เช้านี้ภารดาขับรถมาส่งเนตรดาวที่โรงเรียน จูจูน้อยติดสอยห้อยตามมาด้วย จูจูเซียนน้อยที่ตัวไม่น้อยอยู่ในชุดเสื้อยืดพิมพ์ลายการ์ตูนกันดั้มกางเกงขาสั้นลายเดียวกันแต่ข้างในยังเป็เอี้ยมแดงเพราะถอดไม่ออกคล้ายกับว่าจะเป็ส่วนหนึ่งในร่างกายของเซียนน้อยจูจู
"พี่สาวจะไปที่ไหนหรือจ้ะ แล้วท่านพ่อกำลังขับเกวียนเหล็กไปไหนจ้ะ"
“พ่อจะพาพี่สาวไปโรงเรียนส่วนเกวียนเหล็กที่จูจูเรียกนั้นที่นี่เรียกว่ารถยนต์”
ภารดาอมยิ้มกับเซียนน้อยหลงมิติ พร้อมกับแก้ไขคำพูดให้ จูจูน้อยจึงมองไปยังเนตรดาวที่อยู่ในชุดนักเรียนแล้วก้มมองชุดของตนเองด้วย
"แล้วหนูจะไปโรงเรียนกับพี่สาวได้หรือเปล่าจ้ะท่านพ่อ"
"จูจู อยากไปเรียนหนังสืออย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นจูจูลองขอพี่หลินไปเรียนด้วยกันสิ"
"พี่สาวหลินหลินหนูขอไปเรียนด้วยได้ไหมจ้ะ"
"อื้อ! ได้สิ แต่จูจูอาจเรียนไม่รู้เื่ พี่กลัวจูจูจะไม่เข้าใจนะสิ"
"จูจูลองไปเรียนกับพี่หลินก่อนก็ได้ ถ้าไม่สนุกก็บอกพ่อได้"
"จ้ะ ท่านพ่อ"
เมื่อมาถึงประตูโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ภารดาจับจูงเนตรดาวไว้ตรงกลางอีกด้านที่ไม่มีใครเห็นเนตรดาวก็จูงมือจูจูน้อยมาด้วย ภารดาแวะร้านขายของชำซื้อธูปและน้ำแดงเพื่อนำไปถวายศาลพระภูมิที่ประดับอยู่ด้านหน้าโรงเรียนเพื่อฝากตัวจูจูเข้าไปเรียนด้วย
“ท่านเ้าที่ขอรับ กระผมภารดา ผู้ปกครองของเด็กหญิงเนตรดาว พิพัฒน์พงษ์ กับเด็กชายจูจู พิพัฒน์พงษ์ กระผมขอฝากเด็กชายจูจู พิพัฒน์พงษ์ เข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ ขอโปรดท่านเ้าที่โปรดอนุญาตและขอช่วยดูแลรักษาบุตรของกระผมทั้งสองคนด้วยเทอญ”
กุมารเทพน้อย ยืนมองดูท่านพ่อกับพี่สาวหลินหลินกราบไหว้ท่านตาที่อยู่ในศาลพระภูมิที่ดูคล้ายกับที่บ้านแต่ดูหลังใหญ่กว่า ท่านตาก็เดินออกมารับขวดใส่น้ำสีแดงที่ท่านพ่อนำมาให้ ท่านเ้าที่ประจำโรงเรียนร่างกายอวบอ้วนดูหน้าตาใจดีหันมามองกุมารเทพน้อยที่ยืนจ้องตนอยู่ด้านข้าง
“ท่านคือเด็กชายจูจู พิพัฒน์พงษ์ ที่ชายคนนี้กล่าวถึงใช่หรือไม่”
“ใช่จ้ะท่านตาเทพ หนูชื่อจูจู ต่อไปนี้หนูจะมาศึกษาตำรากับพี่สาวหลินหลินจ้ะ”
“อืม.. ท่านคงจะเป็เทพอีกมิติใช่หรือไม่ ดูจากพลังไอเซียนของท่านไม่เหมือนกับพลังทิพย์ที่เทพอย่างพวกเรามี”
“ใช่จ้ะ หนูมาจากอีกโลกหนึ่งที่ทับซ้อนกัน ที่นั่นก็มี์เหมือนกัน หนูอยู่บน์กับท่านปู่เทพชะตาจ้ะ”
“อืม เป็อย่างนี้นี่เอง ชะตาพัดพาให้มาเกื้อหนุนกัน เอาหล่ะเราอนุญาตให้ท่านเข้าโรงเรียนได้ แต่จงจำไว้ว่าท่านเป็เทพเซียนไม่สามารถยุ่งวุ่นวายกับผู้คนในโรงเรียนได้”
“หนูเข้าใจจ้ะท่านตา หนูจะเป็เด็กดีจ้ะ”
กุมารน้อยเจรจากับเ้าที่ของโรงเรียนเสร็จจึงหันมายิ้มให้กับภารดาและเนตรดาวซึ่งทั้งสองคนก็เข้าใจดีว่าท่านเ้าที่คงจะอนุญาตแล้ว ภารดาและเนตรดาวจึงไหว้เ้าที่อีกครั้งจึงเดินออกมา
“หลิน จูจู พ่อจะไปทำงานแล้ว นี่ข้าวกล่องของลูกทั้งสองคนพ่อจัดไว้ในกระเป๋าให้ จำเอาไว้เป็เด็กดีแล้วตั้งใจเรียน ตอนเย็นพ่อจะมารับนะลูก แล้วหลินอย่าเผลอคุยออกเสียงกับน้องหล่ะให้คุยตอบโต้กันในใจเหมือนกับที่ได้ฝึกไว้นะลูก”
“ค่ะคุณพ่อ /จ้ะท่านพ่อ”
หลินน้อยถือกระเป๋าเข้ามาในห้องเรียน ป.๒/๑ จูจูก็สะพายกระเป๋าลายกันดั้มที่ท่านพ่อซื้อให้เดินติดตามมาด้วย เมื่อมาถึงที่นั่งหลินจึงนึกได้ว่าจูจูไม่มีโต๊ะของตนเอง จึงหันมามองน้องชายคนใหม่ด้วยสายตาเศร้าสร้อย
‘จูจู ทำยังไงดีไม่มีโต๊ะให้จูจูนั่งหล่ะ’
“พี่สาวหลินหลินไม่ต้องห่วง ท่านตาเทพของโรงเรียนเสกให้ข้าแล้ว ข้าจะนั่งเรียนข้าง ๆ พี่สาวเอง”
‘แต่ตรงนี้เป็ทางเดินนะ เดี๋ยวจะมีคนมาเดินชนเอาได้’
“พี่สาวหลินหลิน ไม่มีใครเห็นหนูหรอกจ้ะ แต่ว่าทำไมหนูถึงแต่งตัวไม่เหมือนกับเด็กผู้ชายเหล่านี้หล่ะจ้ะ”
'นี่คือชุดนักเรียนชาย ถ้าวันนี้จูจูเรียนสนุก ตอนเย็นเราไปขอคุณพ่อซื้อชุดนักเรียนให้จูจูดีไหม"
“ดีจ้ะ พี่สาวหลินหลิน”
เนตรดาวกับจูจูเรียนหนังสือด้วยความสนุก ทุกครั้งที่มาโรงเรียนเนตรดาวจะคุยกับพิมพ์รักเพื่อนสนิทที่นั่งด้านหน้า แต่วันนี้พิมพ์ลาป่วยหนึ่งวัน แต่เนตรดาวก็ไม่เหงาเพราะมีจูจูอยู่ด้วย ตลอดทั้งวันจูจูตื่นตาตื่นใจในสิ่งที่ไม่เคยเห็นโดยเฉพาะเทคโนโลยีอย่างคอมพิวเตอร์และโปรเจคเตอร์ เนตรดาวจึงต้องคอยตอบคำถามให้กับน้องชายคนใหม่จนลืมฟังคุณครูไปบ้างเป็บางครั้ง ตอนกลางวันเนตรดาวมานั่งทานที่โต๊ะในโรงอาหาร ด้านข้างก็เป็จูจูที่นำกล่องข้าวที่เหมือนกันทุกอย่างออกมากินด้วย เมื่อถึงคาบวิชาพละจูจูก็สนุกสนานที่ได้เล่นเครื่องเล่นแปลกตา บางครั้งก็ใช้พลังเซียนน้อยลอยตัวขึ้นไปบนสะพาน เนตรดาวได้แต่อ้าปากค้างตาโตมองน้องชายคนใหม่ลอยตัวไปมาในอากาศ
ยามโรงเรียนเลิก ภารดาก็ขับรถมารับเด็กทั้งสองคนกลับบ้าน เสียงพูดคุยเจี้ยวจ้าวของทั้งสองคนที่นั่งอยู่หลังรถก็ทำเอาเขาอมยิ้มกับความสดใสของเด็กทั้งสองคน จูจูชอบโรงเรียนมากภารดาจึงพาไปซื้อเครื่องแบบนักเรียนชายรวมถึงอุปกรณ์การเรียนอุทิศจิตให้กับจูจู เซียนน้อยดีใจมากั้แ่นั้นเป็ต้นมาจูจูน้อยก็ติดตามเนตรดาวมาโรงเรียนทุกวัน
สิบปีผ่านไป เนตรดาวและจูจูเลื่อนชั้นเรียนขึ้นมาถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก นางสาวเนตรดาว พิพัฒน์พงษ์ เด็กสาวหน้าตาสวยใสตามวัย ร่างกายเริ่มโตเป็สาว ส่วนจูจูก็ยังมีรูปร่างอ้วนท้วนตัวเล็กเป็เซียนน้อยน่ารักสี่ขวบเหมือนเดิม ่นี้จูจูเริ่มชักเกเร ชอบโดดเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของคุณครูเพ็ญศิริอยู่เป็ประจำ เมื่อถึงชั่วโมงคณิตศาสตร์ทีไร จูจูน้อยจะต้องหนีออกจากห้องเรียนไปนั่งดูดชาเย็นไข่มุกกับท่านเ้าที่ที่ศาลพระภูมิของโรงเรียนอยู่เป็ประจำ สิ่งที่เนตรดาวอิจฉาจูจูที่สุดก็คือจูจูไม่มีการบ้านเหมือนกับเธอ เพราะคุณครูทุกคนไม่ได้รับรู้การมีตัวตนของจูจู วิชาไหนที่จูจูชอบเรียนอย่างเช่นวิชาพละ จูจูจะทุ่มเทเต็มที่โดยเฉพาะวิชาว่ายน้ำซึ่งเป็วิชาอันดับหนึ่งในใจ
ปลายปีของชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก โรงเรียนของเนตรดาวได้จัดกิจกรรมทัศนศึกษา ทางโรงเรียนได้ขออนุญาตผู้ปกครองพานักเรียนไปค้างแรมที่จังวัดระยอง เนตรดาวกับจูจูก็ได้ไปทัศนศึกษากับทางโรงเรียนด้วย รถทัวร์สองคันที่โรงเรียนได้เช่าไว้ขับพานักเรียนจำนวนหกสิบคนและครูผู้ดูแลอีกยี่สิบคนมุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดระยอง เนตรดาวกับพิมพ์รักเพื่อนสนิทที่ได้กลับมาเรียนอยู่ห้องเดียวกันใน่มัธยมศึกษาตอนปลายนั่งคู่กัน ส่วนจูจูที่แต่งตัวจัดเต็มในชุดฮาวายแถมยังคล้องพวงมาลัยกล้วยไม้สีม่วงที่คุณพ่อหามาให้ ก็ลอยไปลอยมานั่งฟังคนนั้นคนนี้พูดคุยกันถ้าเบื่อเมื่อไหร่ก็จะลอยกลับมานั่งตักเนตรดาวเหมือนกับตอนนี้
“พี่สาวจ๋า เมื่อกี้หนูแอบเห็นครูโจ้แอบจับมือครูหวานด้วยจ้ะ สงสัยเค้าสองคนจะเป็แฟนกันแหละ”
‘แหนะ เด็กดื้อ ไปแอบดูครูเค้าได้ยังไงกัน’
“หนูปล่าวแอบดูนะ หนูก็นั่งฟังคุณครูร้องคาราโอเกะกันอยู่ที่ชั้นล่างของรถ แล้วครูโจ้กับครูหวานก็ขยับเข้ามานั่งเบียดหนู หนูสงสัยก็เลยลุกขึ้นมาดูก็เห็นครูโจ้กับครูหวานแอบจับมือกันจ้ะ ครูหวานนี่นั่งหน้าแดงหลบสายตาที่ครูโจ้ส่งให้ แบบนี้ ๆ ๆ เลย”
‘พอ ๆ ไม่ต้องทำท่าทางให้เห็น เดี๋ยวพี่จินตนาการไม่ออกกันพอดี’
“ว้า ! พี่สาวนี่ไม่โดนใจวัยรุ่นเลย วัยรุ่นเซ็ง หนูจะไปนั่งฟังกลุ่มยัยแมน เอ้ย!ยัยมิ้นท์นินทาครูเพ็ญศรีดีกว่า ฮิ ฮิ”
จูจูน้อยในชุดฮาวายจัดเต็มลอยตัวออกไปที่ตอนหลังของรถที่กลุ่มของมิ้นท์เพื่อนชายหัวใจสาว เนตรดาวได้แต่ส่ายหัวกับความดี๊ด๊าของกุมารเทพน้อยตนนี้ ตอนเด็ก ๆ ก็น่ารักพูดจาจ้ะจ๋า ดูตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแปลกใหม่ของโลกใบนี้ แต่ดูตอนนี้สิช่างออดอ้อนเจรจาแล้วก็ซุกซนเป็ที่หนึ่ง ยิ่งคนทั่วไปมองไม่เห็นตนเองก็ยิ่งสนุกเขาหล่ะ แล้วจูจูก็ชอบไปนั่งฟังคนนู้นคนนี้นินทากันก็ยิ่งชอบใจเข้าไปใหญ่ เมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็นจูจูยิ่งชอบออดอ้อนเอาใจคุณพ่อจนตอนนี้หล่อนชักจะไม่แน่ใจว่าตกลงใครเป็ลูกที่แท้จริงของคุณพ่อกันแน่ ดูได้จากเสื้อผ้าที่คุณพ่อหาซื้อมาให้จูจูใส่ก็แทบจะล้นห้อง จึงต้องนำไปบริจาคอยู่บ่อย ๆ เื่มาเที่ยวทะเลนี่อีกเธอต้องจัดกระเป๋าทั้งหมดเอง แต่ของจูจูคุณพ่อจัดให้เองกับมือ แต่เธอก็ไม่น้อยใจหรอกอะไรที่เป็ความสุขของคุณพ่อก็ปล่อยให้ท่านทำ อีกอย่างก็เพราะเ้าตัวป่วนนั้นหยิบจับอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เนตรดาวคิดย้อนกลับไปในเหตุการณ์ครั้งแรกที่พวกเธอได้เจอกับจูจูน้อย ครั้งแรกคุณพ่อปฏิเสธแทบตายที่จะไม่ให้จูจูมาอยู่ด้วยแต่ไฉนตอนนี้ทุกคำมีแต่ “จูจู” เฮ้อ! “หลินหลิน” คงจะตกกระป๋องซะแล้ว!
“นี่ยัยหลิน แกยิ้มอะไรคนเดียวเป็บ้าเหรอ?”
“ยัยพิมพ์บ้า ฉันไม่ได้บ้าหย่ะ แค่คิดถึงตอนเด็ก ๆ ก็เท่านั้น ถ้าฉันเป็บ้าจริงฉันจะกัดหูเธอให้ขาดเป็คนแรกเลยหล่ะ”
“จ้า แม่คนไม่บ้า เออ!จริงสิ ยัยหลินแกแน่ใจนะว่าจะไปเรียนต่อที่เชียงใหม่น่ะ ทำไมไม่เรียนที่กรุงเทพฯหล่ะ ที่นี่ก็สะดวกดีออกจะไปลำบากอยู่ต่างถิ่นทำไมกัน”
“ฉันกับคุณพ่อจะย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ที่นั่นเป็ที่พบรักของคุณพ่อกับคุณแม่ของฉัน พวกเราจะไปอยู่บ้านสวนที่เคยปลูกเป็เรือนหอของพวกท่าน อีกอย่างหมอประจำตัวโรคหัวใจของคุณพ่อก็ย้ายสังกัดไปอยู่ที่เชียงใหม่ นี่ก็เป็อีกเื่หนึ่งที่พวกเราตัดสินใจที่จะไป ฉันหวังว่าไปอยู่เชียงใหม่คุณพ่อจะมีความสุขไม่ต้องมาเครียดกับสังคมคนกรุงเทพแบบทุกวันนี้”
“เฮ้อ! ฉันนี่ใจหายจริงๆนะ ที่พวกเราต้องแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต”
“เอาหน่า ถ้าแกเบื่อกรุงเทพฯเมื่อไหร่ก็บินไปหาฉันได้”
“อืม..ก็จริง วันไหนฉันเบื่อม๊อบ เบื่อปิดถนน ฉันจะบินไปให้แกเลี้ยงฉันสักเดือนก็แล้วกัน”
“ฮ่า ๆ ได้สิ ให้ฉันดูแลเธอสักปีขนหน้าแข้งของคุณพ่อฉันก็ไม่ร่วงหรอกจ้า!”
“เฮ๊อะ ! นี่ก็อีกเื่ที่ฉันอิจฉาคุณพ่อแกจริ๊งๆ ถูกหวยบ่อยจนกองสลากต้องหลั่งน้ำตา อะไรจะโชคดีเบอร์นี้ บอกฉันมานะความจริงแล้งบ้านแกเลี้ยงกุมารรึเปล่าเนี่ย?”
“โอ๊ะโอ! นี่เธอรู้ได้ยังไงว่าบ้านฉันเลี้ยงกุมาร นี่ฉันจะบอกความลับให้รู้ก็ได้ว่าคุณพ่อของฉันไม่ได้เลี้ยงกุมารธรรมดานะแต่ท่านเลี้ยงกุมารเทพมากับมือเชียวหล่ะ ฮิฮิ”
“เฮ้อ! ยัยหลิน หล่อนกลับเข้าโหมดคนบ้าอีกแล้ว พูดกับคนบ้านี่เหนื่อยใจจริ๊ง!”
“เธอว่าฉันบ้าเหรอ นี่แหนะ ๆ ฉันจะกัดหูเธอให้ขาดเลยดีกว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“อ๊ายยยย! ยัยหลินบ้า!”
**************************