“นั่นๆ เกิดอะไรขึ้น” หนึ่งในองครักษ์เงาร้องขึ้นอย่างตกใจ เมื่อมองไปที่แผลนั้นอย่างพอดิบพอดีกลับเห็นว่าแผลกำลังสมานตัวเข้าหากันจนแนบสนิทไม่เหลือร่องรอย คนที่เหลือก็ต่างแตกตื่นไปตามๆ กัน
“เจ้าๆๆ เจ้าเป็นตัวอะไร” อีกคนถอยกรูออกห่าง ส่วนบางคนก็ชี้ดาบไปที่นางเมื่อเห็นว่ากำลังลุกขึ้นมา
ซูฮวาลุกยืนเต็มความสูงก่อนจะปัดเสื้อผ้าจัดแจงให้ตนเองอย่างไม่รีบร้อน เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงปรายตามองไปที่คนลงมืออีกครั้งส่งผลให้หวูหย่งสะดุ้งเฮือกเล็กน้อย แต่ก็สามารถเก็บอาการได้อย่างรวดเร็ว
ดาบเล่มเดิมชี้ไปทางซูฮวาอีกครั้ง ทว่านางกลับกำลังมองเห็นว่าปลายดาบกำลังสั่นไหว “ครานี้ข้าไม่ได้เผลอ เจ้าคิดว่าตนเองจะรับมือได้หรือ” นางกล่าวเสียงเรียบตามปกติ แต่คนฟังกลับรู้สึกว่ามันเป็นดั่งคำประกาศกร้าว
“เป็นไปได้ยังไง” หวูหย่งถามเสียงแข็งกดข่มความกลัวในจิตใจตนเอง แต่นางก็ไม่ได้สนใจเขาอีก เพราะในบัดนี้ความสนใจทั้งหมดล้วนเบนไปทางท่านหญิงจางแล้ว
ซูลี่ถอยหลังกรูเมื่อคนตรงหน้าสาวเท้าเข้ามาใกล้ องครักษ์เงาก็พร้อมใจเข้ามากันเอาไว้ “ท่านหญิงหนีไป” หนึ่งในพวกเขาเอ่ยบอกกับซูลี่ แต่ทว่านางกลับมีท่าทียึกยักราวไม่มั่นใจในบางอย่าง
ส่วนคนที่เหลือที่ต้องการปกป้องผู้เป็นนายด้วยชีวิตต่างพุ่งเข้าไปหมายจัดการกับสตรีสวมหน้ากาก แต่ไม่ว่ากี่คนต่อกี่คนก็ไม่สามารถเป็นคู่มือให้นางได้เลย นอกจากจะตามความเร็วไม่ทันยังถูกสกัดจุดจนขยับกายไม่ได้หลายต่อหลายคน จนกระทั่ง เจิ้งหลู่และหลูเหยาปรากฏตัว
คนคุ้มกันสูงสุดของซูลี่พุ่งตัวเข้าไปหมายจัดการคนที่คิดว่าเป็นศัตรู พวกเขาเข้ามาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงและประดาบกับผู้บุกรุกอย่างรุนแรง หากมิใช่ว่าเรือนรับรองแห่งนี้ตั้งอยู่ในจุดที่ห่างไกลกับเรือนอื่นๆ คาดว่าทั้งจวนก็คงได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมนี้แล้ว
การต่อสู้ดำเนินไปโดยที่ซูฮวาลงความเห็นว่าทั้งสองคนเป็นผู้มีฝีมือมากกว่าทุกคนในที่แห่งนี้ และอาจจะมากกว่าคนของจวนหลี่อ๋องด้วยซ้ำ ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่พอให้เป็นคู่ต่อสู้ของนางได้อยู่ดี
ซูฮวาใช้สันดาบทุบเข้าที่แผ่นหลังของพวกเขาจนล้มลงไป จากนั้นนางก็โยนดาบลงไปเบื้องหน้าอย่างไม่อยากสู้อีก “พวกเจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า”
ได้ยินดังนั้นแล้วหลูเหยากับเจิ้งหลู่ก็ได้แต่ลอบมองหน้ากัน เมื่อครู่เห็นได้ชัดว่านางไม่ต้องการทำร้ายพวกเขา เมื่อมองดูไปโดยรอบก็เห็นเหล่าองครักษ์ที่ขยับตัวไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย
เดิมทีพวกเขาทั้งสองทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณรอบนอกเรือนรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครสามารถเข้ามาเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น ทว่าพวกเขาก็เริ่มแปลกใจเมื่อมีการเคลื่อนไหวอันแปลกประหลาดอยู่ในเรือน อีกทั้งเหล่าองครักษ์เงาก็ไม่ออกมาเสียที
และทันทีที่เข้ามาเห็นองครักษ์เงานอนเรียงรายบนพื้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงและเข้าจู่โจมอีกฝ่ายโดยไม่ดูให้ดีก่อน
เมื่อพวกเขาทั้งสองได้ข้อสรุปบางอย่างในใจกับตนเอง เจิ้งหลู่และหลูเหยาจึงทำการคลายจุดสกัดให้เหล่าองครักษ์อย่างชำนาญ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับคนลงมือ
“เจ้าไม่ฆ่าพวกเรา ต้องการอะไร” เป็นหลูเหยาที่พูดขึ้น หากอีกฝ่ายมีจุดประสงค์ร้ายต่อท่านหญิงก็คงลงมือกับพวกเขาแล้ว
และในส่วนขององครักษ์เงาคงไม่ทำเพียงสกัดจุดให้เคลื่อนไหวไม่ได้ แต่คงใช้ดาบเล่มนั้นปลิดชีพเหล่าองครักษ์เงาไปแล้ว อีกอย่างฝีมือคนเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะไก่กาทั่วไป พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นยอดยุทธ์ที่หาตัวจับได้ยาก นางต่อกรกับพวกเขาทั้งหมดด้วยตัวเองคนเดียวนั่นแสดงให้เห็นว่าฝีมือเหนือกว่าหลายขุม
แม้หลูเหยาไม่ได้พูดสิ่งที่คิดออกมา แต่เจิ้งหลู่ก็คิดไปในทิศทางเดียวกันกับหลูเหยาทุกประการ แม้แต่ซูลี่ก็คิดเห็นเช่นนั้นนางจึงยังรั้งอยู่ต่อ
“นางช่วยข้าไว้เมื่อครู่” เสียงของซูลี่ดังขึ้นเมื่อไม่อยากให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ อีกอย่างผู้บุกรุกที่ถูกพิษเล่นงานต่างก็กำลังหายใจรวยริน ไม่นานคงสิ้นใจ นางต้องรีบให้พวกเขาจัดการศพต่ออีก ทว่าก็มีเสียงของหวูหย่งขัดนางขึ้นมา
“แต่นางก็จับตัวของท่านหญิงเป็นตัวประกัน ซ้ำยังรู้ตัวตนที่แท้จริงของท่าน” หวูหย่งหันไปเอ่ยกับคนคุ้มกันข้างกายทั้งสอง
“ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าพูด” ครานี้ซูลี่หันไปตวาดใส่เขาจนเขารีบหลุบตาลงต่ำ เพราะสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นางสามารถทำการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
“ทีนี้เจ้าก็บอกมา เหตุใดจึงไม่ได้ทำร้ายพวกเขา” นางถามต่อ พลางเดินเข้าไปใกล้สตรีสวมหน้ากาก
ผู้คุ้มกันข้างกายทั้งสองคนจึงหลีกให้ซูลี่ ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงยืนอยู่เคียงข้างท่านหญิงและเตรียมพร้อมตลอดเวลาหากฝ่ายนั้นคิดทำสิ่งใด และการที่พวกเขาถูกรับเลือกมาเป็นผู้คุ้มกันเช่นนี้ต้องเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าฝีมือย่อมเหนือกว่าองครักษ์เงาทั้งหมด
สตรีทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางแสงจากตะเกียงที่สว่างไสวไปทั่วห้อง แต่ถึงอย่างนั้นซูฮวาก็ไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด เพียงกำลังมองสำรวจพี่สาวฝาแฝดของตนเงียบๆ
“แล้วเมื่อครู่แผลที่เจ้าถูกแทงหายไปได้อย่างไร” ซูลี่เอ่ยพลางหลุบสายตามองจุดขาดด้านหน้าของเสื้อซึ่งอยู่บริเวณตำแหน่งหัวใจไม่ผิด คนปกติคงตายไปแล้ว
“...”
“เหตุใดจึงเข้ามาช่วยข้า เจ้าเป็นใครกัน”
“...”
ซูลี่ขมวดคิ้วมุ่น สตรีผู้นี้ถามสิ่งใดก็ไม่ตอบ ไม่รู้ว่าต้องการสิ่งใดกันแน่ ดังนั้นนางจึงถอนหายใจออกมาอย่างปลงตกพลางกลอกตาไปมาแล้วพูดลอยๆ “เจ้าคงเป็นใบ้กระมัง”
“ไม่ใช่”
ซูลี่หันขวับมองอีกฝ่ายอย่างเหลือเชื่อ “ทีอย่างนี้ทำไมถึงตอบได้”
“...”
“เอาอย่างนี้ ข้าจะถามเจ้าแค่สั้นๆ ที่เจ้ามาในวันนี้ เจ้ามาดีหรือมาร้าย” แววตาสงสัยมองอากัปกิริยานั้นไม่วางตา แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสตรีผู้นี้ก็ไม่เผยสีหน้าอื่นใดนอกจากเรียบเฉยให้นางเห็น
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทุกคนในห้องต่างก็รอคำตอบของสตรีผู้นั้น ซูลี่เองก็ดูเหมือนจะถอดใจเช่นกัน
“ช่างเถอะ ถือว่าข้าไม่เคยถามก็แล้วกัน” ซูลี่เอ่ยและเตรียมจะบอกให้อีกฝ่ายกลับไป แต่ทว่าเสียงของคนตรงหน้าก็ดังขึ้น
“ข้าไม่มีทางทำร้ายเจ้า”