว่า... ถ้าดอกมู่หลานม่วงพวกนี้ถูกทำลายไปเล่า?"
สิ้นคำพูดท่ามกลางความตกตะลึงของเฉินฉางอัน ผู้ดูแลสามก็ตวัดแส้ม้าในมือออกไปอย่างแรงฟาดลงไปยังดอกมู่หลานม่วงสิบกว่าต้นในสวนสมุนไพร
"อย่านะ!"
หัวใจของเฉินฉางอันเต้นรัว ดวงตาแทบจะปริแตก เขาพุ่งตัวเข้าหาดอกมู่หลานม่วงอย่างบ้าคลั่งหวังจะใช้ร่างกายของตนเองรับแส้ม้าของผู้ดูแลสามแทน
ทว่าทันทีที่เฉินฉางอันขยับตัว องครักษ์สิบกว่าคนรอบกายก็ลงมือทันที หมัดนับสิบพุ่งเข้าหาเขาราวกับพายุฝนกดทับร่างของเขาไว้ในพริบตา
พรึ่บ!
แส้ยาวฟาดผ่านดอกมู่หลานม่วงสิบกว่าต้นที่สุกเต็มที่ถูกฟาดจนหักโค่น ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินที่เต็มไปด้วยโคลนตม
"ขอประกาศคำสั่งจากข้าผู้ดูแล เฉินฉางอันดูแลดอกมู่หลานม่วงไม่ดี ตามกฎของตระกูลจีให้ปะาชีวิต!"
"จะรังแกกันเกินไปแล้ว!"
สิ้นคำพูดท่ามกลางความหวาดหวั่นของเฉินฉางอัน ผู้ดูแลสามก็ชักดาบยาวออกมาเดินตรงไปยังเฉินฉางอันที่ถูกมัดไว้อย่างหนาแน่น
ฉึก!
คมดาบทะลวงจากอกด้านหน้าทะลุออกด้านหลัง ปักเข้ากลางหัวใจอย่างแม่นยำ
"โยนศพมันลงไปที่หน้าผาหลังเขาเสีย แล้วพวกเราไปหาสุราดี ๆ ดื่มกัน!"
เมื่อเห็นเฉินฉางอันที่มีลมหายใจรวยรินใกล้จะขาดใจ ผู้ดูแลสามก็กระชากเงินในอกเสื้อของเฉินฉางอันออกมาด้วยท่าทางลำพองใจ ดูสิ! สุดท้ายเงินเหล่านี้ก็ตกมาอยู่ในมือเขาจนได้
"ผู้ดูแลสามพูดถูกแล้ว คืนนี้พวกเรามีสุรา มีเนื้อกินกันอีกแล้ว"
"ผู้ดูแลสามช่างมีแผนการล้ำลึก พวกข้าน้อยเลื่อมใสยิ่งนัก"
"เ้าโง่เฉินฉางอัน ตายไปก็เสียได้ก็ดี"
ท่ามกลางเสียงเยาะเย้ยถากถาง องครักษ์สองคนแบกร่างไร้ิญญาของเฉินฉางอันแล้วทิ้งลงสู่ก้นหน้าผาโดยตรง
แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือ… ไข่มุกสีดำที่ห้อยอยู่ตรงลำคอของเฉินฉางอัน หลังจากที่มันัักับโลหิตในหัวใจของเขา กลับะเิประกายสีดำออกมาเป็ระลอกคลื่น
ไข่มุกสีดำที่ดูประหลาดนั้นราวกับมีชีวิต มันมุดหายเข้าไปในร่างกายของเฉินฉางอัน จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าไปยังหัวใจที่ถูกดาบยาวทะลวงและหยุดเต้นไปแล้วทันที...
ตึก! ตึก! ตึก!
[1] ปลาหลีฮื้อกระโจนข้ามประตูั เป็คติสอนใจของจีนสื่อ ถึงความพยายาม ความอดทนและการก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ โดยปลาหลีฮื้อ (ปลาคาร์พ) ที่มีความมานะพยายามว่ายทวนน้ำเชี่ยว ะโข้ามประตูัอันสูงชันไปได้แล้วกลายร่างเป็ัผู้ทรงพลัง