หลังเสียงกลองศึกระลอกที่สาม หิมะนอกกำแพงปรากฏรอยเท้าสีดำ
มันเริ่มจากใต้แนวสนด้านตะวันออก ลากลงมาตามลาดเขาแล้วหยุดตรงเงากำแพงโม่เหอ
ไม่มีรอยปีน
ไม่มีรอยย้อนกลับ
แต่ไม่กี่อึดใจต่อมารอยเดียวกันกลับปรากฏอยู่ในตรอกหลังประตูเหนือ
นายพรานเถียนเป็นคนแรกที่เห็น เขาคุกเข่าอยู่หลังเรือนเก็บฟืนใช้ปลายมีดแตะขอบรอยซึ่งดำเหมือนเขม่าก้นหม้อ
“อย่าเหยียบ!” เขาตวาดใส่ชายถือหอกที่กำลังจะผ่าน
เยี่ยซิงเหอมาถึงพร้อมผู้ใหญ่บ้านเสียงกลองบนเขายังดังเป็นช่วง แต่กองทัพมิได้เคลื่อนลงมาพวกมันปล่อยให้จังหวะกดทับคนในหมู่บ้านและใช้ความเงียบระหว่างกลองซ่อนการเคลื่อนไหวเล็กๆ
รอยบนหิมะมีสี่นิ้ว ปลายแหลมคล้ายกรงเล็บทว่าแรงกดกลับลงที่ส้น
นายพรานเถียนขูดหิมะข้างรอยออก “สัตว์ลงน้ำหนักหน้าเท้าคนลงส้นก่อน รอยนี้ทำทั้งสองอย่าง”
ผู้ใหญ่บ้านมองไปทางกำแพง “มันเข้ามาได้อย่างไร?”
“อาจไม่ได้ข้ามกำแพง” เยี่ยซิงเหอกล่าว
เขามองเส้นอักขระดำบนฟ้าค่ายกลชั้นสองเชื่อมกับดินโลหิตซึ่งศัตรูโปรยไว้ด้านนอกหากสิ่งหนึ่งเดินตามเส้นปราณแทนทางพื้น มันอาจผ่านจุดเชื่อมที่ยังไม่ถูกทำลาย
ผู้เฒ่าโม่มาถึงช้ากว่า ผ้าพันแผลใต้เสื้อมีสีเข้มขึ้น“นี่คือรอยตามกลิ่นเลือด ไม่ใช่รอยผ่านกำแพงตามธรรมดา”
“ตามเลือดของผู้ใด?” เยี่ยซิงเหอถาม
“ทุกคนที่ค่ายกลแตะเมื่อคืน”
คำตอบทำให้ชายรอบข้างถอยจากรอยพร้อมกัน
ในโม่เหอมีผู้บาดเจ็บแทบทุกเรือน ถ้าสิ่งนั้นตามกลิ่นเลือดได้มันมีทางเลือกมากกว่าคนป้องกัน
นายพรานเถียนยกมือห้ามความตื่น “รอยยังใหม่ ขอบหิมะไม่ทันแข็งมันผ่านก่อนเรามาถึงไม่ถึงครึ่งก้านธูป”
“ไปทางใด?”
เขามองตรอกข้างหน้า
รอยดำสามคู่แยกกัน คู่หนึ่งมุ่งเรือนคนเจ็บคู่หนึ่งวกไปลานกลาง อีกคู่หายใต้ชายคา
“มันต้องการให้เราแยก” นายพรานกล่าว
เสียงเคาะไม้จากเรือนใกล้บ่อน้ำดังสามครั้งทั้งที่หลังคาเรือนนั้นไม่เสียหาย
ผู้เฝ้าตรอกหันจะวิ่งไป เยี่ยซิงเหอยกมือห้าม“ถามชื่อก่อนเปิด”
เขาตะโกนเรียกหญิงช่างเย็บซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรือน ไม่มีคำตอบมีเพียงเสียงเคาะสามครั้งซ้ำ ช้ากว่าเดิม
นายพรานเถียนมองรอยเท้าคู่ที่วกไปลาน“มันได้ยินสัญญาณจากตอนเช้า”
“สัตว์เคาะประตูไม่ได้” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“จึงอาจมีคนอยู่กับมัน”
พวกเขาไม่เดินตรงเข้าหาเรือนผู้ใหญ่บ้านให้คนสองคนขึ้นหลังคาฝั่งตรงข้าม ขณะเยี่ยซิงเหออ้อมไปหลังบ่อน้ำนายพรานเถียนโปรยแป้งข้าวหยาบลงตามขอบผนัง
ประตูเรือนเปิดออกเพียงคืบ
เงาดำพุ่งจากช่องล่าง แต่ไม่ได้กระโจนใส่คนมันวิ่งรอบบ่อน้ำแล้วใช้ขาหลังถีบถุงหนังใบหนึ่งตกลงไป
เยี่ยซิงเหอใช้คานไม้กวาดถุงกลางอากาศ ถุงกระแทกขอบบ่อแตกผงสีดำกระจายบนหิมะโดยไม่ตกลงน้ำ
หญิงช่างเย็บร้องจากในเรือน “มันมุดเข้าทางช่องฟืน!ข้ากับเด็กปิดอยู่ด้านใน!”
ผู้ใหญ่บ้านตีแผ่นทองแดงสั้นหนึ่งครั้งตามสัญญาณนางจึงเปิดประตูเต็ม เด็กสามคนอยู่หลังเตียง ทุกคนปลอดภัยแต่ฝาผนังมีรอยกรงเล็บและเชือกผูกฟืนถูกกัดขาด
นายพรานเถียนตรวจผงที่ริมบ่อ “มิใช่พิษ เป็นดินโลหิต”
“ถ้าตกลงน้ำ?”
ผู้เฒ่าโม่ตอบ “ค่ายกลจะรู้ว่าบ่อนี้เป็นน้ำสะอาดแหล่งสุดท้ายและอาจใช้มันเป็นจุดเชื่อม”
การโจมตีของสิ่งเล็กเพียงตัวเดียวเกือบทำให้ทั้งหมู่บ้านเสียน้ำโดยไม่ต้องพังกำแพง
เยี่ยซิงเหอสั่งปิดปากบ่อด้วยฝาไม้เหลือช่องตักน้ำเพียงด้านเดียวและให้คนเฝ้าสองคน “ตั้งแต่นี้สิ่งใดตกใกล้น้ำให้ใช้คานเขี่ย ห้ามจับ ห้ามโยนกลับออกกำแพง”
“เหตุใดห้ามโยนกลับ?” คนเฝ้าถาม
“เราไม่รู้ว่ามันแตกเมื่อใด ถ้ามันระเบิดบนกำแพงเลือดของคนเฝ้าจะกลายเป็นทางให้ค่ายกล”
รอยเท้าคู่ที่สองไม่ได้ลวงเปล่ามันทำให้โม่เหอต้องแบ่งคนคุ้มกันบ่อน้ำเพิ่ม และสอนว่าผู้สอดแนมมิได้ตามหาเพียงคนแต่กำลังวัดจุดซึ่งหมู่บ้านขาดไม่ได้
เยี่ยซิงเหอสั่งให้เคาะประตูเรือนตามสัญญาณห้ามคนข้างในเปิดจนได้ยินชื่อผู้เฝ้าแนวของตน ผู้ใหญ่บ้านพาคนไปเรือนคนเจ็บส่วนหญิงผู้ถือคันธนูขึ้นหลังคาต่ำเพื่อมองจากด้านบน
เยี่ยซิงเหอจะตามนายพรานเถียนไป แต่ผู้เฒ่าโม่จับต้นแขนเขา
“อย่าใช้เนตร”
“ข้ายังไม่ได้ใช้”
“สีหน้าเจ้าบอกก่อนดวงตา”
เยี่ยซิงเหอมองรอยที่หายใต้ชายคา ถ้าเปิดเนตรเทวะพินิจดาราเขาอาจเห็นเส้นปราณของผู้สอดแนม ทว่าค่ายกลกำลังรอให้เขาเผยตำแหน่งและการรับรู้ของเขายังแตกร้าวจากคืนก่อน
“ข้าจะดูรอย” เขาตอบ
“ดูสิ่งที่พื้นบอกก่อนสิ่งที่พลังอยากบอก”
นายพรานเถียนหยิบเถ้าถ่านจากถุงเล็ก โปรยบาง ๆ บนหิมะรอบรอยดำลมเช้าพัดเถ้าส่วนใหญ่ไป แต่บางเม็ดกลับติดอยู่กับเส้นเหนียวซึ่งมองแทบไม่เห็น
“มีขน” เขากล่าว
ขนสีดำสั้นติดอยู่ริมรอยสากเหมือนขนสัตว์อสูรซึ่งเคยตามเข้าทางใต้ดินแต่ตรงกลางขนมีเส้นโลหิตแข็งตัวเป็นแกน
“พวกมันใช้สัตว์อสูรอีก?” เยี่ยซิงเหอถาม
นายพรานส่ายหน้า “สัตว์ตัวหนึ่งทิ้งรอยไม่พร้อมกันสามทาง”
จากเรือนคนเจ็บ เสียงภาชนะดินแตกดังขึ้น
ผู้ใหญ่บ้านตะโกน “พบมัน!”
เยี่ยซิงเหอกับนายพรานวิ่งไปทันทีพื้นหิมะลื่นเพราะคนขนน้ำผ่านหลายรอบเขาเก็บกระบี่ไว้ในฝักเพื่อไม่ให้แกนตอบสนองโดยไม่จำเป็น
ภายในเรือน คนเจ็บถูกย้ายชิดผนังผู้ดูแลถือคบไฟล้อมเงาดำซึ่งหมอบใต้เตียงไม้
มันมีขนาดเท่าสุนัขล่าเนื้อ หลังโก่ง ขนดำชุ่มของเหลวสีคล้ำเท้าหน้าเป็นอุ้งสัตว์ แต่เท้าหลังถูกพันด้วยแผ่นหนังรูปฝ่าเท้าคน
“นี่ไม่ใช่สัตว์” นายพรานเถียนกล่าว
มิใช่เพราะรูปร่าง
เพราะดวงตาของมันไม่มีความตื่นกลัว มีเพียงการรอคำสั่ง
เมื่อเยี่ยซิงเหอเข้าประตู สัตว์อสูรพลันหันมาทางเขามันไม่สนคนเจ็บซึ่งอยู่ใกล้กว่า ไม่สนคบไฟ และไม่หาทางหนี
มันได้กลิ่นเป้าหมายแล้ว
“เปิดทางด้านซ้าย!” เยี่ยซิงเหอสั่ง
ผู้ดูแลลากเสื่อออก ชาวบ้านเปิดช่องให้สัตว์พุ่งมิฉะนั้นมันจะกระโจนผ่านคนเจ็บ
สัตว์อสูรดีดตัวจากใต้เตียง กรงเล็บฉีกพื้นไม้เยี่ยซิงเหอถอยครึ่งก้าวแล้วใช้ฝักกระบี่รับปากของมัน เขาไม่ฟันคอเพราะเลือดสัตว์อาจเป็นสื่อให้ค่ายกล
แรงกัดสั่นถึงไหล่ขวาซึ่งยังชา
สัตว์บิดคอหวังฉีกฝักออก นายพรานเถียนใช้บ่วงเชือกคล้องขาหลังดึงให้ลำตัวเสียหลัก ขณะหญิงชราสาดเถ้าร้อนจากเตาใส่ดวงตา
มันร้องเพียงครั้งเดียว
เสียงไม่เหมือนสัตว์เจ็บ กลับเหมือนนกหวีดสั้น
เสียงตอบดังจากใต้พื้นเรือน
ครืด
แผ่นไม้ตรงมุมห้องยกขึ้นเล็กน้อยกรงเล็บอีกชุดหนึ่งโผล่ผ่านช่อง มันไม่ได้เข้าทางประตูหรือหลังคาแต่คลานตามร่องระบายน้ำใต้เรือนคนเจ็บ
ผู้ดูแลกำลังพาคนเจ็บออกทางซ้ายถ้าสัตว์ตัวที่สองโผล่ขึ้นเต็มร่าง ทั้งสองทางจะบีบผู้คนไว้กลางห้อง
เยี่ยซิงเหอยังรับแรงกัดจากตัวแรก จึงตะโกน“ยกเตียงทับแผ่นไม้!”
คนเจ็บสองคนซึ่งยืนไม่ได้ใช้มือดันจากบนเสื่อผู้ดูแลกับหญิงชรายกขาเตียงอีกด้าน ทั้งหมดออกแรงพร้อมกันเตียงไม้ล้มคร่อมช่องพอดี
กรงเล็บทะลุแผ่นขึ้นมา ข่วนขาเตียงจนเศษไม้ปลิวแต่เปิดช่องไม่ได้
คนซึ่งถูกปกป้องมิได้รอให้ผู้ถือกระบี่ช่วยอย่างเดียว
เยี่ยซิงเหออาศัยจังหวะนั้นหมุนฝักกระบี่บิดหัวสัตว์ตัวแรกไปด้านข้าง นายพรานเถียนจึงคล้องบ่วงรอบคอเพิ่มและผูกกับเสา
ผู้ใหญ่บ้านใช้หินกดฝาระบายน้ำอีกชั้นเสียงข่วนใต้พื้นเคลื่อนห่างออกไป
“มันหนีตามร่อง!” เขาร้อง
“ปล่อยให้หนี” นายพรานเถียนตอบ “พื้นเปียก มันจะทิ้งรอยจริง”
คำสั่งนั้นขัดสัญชาตญาณของทุกคนแต่พวกเขายอมไม่เปิดพื้นไล่ตามในที่แคบ
รอยดำอีกสองทางในตรอกเคลื่อนไหวพร้อมกัน
ผู้ใหญ่บ้านตะโกนจากประตู “พวกมันตอบเสียง!”
เยี่ยซิงเหอใช้ด้ามกระบี่กระแทกใต้คางสัตว์อสูรแล้วกดมันกับพื้น “อย่าฆ่า! มัดปากและเท้า ใช้ผ้าแห้ง อย่าให้เลือดออก”
นายพรานเถียนกับชาวบ้านช่วยกันพันเชือก สัตว์ยังดิ้นแต่ทุกครั้งที่มันออกแรง เส้นโลหิตในขนจะเรืองขึ้น ส่งความสั่นไปตามพื้น
ผู้เฒ่าโม่เข้ามาแตะเส้นนั้นด้วยไม้เท้า “มันมิได้เพียงตามรอยมันปักทางให้สิ่งอื่น”
“อีกสองรอยเป็นสัตว์แบบเดียวกัน?”
“อาจเป็น หรืออาจเป็นคนซึ่งรอฟังเสียงมัน”
เยี่ยซิงเหอมองคนเจ็บในเรือนพวกเขาถูกย้ายอีกครั้งเพราะเขาเปิดทางให้สัตว์พุ่ง แม้ไม่มีผู้ใดถูกกัดแต่ความปลอดภัยของจุดหลบภัยหายไปแล้ว
“ย้ายคนเจ็บไปเรือนหินใกล้บ่อน้ำ” เขาสั่ง “แบ่งเป็นสองกลุ่มอย่าให้เลือดรวมอยู่จุดเดียว”
ผู้ดูแลถาม “ถ้ามันตามทุกกลุ่ม?”
“ให้แต่ละเรือนโรยเถ้ารอบประตู ถ้ามีรอยดำผ่านเราจะเห็นก่อนมันเข้า”
ผู้เฒ่าโม่กล่าว “เถ้าบอกได้เพียงสิ่งที่แตะพื้น”
เยี่ยซิงเหอเงยขึ้นมองคานหลังคา
ช่องระบายควันเปิดอยู่
มีขนดำเส้นหนึ่งติดขอบไม้ด้านบน
สิ่งที่สองมิได้เดินตามตรอก มันผ่านหลังคา
หญิงผู้ถือคันธนูออกไปส่งสัญญาณให้คนเฝ้าหลังคาขณะที่นายพรานเถียนตรวจสัตว์ซึ่งถูกมัด เขาใช้มีดตัดแผ่นหนังที่ผูกเท้าหลังออกภายในมีอักขระเล็ก ๆ เขียนด้วยเลือดแห้ง
“เท้าคนปลอม” เขากล่าว “พวกมันต้องการให้เราตามผิดทาง”
“แต่รอยใต้ชายคาเป็นกรงเล็บจริง” เยี่ยซิงเหอว่า
“จึงมีอย่างน้อยสองตัว”
เสียงกลองบนเขาหยุดลง
ความเงียบทำให้เสียงข่วนจากหลังคาไกลออกไปชัดขึ้น
กรอบ
กรอบ
แล้วเงียบ
นายพรานเถียนยกหน้า “มันมุ่งไปทางตะวันออก”
เยี่ยซิงเหอจำแผนหมู่บ้านได้ ทางตะวันออกมีบ้านของเขาเรือนผู้เฒ่าโม่ และช่องกำแพงซึ่งเคยขุดเปิดทำลายจุดเชื่อม
“ข้าจะตาม” นายพรานกล่าว
“ข้าไปด้วย”
“เจ้าคือกลิ่นที่มันตาม หากเดินข้างข้ารอยทั้งหมดจะวิ่งเข้าหาเจ้า”
“เช่นนั้นยิ่งต้องรู้ว่ามันพาไปที่ใด”
ผู้เฒ่าโม่สอดคำ “อย่าตามกลิ่นด้วยกลิ่นใช้คนที่มันไม่ต้องการ”
เขาชี้ชายถือฟืนสองคนให้เดินตรอกกลางพร้อมเสื้อคลุมของเยี่ยซิงเหอซึ่งเปื้อนเลือดจากคืนก่อนส่วนเยี่ยซิงเหอเปลี่ยนสวมผ้าหยาบของคนดูแลคลัง เดินอ้อมตามเงาหลังเรือน
การลวงง่าย ๆ ใช้ได้เพราะสัตว์ตามเลือด มิได้จำใบหน้า
นายพรานเถียนนำหน้า เขาไม่เดินทับรอยดำแต่ดูหิมะที่ร่วงจากชายคา กิ่งไม้ซึ่งเพิ่งสั่น และหยดน้ำจากขนเปียก
รอยปลอมคู่หนึ่งวิ่งตามเสื้อคลุมไปลานกลาง
ส่วนรอยจริงปรากฏบนขอบกำแพงเตี้ยหลังโรงเก็บธัญพืช
“มันอยู่ข้างบน” นายพรานกระซิบ
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่ออกเพียงครึ่งฝัก
เสียงครูดดังจากหลังคาโรงเก็บ เงาดำพุ่งลงมา แต่แทนที่จะโจมตีมันโยนถุงหนังใบเล็กใส่หิมะแล้วกระโจนข้ามรั้ว
นายพรานเถียนปามีด
คมมีดปักขาหลัง เลือดดำกระเซ็นเป็นหยด สัตว์อสูรไม่หยุดมันใช้กรงเล็บปีนกำแพงดินซึ่งแตกร้าว
เยี่ยซิงเหอเห็นเส้นอักขระบนถุงหนังกำลังสว่าง
“อย่าแตะถุง!” เขาร้อง
ช้าไปครึ่งก้าว
ชายถือหอกผู้ตามมาด้วยใช้ปลายอาวุธเขี่ยถุงออกจากทางมันแตกทันที ผงสีแดงฟุ้งขึ้นเกาะรองเท้ากับชายเสื้อเขา
รอยดำบนหิมะทุกคู่หันมาทางเดียวกัน
สัตว์ที่ถูกมัดในเรือนคนเจ็บเริ่มดิ้นอย่างบ้าคลั่ง
สิ่งที่กำลังหนีบนกำแพงหยุด แล้วหันกลับมา
นายพรานเถียนผลักชายถือหอกเข้าหลังรั้ว “ถอดเสื้อ!กลิ้งกับเถ้า!”
สัตว์อสูรกระโจนลงมาจากที่สูง คราวนี้ดวงตาแดงจัดมันมิได้เลือกซิงเหออีก แต่เลือกผู้ที่ผงเลือดเกาะ
เยี่ยซิงเหอพุ่งตัดทาง ใช้ฝักกระบี่กวาดขาหน้าสัตว์หมุนกลางอากาศแต่หางซึ่งพันด้วยลวดเหล็กฟาดย้อนกลับลวดบาดต้นแขนเขาเป็นทางยาว
กลิ่นเลือดใหม่กระจาย
สัตว์หันมาหาเขาทันที
มันอ้าปากก้อนเนื้อสีแดงใต้ลิ้นเต้นตามจังหวะกลองซึ่งเพิ่งดังขึ้นจากบนเขา
นายพรานเถียนดึงสายธนูในระยะใกล้ลูกธนูแทงผ่านปากทะลุก้อนเนื้อ สัตว์อสูรชะงักกลางการกระโจน
เยี่ยซิงเหอใช้สันกระบี่กระแทกข้างคอส่งมันชนกำแพงโดยไม่ตัดให้เลือดไหลเพิ่ม
มันล้ม แต่เส้นลวดที่หางเกี่ยวข้อเท้านายพรานไว้
สัตว์กระตุกครั้งสุดท้าย ดึงเขาล้มบนหิมะแล้วกรงเล็บหลังตวัดใส่น่อง
เลือดสีแดงของนายพรานหยดลงข้างเลือดดำ
สัตว์อสูรหยุดหายใจ
รอยดำที่เหลือไม่หาย กลับเข้มขึ้น
“แผลลึกหรือไม่?” เยี่ยซิงเหอคุกเข่าจะช่วย
“ตามรอยก่อน” นายพรานเถียนกัดฟัน“มันตายเพื่อให้ตัวที่เหลือไปถึงเป้าหมาย”
“เจ้าเดินไม่ไหว”
“ข้าคลานตามรอยได้ดีกว่าคนอื่นเดิน”
หญิงผู้ถือคันธนูตามมาถึงพร้อมคนรักษานางเห็นแผลแล้วสั่งให้หามนายพรานกลับ แต่เขาปัดมือออก
“ถ้าข้ากลับตอนนี้ คนอื่นจะเดินตามรอยปลอม”
“ถ้าเจ้าเดินต่อ เลือดเจ้าจะกลายเป็นรอยให้มันตาม” นางสวน
ทั้งสองพูดถูก
เยี่ยซิงเหอขอเถ้าถ่านกับผ้าหนาเขาให้พันแผลชั้นแรกด้วยผ้าสะอาดชั้นนอกทาด้วยเถ้าแห้งเพื่อดูว่าเลือดซึมถึงเมื่อใดจากนั้นผูกแผ่นไม้สั้นข้างน่องไม่ให้แผลเปิดทุกก้าว
“เมื่อเถ้าชั้นนอกเปลี่ยนแดง เจ้าต้องหยุด” เขากล่าว
นายพรานเถียนถาม “ใครตัดสิน?”
“นาง” เยี่ยซิงเหอชี้หญิงผู้ถือคันธนู
“เหตุใดไม่ให้ข้าตัดสินขาตนเอง?”
“เพราะเจ้าตัดสินแล้วว่าจะตามจนตายจึงต้องมีคนอื่นบอกเมื่อราคามากเกิน”
นายพรานมองเขาเหมือนเห็นคำสอนของผู้เฒ่าโม่สะท้อนอยู่ก่อนยอมพยักหน้า
หญิงผู้ถือคันธนูรับหน้าที่โดยไม่ยิ้ม “ถ้าเถ้าแดงข้าจะตีเจ้าให้สลบแล้วลากกลับ”
“เจ้าควรประหยัดแรงไว้ยิงธนู”
“ตีเจ้าไม่เปลืองลูกธนู”
ความโต้เถียงสั้น ๆ ทำให้คนรอบข้างคลายลมหายใจแต่ไม่มีผู้ใดลืมว่ารอยเลือดใหม่เพิ่มกลิ่นให้ศัตรูอีกหนึ่งสาย
เขาฉีกชายเสื้อพันน่องแน่น แล้วใช้คันธนูเป็นไม้พยุงหิมะรอบแผลเริ่มแดง แต่สายตายังคงกวาดพื้น
เยี่ยซิงเหอคิดจะใช้เนตรเพียงชั่วอึดใจ
ความเจ็บใต้แกนเตือนก่อนพลังเคลื่อนผู้เฒ่าโม่มิได้อยู่ตรงนี้เพื่อห้าม หากคำเตือนยังอยู่ในความทรงจำของเขา
อย่าให้พลังตอบทุกการยั่วยุ
เขาหลับตาหนึ่งครั้งแล้วมองด้วยสายตาธรรมดา
หิมะบอกมากพอ
หยดเลือดดำบนกำแพงไปทางตะวันออก แต่รอยกิ่งสนหักกลับชี้ลงใต้สิ่งที่เหลือใช้ที่สูงลวงสายตา แล้วลงพื้นหลังเรือนว่าง
“ทางนี้” เขากล่าว
นายพรานเถียนมองตาม ก่อนยิ้มทั้งที่หน้าซีด“ในที่สุดเจ้าก็ดูพื้นเป็น”
ทั้งคู่ตามรอยอ้อมตรอกไม่เรียกคนจำนวนมากเพราะฝีเท้าจะทำลายหลักฐาน พวกเขาผ่านบ่อน้ำผ่านลานซึ่งกระดิ่งยังไหว และเข้าเขตเรือนเก่าด้านตะวันออก
รอยดำเปลี่ยนจากอุ้งสัตว์เป็นฝ่าเท้าคน
ทีละรอย
นิ้วกรงเล็บหายไป ส้นยาวขึ้น น้ำหนักกดลึกเท่ากันทั้งสองข้างราวกับสิ่งซึ่งเดินสี่เท้าก่อนหน้านี้ลุกขึ้นยืน
นายพรานเถียนหยุด “ข้าบอกแล้ว นี่ไม่ใช่สัตว์”
เยี่ยซิงเหอจับด้ามกระบี่แน่นขึ้น
รอยมนุษย์ผ่านเรือนผู้เฒ่าโม่ แต่ไม่หยุดผ่านกองฟืนซึ่งซ่อนช่องลงใต้ดิน แต่ไม่แตะ แล้วเลี้ยวไปยังบ้านเล็กท้ายตรอก
บ้านที่เยี่ยซิงเหอเติบโตมา
ประตูยังปิด กลอนด้านนอกไม่มีรอยงัด หน้าต่างมืดสนิท
รอยเท้าสีดำเดินตรงถึงธรณีประตู
แล้วหยุด
ไม่มีรอยเข้า
ไม่มีรอยออก
เยี่ยซิงเหอเงยมองชายคา
หยดเลือดหนึ่งหยดตกลงบนแก้มเขา
เหนือหลังคาบ้าน เงาคนผู้หนึ่งยืนต้านฟ้าสีแดงอยู่เงียบ ๆ