ตอนที่ 364 เขตทุ่งปะการัง
ผ่านพื้นที่อยู่อาศัยและลานกว้างของนครโอคานอสไปคือแหล่งท่องเที่ยวและแหล่มรวมร้านค้าจำนวนมหาศาล ทางฝั่งนี้ของนครโอคานอสกลับดูจะมีท่าเทียบเรือฟองสบู่มากยิ่งกว่าท่าเรือที่พวกเขาเข้าเทียบก่อนหน้า พื้นที่ส่วนนี้สมควรเป็นจุดหลักที่นักท่องเที่ยวเข้าเทียบท่า
แมงกะพรุนนั้นขณะนี้กำลังว่ายอยู่ในเขตที่ค่อนข้างสูง เรนเดลและเซเรนเซ่จึงสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่นอกกำแพงเมืองออกไป ณ จุดนั้นคือป่าที่ประกอบขึ้นจากปะการังหลากสี
ยามที่ทั้งสองลงใต้น้ำครั้งแรก ในตอนนั้นพวกเขาได้เห็นทิวทัศน์อันสวยงามของโลกใต้บาดาล ฝูงปลามากมายและปะการังหลากสีก่อให้เกิดภาพชวนฝัน แต่เมื่อเทียบกับป่าปะการังที่อยู่ไกลออกไปแล้วกลับไม่อาจเทียบได้เลยแม้แต่น้อย
เขตทุ่งปะการังคือทุ่งกว้างขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยป่าปะการังและพืชใต้น้ำหลายชนิด สีสันของปะการังเหล่านั้นกลับล้อไปกับสาหร่ายเรืองแสงและมวลสัตว์น้ำ ทั้งไม่ขัดกันแต่ยังส่งเสริมซึ่งกันและกัน
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดของเขตทุ่งปะการังเหล่านี้กลับไม่ใช่ปะการังตามชื่อ แต่เป็นสถานที่ตั้งของมัน จุดความลึกที่นครโอคานอสอยู่นั้นคือจุดที่แสงเริ่มส่องไม่ถึง แม้จะมีแสงอยู่บ้างแต่โดยรอบก็ค่อนข้างมืดคล้ำราวกับยามเย็น ภูมิประเทศที่ราบใต้ทะเลเช่นนี้ทอดตัวยาวไกลไปจนถึงเขตทุ่งปะการัง
แม้ความสูงต่ำและความลึกจะเท่าเทียมกันกับนครโอคานอส หากบริเวณทุ่งปะการังกลับมีแสงส่องถึงอย่างน่าประหลาด เป็นดั่งพื้นที่ใกล้หน้าต่างยามเย็นที่แสงสามารถส่องเข้ามาได้ทั้งที่รอบตัวนั้นมืดมน
เมื่อแสงอาทิตย์ส่องลงมากระทบกับปะการังเหล่านั้น สีของน้ำที่ควรจะใสกลับส่องประกายสีน้ำเงินงดงามจับใจ ผสมผสานไปกับความงามของป่าปะการังและสัตว์ได้อย่างน่าประทับใจ
ความงดงามที่ถูกยกย่องให้เป็นรองเพียงถ้ำหมื่นสีแสนผลึกและอีกสองสถานที่ ความงดงามของเขตทุ่งปะการังแห่งนี้คู่ควรกับชื่อเสียงที่มันได้รับอย่างไร้ข้อกังขา
ส่วนตัวแล้วสำหรับตัวนิทานเอง เขาแอบมองว่าที่นี่สวยยิ่งกว่าถ้ำหมื่นแสนผลึกเสียด้วยซ้ำ ขนาดของทุ่งปะการังแห่งนี้ใหญ่กว่ามาก แถมยังมีความหลากหลายทางชีววิทยา สีน้ำเงินของน้ำทะเลก็เป็นสีโปรดของนิทาน
บางทีคงเพราะถ้ำหมื่นสีแสนผลึกเกี่ยวข้องกับบรรพชนเผ่ารูเบียสล่ะมั้ง? มันถึงได้อันดับสูงกว่า
การเข้าไปภายในเขตทุ่งปะการังนั้นสะดวกและง่ายดายกว่าถ้ำหมื่นสีแสนผลึกมาก ไม่มีคนคุ้มกันหน้าตาดุเข้มงวดแต่อย่างใด เพียงจ่ายเงินก็เข้าไปเดินเล่นได้เลย เซเรนเซ่สองตาเป็นประกายวาววับ ความอยากเข้าไปฉายชัดเต็มใบหน้า ตัวนิทานเองก็อยากเข้าไปเดินชมใกล้ ๆ อย่างไม่เร่งรีบเช่นกัน เสียเพียงแต่ว่างานของทั้งคู่ยังไม่เสร็จ
“ตามผมมาครับ” โฟเรลพูดเสียงเบาเมื่อเห็นท่าทีของเซเรนเซ่ เขาพอจะเข้าใจหัวอกของมัน ตอนเขามาครั้งแรกเขาเองก็สนใจอยากเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ที่งดงามที่สุดเป็นอันดับ 4 ของมหาทวีปเช่นกัน
โฟเรลเดินเข้าสู่ทุ่งปะการังผ่านทางเข้าหลักโดยเปิดเผย ราคาค่าเข้าอยู่ที่ 10ไกอาเท่านั้น เป็นราคาที่เห็นได้ชัดว่าตั้งไว้สำหรับทุกเพศทุกวัย
โฟเรลลากพาเรนเดลและนิทานเดินตัดผ่านเขตทุ่งปะการังอย่างรวดเร็ว ทะลุผ่านพื้นที่คล้ายลานที่มีคนมากมายนอนพักผ่อน เข้าสู่เขตป่าปะการัง โฟเรลแม้จะไม่ได้เดินเร็วเพื่อไม่ให้เกิดท่าทีน่าสงสัยแต่เขาก็ยังเดินตัดตรงโดยไม่แวะชมสิ่งใดเลย ส่งผลให้ทั้งสองไม่มีเวลาหย่อนใจกับความสวยงามเช่นกัน
เซเรนเซ่แม้จะเสียดายแต่ก็ไม่มากอะไรนัก เพราะตั้งแต่ที่เข้ามามันก็ได้ใช้อาณาเขตมองรอบตัวเรียบร้อยแล้ว ในเมื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแถมยังเปิดกว้างไร้การป้องกัน อาณาเขตของคีตาจึงสามารถสอดส่องดูได้ตามใจ ไม่เหมือนถ้ำหมื่นสีแสนผลึกที่ถูกอาคมหลายต่อหลายชั้นปกป้องปิดบังไว้
โฟเรลนำทางในขณะที่เรนเดลและเซเรนเซ่เดินทอดน่องส่องภาพผ่านพลังอย่างรื่นเริง เพราะรูปแบบพลังทำให้แม้ทั้งสองจะรีบเดินแต่ก็ไม่พลาดอะไรเลยแม้แต่น้อย
เสียงบรรเลงของดนตรีหลากหลายแขนงดังเข้าหู ภายในเขตทุ่งปะการังเกินกว่าครึ่งคือเผ่าใต้บาดาลเอง เป็นส่วนที่แปลกไปจากสถานที่ท่องเที่ยวตามปกติที่ส่วนมากมักมีผู้เยี่ยมชมเป็นคนต่างเผ่าหรือต่างเมือง
เผ่ามนุษย์ เผ่ารูเบียส เผ่าครึ่งสัตว์ เผ่ากิกัน เผ่าไร้หาง คนจากหลายเผ่าพันธุ์นั่งและเดินเล่นผ่อนคลายกันภายในป่าปะการัง ทุกคนล้วนมีสีหน้าสงบสุขและลุ่มหลงไปกับความงดงาม
เผ่าใต้บาดาลจำนวนมากพักผ่อนกันอยู่ที่หลายมุมของป่าปะการัง ส่วนมากมักนั่งอยู่ใต้ต้นไม้หรือบริเวณโขดหิน บรรเลงเครื่องดนตรีที่ตนถนัดพร้อมขับขานบทเพลงอย่างมีความสุข
บรรยากาศและความสวยงามเป็นตัวช่วยจุดประกายความคิดและศิลปะในหัวใจของพวกเขา เผ่าใต้บาดาลที่รักในการขับขานจึงมักมาใช้เวลาว่างที่เขตทุ่งปะการังแห่งนี้
นิทานเองก็ชมภาพที่ส่งผ่านมาจากคีตาอย่างเพลิดเพลิน สิ่งหนึ่งที่เขาสังเกตได้คือชาวไฟกัลป์และสัตว์บกนั้นน้อยกว่าพวกอื่นอย่างเห็นได้ชัด มนุษย์ส่วนมากมักเป็นคนเชียนเป่า คนมาลาไค คนอิสึกะ และอื่น ๆ เครื่องหน้าที่แตกต่างจากของชาวไฟกัลป์นั้นทำให้ง่ายต่อการจำแนก
อีกเผ่าพันธุ์หนึ่งที่นิทานแทบไม่เห็นเลยคือเผ่าซือบาส นิทานแปลกใจเล็กน้อย เผ่าซือบาสนั้นชมชอบในความงาม ไม่ใช่ว่าพวกเขาสมควรมาเยี่ยมเยือนที่นี่สักครั้งหรือ? หากเมื่อคิดไปแล้วก็เข้าใจได้ไม่ยาก เผ่าที่ทระนงในปีกและการโบยบินบนผืนฟ้าย่อมไม่ยอมรับการที่ปีกของตนไม่อาจเหินบินใต้บาดาล
หรือไม่ก็ไม่พอใจที่เผ่าใต้บาดาลนั้นทำตัวคล้ายกับเหินบินทั้ง ๆ ที่ไร้ปีก ไม่ว่าจะเหตุผลใดนิทานก็คิดว่าเป็นไปได้ทั้งนั้น
โฟเรลพาเรนเดลไปยังบริเวณชายขอบของเขตทุ่งปะการัง จุดที่มีคนอยู่บางตาหากกลับมีสัตว์น้ำมากมาย พื้นที่บริเวณนี้คล้ายกันกับสวนสัตว์แบบเปิด สัตว์น้ำหลากหลายชนิดแหวกว่ายกันโดยไม่มีสิ่งใดควบคุม นี่เป็นครั้งแรกที่เรนเดลได้เห็นความหลากหลายทางชีววิทยาของสิ่งแวดล้อมใต้บาดาลอย่างใกล้ชิดเช่นนี้
หากพูดถึงสัตว์น้ำ ให้นึกไว ๆ ก็คงจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา อะไรเทือกนั้น แต่แท้จริงแล้วกลับมีมหาศาลกว่านั้นมาก มีทั้งปลารูปร่างประหลาดที่คล้ายกับหลุดมาจากสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม วาฬขนาดจิ๋วที่ว่ายกันเป็นฝูง หมึกที่มีหนวดเพียงเส้นเดียว ปูที่ตัวใหญ่ดั่งพฤกษาและมีรยางค์ตามตัว นี่คือการเปิดโลกของนิทานและคีตาอย่างแท้จริง
พื้นที่แถบนี้มีคนอยู่ไม่มากนัก ส่วนมากมักจะเป็นคนแก่และเด็ก ๆ ที่มาให้อาหารสัตว์น้ำเหล่านี้กัน เด็กหลายคนพยายามโปรยอาหารให้สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่หน้าตาดูเท่และแข็งแกร่ง ส่วนคนแก่ ๆ เพียงโปรยอาหารไปตามทางให้แก่สัตว์น้ำตัวเล็ก
เมื่อได้เห็นสถานที่เช่นนี้นิทานก็พอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดนายหน้าข่าวจึงเลือกจะตั้งหลักที่นี่ สถานที่สาธารณะที่ดูไม่น่าสงสัย ปริมาณคนที่ไม่เยอะจนเกินไป จะอยู่นานแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่มีใครกล้าก่อเรื่อง
นิทานหันไปจับตามองคนแก่ประมาณ 4คนที่กระจายตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ พวกเขาทั้งหมดไม่ให้อาหารปลา นั่งอ่านหนังสือ ก็นั่งเล่นดนตรี นิทานมั่นใจว่าต้องเป็นคนใดคนหนึ่งใน 4คนนี้ที่เป็นนายหน้าข่าว
เด็กอีกเกือบ 10คนที่วิ่งเล่นนั้นเลยผ่านสายตาของนิทานไปโดยสิ้นเชิง ดูจากส่วนสูงแล้วไม่มีใครดูจะมีอายุมากกว่า 10ขวบ
ระหว่างทางที่มา ตัวโฟเรลนั้นเล่าถึงกิตติศัพท์ของนายหน้าข่าว ‘นกพิราบ’ ให้เรนเดลได้ฟัง นายหน้าข่าวอันดับหนึ่งแห่งท้องทะเล เส้นสายของเขามากพอจะทำให้ผู้ขีดเขียนชะตาจากบนบกต้องลงมายังนครโอคานอสเพื่อซื้อข่าวกับเขา
ว่ากันว่าแม้จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ปลายสุดของมหาทวีปหรือภายในหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวเขาก็ล่วงรู้ ทุกเรื่องใหญ่ของมหาทวีปล้วนผ่านหูตาและของเขา หากมีเรื่องเล็กเรื่องใดที่เขาเอ่ยถึง นั่นหมายความว่าแท้จริงแล้วเรื่องนั้นมิใช่เรื่องเล็กเลย
เขาคือผู้ที่รู้ถึงผลลัพธ์ของแผนการระหว่างขุมกำลังก่อนที่แผนการนั้นจะได้เริ่มกระทำ ล่วงรู้ถึงคำแห่งพลังที่ถูกสลักบนร่าง และยังมีข่าวลือว่าสามารถมองเห็นคำแห่งพลังภายในห้วงจิต
เพียงเพราะข่าวลือนี้ทำให้ตัวเขานั้นมีผู้หมายปองมากมาย หากก็ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าถึงตัวเขาได้หากเขาไม่ต้องการ จุดที่เขาอยู่ไม่เคยเปลี่ยนไป หากทุกคนที่คิดร้ายกลับไม่เคยจับตัวเขาได้
ไม่มีขุมกำลังใดกล้าลงมืออย่างเอิกเกริก การก่อความวุ่นวายใหญ่โตในเขตทุ่งปะการังคือการตบหน้าเผ่าใต้บาดาลโดยตรง แม้พวกเขาจะมิใช่ขุมกำลังใหญ่ของมหาทวีปหากก็ไม่ใช่หมาจรจัดที่ใครก็หาเรื่องได้
ข่าวลือนั้นล้วนเต็มไปด้วยคำลวงหลอก หากก็ต้องมีส่วนที่แฝงไว้ด้วยความเป็นจริง ดังนั้นระหว่างทางมานี้นิทานและคีตาจึงได้จัดเตรียมการป้องกันไว้ระดับหนึ่ง
จุดที่พวกเขาระวังที่สุดคือเรื่องคำแห่งพลังของพวกเขาทั้งสอง โดยเฉพาะคำแห่งพลังระบุชื่อ นิทาน วงจันทรา และ คีตา วงจันทรา
เมื่อโฟเรลก้าวเข้ามา คนแก่หลายคนก็หันมามองทั้งสาม หลายคนมีสีหน้าสงสัยและแปลกใจ เป็นสีหน้าที่ทั้งสามพบมาตลอดทั้งวัน คนหนึ่งคือเผ่าจิตวิญญาณที่หายาก อีกคนหนึ่งคือชาวไฟกัลป์ และอีกหนึ่งคือสัตว์บก เพียงการที่ทั้งสามอยู่ด้วยกันนั้นก็ดึงดูดสายตามากพอแล้ว
คนแก่เหล่านั้นหลังจากมองอยู่พักหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม หันมาโบกมือทักทาย หลายคนแตะกล่องเสียงของตนทักทายอย่างเคารพ ในเขตทุ่งปะการังแห่งนี้ ไม่ว่าใครก็สมควรมีโอกาสได้เสพศิลปะและดนตรีอย่างเท่าเทียมกัน
นิทานกวาดตามองคนแก่เหล่านั้นในขณะที่คีตาจับจ้องทั้ง 4 ผ่านทางอาณาเขต ไม่มีคนแก่คนใดที่ดูน่าสงสัย คีตาพยายามแม้กระทั่งฟังเสียงชีพจรและดูม่านตาแต่ก็ไม่มีคนใดที่ดูผิดแผกแม้แต่น้อย
นิทานเองก็ไม่พบสิ่งใด เขาได้แต่ลอบชื่นชมนกพิราบในใจ
โฟเรลกลับไม่ได้มุ่งหน้าเข้าหาคนแก่คนใด แต่กลับเดินเข้าหาเด็กหญิงตัวเล็กที่นอนอย่างสบาย เธอสวมชุดกระโปรงตัวเล็กสีขาวสวยงาม นอนกลิ้งไปมาพร้อมกับหัวเราะอย่างเริงร่ายามที่ปลาตัวหนึ่งเข้ามาเล่นกับเธอ
บนข้อมือของเธอคือกำไลเส้นเล็กที่ดูไปแล้วคล้ายกับกุญแจมือหัก ๆ เป็นเครื่องประดับหน้าตาประหลาดที่นิทานไม่เคยพบและไม่เข้าใจ
“สวัสดีครับ นกพิราบ” โฟเรลกล่าวกับเด็กสาวคนนั้น