สำหรับ ‘ฉินโหย่วเอ๋อ’การที่ต้องทนถูกนายน้อยเสเพลตามตื๊อและคอยวอแวอยู่ทุกวี่ทุกวันเป็สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกเอือมระอาและเบื่อหน่ายอย่างที่สุด
ในชีวิตของนางนางให้ความสำคัญกับการฝึกปรือวิทยายุทธ์อยู่เหนือสิ่งอื่นใดด้วยความมุมานะอย่างหนัก บวกกับพร์ฟ้าประทาน และสถานะการเป็ถึงบุตรสาวของ 'รองผู้นำตระกูลฉิน'... ทำให้นางสามารถก้าวะโทิ้งห่างผู้ฝึกตนในรุ่นราวคราวเดียวกันไปไกลลิบ
ปัจจุบัน... นางก้าวขึ้นเป็ 'อัจฉริยะอันดับหนึ่ง' ของตระกูลฉินอย่างเต็มภาคภูมิหนำซ้ำ รูปร่างหน้าตาของนางยังโดดเด่นสะดุดตา จนถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 10ของทำเนียบ ‘หญิงงามล่มเมือง’ แห่งเวสสุวรรณ! ด้วยคุณสมบัติที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบเช่นนี้...จึงไม่แปลกที่บรรดานายน้อยและคุณชายจากตระกูลต่างๆ จะแวะเวียนมาส่งแม่สื่อสู่ขอนางหัวกระไดบ้านไม่เคยแห้ง
ทว่า...สาเหตุเดียวที่นางยอมทอดสะพานและเลือกให้ 'นพเก้า' เข้ามาพัวพันในชีวิต...ก็เป็เพราะนางเห็นว่า ไอ้คุณชายใหญ่ผู้นี้ มันมีประโยชน์ในการใช้เป็ 'ไม้กันหมา' ชั้นเยี่ยม
แค่มีนพเก้าคอยตามหึงหวงและทำตัวเป็เ้าเข้าเ้าของ...บรรดาแมลงหวี่แมลงวันที่คิดจะเข้ามาตามจีบนาง ก็ถูกหมอนี่ไล่กัดไล่ตะเพิดอย่างเอาเป็เอาตาย จนไม่มีใครกล้าแหยมเข้ามาใกล้นางอีกทำให้ชีวิตของนางสงบสุขและมีสมาธิกับการฝึกฝนมากขึ้น
เดิมที... นางตั้งใจจะยื้อเวลาแสร้งทำตัวเป็คู่หมั้นกำมะลอไปเรื่อยๆรอจนกว่าระดับการฝึกปรือของนางจะก้าวล่วงเข้าสู่ 'ขอบเขตจิตรู้แจ้ง' อย่างมั่นคง...แล้วถึงจะค่อยทำการ ‘ถอนหมั้น’ หักหน้าอีกฝ่ายอย่างเป็ทางการ
เพราะในความเป็จริงแล้ว... นางมี 'ชายในดวงใจ' ซุกซ่อนอยู่แล้ว
ชายหนุ่มผู้นั้นคือสุดยอดอัจฉริยะที่ถูกจัดอันดับให้อยู่เหนือใครในเมืองเวสสุวรรณแม้เขาจะเกิดมาเป็เพียงแค่ ‘สามัญชน’ ไร้ซึ่งอำนาจเส้นสายหนุนหลัง...แต่เขากลับมีจิตใจที่ห้าวหาญ ไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลมืดและสามารถต่อกรกับพวกลูกหลานผู้มีอิทธิพลได้อย่างห้าวหาญ ทรนง
นับั้แ่ที่นางได้บังเอิญรู้จักกับเขาเมื่อสี่ปีก่อน...นางก็ถูกใจในทัศนคติที่หยิ่งผยองและไม่ยอมก้มหัวให้ใครของเขาและเมื่อกาลเวลาผ่านไป... ความผูกพันก็เริ่มผลิบานกลายเป็ความรักที่ฝังรากลึกโดยไม่รู้ตัว (ผนวกกับรูปลักษณ์ใบหน้าของเขาที่หวานละมุนคล้ายคลึงกับผู้หญิงด้วยล่ะมั้ง ที่ทำให้นางใจสั่น!)
อย่างไรก็ตาม...เมื่อข่าวลือระดับโลกแตกที่ว่า 'นพเก้าสามารถบรรลุเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์'ได้แพร่กระจายมาเข้าหูนาง... นางก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มทลาย!ความหวังและแผนการที่อุตส่าห์วาดฝันไว้ พังครืนไม่เป็ท่า!
นางประเมินศักยภาพของตัวเองดูแล้ว...ต่อให้นางจะมีพร์สูงส่ง และได้รับทรัพยากรบ่มเพาะมหาศาลแค่ไหน...อย่างน้อยที่สุด นางก็ยังต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำตัวเองอีกไม่ต่ำกว่า 30 ปี ถึงจะมีหวังเอื้อมแตะถึงชายขอบของ 'ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์'
หากเป็แค่เื่การฝึกฝนวิชานางย่อมสามารถอดทนรอคอยได้... ทว่า! ข้อตกลงเื่ ‘การแต่งงาน’ที่จะถูกจัดขึ้นทันทีที่นางมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์นั้น... มันใกล้เข้ามาทุกทีและไม่อาจชะลอประวิงเวลาออกไปได้อีกแล้วนางไม่มีทางยอมแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเด็ดขาด!
บรรยากาศในห้องรับรองตกอยู่ในความเงียบงัน...ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา
“คุณหนูฉิน...ท่านมีธุระอันใดก็รีบพูดเข้าประเด็นมาเถอะ”
นพเก้าเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบบ่งบอกถึงความรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง สำหรับเขาแล้ว... การที่ต้องมานั่งเงียบๆ จ้องตากับผู้หญิงที่ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรด้วยมันช่างเป็เื่น่าอึดอัดและเสียเวลาทำมาหากินสุดๆนี่ไม่ใช่รายการแฟนพันธุ์แท้นะโว้ย ที่จะได้มานั่งแข่งจ้องตากัน
“พ... พี่... เอ่อ...คุณชายนพเก้า! ที่ข้าเดินทางมาในวันนี้... ก็เพื่อจุดประสงค์เดียว...” ฉินโหย่วเอ๋อชะงักคำสรรพนามที่เคยใช้เรียกอย่างสนิทสนมนางเปลี่ยนมาใช้คำเรียกที่ห่างเหินและเป็ทางการแทน
“ข้ามาที่นี่...เพื่อมาขอ ‘ถอนการหมั้นหมาย’ ระหว่างเรา!”
เมื่อเห็นท่าทีที่นิ่งเฉยและแววตาที่เยือกเย็นของนพเก้านางก็ลอบขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ... ดูเหมือนอีกฝ่ายจะล่วงรู้ถึงเจตนาการมาเยือนของนางอยู่แล้วการที่เขาไม่ตื่นเต้น หรือแสดงท่าทีคลั่งรักเหมือนเมื่อก่อน... ทำให้แอบระแวงว่าเขาอาจจะวางหลุมพราง หรือเตรียมแผนการร้ายอะไรซ่อนไว้ตลบหลังนางอยู่แน่ๆ!
แต่ถึงกระนั้น... นางก็ไม่สนใจไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร วันนี้นางก็จะต้องจัดการถอนหมั้น ยกเลิกสัญญาบ้าๆนี้ให้จงได้ นางไม่มีทางยอมทำให้ ‘คนรัก’ ของนางต้องผิดหวังและเสียใจเด็ดขาด
“อ้อ...เ้าอยากจะยกเลิกการหมั้นหมายสินะ?... โอเค ได้เลย!เอาสิ!” นพเก้าพยักหน้าตอบรับอย่างง่ายดาย หน้าตาเฉย
เหตุการณ์ฉากถอนหมั้นน้ำเน่าพรรค์นี้...มันเคยเกิดขึ้นซ้ำรอยมาแล้วในชีวิตอดีตชาติของเขาเป๊ะๆในเมื่อกงล้อประวัติศาสตร์เวียนมา... เขาก็คิดว่ามันคงจะดีที่สุด ถ้าเขารีบๆตัดบท ยอมรับเงื่อนไขให้เื่น่ารำคาญนี้มันจบๆ ไปซะที
“ค... คุณชาย!ข้าไม่ได้พูดเล่นนะ! ข้ากำลังจริงจัง!!”
ฉินโหย่วเอ๋อเริ่มขึ้นเสียงรู้สึกหงุดหงิดที่อีกฝ่ายทำท่าทางเหมือนเห็นคำพูดของนางเป็เื่ล้อเล่นนางคิดว่านพเก้ากำลังเล่นแง่ และไม่ยอมรับการตัดสินใจของนางนางจึงเริ่มเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“อ้าว...แล้วจะเอาอะไรอีกฮะ!?”
นพเก้าเลิกคิ้วสูง รู้สึกงุนงงสับสน (ก็ยอมตกลงให้ถอนหมั้นแล้วไงวะอีนี่!มึงได้สิ่งที่้าไปแล้วไม่ใช่รึ!? แล้วจะมายืนแว้ดๆรบกวนเวลาอันมีค่าในการฝึกฝนของกูทำไมอีกเนี่ย!? ผู้หญิงนี่แม่งเข้าใจยากชิบเป๋ง!)นพเก้ารู้สึกว่าตัวเองช่างไม่ได้รับความเป็ธรรมเอาเสียเลย
“ข้ายอมรับตามตรงเลยนะว่าการมาเยือนคฤหาสน์ท่านในวันนี้... ข้าแอบตัดสินใจเดินทางมา ‘ด้วยตัวเอง’โดยพลการ ไม่ได้กราบเรียนแจ้งให้คนในตระกูลรับทราบล่วงหน้า... แต่!!หากท่านคิดจะอาศัยข้ออ้างนี้ หรือคิดจะใช้กำลังอำนาจมากดขี่ข่มเหงข้าล่ะก็...ข้าก็พร้อมจะสู้ตายกับท่านตรงนี้เลย!!”
ฉินโหย่วเอ๋อตวาดกร้าวพร้อมกับเอื้อมมือไปจับด้าม ‘กระบี่คาตานะ’ ที่วางอยู่ข้างตัว แน่นกระชับ!รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจากร่างของนาง
ที่นางต้องแอบดอดมาเจรจาเพียงลำพังก็เป็เพราะนางรู้ดีว่า... หากบิดาของนางรับรู้เื่การถอนหมั้น นางจะต้องถูกด่าทออย่างรุนแรงและถูกลงโทษจับขังกักบริเวณห้ามออกไปไหนอย่างน้อยหนึ่งปีเต็มแน่นอน
ยิ่งหลังจากที่บิดาของนางได้รับรู้ข่าวลือว่า 'ว่าที่ลูกเขย' สามารถทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ได้...เขาก็รีบเรียกประชุมคนในตระกูลเป็การด่วน เพื่อหารือเร่งรัดกำหนดการ‘จัดงานแต่งงาน’ ให้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก
มิหนำซ้ำ... บิดาของนางยังได้ฉวยโอกาสใช้สถานะ 'ว่าที่พ่อตาของจักรพรรดิยุทธ์'ไปแอบอ้างใช้อิทธิพลข่มขู่ กดดันคู่แข่งทางการค้าจนสามารถกอบโกยผลกำไรและผลประโยชน์มหาศาลเข้าตระกูลได้อย่างเป็กอบเป็กำ! สถานะและอำนาจของเขาในตอนนี้ ก้าวะโขึ้นมาทาบรัศมี จนแม้แต่‘ผู้นำตระกูลฉิน’ ตัวจริงยังต้องรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ!
หากบิดาของนางล่วงรู้ว่านางบังอาจมาถอนหมั้นทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้ง...นางก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวระดับไหน!แต่ถึงกระนั้น... นางก็ยอมหักไม่ยอมงอเมื่อนางตัดสินใจจัดการเื่นี้เสร็จสิ้น...นางก็พร้อมที่จะเดินกลับไปยืดอกรับบทลงโทษทุกอย่างแต่โดยดี...ต่อให้ต้องถูกเฆี่ยนตีจนพิการ นางก็ยอม! ขอเพียงแค่นางได้เป็อิสระและได้ครองรักกับชายที่นางเลือกก็พอ!
“แล้วไงวะ? จะสู้ตายหาพระแสงอะไร?... ในเมื่อเ้า้าจะถอนหมั้นนัก...ก็งัดเอา 'หนังสือสัญญาถอนหมั้น' ออกมาสิวะ! ข้าพร้อมจะจรดปากกาเซ็นลงนามยกเลิกให้เดี๋ยวนี้เลย!”
นพเก้าส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายเขาไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงตรรกะความย้อนแย้งของผู้หญิงคนนี้เลยจริงๆ แต่เขาก็ี้เีจะเอาเก็บมาใส่ใจให้รกสมอง...(อืม...ถือซะว่าเป็เื่ปกติของพวกเด็กวัยรุ่นฮอร์โมนว้าวุ่นที่มักจะมีอารมณ์แปรปรวนคุ้มดีคุ้มร้ายก็แล้วกัน)
ฉินโหย่วเอ๋อชะงักกึก!มึนตึ้บไปชั่วขณะ!
นางล้วงมือเข้าไปในเสื้อ ค่อยๆดึงเอาเอกสาร 'สัญญาถอนหมั้น'ออกมายื่นส่งให้นพเก้าด้วยความงุนงง...
ขณะที่นางยืนจ้องมองดูชายหนุ่มจรดปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารอย่างคล่องแคล่วว่องไว โดยไม่มีท่าทีลังเล อิดออดหรือยื้อยุดฉุดกระชากเลยแม้แต่นิดเดียว... นางก็เริ่มรู้สึกสับสน?!
(ทำไมผู้ชายคนนี้...ถึงได้มีพฤติกรรมและปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็หลังตีนขนาดนี้!?หรือว่าเป็เพราะเขาบรรลุขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์แล้ว...เลยบรรลุสัจธรรม ตัดขาดละทิ้งกิเลสตัณหาทางโลกและหมดอารมณ์รักใคร่ในตัวสตรีไปแล้ว!?... แต่...มันก็ดูไม่น่าจะเป็ไปได้นี่นา...)
“เรียบร้อย! ในเมื่อเ้าหมดธุระแล้ว...ก็เชิญไสหัวกลับไปได้เลยนะ ข้าไม่เดินไปส่งล่ะ!”
เมื่อเซ็นชื่อเสร็จนพเก้าก็โยนเอกสารคืนให้นาง ก่อนจะหันหลังเดินฉับๆ จากไปอย่างไม่ไยดีทิ้งให้ฉินโหย่วเอ๋อนั่งอ้าปากค้างนิ่งอึ้งเป็รูปปั้นหินอยู่บนโซฟาแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อนพเก้าเดินกลับมาถึงห้องนอนอันเงียบสงบ...เขาก็ล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียง ก่อนจะออกคำสั่งในใจ
“ระบบ...ดึงหน้าต่างข้อมูลสถานะของยัยผู้หญิงเมื่อกี้ ขึ้นมาโชว์ให้ข้าดูอีกรอบซิ!”
ทันใดนั้นหน้าต่างโฮโลแกรมที่บันทึกข้อมูลสเตตัสของ ‘ฉินโหย่วเอ๋อ’ ซึ่งถูกสแกนเก็บไว้ก่อนหน้านี้ด้วยทักษะ‘เนตรหมื่นพิภพ’... ก็เด้งพรวดขึ้นมาแสดงผลตรงหน้า
[ข้อมูลสถานะ: ฉินโหย่วเอ๋อ]
โห... สเตตัสสูงปรี๊ดเลยนี่หว่า!
นพเก้าเบิกตากว้างรู้สึกทึ่งและะเืใจเล็กๆ ช่างสมฐานะและสมคำร่ำลือ ที่ถูกยกย่องให้เป็‘อัจฉริยะอันดับสอง’ แห่งเมืองเวสสุวรรณจริงๆ ค่าสเตตัสทุกด้านของนางพุ่งทะยานสูงทะลุเพดานเด็กวัยเดียวกันไปไกลโขหากเปรียบเทียบเป็โลกของเกมออนไลน์... ยัยนี่ก็คงระดับ ‘ผู้เล่นโปรเพลเยอร์’แรงก์สูง ที่อัปเกรดไอเทมและสกิลมาแบบจัดเต็มฟูลออปชัน! สามารถฉายเดี่ยวลุยโซโลบอสระดับสูงได้สบายๆ
“ระบบ... ไอคำว่า‘ผู้มีศักยภาพสูง’ เนี่ย... มันหมายความว่านางคือ ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ ที่ข้าต้องตามหาเพื่อทำภารกิจหรือเปล่า?”
[ติ๊ง~ ระบบขอชี้แจง: สถานะ 'บุตรแห่งโชคชะตา' ก็คือ 'บุตรแห่งโชคชะตา'! ส่วนบุคคลที่ถูกประเมินว่ามีสถานะ'ผู้มีศักยภาพสูง' นั้น...แม้จะมีความโดดเด่นในปัจจุบัน แต่ในอนาคตระยะยาว พร์และความก้าวหน้าของพวกเขาล้วนมี 'ขีดจำกัด' และมีจุดสิ้นสุดเสมอ!]
“อ้อ... เข้าใจละ”
นพเก้าไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือใส่ใจอะไรมากนัก...ก็ถูกของระบบ! ตัวตนระดับแรร์ไอเทมอย่าง ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ ที่เป็ลูกรักของพระเ้า...มันจะไปเดินเตะฝุ่นหาเจอได้ง่ายๆ ตามท้องถนนทั่วไปได้ยังไง!
เขาปัดหน้าต่างโฮโลแกรมทิ้งก่อนจะหลับตาลง และเริ่มใช้จิติญญา 'เชื่อมต่อทัศนวิสัย' ไปยัง ‘ั์แดงเดือด’ ที่กำลังทำงานอยู่แดนไกล
ณ เขตชายป่า ‘ป่ามรณะ’ ทางตอนใต้...
เมื่อรัตติกาลมาเยือน...ความมืดมิดก็เข้าปกคลุมผืนป่าทึบ สัตว์ร้ายและอสุรกายที่ออกหากินยามค่ำคืนเริ่มออกอาละวาด ส่งเสียงเห่าหอนและคำรามโหยหวนดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณชวนให้ขนหัวลุก
“กรี๊ดดดดด!!!”
‘อีวานเจอลีน’หญิงสาวตะวันตกผมสีม่วง กรีดร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม นางถลาเข้าไปคว้าหมับเกาะกุมท่อนแขนของชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไว้แน่นประดุจปลิงดูดเื
“ชู่ว!!เงียบเสียงหน่อยสิ! เ้าอยากจะตายกลายเป็ผีเฝ้าป่าอยู่ที่นี่ หรือไงฮะ!?”
‘กิตติศักดิ์’ บุรุษหนุ่มผมแดงสะดุ้งโหยง รีบเอ่ยดุเพื่อนสาวเบาๆแม้ปากจะด่า แต่เขาก็ไม่ได้สะบัดแขนสลัดนางทิ้งแต่อย่างใด!... ทำไงได้ล่ะในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน อากาศหนาวเหน็บกลางป่าช้าแบบนี้... การมี‘แตงโมคู่โตๆ’ มาบดเบียดแนบชิดถูไถ มันก็ช่วยคลายหนาวและสร้างความรู้สึกอบอุ่นหัวใจได้ไม่เลวเลยล่ะนะอะแฮ่ม! เขาหมายถึง... ในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยอันตรายแบบนี้การเกาะกลุ่มใกล้ชิดกันไว้ ย่อมช่วยเพิ่มความปลอดภัยและอุ่นใจได้มากกว่าต่างหาก!
เป็เวลาสองวันเต็มๆ แล้ว...ที่พวกเขาสองคนต้องติดแหง็ก วนเวียนหาทางออกจากเขตชายป่ามรณะแห่งนี้ไม่ได้
สาเหตุก็เพราะ จู่ๆก็เกิดเหตุการณ์ผิดธรรมชาติ... ฝูงสัตว์ร้ายจำนวนมหาศาล พากันแตกตื่นโกลาหลอพยพหนีตายทะลักออกมาจากเขตป่าชั้นในอย่างบ้าคลั่ง คาดว่าน่าจะเป็ผลพวงมาจาก‘เสียงคำรามของราชันสัตว์อสูรปริศนา’ (เสียงของั์แดงเดือด) ที่ดังกึกก้องสั่นะเืป่าเมื่อ่เย็นวานนี้
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนั้นส่งผลให้สัตว์อสูรระดับต่ำและระดับกลาง หวาดกลัวจนสติแตก พากันย้ายถิ่นฐานรุกคืบอพยพหลบหนีออกมาเพ่นพ่านอยู่ในเขตป่ารอบนอกกันยั้วเยี้ยเต็มไปหมด!ทำให้เส้นทางหนีของพวกเขาถูกปิดตาย
“รีบวิ่งไปหลบซ่อนตัวหลังโขดหินตรงต้นไม้ใหญ่นั่นเร็วเข้า!!”
ขณะที่กิตติศักดิ์กำลังชูคบเพลิงส่องนำทางเดินแหวกดงพงหญ้า... สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติ!เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ไกล ปรากฏ 'ดวงไฟสีแดงเื' กว่ายี่สิบดวง... กำลังลอยละล่อง วูบวาบไปมาอยู่กลางอากาศอย่างหลอกหลอน
“น... นั่นมัน... ฝูง‘ผีกระสือ’ ใช่ไหม!?” อีวานเจอลีนกระซิบถามเสียงสั่นปากคอสั่นระริก
“หุบปากเถอะน่า!ในป่าบ้าๆ นี่... เ้าคิดว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ไม่เยอะพอหรือไงถึงอยากจะเจอผีสางเพิ่มอีกฮะ!?”
กิตติศักดิ์ดึงแขนเพื่อนสาวรั้งตัวลงไปหมอบหลบซ่อนอยู่หลังโคนต้นไม้ใหญ่ เขาจ้องมองภาพตรงหน้าตาไม่กะพริบ!กำกระบี่ในมือแน่น! หากเกิดเหตุการณ์จวนตัวจวนตายขึ้นมาจริงๆ...เขาตั้งใจว่าจะเสี่ยงชีวิตเข้าปะทะ เพื่อถ่วงเวลาเปิดทางให้เพื่อนสาวของเขาหนีรอดออกไปให้จงได้
กลุ่มดวงไฟสีแดงเืเ่าั้ หยุดชะงักลอยนิ่งอยู่กลางอากาศชั่วขณะ...ก่อนที่พวกมันจะมุ่งหน้า ลอยทะลวงหายลับเข้าไปใน ‘ถ้ำของฝูงก็อบลิน’ ที่อยู่ใกล้ๆ
แต่ทว่า... จู่ๆ‘ดวงไฟสีแดงขนาดใหญ่ที่สุด’ ที่ลอยนำหน้าขบวน... ก็หายวับไปจากหน้าถ้ำ! และ... วูบ!!มันกลับมากะพริบวาบ ปรากฏตัวลอยตระหง่านอยู่ตรงหน้าของเขาทั้งสองคน ในระยะเผาขน!!
“ว๊ากกกกกก!!!”
อีวานเจอลีนกรีดร้องลั่นป่า!นางโผเข้ากอดรัดคอกิตติศักดิ์แน่นหนึบด้วยความช็อกสุดขีด! ก่อนจะเบิกตาค้างน้ำลายฟูมปากฟอด... แล้วก็ช็อกสลบเหมือดคาอกชายหนุ่มไปในทันที!
(นี่พวกมึงเป็บ้าอะไรกันเนี่ย!?) ั์แดงเดือดที่ลอยอยู่ตรงหน้า(ในร่างิญญาจิ๋ว) ถึงกับเกาหัวแกรกๆรู้สึกงุนงงสับสนกับรีแอกชันโอเวอร์แอ็กติงของมนุษย์สองคนนี้
“ผ... ผ... ผี!!!ผีหลอกกก!!”
กิตติศักดิ์รวบรวมความกล้าเฮือกสุดท้ายแหกปากะโออกไปอย่างกระท่อนกระแท่น! ตอนนี้เขาหน้าซีดเป็ไก่ต้มหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม! รู้สึกแน่นหน้าอก อึดอัดจนแทบจะหยุดหายใจตาย!
“ผีเผออะไรของมึงฮะ!?ข้าไม่เห็นว่าแถวนี้มันจะมีผีสางเทวดาที่ไหนเลยสักตัว!หรือว่าพวกมึงติดแหง็กหลงอยู่ในป่านี้นานเกินไป... จนประสาทแดกหลอนเป็บ้าไปแล้วรึไง!?”
ั์แดงเดือดกลอกตาบน รู้สึกหงุดหงิดเหมือนตัวเองกำลังเดินเหยียบขี้ก้อนใหญ่ดันมาเจอพวกมนุษย์สติสตังไม่ดี ประสาทหลอนจากการหลงป่าซะได้
“ผ... ผู้าุโ! พ...พวกข้าน้อยสองคน... เพียงแค่เดินทางเข้ามาฝึกฝนหาประสบการณ์ในเขตป่าชั้นนอกเท่านั้นขอรับ! แต่... แต่จู่ๆ ก็เกิดความผิดปกติ...สัตว์ป่าแตกตื่น ย้ายถิ่นฐานกันวุ่นวายไปหมด! ทำให้พวกข้าน้อยติดกับดัก...หาทางออกกลับเมืองไม่ได้มาสองวันแล้วขอรับ!”
กิตติศักดิ์กลืนน้ำลายเหนียวหนืดรวบรวมความกล้า เอ่ยอธิบายเสียงสั่นเครือ
เมื่อเขาพิจารณาดูจากท่าที...สัตว์อสูริญญาตรงหน้า ดูเหมือนจะมีสติปัญญาเฉียบแหลมและสามารถสื่อสารภาษามนุษย์ได้อย่างฉะฉาน ซึ่งตามหลักแล้ว...ระดับวิวัฒนาการเช่นนี้ จะต้องเป็ถึง ‘จักรพรรดิอสูร’ ขึ้นไปเท่านั้นดังนั้น... ในสถานการณ์ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรีบก้มหน้า ยอมรับสารภาพความจริงแต่โดยดี
“อ้อ... สรุปง่ายๆก็คือ... พวกมึงเป็ไอ้พวกมนุษย์หน้าโง่ ที่เดินสะดุดยอดหญ้าหลงป่าจริงๆ สินะ!” ั์แดงเดือดตีความสรุปใจความอย่างตรงไปตรงมา
“ช... ใช่แล้วขอรับ!ตามที่ท่านผู้าุโกล่าวมาทุกประการเลยขอรับ!”
กิตติศักดิ์พยักหน้ารัวๆหัวใจเต้นโครมครามรุนแรง ขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองลงมา... เขาก็แอบสยองอยู่ในใจ กูจะโดนมันจับแดกไหมวะเนี่ย!? โดยทั่วไปแล้ว...อาหารโอชะจานโปรดที่พวกสัตว์อสูรกลายพันธุ์โปรดปรานมากที่สุด ก็คือ 'เนืุ้์สดๆ' นี่แหละ
“เอาเถอะๆ!...เห็นแก่ที่ข้าเป็ั์ผู้ใจบุญสุนทาน มีเมตตาธรรมค้ำจุนโลก... วันนี้ข้าจะใจดีปล่อยพวกมึงไปสักครั้งก็แล้วกัน! เอ้า!รีบไสหัวกลิ้งออกไปทางทิศนั้นซะให้ไว!!”
เดิมที...ั์แดงเดือดไม่ได้มีความสนใจหรืออยากจะลดตัวไปเสวนาให้ความช่วยเหลือพวกมนุษย์มดปลวกเหล่านี้เลยสักนิดแต่ทว่า... มันััได้ว่า ‘นายท่าน’ (นพเก้า) กำลังจดจ้องเฝ้าดูการกระทำทุกย่างก้าวของมัน ผ่านหน้าจอเชื่อมต่อิญญาอยู่ตลอดเวลา
“อะแฮ่ม!ข้าหมายความว่า... เดี๋ยวข้าจะสั่งลูกน้องให้กรุยทาง เปิดเส้นทางปลอดภัย นำทางพวกมึงออกไปทางทิศนั้นก็แล้วกันนะ”
มันรีบกลับลำเปลี่ยนคำพูดให้ดูสุภาพและเป็มิตรขึ้นทันที เมื่อััได้ถึงคลื่นอารมณ์หงุดหงิดที่แผ่รังสีมาจากผู้เป็นายที่กำลังเฝ้าดูอยู่
“เ้าช้างน้อย!ลิงน้อย! ออกมาหาข้าตรงนี้เดี๋ยวนี้!!”
สิ้นเสียงตวาดสั่งของั์แดงเดือด...
ฟิ้ววว!! ตูม!! ตูม!!
ลูกบอลพลังงานสีดำทมิฬสองลูกก็พุ่งแหวกอากาศ ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ตกกระแทกพื้นดินเสียงดังสนั่นฝุ่นตลบคลุ้งกระจาย
เมื่อฝุ่นจางลง... ปรากฏร่างของ 'พญาช้างสาร' ขนาดมหึมา สูงกว่าสามเมตรพร้อมด้วยเขี้ยวคู่หน้าโค้งงอถึง 'สี่คู่' ยืนตระหง่านอยู่ และถัดไป... เป็ร่างของ 'คิงคองั์'ลำตัวสูงปรี๊ดกว่าห้าเมตรที่เพิ่งะโทิ้งตัวลงจอดด้วยท่าฮีโร่ซูเปอร์ฮีโร่แลนดิง!
พวกมันทั้งสอง คือสัตว์อสูรระดับ 'ราชันอสูร' ที่เคยเป็เ้าถิ่นอาณาเขตอยู่ลึกเข้าไปในป่ามรณะชั้นใน
อย่างไรก็ตาม... รูปลักษณ์สรีระของพวกมันในตอนนี้กลับดูแปลกประหลาดและผิดธรรมชาติไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง พวกมันไม่ได้มีกายเนื้อ...แต่ร่างกายถูกแปรสภาพ ก่อร่างขึ้นจาก ‘ออร่าปราณโลหิต’ สีแดงฉานกึ่งโปร่งแสงั์ตาทั้งสองข้างวาวโรจน์ แดงก่ำไปด้วยความบ้าคลั่งกระหายเื! และแผ่ซ่านรังสีอำมหิตคุกคามกดดันสิ่งมีชีวิตรอบข้างอยู่ตลอดเวลา
นี่คือผลพวงจาก ‘วิถีที่หนึ่ง - เพลิงแห่งความละโมบ’
หลังจากที่ั์แดงเดือดลงมือสังหารสัตว์อสูร...มันก็จะใช้อิทธิฤทธิ์เวทมนตร์ ปลุกเสกซากศพของเหยื่อให้หวนคืนชีพกลับมาในรูปแบบของ ‘นักรบโลหิต’ ทว่า...ความแข็งแกร่งและพลังรบของพวกมัน จะถูกลดทอนลงเหลือเพียง 'ครึ่งหนึ่ง (50%)' ของสเตตัสในร่างเดิมเท่านั้น
สาเหตุก็เพราะ... พลังปราณ, แก่นิญญา, และสสารกายเนื้อที่สมบูรณ์ส่วนใหญ่...ล้วนถูกั์แดงเดือด สูบกลืนและรีดเค้นเอาไปใช้หล่อเลี้ยง ‘ฟื้นฟูพลังงาน’ให้กับตัวมันเองนั่นเอง
หลังจากที่มันออกอาละวาดตระเวนเข่นฆ่าล้างผลาญทุกสรรพชีวิต ในรัศมีกวาดล้างกว่า 50 กิโลเมตร ตลอดหนึ่งวันที่ผ่านมา...มีสัตว์อสูรเคราะห์ร้ายมากกว่า 'หนึ่งหมื่นตัว'ที่ต้องสังเวยชีวิตตกตายด้วยน้ำมือของมัน และซากศพเ่าั้ก็ได้ถูกแปรสภาพ ควบแน่นกลายเป็ ‘กองทัพนักรบโลหิต’ จำนวนมหาศาล
ไม่เพียงแต่จะได้รับขุมกำลังรบมาเสริมทัพอย่างง่ายดาย...กระบวนการสูบกลืนิญญา ยังทำให้ั์แดงเดือด ได้รับสืบทอด ‘เศษเสี้ยวความทรงจำ’ของสัตว์อสูรเ่าั้ติดมาด้วย และเมื่อมันนำจิ๊กซอว์ความทรงจำเ่าั้มาประติดประต่อกัน...มันก็สามารถล่วงรู้ถึงพิกัด จุดซ่อนเร้นของ ‘สมบัติ์’ และ‘แหล่งเพาะปลูกสมุนไพรล้ำค่า’ ทั่วทั้งป่าได้อย่างแม่นยำนับว่าเป็ผลพลอยได้ระดับแจ็กพอตมหาศาล
“น... นี่มัน... ร... ‘ราชันช้างอรุณ’ กับ ‘ราชันคิงคองกัมปนาท’ นี่นา!!”
กิตติศักดิ์เบิกตากว้างหวาดกลัวจนหน้ามืดวิงเวียน! แรงกดดันมหาศาลจากราชันอสูรทั้งสองตัวกดทับจนเข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น หมดเรี่ยวแรงที่จะหยัดยืน
เขาจำเอกลักษณ์ของพวกมันได้แม่นยำแต่สิ่งที่ทำให้เขาสยดสยองยิ่งกว่า... ก็คือการตระหนักได้ว่า สัตว์อสูรระดับบอสสุดแกร่งทั้งสองตัวนี้...กลับถูก 'ผู้าุโจิ๋ว'ตรงหน้า เสกแปลงสภาพ กลืนกินิญญาให้กลายเป็เพียง 'สัตว์เลี้ยงอัญเชิญ' รับใช้ไปเสียแล้ว!!
“พวกมึงสองตัว...เป็บอดี้การ์ด เดินคุมกันไปส่งไอ้มนุษย์สองตัวนี้ ให้ถึงเขตปลอดภัยชายขอบป่าซะ!ส่งเสร็จแล้วก็รีบไสหัวกลับมารายงานตัวกับกู! พวกเรายังต้องตั้งหน้าตั้งตา ‘ฟาร์มเลเวล ฟาร์มไอเทม’ กันต่อ!”
ั์แดงเดือดออกคำสั่งฉะฉานโดยเผลอหลุดใช้ 'ศัพท์เฉพาะ' ของพวกเด็กติดเกมออนไลน์ออกมาอย่างลื่นไหล
หลังจากที่มันฟื้นคืนชีพจากการหลับใหล...มันก็ได้มีโอกาสเรียนรู้ ซึมซับ 'อารยธรรมและวัฒนธรรมสมัยใหม่'ที่เ้านายของมัน (นพเก้า) เคยหมกมุ่นคลั่งไคล้ใน่วัยเยาว์ของอดีตชาติ และหลังจากที่มันได้ทดลองััเรียนรู้โลกทัศน์เ่าั้ได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม... มันก็เกิดอาการ 'ติดงอมแงม' อินจัดเข้าเส้นเื
มันตั้งปณิธานไว้ในใจอย่างแน่วแน่เลยว่า...ทันทีที่ปฏิบัติภารกิจมหาโหดนี้ลุล่วง... มันจะต้องไปยื่นใบลาพักร้อนขอเ้านายหยุดพักสักสองสามวัน เพื่อเอาเวลาไปศึกษาดื่มด่ำเรียนรู้วัฒนธรรมที่เรียกว่า ‘เกม MMORPG’ ให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ยิ่งขึ้น!
สิ้นเสียงบัญชาของั์แดงเดือด...‘เ้าช้างน้อย’ กับ ‘ลิงน้อย’ (ชื่อเล่นน่ารักน่าชังที่มันใช้เรียกขานบอสอสูร)ก็ใช้งวงและท่อนแขนั์ ตวัดอุ้มร่างของมนุษย์ทั้งสองขึ้นไปวางแหมะไว้บนแผ่นหลังก่อนจะหมุนตัว เดินดุ่มๆ กระทืบเท้าตึงตังมุ่งหน้าพาพวกเขากลับสู่เขตปลอดภัยอย่างว่าง่าย
“เอาล่ะ! เบอร์หนึ่ง!!เข้ามารายงานยอดสรุป บัญชีรายรับสินาที่พวกเรากวาดต้อนฟาร์มมาได้ในวันนี้ให้กูฟังซิ!”
ั์แดงเดือดะโเรียก
ทันใดนั้นนักรบโลหิตร่างผอมสูงผู้หนึ่ง ก็ก้าวเดินออกมาจากเงามืด มันสวม 'แว่นตากรอบเหลี่ยม' ดูภูมิฐาน(ที่เสกขึ้นจากปราณเื) มือซ้ายประคองแฟ้มเอกสาร มือขวาถือปากกาขนนกเตรียมพร้อมจดบันทึก
ในบรรดากองทัพนักรบโลหิตนับหมื่นตัว...เ้านี่คือตัวตนที่มันสมองไว และมีสติปัญญาวิวัฒนาการล้ำหน้าที่สุดั์แดงเดือดจึงมอบหมาย เลื่อนขั้นแต่งตั้งให้มันดำรงตำแหน่งเป็ 'เลขานุการส่วนตัว' เพื่อช่วยจัดการงานเอกสารและบัญชี(เนื่องจากั์แดงเดือดมันี้เีปวดหัว และี้เีตั้งชื่อให้ลูกน้องทั้ง 20กว่าตัวที่ถูกอัญเชิญมาลอตแรก มันเลยเรียกชื่อเรียงเบอร์ง่ายๆ ไปเลย)
หลังจากที่นพเก้าอัญเชิญพวกมันออกมาเมื่อหนึ่งวันก่อน...ร่างกายิญญาของพวกมัน ก็เริ่มเกิดการวิวัฒนาการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และสรีระให้ใกล้เคียงกับ 'มนุษย์' มากขึ้นเรื่อยๆ
พวกมันสามารถเลือกเสกสรรรูปลักษณ์หน้าตาได้ตามความปรารถนา...บางตัวเลือกที่จะเป็ชายฉกรรจ์ล่ำบึ้ก, บางตัวเป็หญิงสาวสวยเฉี่ยว, บางตัวเป็สตรีเหล็ก (LGBTQ+),เด็กน้อยน่ารัก หรือแม้แต่คนแก่ชรา
เนื่องจากนักรบโลหิตทุกตัวล้วนถูกรังสรรค์และก่อกำเนิดขึ้นมาจาก ‘แก่นแท้หยดเื’ ของนพเก้า...พวกมันจึงได้รับสืบทอด 'เศษเสี้ยวความนึกคิดและจิติญญา'ของผู้เป็นายติดตัวมาด้วย
หลังจากที่พวกมันตะลุยเข่นฆ่าและสูบกลืนพลังจากสัตว์อสูรมาตลอดทั้งวัน... นักรบโลหิตส่วนใหญ่ ก็สามารถอัปเลเวลทะลวงขีดจำกัดก้าวเข้าสู่ ‘ขอบเขตจิตรู้แจ้ง(ขอบเขตที่ 3)’ ได้สำเร็จซึ่งในระดับขอบเขตนี้... จะส่งผลให้วิชาอาคมศักดิ์สิทธิ์ระดับ์ (อย่างพวกมัน)เริ่มพัฒนาก่อเกิด 'ความคิดและสติปัญญาพื้นฐาน' เป็ของตัวเองได้อย่างอิสระ
ทว่า...ถึงแม้จะมีความคิดเป็ของตัวเอง แต่ด้วย ‘กฎเหล็กแห่งสายเื’...พวกมันก็ไม่มีวันที่จะก่อฏ ทรยศต่อผู้ให้กำเนิด หรือเ้าของวิชาได้เด็ดขาดยิ่งเป็สิ่งที่ถูกสร้างและหล่อหลอมขึ้นมาจากเืเนื้อของเขาด้วยแล้ว... ความภักดีนั้นย่อมสลักลึกฝังรากลงไปในระดับดีเอ็นเอ
“เรียน... นายท่าน...” เบอร์หนึ่งขยับแว่นตา เอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม
“กูบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกกูว่านายท่าน! ห้ามซ้ำกับสรรพนามที่กูใช้เรียกเ้านายกูเด็ดขาด!ต่อไปนี้ ให้เรียกกูว่า ‘บอส’ เข้าใจไหม!?”
ั์แดงเดือดตวาดสั่งโบกมือขวาปัดป่าย วางมาดทำท่าเก็กหล่อ! มันอยากจะคีปคาร์แรกเตอร์ให้ดูเท่และน่าเกรงขามเหมือนพวก 'บอสมาเฟีย'ในหนังแก๊งสเตอร์!
“รับทราบครับ... บอส!”
เบอร์หนึ่งกัดฟันกรอดข่มอารมณ์หงุดหงิด หากอีกฝ่ายไม่มีสถานะเป็ถึง 'บรรพชนผู้ให้กำเนิด' ของมันล่ะก็...มันสาบานเลยว่าจะะโเตะก้านคอแล้วท้าดวลเดี่ยวสู้กันสักสามร้อยยกให้รู้แล้วรู้รอด
ตลอดหนึ่งวันเต็มๆ ที่ผ่านมา...มันดันซวย ถูกจับฉลากเลือกให้มารับหน้าที่ 'ฝ่ายสนับสนุนโลจิสติกส์' ต้องคอยเดินสายรวบรวมเก็บกวาดสมบัติ์ ซากชิ้นส่วนสัตว์อสูรแล้วนำมาจัดเรียงแยกหมวดหมู่ทำบัญชีสต็อก! มันทำงานหนักจนหลังขดหลังแข็งรู้สึกเหนื่อยล้าจนอยากจะผูกคอตายหนีงาน
นี่มันเพิ่งจะเกิดมาลืมตาดูโลกได้แค่วันเดียวยังไม่ทันได้เข้าสู่ระบบโปรเกรสชั่นฝึกงานเลยด้วยซ้ำแต่กลับต้องมารับผิดชอบตำแหน่งบัดซบ ที่ใช้งานหนักยิ่งกว่าทาสในเหมืองแร่!มันรู้สึกว่าบรรพชนของมัน ช่างทำตัวหน้าเื ไม่ต่างอะไรกับพวกนายทุนเถื่อนที่สูบเืสูบเนื้อกะจะใช้งานพวกมันไปจนกว่าแบตจะเสื่อม!
“สรุปรายงานยอดรวม ตลอด14 ชั่วโมงแห่งการฟาร์มที่ผ่านมานะครับบอส!...ทางเราสามารถกวาดต้อน รวบรวม ‘สมุนไพรวิเศษระดับปฐี’ มาได้จำนวน 7,401 ชิ้น... ‘ระดับ์’ 1,605 ชิ้น... และ ‘ระดับเซียนขั้นต้น’ อีก 7ชิ้น!
นอกจากนี้ ยังสามารถขุดค้น รวบรวม‘สินแร่ธาตุวิเศษ’ หายากได้อีกถึง 146 ชนิด!
ณ ปัจจุบัน...ทางเรากำลังเกณฑ์และบังคับใช้ ‘แรงงานทาส’ จากพวกสัตว์อสูร ให้ช่วยกันแบกหินแบกปูนก่อสร้างขยาย ‘คลังเก็บสมบัติขนาดมหึมา’ อยู่ครับ...คาดการณ์ว่าโปรเจกต์ก่อสร้างนี้ จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในวันมะรืน!”
เบอร์หนึ่งขยับแว่นตาให้เข้าที่ก่อนจะร่ายมนตร์รายงานตัวเลขบัญชี แบบรวดเดียวจบไม่เว้นจังหวะหายใจ
“อืมๆ...แล้วยอดคงคลังของพวก ‘หินมิติ’ ล่ะ?ตอนนี้รวบรวมมาได้เท่าไหร่แล้ว?”
ั์แดงเดือดเริ่มทำหน้าเซ็งมันเริ่มเบื่อและี้เีจะออกไปวิ่งเตะฝุ่นทำภารกิจฟาร์มของแล้ว
“เอ่อ...” เบอร์หนึ่งชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าเริ่มหนักใจ เหงื่อตก “สำหรับ'หินมิติ'... ทางเราพยายามพลิกแผ่นดินหาแล้วครับ แต่รวบรวมมาได้เพียงแค่ 107 ชิ้น... น้ำหนักสุทธิรวมแล้ว คิดเป็เพียง 38กิโลกรัม เท่านั้นครับบอส...”
เมื่อต้องรายงานยอดนี้มันก็รู้สึกกดดันอย่างหนัก! เพราะตาม 'โควตาคำสั่ง' ของนายท่านใหญ่ (นพเก้า)...พวกมันจะต้องไปขุดหาและรวบรวมหินมิติมาให้ได้ น้ำหนักสุทธิไม่ต่ำกว่า ‘1ตัน’!! เพื่อนำไปใช้เป็แกนพลังงานในการสร้าง ‘ประตูเชื่อมมิติขนาดใหญ่’
แค่คิดมันก็ท้อแล้วมันไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ต่อให้ต้องขุดคุ้ยพลิกป่าหาไปตลอดทั้งเดือน...พวกมันจะสามารถรวบรวมหินหายากพรรค์นี้ มาได้ครบตามเป้าหมายโควตาบ้าบอนั่นหรือไม่
“อะไรนะ!? ทำไมยอดมันถึงได้น้อยนิด เต่าคลาน ชักช้าอืดอาดขนาดนี้ฮะ!!? กูขอสั่งให้มึงไปเกณฑ์คนมาเพิ่ม! แล้วขุดรวบรวมมาให้ครบ 1 ตัน ภายในพรุ่งนี้!!”
ั์แดงเดือดแหกปากโวยวายแผลงฤทธิ์ใช้อำนาจบาตรใหญ่ เอาแต่ใจตัวเองสุดๆ
“......”
เบอร์หนึ่งยืนเงียบกริบ ไร้คำบรรยายมันหมดคำจะพูด ี้เีจะต่อปากต่อคำ อธิบายเหตุผลให้คนบ้าอำนาจฟังมันทำเพียงแค่ก้มหัวรับคำสั่งอย่างแกนๆก่อนจะหันหลังเตรียมเดินกลับไปแจกแจงแบ่งงาน ให้ทีมงานฝ่ายขุดเจาะรับกรรมต่อไป
“เดี๋ยว!! หยุด!! มึงหยุดอยู่ตรงนั้นแหละ!”
ก่อนที่เบอร์หนึ่งจะเดินพ้นระยะสิบก้าว...ั์แดงเดือดก็ะโสั่งเบรก
เบอร์หนึ่งถอนหายใจยาวหันขวับกลับมาเผชิญหน้า พร้อมกับกำหมัดแน่นซ่อนไว้ด้านหลัง (ไอ้เ้านายจอมเผด็จการ เอาแต่ใจ!มึงยังจะเอาเื่อะไรกูอีกฮะ!?)
“ในเมื่อตำแหน่งของมึงคือ‘เลขา’... แล้วทำไมมึงถึงไม่ยอมแปลงร่าง เปลี่ยนเพศตัวเองให้กลายเป็ ‘ผู้หญิง’ซะล่ะวะ!?”
คำถามสุดช็อกโลกหลุดออกจากปากของั์แดงเดือด
ก็เพราะว่าในจินตนาการ และความรู้ใหม่(ที่เพิ่งไปโหลดมาจากความทรงจำนพเก้า) ของมันนั้น... นิยามของคำว่า 'เลขา' ประจำตัวบอสในโลกยุคนี้...มันจะต้องเป็ 'สาวสวยหุ่นเซ็กซี่' นุ่งกระโปรงทรงเอผ่าข้าง ใส่เสื้อเชิ้ตรัดรูปแว่นตากลมโตดึงดูดสายตาเท่านั้นสิวะ! ถึงจะเจริญหูเจริญตา สมฐานะบอสใหญ่!
“ไอ้บ้ากามเอ๊ย!!!”
คราวนี้ เบอร์หนึ่งฟิวส์ขาด ทนความวิปริตไม่ไหวอีกต่อไป!มันแหกปากด่าสวนกลับไปอย่างเหลืออด! มันเข้าใจดีเลยว่า อีกฝ่ายกำลังใช้คำพูดคุกคามคุกคามทางเพศ และเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็ชายของมันอย่างร้ายกาจ!
เพียะ!!!
ทันทีที่โดนลูกน้องด่าสวน...ั์แดงเดือดก็ตวัดหลังมือ ฟาดตบเข้าที่ใบหน้าของเบอร์หนึ่งอย่างจัง!
แรงตบมหาศาลอัดกระแทกร่างของเลขานุ่มหนุ่มให้ปลิวว่อนไปชนอัดก๊อบปี้ฝังเข้ากับผนังหินของหน้าถ้ำอย่างจังก่อนที่ร่างนั้นจะร่วงหล่น แตกสลายกลายสภาพกลับคืนเป็ ‘หยดเืเหลวๆ’คล้ายกับก้อนสไลม์ กองแหมะอยู่บนพื้น
“เมื่อกี้มึงด่าใครว่าบ้าฮะ!?ไอ้ลูกน้องปากดี! กูจะขอใช้สิทธิ์ความเป็บอส... ลงโทษสาปแช่งล็อกเพศให้มึงกลายเป็ ‘ผู้หญิง’ ไปตลอดกาลซะเลย!!”
สิ้นเสียงพิพากษา...ั์แดงเดือดก็เร่งโคจรพลังปราณควบแน่นเป็ลำแสงเวทมนตร์สีชมพูทรงกลมขนาดเท่าเล็บมือ... ก่อนจะดีดมันพุ่งทะยานเข้ากระแทกใส่ก้อนสไลม์เืที่กองอยู่บนพื้นอย่างจัง
วูบ!
ปาฏิหาริย์บังเกิด!ก้อนสไลม์เืเริ่มก่อร่างสร้างตัว บิดเกลียวเปลี่ยนรูปทรง... และวิวัฒนาการกลายสภาพกลายเป็ร่างของ ‘หญิงสาวหุ่นเซ็กซี่สง่างาม’ สวมแว่นตากรอบเฉี่ยว สัดส่วนเว้าโค้งสุดเร้าใจในชุดสูทเลขาคัตติ้งเนี้ยบเป๊ะ!
“เอาล่ะ! หุ่นดีใช้ได้!ทีนี้ก็รีบไสหัวกลับไปทำงานของมึงต่อได้แล้ว!... และถ้าวันไหนที่กูอารมณ์ดีกูถึงจะใจอ่อน อนุญาตปลดล็อกให้มึงสามารถเปลี่ยนร่างกลับไปเป็ผู้ชายได้ตามใจชอบก็แล้วกันนะจ๊ะ น้องสาว!”
ั์แดงเดือดหัวเราะร่าอย่างสะใจก่อนจะลอยตัวละลิ่ว หมุนตัวจากไป ประจำการอยู่ที่หน้าปากถ้ำก็อบลินเพื่อคุมงานก่อสร้างต่อไป
เบอร์หนึ่ง(ในร่างเลขาหน้าห้องสุดแซ่บ) นั่งพับเพียบอยู่บนพื้นรู้สึกงุนงงสับสนกับชีวิตขั้นสุด! นางอยากจะแหกปากร้องไห้ะโด่าฟ้าดิน แต่กลับไม่มีน้ำตาสักหยดไหลออกมา
ทำไม!ทำไมข้าถึงต้องกลายมาเป็สนามอารมณ์และเป็ผู้เคราะห์ร้ายรับกรรมอยู่ฝ่ายเดียวตลอดเลยวะเนี่ย! บรรดาสหายนักรบโลหิตตัวอื่นๆ ที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆต่างพากันส่ายหน้า ลอบส่งสายตาเห็นอกเห็นใจ และไว้อาลัยให้แก่เลขาเบอร์หนึ่งอย่างสุดซึ้ง...แต่แน่นอนว่า ไม่มีใครกล้าปริปาก สอดมือเข้าไปช่วยพูดแก้ต่างให้แม้แต่ครึ่งคำทุกคนต่างก้มหน้าก้มตา รีบแยกย้ายกลับไปก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆของตัวเองต่อไปอย่างขยันขันแข็ง (กลัวโดนจับแปลงเพศแบบไอ้เบอร์หนึ่ง!)
“กี้! กี๊ย๊าาา!!!”
ในค่ำคืนนั้น... ป่ามรณะไม่ได้หลับใหลเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างสิ้นหวัง และเสียงทรมานของฝูงก็อบลินดังระงมสั่นะเืไปทั่วทั้งผืนป่า กองทัพนักรบโลหิตกำลังบุกตะลุยกวาดล้างรังของพวกมันอย่างอำมหิต เพื่อนำพื้นที่มาสร้างคลังสมบัติ
ตัดภาพกลับมายังห้องนอนอันเงียบสงบของนพเก้า...
หลังจากที่เขาตัดการเชื่อมต่อ 'โทรจิติญญา' เลิกสอดส่องการทำงานของั์แดงเดือด...เขาก็ทิ้งตัวเอนหลังลงนอนบนเตียงนุ่มสบาย สีหน้าฉายแววครุ่นคิดอย่างจริงจัง
ด้วยอานุภาพของ 'วิถีที่หนึ่ง' แห่งเคล็ดวิชาเพลิงแห่งความละโมบ...ทำให้เขาได้รับอภิสิทธิ์สุดโกง เขาไม่จำเป็ต้องมานั่งขัดสมาธิฝึกฝนหลับตาบ่มเพาะพลังด้วยตัวเองให้เมื่อยตุ้มอีกต่อไป
สถานะของเขาในตอนนี้... เปรียบเสมือน ‘นางพญาผึ้ง’ ที่นั่งจิบชาสบายๆ อยู่ในรัง โดยมีโครงข่ายเส้นใยิญญาโยงใยเชื่อมต่อกับ ‘ฝูงผึ้งงาน’ (กองทัพนักรบโลหิตนับหมื่นตน)ที่กระจายตัวออกไปฟาร์ม หาอาหารอยู่ทั่วทุกสารทิศ
และเพียงแค่เขานอนอยู่เฉยๆ ซึมซับ 'เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่ง' พลังงานปราณบริสุทธิ์ที่ถูกส่งต่อกลับมาจากกองทัพนักรบโลหิตเ่าั้... รัศมีมวลพลังใน ‘ศิลาปราณ’ของเขาก็ขยายตัวพุ่งปรี๊ดอย่างบ้าคลั่ง! ตอนนี้ ปริมาตรความจุพลังงานของเขาได้ทะยานพุ่งทะลุหลัก ‘ห้าหมื่นเมตร’ ไปเรียบร้อยแล้ว!... ซึ่งระดับพลังมหาศาลขนาดนี้ สามารถนำไปเทียบชั้นงัดข้อกับยอดฝีมือ 'ขอบเขตราชันยุทธ์ ขั้นกลาง'ได้สบายๆ!
สำหรับเป้าหมายการฝึกปรือในสเตปต่อไป...เขาตั้งใจจะใช้วิธี 'ค่อยๆ เป็ ค่อยๆ ไป'ไม่รีบร้อนจนเกินเหตุ
เนื่องจากตอนนี้ เขามีไพ่ตายสุดยอดนั่นคือ 'ขุมพลังอำนาจระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุด' ที่ยังคงถูกผนึกหลับใหลซ่อนตัวอยู่ภายใน'ตันเถียนดั้งเดิม' ที่ตกทอดมาจากอดีตชาติ
อย่างไรก็ตาม... หลังจากที่เขาปั้น 'ตันเถียนใหม่' (ศิลาปราณ)ให้มีระดับพลังที่ทัดเทียม ไล่เลี่ยกันแล้ว... เขาได้วางแพลนไว้ว่า จะทำการ 'สูบโอนถ่าย' พลังงานมหาศาลจากตันเถียนเก่า(ระดับจักรพรรดิยุทธ์) ให้ไหลมาควบรวม หลอมรวมเข้ากับตันเถียนใหม่นี้
สาเหตุก็เพราะ... 'รากฐานเก่า' จากอดีตชาตินั้นมันมีความบกพร่องและอ่อนแอเกินไป ไม่สมบูรณ์แบบพอที่จะใช้เป็ฐานยิงจรวดทะลวงฝ่ากำแพงก้าวขึ้นสู่ ‘ขอบเขตจ้าว์’ ได้ เขาจึงต้องยอมสละมันทิ้งเพื่อนำพลังงานมาอัดฉีด เสริมความแข็งแกร่งให้ฐานยิงใหม่แทน
เขาเองก็ไม่กล้าการันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสมมติฐานและแิพิสดารนี้ มันจะสามารถทำได้จริง และประสบความสำเร็จหรือไม่
แต่เขาก็พยายามวาดฝันโปรเจกต์สถาปัตยกรรมระดับจักรวาลเอาไว้แล้ว เขาตั้งเป้าหมายที่จะสร้าง ‘ดินแดนมิติที่อยู่อาศัย’ ขนาดย่อมๆ ซ้อนทับฝังตัวลงไปในห้วงจักรวาลตันเถียนของเขาเลยทีเดียวโดยจะเปิดเส้นทาง สร้าง 'ประตูมิติเชื่อมต่อ'ให้กองทัพสมุนนักรบโลหิต สามารถขนย้ายลำเลียงเสบียงทรัพยากรล้ำค่าจากป่ามรณะทะลุเข้ามาจัดเก็บสต็อกไว้ในตันเถียนของเขาได้โดยตรง
และด้วยคุณสมบัติสุดโกงของ ศาสตร์ลับ 'โซ่ตรวนมรณะนิรันดร์' ที่เขาอยู่...มันไม่เพียงแต่จะมีอานุภาพ ช่วยพรางตา ปิดบังการตรวจจับจาก ‘ทัณฑ์สายฟ้า์’ได้เท่านั้น... แต่มันยังสามารถใช้เป็ตัวล็อก นิรภัยชั้นเยี่ยม ป้องกันไม่ให้ 'ศิลาปราณ' ของเขาเกิดอาการโอเวอร์โหลดและะเิแตกดับจากการรองรับมวลพลังงานมหาศาลเกินพิกัดได้อีกด้วย
สมศักดิ์ศรีจริงๆที่มันถูกยกย่องให้เป็ 'ศาสตร์มืดเร้นลับอันดับหนึ่ง'แห่งยุค! ทฤษฎีวิปริตนี้ อาจจะเคยมีปรมาจารย์หรือคนบ้าในอดีตเคยทดลองทำมันมาแล้ว! เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ริเริ่มคนแรกที่กล้าทำ...แต่มั่นใจได้เลยว่า เขาจะไม่มีวันเป็คนสุดท้ายแน่นอน!
“เอาล่ะ...ได้เวลาออกล่าเหยื่อแล้วสิ!”
ั์ตาของนพเก้าทอประกายวาวโรจน์ไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเขาเหลือบมองดูหน้าปัดนาฬิกา...เข็มสั้นชี้บอกเวลา ‘สองทุ่มตรง’ พอดีเป๊ะ!
ชายหนุ่มดีดตัวลุกพรวดขึ้นจากเตียงนอน... ก่อนจะใช้ทักษะก้าวพริบตา ร่างกะพริบวูบหายลับไปจากห้องนอนในพริบตา
ณ ตำหนักสาขารอง ของ ‘หวงไค่’...
โครม!!! เพล้งงง!!!
เสียงทุบทำลายข้าวของเสียงแจกันกระเบื้องเคลือบแตกกระจายดังสนั่นเล็ดลอดออกมาจากห้องทำงานส่วนตัวของหวงไค่ บรรดาคนรับใช้และบอดี้การ์ดที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องต่างพากันตัวสั่นงันงก ก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง
“บัดซบ!!ไอ้เด็กสารเลวเอ๊ย!! ระยำที่สุด!!”
หวงไค่กระทืบเท้าแผดเสียงสบถด่าทออย่างเกรี้ยวกราด! เขาคลุ้มคลั่งอาละวาดพังข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงในห้องทำงานกระจุยกระจาย เพื่อระบายความแค้นและอารมณ์โกรธที่สุมอก
อุตส่าห์อดหลับอดนอนวางแผนการอย่างรัดกุมร่วมกับผู้นำสาขาทั้งสามหมายมั่นปั้นมือว่าในงานเลี้ยงเช้านี้ จะต้องงัดข้อทำให้ไอ้เด็กนพเก้าต้องอับอายขายขี้หน้าจนแทรกแผ่นดินหนี แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตาลปัตร! แผนการตลบหลังของเขา กลับกลายเป็การมอบบันไดส่งเสริมให้สถานะและบารมีของไอ้เด็กนั่น พุ่งทะยานขึ้นไปเป็ 'วีรบุรุษ' ครองใจคนทั้งตระกูลแทนซะงั้น!
ใครมันจะไปตรัสรู้ล่ะวะ!...ว่าไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอายุแค่นี้ มันจะมีสายตาเฉียบแหลมดุจ ‘ปรมาจารย์’สามารถมองทะลุปรุโปร่ง ชี้เป้าจุดบกพร่องในวิทยายุทธ์ได้อย่างแม่นยำ
ในห้องโถงใหญ่เมื่อเช้านี้...นอกจากจะแจกของขวัญโปรยเสน่ห์แล้ว... นพเก้ายังเดินสายทำตัวเป็กูรูชี้แนะแนวทางแก้ไขจุดบกพร่องในการบ่มเพาะพลังให้แก่บรรดาผู้าุโในตระกูลไปถึงสิบกว่าคน ผลงานชิ้นโบแดงนี้... ทำให้บรรดาผู้าุโสายกลางที่เคยลังเลและสนับสนุนเขาต่างพากันหักหลัง เทคะแนนเสียงย้ายค่าย ไปซูฮกประจบสอพลอไอ้เด็กนั่นกันหมดเกลี้ยง
ไม่เพียงแค่นั้น!...สิ่งที่ทำให้เขาหลอนและหวาดกลัวที่สุด ก็คือ... เขาไม่เข้าใจเลยว่าไอ้เด็กนรกนั่นมันไปสรรหา งัดเอา ‘ความลับดำมืด’ และเื่ฉาวโฉ่ของคนในตระกูลมาจากไหนนักหนามันแฉวีรกรรมของทุกคนได้ทะลุปรุโปร่ง ละเอียดยิบ ราวกับจับทุกคนมาเปลื้องผ้าแก้ผ้าประจานร่อนจ้อนอยู่กลางสี่แยกไฟแดง!
โชคยังดีที่ในการประชุมมหากาพย์เมื่อเช้า...ไอ้เด็กนั่นมันมัวแต่เมามันส์กับการสับแหลกคนอื่น จนลืมสนใจหรือไม่ได้พุ่งเป้ามาเล่นงานเขาโดยตรง (เขาไม่แน่ใจนัก ว่านี่คือความโชคดีบังเอิญหรือเป็แค่การวางแผน ‘เก็บตัวการใหญ่ไว้เชือดทีหลัง’ ของสองพ่อลูกนั่นกันแน่!)
ทันใดนั้น...สัญชาตญาณเอาตัวรอดของหวงไค่ ก็ััได้ถึง ‘ภัยคุกคาม’อันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เขาตระหนักได้ทันทีว่า จะต้องรีบเหยียบคันเร่งเข็นแผนการฏขั้นเด็ดขาดที่ซุ่มเตรียมเอาไว้ ให้ออกมาปฏิบัติการจริงโดยด่วน...ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ และเขาอาจจะกลายเป็รายต่อไปที่ถูกเชือด!
“พ่อบ้าน!! รีบไปตามตัว‘อี้เฟย’ หลานข้า ให้รีบเข้ามาพบข้าที่ห้องนี้ด่วนที่สุด!!”
หวงไค่ะโสั่งการเสียงกร้าว
ห้านาทีต่อมา...พ่อบ้านชราก็เดินนำพาชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ทว่ามีสีหน้าซีดเซียวเล็กน้อยก้าวเข้ามาภายในห้องทำงาน
“หลานขอน้อมคารวะท่านปู่ขอรับ”
หลังจากที่ได้รับการรักษาเยียวยาด้วยการลงไปแช่ตัวในบ่อน้ำสมุนไพรวิเศษระดับสูง... อาการาเ็ภายในของ ‘หวงอี้เฟย’ ก็เริ่มฟื้นฟูทุเลาลงบ้างแล้ว พละกำลังกลับคืนมาได้ราวๆสามในสิบส่วน ทำให้เขาสามารถเดินเหินไปไหนมาไหนได้เป็ปกติ(แม้จะยังห้ามออกแรงหนักก็ตาม)
“ทางฝั่งนู้น...ติดต่อกลับมาว่ายังไงบ้าง!?”
หวงไค่โบกมือไล่พ่อบ้านให้ออกไปเฝ้าหน้าห้องก่อนจะหมุนตัวกลับมานั่งกระแทกตัวลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานแล้วยิงคำถามเข้าประเด็นทันที
“ท่านหัวหน้า ‘พรรคเหยี่ยวทมิฬ’ ส่งสาส์นลับตอบกลับมาแล้วขอรับ...เขาแจ้งว่า พิธีกรรมอาจจะต้องใช้เวลาเตรียมการอีกประมาณ ‘หนึ่งสัปดาห์’...ถึงจะสามารถปลุกเสกและควบคุม 'ซากศพของบรรพชน'ของเราให้ตื่นขึ้นมาใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ!”
หวงอี้เฟยรายงานเสียงแ่สังเกตเห็นสีหน้าตึงเครียดของปู่ ก็เดาได้ว่าอารมณ์คงกำลังคุกรุ่นสุดๆไม่รู้ว่าไปกินรังแตนที่ไหนมา
“หึ! ดี!ก็ถือว่าไม่ช้าเกินรอ! ทันทีที่เราสามารถเข้าควบคุม ร่างซากศพผู้ฝึกปรือ‘ระดับจักรพรรดิยุทธ์’ ได้สำเร็จ... คราวนี้ ก็ลองมาดูกันสิว่าจะมีไอ้หน้าโง่คนไหนในเมืองเวสสุวรรณแห่งนี้ที่มีปัญญาหาญกล้ามาต่อกรกับขุมพลังของพวกเราได้อีก!!”
แผนการทะเยอทะยานของหวงไค่ก็คือ...เขาจะใช้ศาสตร์มืด ลอบควบคุม ‘ศพของบรรพบุรุษ’ที่ถูกฝังอยู่ในสุสานบรรพชนตระกูลหวง เพื่อนำมาใช้เป็อาวุธาสุดยอดในการกวาดล้างและบุกยึดอำนาจควบคุม ‘ตระกูลสายหลัก’ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
“ต... แต่ว่า...ท่านปู่ขอรับ... ข้ายังรู้สึกลังเล และไม่ค่อยแน่ใจเลย... ว่าพวกเราสมควรจะจับมือทำข้อตกลงสกปรกกับพวกมันจริงๆ หรือขอรับ?”
ถึงแม้หวงอี้เฟยจะเกลียดชังและตั้งตนเป็ศัตรูคู่แค้นกับตระกูลสายหลัก...แต่ลึกๆ ในใจ เขาก็ยังคงมีความเป็มนุษย์หลงเหลืออยู่บ้างเขารู้สึกว่าแผนการลักศพและร่วมมือกับพรรคมารนี้ มันดูเป็วิธีการที่ป่าเถื่อน โเี้และไร้มนุษยธรรมเกินกว่าจะรับได้
“เหอะ!จะมัวมานั่งกังวล โลกสวยใส่ใจเื่พรรค์นั้นไปทำไมกัน!! หากคิดจะกระทำการใหญ่สร้างตำนานที่ยิ่งใหญ่... มันก็ย่อมต้องมีการแลกเปลี่ยน และมีการ 'เสียสละ' เืเนื้อกันบ้างเป็ธรรมดาสิวะ!!”
หวงไค่ตวาดลั่น ยกถ้วยชาร้อนขึ้นมาซดรวดเดียวจนหมดเกลี้ยงก่อนจะกระแทกถ้วยลงบนโต๊ะเสียงดังปัง!
เป็ที่ทราบกันดีทั่วทั้งยุทธภพว่า...‘พรรคเหยี่ยวทมิฬ’ คือหนึ่งในขุมกำลังของฝั่ง ‘พรรคมาร’ อันแสนชั่วร้าย!การลักลอบจับมือ ผูกมิตรกับขบวนการอาชญากรระดับชาตินั้น... ถือเป็ ‘กฎเหล็กต้องห้าม’ ร้ายแรงขั้นสุดยอดของโลกมนุษย์ หากเื่ราวแดงขึ้นมาหรือถูกราชวงศ์ทางการจับได้ล่ะก็... โทษทัณฑ์สถานเดียวก็คือ 'การปะาล้างโคตรเก้าชั่วคน'!!
ทว่า... ในสถานการณ์หลังชนฝาเช่นนี้หวงไค่ไม่มีทางเลือกอื่นให้เดินอีกแล้ว!
ขุมกำลังอำนาจและเครือข่ายผู้สนับสนุนของเขาถูกบดขยี้ทำลายจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี 'ราคา' ที่เขาต้องจ่ายเพื่อเป็ค่าตอบแทนในการดึงพรรคเหยี่ยวทมิฬมาร่วมหัวจมท้ายในครั้งนี้...ก็คือข้อตกลงที่ต้องยก 'ชีวิตของสมาชิกตระกูลสายหลักทุกคน'ให้เป็เครื่องสังเวย! เขาไม่รู้หรอกว่า พวกพรรคมารมันจะเอาร่างกายหรือิญญาคนเป็ๆพวกนั้นไปทำพิธีอุบาทว์อะไร... แต่ตราบใดที่มันช่วยให้เขาได้ขึ้นเป็ใหญ่เขาก็ไม่สนหรอกว่าใครจะเป็จะตาย! มันไม่ใช่กงการอะไรของเขา!
หลังจากที่สองปู่หลานสุมหัวปรึกษาหารือ ปรับจูนแผนการฏกันอย่างเคร่งเครียดนานกว่าครึ่งชั่วยาม...หวงไค่ก็โบกมือไล่ให้หวงอี้เฟยกลับไปพักผ่อน ส่วนตัวเขาก็ลุกขึ้น หยิบเสื้อคลุมเดินออกจากห้องทำงานเพื่อไปจัดการธุระอื่นต่อ
“หึหึ... ไอ้พวกทรยศสันดานชั่วช้า!... พวกมึงนี่แหละ ที่สมควรตาย!!”
ทันทีที่ห้องว่างเปล่า... ร่างของ ‘นพเก้า’ ก็ค่อยๆ ปรากฏตัว สลัดเสื้อคลุมล่องหนคลายการพรางตัวออกจากเงามืดที่มุมห้อง
เขาแอบลอบเร้นกาย ยืนฟังบทสนทนาโสมมและแผนการฏของสองปู่หลานมาั้แ่ต้นจนจบ
เดิมที... วันนี้เขาตั้งใจจะแค่มา‘เชือด’ ปู่หลานคู่นี้ทิ้งเงียบๆ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม... แต่ดูเหมือนว่าคดีนี้มันจะสลับซับซ้อนและมีเบื้องลึกเื้ัที่โยงใยไปถึง 'พรรคเหยี่ยวทมิฬ' เข้ามาเอี่ยวด้วยซะแล้ว
เขาจำเป็จะต้องอดทน ตามสืบขยายผลเพื่อสาวไส้หา 'สาเหตุที่แท้จริง'ให้กระจ่างแจ้ง ว่าทำไมพรรคมาร ถึงได้เข้ามาแทรกแซงและมีส่วนร่วมในการก่อโศกนาฏกรรมล้างบางตระกูล ซึ่งเป็ ‘จุดเปลี่ยนชีวิต’สำคัญของเขาในอดีตชาติ
และเมื่อเขาได้คำตอบที่แน่ชัดเมื่อไหร่...เขาขอสาบานเลยว่า จะไล่ล่าตามสับกบาล 'กำจัดทุกคน' ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฏครั้งนี้ให้สูญพันธุ์ไปจากหน้าประวัติศาสตร์!
หลังจากเก็บข้อมูลจนพอใจ...เขาก็ใช้วิชาก้าวพริบตา เคลื่อนย้ายร่างกลับมาโผล่ที่หน้า 'ห้องทำงานส่วนตัว' ในตำหนักหลักของอัครเดช(ผู้เป็พ่อ) ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที
“อ้าว...นี่มันก็ดึกดื่น ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้วนะขอรับ...ท่านพ่อยังไม่ยอมเข้านอนพักผ่อนอีกหรือ?”
นพเก้าผลักประตูเดินเข้าไป ทักทายผู้เป็พ่อที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาปั่นงานจมกองเอกสารพะเนินเทินทึกอยู่บนโต๊ะ ดูจากแฟ้มแล้วน่าจะเป็รายงานสรุปผลประกอบการและกำไรการค้าในไตรมาสนี้
“เฮ้อ...ถ้างานกองเท่าูเามันยังไม่เสร็จ... ต่อให้พ่ออยากจะลาพักร้อนพ่อก็หยุดมือไม่ได้หรอกลูกเอ๊ย...” อัครเดชเงยหน้าขึ้นมาตอบ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและอิดโรยสุดๆ
“ว่าแต่เ้าเถอะ...ดึกป่านนี้ มีธุระสำคัญอะไร ถึงได้ถ่อมาหาพ่อถึงห้องทำงานเนี่ย?”
นพเก้าไม่รอช้า รีบรายงานทบทวนทุกถ้อยคำสนทนา และแผนการฏที่เขาเพิ่งไปแอบได้ยินมา ให้บิดาฟังอย่างละเอียดโดยไม่ปิดบังหรือตกหล่นเลยแม้แต่คำเดียว
“อะไรนะ!!? นี่พวกมันเหิมเกริม กล้าทำเื่ชั่วช้าขนาดนี้เชียวรึ!!?”
อัครเดชเบิกตากว้างผุดลุกขึ้นยืนตบโต๊ะดังปัง!ความโกรธแค้นพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองจนอยากจะชักดาบออกไปฟันคน!
การแอบลักลอบจับมือเป็พันธมิตรกับพรรคมารนอกรีต...และยังคิดจะบังอาจลบหลู่ ใช้คาถาควบคุม ‘ศพของบรรพบุรุษ’ ผู้ทรงเกียรติ...แค่ความผิดสองข้อนี้ พวกมันก็สมควรถูกสับร่างเป็หมื่นๆ ชิ้นและตายตกไปขุมนรกขุมที่ลึกที่สุดแล้ว!!
“เ้าทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากลูกรัก!... ตอนนี้เ้ากลับไปพักผ่อนซะเถอะ! พ่อรู้ดีว่าการจะไปตามสืบแอบดักฟังล้วงความลับระดับนี้มาได้ มันไม่ใช่เื่ง่ายและเสี่ยงอันตรายแค่ไหน!...เดี๋ยวเื่นี้ พ่อจะเป็คนรับหน้า นำไปกราบทูลหารือวางแผนกับ ‘คุณตา’ของเ้าต่อเอง!”
อัครเดชเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาตบบ่าลูกชายเบาๆ ด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะรีบคว้าเสื้อคลุม หมุนตัวเดินแกมวิ่งมุ่งหน้าไปยังตำหนักบรรพบุรุษอย่างเร่งรีบ!
นพเก้ามองแผ่นหลังของบิดาที่ค่อยๆหายลับไป... เขาไม่ได้คิดกังวลหรือหนักใจกับปัญหานี้อีกต่อไปเขาเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่า... หากคุณตาผู้เก๋าเกม และคุณพ่อจอมวางแผนของเขาได้จับมือร่วมแท็กทีมกันแก้ปัญหานี้ล่ะก็... เื่ฏกระจอกๆ พวกนี้ย่อมถูกจัดการคลี่คลาย ปัดกวาดให้สะอาดหมดจดได้อย่างแน่นอน
ทว่า... ในจังหวะที่เขากำลังจะหมุนตัวก้าวเดินออกจากห้องทำงานเพื่อกลับไปนอนพักผ่อนนั้นเอง...
ติ๊งด่อง!
จู่ๆหน้าจอสมาร์ตโฟนในกระเป๋ากางเกงของเขา ก็สว่างวาบขึ้น... พร้อมกับการปรากฏของ 'ข้อความแจ้งเตือนบางอย่าง' ที่เด้งขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด!