ตอนนี้ข้าชื่ออู่เป้ยเป้ย กำลังนั่งคิดว่าต่อจากนี้จะเอาอย่างไรกับชีวิตดี เฮ้อ! ข้าได้แต่ถอนหายใจอย่างคนคิดไม่ตกั้แ่ข้ามานั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำนี้ถอนหายใจหลายต่อหลายครั้งแล้วมั้ง ครั้นจะออกไปจากที่นี่ตอนนี้เลย ทรัพย์สินเงินทองก็มีไม่ถึงห้าตำลึงด้วยซ้ำ การออกไปอยู่ข้างนอกก็ต้องมีเงินถึงจะอยู่รอด ไม่ว่าจะอยู่ในยุคโบราณหรือยุคที่ข้าจากมา ถ้าไม่มีเงินก็คือไร้ค่า แต่ถ้าข้าอยู่จวนนี้ต่ออีกไม่เกินหนึ่งเดือนหรอก ข้าคงได้ตายอีกรอบแน่ ทำไมชีวิตข้าต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยวะเนี่ย! ชีวิตภพก่อนว่าแย่แล้ว แต่เมื่อมารับรู้ชีวิตแม่นางน้อยผู้นี้ ผู้ที่ข้ามาอยู่ในร่างของนาง เพราะนางได้สิ้นอายุขัยแล้ว ทำให้ข้ารู้ว่าชีวิตข้าดีกว่านางมากมายนัก
เดิมทีข้าชื่อ ชมพู่ เป็คนยุคสองพันยี่สิบกว่าๆ เป็สาวโรงงานธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีความสามารถอะไรเป็พิเศษ ตื่นเช้าไปทำงานเย็นก็กลับมานอน พ่อแม่ทำนาทำไร่อยู่ชนบท แต่ข้ามีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็พยาบาล พอจบ ม.6 สายวิทย์ ข้าก็สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย คณะพยาบาลศาสตร์ แต่ก็สอบไม่ติด ข้าคิดว่าข้าไม่ได้โง่เท่าไหร่นะ แต่ทำไมถึงสอบไม่ติด หรือว่าแค่คนอื่นเขาเก่งกว่า เมื่อสอบไม่ติดเลยไปสมัครเรียนเป็ผู้ช่วยพยาบาลเรียนเทอมแรกก็ผ่านไปด้วยดี พอกำลังจะขึ้นปี 2 พ่อแม่ก็มาตายเพราะอุบัติเหตุ จากรถกระบะเสียหลักมาชนมอเตอร์ไซค์ของพ่อที่ขับอยู่ฝั่งตรงข้าม ทำให้พ่อกับแม่เสียชีวิตคาที่ทั้งสองคน ผู้ใหญ่บ้านเป็คนโทรมาบอกข่าวร้ายนี้ สิ้นเสียงผู้ใหญ่บ้านเข่าข้าก็ทรุดลงพื้นทันที ใจข้าเหมือนโดนบีบจนแน่นหน้าอก วูบโหวง รู้สึกทั้งกลัวทั้งเสียใจใปนเปกันไปหมด ข้าต้องฝืนตัวเองให้เข้มแข็ง กลัวพ่อแม่จะเป็ห่วงไม่ไปสู่สุคติ แต่ใจก็หวังลึกๆว่าให้พ่อแม่ฟื้นกลับคืนมา แม้ไม่สมบูรณ์แต่ข้าก็พร้อมจะดูแลพวกท่านตลอดชีวิต ครอบครัวเรามีแค่สามคน ไม่มีญาติที่ไหน เพราะพ่อกับแม่ก็เป็เด็กกำพร้าทั้งสองคน ขณะนั่งรถทัวร์กลับข้าได้แต่ภาวนาต่อเทพเทวาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เป็เพียงความฝัน เมื่อมาถึงบ้านถึงได้รู้ว่าคำขอของข้าไม่ได้รับการตอบรับจาก์ ตอนนี้มีเพียงน้ำตาไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ ข้าพยายามไม่ร้องแล้ว แต่มันไม่ไหวจริงๆ ยังดีที่มีชาวบ้านช่วยจัดการทุกอย่างให้ทั้งหมด ข้าแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย คงเพราะรู้ว่าข้าแค่คนเดียวคงทำอะไรไม่เป็แน่ และมีชาวบ้านหลายคนที่เข้ามาปลอบใจข้า แต่ใจข้าตอนนี้ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย หลังจากงานศพพ่อกับแม่แล้ว ข้าก็เริ่มคิดว่าต่อจากนี้จะเอาอย่างไรกับชีวิตดี ถ้าทำนาต่อคงไม่ไหวแน่ๆ อีกอย่างที่นามีเพียงสามไร่แถมยังติดจำนองกับธนาคาร ก็ปีที่แล้วไม่มีเงินซื้อปุ๋ยพ่อเลยเอาโฉนดที่ดินไปจำนอง วางแผนกันว่าถ้าขายข้าวได้แล้ว จะไปไถ่ถอนคืน แต่ปรากฏว่าปีนั้นแล้งหนัก ทำให้ข้าวไม่ออกรวงอย่างที่ควรจะเป็ ยิ่งเป็การยากที่จะมีเงินไปไถ่ถอนคืน อีกอย่างเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายข้าวต้องแบ่งมาจ่ายค่าเทอมด้วย ครอบครัวของพวกเราจึงมีรายได้ติดลบ เมื่อไม่มีพ่อกับแม่ข้าจึงไม่อยากทำนา เลยตัดสินใจไปปรึกษากับธนาคารว่า้าขายต้องทำอย่างไรบ้าง เมื่อทุกอย่างดำเนินการเสร็จก็เหลือเงินหนึ่งก้อนซึ่งไม่ได้เยอะอะไรใช้ไม่ถึงครึ่งปีก็หมด และเงินจากคู่กรณีก็ต้องรอให้ศาลตัดสินก่อนไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ ข้าจึงไปลาออกจากวิทยาลัย แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อหางานทำด้วยวุฒิการศึกษาเพียงแค่ ม.6 และขอพักกับเพื่อนชั่วคราวพอได้งานแล้วจึงย้ายออกไปเช่าห้องเล็กๆอยู่คนเดียว ใจข้าก็อยากอยู่กับเพื่อนต่อไม่อยากอยู่เหงาๆคนเดียวแต่ก็เกรงใจเพื่อนเพราะเพื่อนก็มีแฟนคงอยากใช้ชีวิตอยู่กับแฟนมากกว่า หลังจากนั้นข้าก็ใช้ชีวิตเป็สาวโรงงานอยู่ประมาณห้าปี ทำงานไปด้วยเรียนต่อปริญญาตรีไปด้วย จนกระทั่งอายุ 23 ข้าจึงตายและได้มาอยู่ที่แห่งนี้ที่ที่คล้ายๆกับประเทศจีนในยุคโบราณอย่างที่เราเคยเห็นตามละคร ก่อนตายข้ายังจำได้ดีว่าข้ารอรถโรงงานมารับ เมื่อรถมาถึงแล้วขณะข้ากำลังจะเดินไปประมาณ2เมตรจะถึงรถแล้ว ก็มีเด็กวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ยกพวกตีกันวิ่งกรูมาทางข้า ชั่วพริบตาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกจากนั้นก็ไม่รู้สึกเ็ปอีก
มิหนำซ้ำยังมีความรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่ก็รับรู้ได้ว่าตัวข้าน่าจะตายแล้ว เพราะมองเห็นคนหน้าตาเหมือนข้านอนจมกองเือยู่ข้างถนน ข้าไม่ได้เสียใจกับการตายครั้งนี้ เพราะอยู่ที่ไปก็เหมือนตัวคนเดียวแฟนก็ไม่มี เพราะข้าไม่ได้หน้าตาดีอะไร หน้าตาธรรมดา แถมขายังใหญ่อีก จึงไม่มีห่วงอะไร มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นยมทูตมารับซะที จึงได้แต่พยายามเดินตามหายมทูตแต่ก็ไม่พบ เดินไปเรื่อยๆ รอบข้างเริ่มมืดลงเรื่อยๆ จะมีก็แต่แสงสว่างดวงเล็กเท่าเมล็ดถัวอยู่ด้านหน้า เมื่อหันหลังจะกลับก็พบแต่ความมืด ในเมื่อไม่มีทางเลือกจึงลองเสี่ยงเดินตามแสงไปเรื่อยๆ ที่แสงนั้นก็ใหญ่ขึ้นเมื่อเดินเข้าไปใกล้ และได้พบกับเด็กผู้หญิงแต่งชุดจีนโบราณอายุน่าจะประมาณสิบสี่สิบห้า แต่มีรูปร่างผอม แก้มบุ๋มเข้าไปเหมือนคนขาดสารอาหาร แต่ยังมีเค้าความงามอยู่บ้าง ข้าก็เผลอแอบคิดไปว่าถ้าได้กินข้าวแล้วร่างกายเป็ปกติต้องเป็หญิงงามเหมือนนางเอกละครแน่เลย แล้วความคิดข้าก็สะดุดลงเมื่อแม่นางน้อยที่อยู่ตรงหน้าข้าเอ่ยขึ้น
“ท่านพี่ช่วยข้าด้วย ข้าสำนักผิดแล้วเ้าค่ะ พี่ใหญ่ให้อภัยข้าด้วยนะเ้าคะ” แม่นางน้อยตรงหน้าพูดจบก็คุกเข่าเอาหน้าผากโขกกับพื้นดังปึกปึก แม้จะรับรู้ว่านางเป็ิญญา แต่ข้าก็กลัวนางเจ็บอยู่ดี อีกอย่างข้าก็เป็เพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่เคยมียศศักดิ์ จึงไม่ชินกับการที่คนอื่นมาคำนับแบบนี้ ถึงข้าเป็ผีแล้วก็ยังมีความเขินอยู่นะ
“พอแล้วพอแล้ว ไม่ต้องคำนับหรอก ข้าไม่รู้ว่าเ้าเป็ใคร เรามีอะไรเกี่ยวข้องกัน แต่ข้าให้อภัยเ้าในทุกเื่ ทุกเื่ที่เราก่อกรรมร่วมกันมา หรือกระทำการใดๆร่วมกันมาข้าขออโหสิกรรมให้เ้าทั้งหมด” ข้าตอนแรกก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมข้าฟังภาษาที่แม่นางน้อยพูดรู้เื่ มิหนำซ้ำข้าก็พูดได้ด้วย แต่ก็ช่างเถอะ ตอนนี้ขอแค่คนตรงหน้าหยุดคำนับก็พอ
“ขอบคุณมากเ้าค่ะพี่ใหญ่ ท่านยังเป็พี่สาวที่แสนดีของข้ามาตลอด เป็ข้าไม่ดีเองที่คอยแต่อิจฉาริษยาท่าน จนได้พบเจอกับความยากลำบากทั้งทางกายและทุกข์ทรมานใจ ตอนนี้ข้าข้าสำนึกผิดแล้วเ้าค่ะ” พูดจบก็เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ ในความรู้สึกข้าสงสารคนตรงหน้ายิ่งนัก ได้แต่เข้าไปโอบกอดเพื่อปลอบประโลมให้แม่นางน้อยผู้นี้หายจากความทุกข์และหยุดร้องไห้
“ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้วเ้าค่ะ ขอให้พี่ใหญ่มีชีวิตที่ดี ทุกอย่างต่อจากนี้จะเป็ของๆท่าน ข้าเชื่อว่าชีวิตของท่านจะต้องเจอแต่เื่ดีๆเ้าค่ะ” เมื่อหยุดร้องไห้แล้วเด็กน้อยคนนี้ก็กล่าวคำลา
“อ้าว ยังไม่รู้เื่เลย จะไปแล้วหรอ” ข้าก็สงสัย มานั่งร้องไห้ ขอโทษเสร็จแล้วก็ไป แบบนี้ก็ได้หรอเนี่ย แต่เพื่อความสบายใจของดวงิญญาตรงหน้าก็ตัดใจที่จะไม่ถามอะไรต่อ นางคงไม่อยากเล่ามั้ง จากนั้นข้าก็เห็นแม่นางน้อยยิ้มเต็มใบหน้า หน้าตาและรูปร่างก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็งามขึ้นเรื่อยๆ
“อืมๆ ขอให้เ้าโชคดีเช่นกันนะแม่นางน้อย” ข้ารับปากส่งๆ แต่ความคิดข้าก็แย้งขึ้นมา ข้าตายไปแล้วจะมามีชีวิตที่ดีได้อย่างไรล่ะ หรือข้าจะได้ไปเกิดใหม่ ช่างเถอะ! คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็คงแล้วแต่บุญแต่กรรมที่สร้างมาแหละ เฮ้อ!...
จากนั้นก็มีแสงสว่างวาบเข้ามาปะทะเราสองคน รู้สึกตัวอีกครั้งเหมือนข้ากำลังจะจมน้ำ จึงได้แต่ตะเกียกตะกายเอาตัวรอด แต่เหมือนอะไรมาฉุดขาไว้ แล้วนี่ชุดอะไรทำไมโดนน้ำถึงได้หนักเพียงนี้ ข้าได้แต่ก้นด่า และมุดลงไปดูว่าอะไรฉุดขาไว้ เมื่อเห็นเป็เพียงแค่พืชใต้น้ำ ข้าจึงใช้กำลังที่มีทั้งหมดดึงตัวเองขึ้นมาจากน้ำเพื่อให้หลุด พืชที่เกี่ยวขาอยู่ก็หลุดทันที เมื่อไม่มีอะไรรั้งไว้แล้ว ข้าก็รีบว่ายน้ำเข้าฝั่ง ขึ้นมาได้ข้าก็มองไปฝั่งตรงข้ามเห็นชายหญิงใส่ชุดจีนโบราณกำลังยืนโอบกอดกันอยู่ฝั่งตรงข้าม ฝ่ายชายสีหน้าใและเป็กังวล ส่วนฝ่ายหญิงอยู่ในอ้อมกอดของฝ่ายชายมีสีหน้าผิดหวัง สะใจ แปลกใจมีหลากหลายความรู้สึก มองเห็นเพียงแค่นี้ข้าก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย